{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"ลำดับ","type":"numeric"},{"id":"คำศัพท์","type":"text"},{"id":"อ้างอิง","type":"text"},{"id":"ชนิดของคำ","type":"text"},{"id":"ความหมาย","type":"text"}],
  "records": [
    [1,1,"กกส้มมอ","ดูสมอไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia chebula Retz. ในวงศ์ Combretaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... ใบผลสมอไทยมีรสฝาด (แทนนิน) มาก ... คุณสมบัติของ สมอต้มใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานเป็นยาระบายอ่อน ๆ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาระบายท้องสำหรับคนที่เป็นอหิวาต์ หรือท้องร่วงอย่างแรง หรือพวกลมป่วงต่าง ๆ แก้พิษร้อน ภายในกระหายน้ำได้ดี ... ผลสมอรับประทานแก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ลมจุกเสียด ผายธาตุ ...” จัดอยู่ในพิกัดจตุผลาธิกะ ตรีฉินทะลามะกา ตรีผลา ตรีสมอ เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia chebula Retz. ในวงศ์ Combretaceae มีชื่อสามัญว่า chebulic myrobalan เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง ไม่มีพอน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ไม่แยกแขนง ออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๔-๗ ช่อ มักออกเป็นช่อยาวตามรอยแผลใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ด้านในมีขนแน่น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม หรือรูปกระสวย อาจมีพูหรือสันตามยาว เนื้อหนา ผลแก่สีเขียวแกมสีเหลือง เมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำผิวขรุขระ เมล็ดรูปรี, ส้มมอ สมออัพยา หรือ กกส้มมอ ก็เรียก. "],
    [2,2,"กฏุกะ","[กะตุกะ] ดู เผ็ดร้อน.","ว.","รสอย่างรสพริกไทย ดีปลี ขิงแก่ เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสเผ็ดร้อนจะมีสรรพคุณแก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับผายลม บำรุงธาตุ เป็นต้น, กฏุกะ ก็เรียก. "],
    [3,3,"กด",null,"ก.","บังคับลง ข่ม ทับ ดันให้ลงด้วยมือ ส่วนของมือ แขน ศอก เข่า เท้า ส่วนของเท้า อวัยวะอื่นใด หรือวัสดุอุปกรณ์อื่น \n  สำหรับตรวจวินิจฉัย ป้องกัน บำบัดโรคหรืออาการบางอย่างเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย."],
    [4,4,"กร่อย",null,"ว.","ไม่จืดสนิทหรือไม่หวานสนิท เพราะมีรสเค็มเจือ."],
    [5,5,"กระจับ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อในเมล็ดสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa natans L. ในวงศ์ Lythraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย “… แพทย์ตาชนบทใช้เนื้อฝักของกะจับสดผสมกับหัวแห้วสด ปรุงเป็นยาชูกำลังรับประทานบำรุงทารกในครรภ์ และบำรุงกำลัสำหรับคนไข้หนักที่รับประทานอาหารไม่ได้ และคนที่อ่อนเพลีย เนื่องจากเป็นไข้เรื้อรัง หรือแรกฟื้นจากไข้ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa natans L. วงศ์ Lythraceaeมีชื่อสามัญว่า buffalo nut, bat nut, devil pod, devil’s pod,horn nut เป็นไม้น้ำล้มลุก ลอยอยู่บนผิวน้ำ รากหยั่งลงดิน มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่เป็นกระจุก ส่วนใหญ่ลอยบนผิวน้ำ รูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ขอบหยักซี่ฟัน ก้านใบสีม่วงแดง บริเวณกลางก้านโป่งพองเป็นกระเปาะใหญ่ใบบางส่วนที่อยู่ในน้ำมีลักษณะคล้ายรากเป็นเส้นฝอยแตกแขนงแบบขนนก ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกสีขาว ๔ กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียวอยู่ในน้ำ เป็นฝักรูปคล้ายหน้าควายและมีเขายาวโค้ง ปลายแหลมหรือทู่ ผลแก่สีดำ เปลือกนอกบาง เปลือกในแข็งมาก เมล็ดใหญ่รูปคล้ายปาก เนื้อในเมล็ดสีขาว มีแป้งมาก รสมันหวาน กินได้, มี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์เขาแหลมและพันธุ์เขาทู่, กระจับเขาแหลม (พันธุ์เขาแหลม) หรือ กระจับเขาทู่ (พันธุ์เขาทู่) ก็เรียก."],
    [6,6,"กระจับเขาทู่","ดูใน กระจับ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อในเมล็ดสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa natans L. ในวงศ์ Lythraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย “… แพทย์ตาชนบทใช้เนื้อฝักของกะจับสดผสมกับหัวแห้วสด ปรุงเป็นยาชูกำลังรับประทานบำรุงทารกในครรภ์ และบำรุงกำลัสำหรับคนไข้หนักที่รับประทานอาหารไม่ได้ และคนที่อ่อนเพลีย เนื่องจากเป็นไข้เรื้อรัง หรือแรกฟื้นจากไข้ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa natans L. วงศ์ Lythraceaeมีชื่อสามัญว่า buffalo nut, bat nut, devil pod, devil’s pod,horn nut เป็นไม้น้ำล้มลุก ลอยอยู่บนผิวน้ำ รากหยั่งลงดิน มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่เป็นกระจุก ส่วนใหญ่ลอยบนผิวน้ำ รูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ขอบหยักซี่ฟัน ก้านใบสีม่วงแดง บริเวณกลางก้านโป่งพองเป็นกระเปาะใหญ่ใบบางส่วนที่อยู่ในน้ำมีลักษณะคล้ายรากเป็นเส้นฝอยแตกแขนงแบบขนนก ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกสีขาว ๔ กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียวอยู่ในน้ำ เป็นฝักรูปคล้ายหน้าควายและมีเขายาวโค้ง ปลายแหลมหรือทู่ ผลแก่สีดำ เปลือกนอกบาง เปลือกในแข็งมาก เมล็ดใหญ่รูปคล้ายปาก เนื้อในเมล็ดสีขาว มีแป้งมาก รสมันหวาน กินได้, มี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์เขาแหลมและพันธุ์เขาทู่, กระจับเขาแหลม (พันธุ์เขาแหลม) หรือ กระจับเขาทู่ (พันธุ์เขาทู่) ก็เรียก."],
    [7,7,"กระจับเขาแหลม","ดูใน กระจับ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อในเมล็ดสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa natans L. ในวงศ์ Lythraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย “… แพทย์ตาชนบทใช้เนื้อฝักของกะจับสดผสมกับหัวแห้วสด ปรุงเป็นยาชูกำลังรับประทานบำรุงทารกในครรภ์ และบำรุงกำลัสำหรับคนไข้หนักที่รับประทานอาหารไม่ได้ และคนที่อ่อนเพลีย เนื่องจากเป็นไข้เรื้อรัง หรือแรกฟื้นจากไข้ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trapa natans L. วงศ์ Lythraceaeมีชื่อสามัญว่า buffalo nut, bat nut, devil pod, devil’s pod,horn nut เป็นไม้น้ำล้มลุก ลอยอยู่บนผิวน้ำ รากหยั่งลงดิน มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่เป็นกระจุก ส่วนใหญ่ลอยบนผิวน้ำ รูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ขอบหยักซี่ฟัน ก้านใบสีม่วงแดง บริเวณกลางก้านโป่งพองเป็นกระเปาะใหญ่ใบบางส่วนที่อยู่ในน้ำมีลักษณะคล้ายรากเป็นเส้นฝอยแตกแขนงแบบขนนก ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกสีขาว ๔ กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียวอยู่ในน้ำ เป็นฝักรูปคล้ายหน้าควายและมีเขายาวโค้ง ปลายแหลมหรือทู่ ผลแก่สีดำ เปลือกนอกบาง เปลือกในแข็งมาก เมล็ดใหญ่รูปคล้ายปาก เนื้อในเมล็ดสีขาว มีแป้งมาก รสมันหวาน กินได้, มี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์เขาแหลมและพันธุ์เขาทู่, กระจับเขาแหลม (พันธุ์เขาแหลม) หรือ กระจับเขาทู่ (พันธุ์เขาทู่) ก็เรียก."],
    [8,8,"กระเจี๊ยบแดง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นกลีบเลี้ยงและริ้วประดับแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. ในวงศ์ Malvaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ใบ [น่าจะหมายถึงกลีบเลี้ยงและริ้วประดับ] ปรุงเป็นยากัดเสมหะแก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ลงไปสู่ทวารหนัก ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. ในวงศ์ Malvaceae มีชื่อสามัญว่า rosella, Indian sorrel, Jamaica sorrel, red sorrel, sorrel เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นอ่อน สีเขียว เมื่อแก่สีม่วงแดง ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน โดยทั่วไปมีแผ่นใบคล้ายรูปไข่กลับ และมีขอบใบหยักเว้าลึก ๓-๕ หยัก ดอกขนาดใหญ่สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีแดง ออกที่ปลายยอดหรือตามซอกใบ ริ้วประดับเรียวแคบ สีแดง มี ๘-๑๒ กลีบ กลีบดอกใหญ่ สีเหลือง มี ๕ กลีบ โคนกลีบสีแดงเข้ม ผลแบบผลแห้งแตก สีแดง มีริ้วประดับและกลีบเลี้ยงติดทน มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไต สีน้ำตาล, กระเจี๊ยบเปรี้ยว หรือ ส้มพอเหมาะ ก็เรียก."],
    [9,9,"กระเจี๊ยบเปรี้ยว","ดู กระเจี๊ยบแดง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นกลีบเลี้ยงและริ้วประดับแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. ในวงศ์ Malvaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ใบ [น่าจะหมายถึงกลีบเลี้ยงและริ้วประดับ] ปรุงเป็นยากัดเสมหะแก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ลงไปสู่ทวารหนัก ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. ในวงศ์ Malvaceae มีชื่อสามัญว่า rosella, Indian sorrel, Jamaica sorrel, red sorrel, sorrel เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นอ่อน สีเขียว เมื่อแก่สีม่วงแดง ผิวค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน โดยทั่วไปมีแผ่นใบคล้ายรูปไข่กลับ และมีขอบใบหยักเว้าลึก ๓-๕ หยัก ดอกขนาดใหญ่สีเหลืองอ่อน กลางดอกสีแดง ออกที่ปลายยอดหรือตามซอกใบ ริ้วประดับเรียวแคบ สีแดง มี ๘-๑๒ กลีบ กลีบดอกใหญ่ สีเหลือง มี ๕ กลีบ โคนกลีบสีแดงเข้ม ผลแบบผลแห้งแตก สีแดง มีริ้วประดับและกลีบเลี้ยงติดทน มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไต สีน้ำตาล, กระเจี๊ยบเปรี้ยว หรือ ส้มพอเหมาะ ก็เรียก."],
    [10,10,"กระโจม",null,"น.","ผ้าที่คลุมบนโครง ซึ่งโบราณมักทำด้วยไม้ไผ่เพื่อเข้าไปอยู่ให้เหงื่อออก."],
    [11,11,"กระชาย",null,"ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [12,12,"กระดอม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนและแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกกะดอมมีรสขมจัด ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง, ดีฝ่อ, ดีเดือด, คลั่งเพ้อ, คุ้มดีคุ้มร้าย ทำให้เจริญอาหารและดับพิษโลหิต ใช้มากในยาบำรุงธาตุและยาไข้ เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แพทย์ตามชนบทบางจังหวัดใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง (ไข้กลับไข้ซ้ำ) และเป็นยารักษามดลูกหลังจากการแท้งลูกแล้ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae เป็นไม้เถา ลำต้นเป็นร่องและมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปร่างต่าง ๆ กัน ตั้งแต่รูปไตจนถึงรูปสามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือเป็นแฉก โคนเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ผิวใบสากคายทั้ง ๒ ด้าน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเล็กน้อย ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผิวสาก มีสัน เนื้อสีเขียว ผลเมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี, ขี้กาดง ขี้กาน้อย ขี้กาเหลี่ยม มะนอยจา มะนอยหก หรือ มะนอยหกฟ้า ก็เรียก."],
    [13,13,"กระดังงา",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCananga odorata (Lam.) Hook. f. & Thomson var. odorata ในวงศ์ Annonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกปรุงเป็นยาหอมแก้ลมวิงเวียน ชูกำลังทำให้ใจชุ่มชื่น …” จัดเป็นตัวยาชนิดหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cananga odorata (Lam.) Hook. f. & Thomson var. odorata ในวงศ์ Annonaceae มีชื่อสามัญว่า ylang ylang (อ่านว่า อีลางอีลาง) เป็นไม้ต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปรีแกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อกระจุกกึ่งช่อซี่ร่ม ออกเหนือรอยแผลใบ ช่อสั้นและย้อยลู่ลง มี ๓-๖ ดอก ดอกมีขนาดใหญ่ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ปลายกลีบมักกระดกขึ้น กลีบดอกมี ๒ ชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ กลีบชั้นนอกใหญ่กว่ากลีบชั้นในเล็กน้อย ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผลเป็นผลกลุ่ม มี ๔-๑๕ ผล ผลอ่อนสีเขียว สุกสีเขียวคล้ำจนเกือบดำ มีเมล็ด ๒-๑๒ เมล็ด, กระดังงาไทย หรือสะบันงา ก็เรียก."],
    [14,14,"กระดาด",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAlocasia macrorrhizos (L.) G. Don ในวงศ์ Araceae มีชื่อสามัญว่า elephant ear taro มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้หัวของกระดาดนี้ ปรุงเป็นยารับประทาน แก้เป็นเถาเป็นดานในท้องคือเป็นก้อนกลม แข็งกลิ้งอยู่ในท้องตอนสะดือ ภายนอกใช้หัวกระดาดทั้งสองหุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลให้กัดฝ้า กัดหนองและสมานแผลได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alocasia macrorrhizos (L.) G. Don ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุกสูงได้มากกว่า ๑ เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้าลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด, มี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์ที่มีก้านใบและแผ่นใบสีเขียว (กระดาดขาว) กับพันธุ์ที่มีก้านใบและแผ่นใบสีแดงเลือดหมูถึงสีม่วงเข้ม (กระดาดแดง)."],
    [15,15,"กระดาดขาว","ดูใน กระดาด.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAlocasia macrorrhizos (L.) G. Don ในวงศ์ Araceae มีชื่อสามัญว่า elephant ear taro มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้หัวของกระดาดนี้ ปรุงเป็นยารับประทาน แก้เป็นเถาเป็นดานในท้องคือเป็นก้อนกลม แข็งกลิ้งอยู่ในท้องตอนสะดือ ภายนอกใช้หัวกระดาดทั้งสองหุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลให้กัดฝ้า กัดหนองและสมานแผลได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alocasia macrorrhizos (L.) G. Don ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุกสูงได้มากกว่า ๑ เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้าลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด, มี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์ที่มีก้านใบและแผ่นใบสีเขียว (กระดาดขาว) กับพันธุ์ที่มีก้านใบและแผ่นใบสีแดงเลือดหมูถึงสีม่วงเข้ม (กระดาดแดง)."],
    [16,16,"กระดาดแดง","ดูใน กระดาด.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAlocasia macrorrhizos (L.) G. Don ในวงศ์ Araceae มีชื่อสามัญว่า elephant ear taro มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้หัวของกระดาดนี้ ปรุงเป็นยารับประทาน แก้เป็นเถาเป็นดานในท้องคือเป็นก้อนกลม แข็งกลิ้งอยู่ในท้องตอนสะดือ ภายนอกใช้หัวกระดาดทั้งสองหุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลให้กัดฝ้า กัดหนองและสมานแผลได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alocasia macrorrhizos (L.) G. Don ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุกสูงได้มากกว่า ๑ เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้าลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด, มี ๒ พันธุ์ คือ พันธุ์ที่มีก้านใบและแผ่นใบสีเขียว (กระดาดขาว) กับพันธุ์ที่มีก้านใบและแผ่นใบสีแดงเลือดหมูถึงสีม่วงเข้ม (กระดาดแดง)."],
    [17,17,"กระดาดทั้ง ๒",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างสี ประกอบด้วยตัวยา๒ ชนิด คือ กระดาดขาว [Alocasia macrorrhizos (L.) G. Don]และกระดาดแดง [Alocasia macrorrhizos (L.) G. Don] มีรสและสรรพคุณกัดเสมหะและโลหิตอันเป็นก้อน แก้เป็นเถาเป็นดานในท้อง."],
    [18,18,"กระดูกงูเหลือม","ดู งูเหลือม ประกอบ.","น.","กระดูกสันหลังของงูเหลือม ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเย็นเมาเบื่อ สรรพคุณดับพิษกาฬ เป็นต้น."],
    [19,19,"กระดูกไหปลาร้า","ดูใน ไหปลาร้า.","น.","หลุมข้างคอถัดกระดูกไหปลาร้าขึ้นไป, เรียกกระดูก ทั้งคู่ที่อยู่ต้นคอข้างหน้าว่า กระดูกไหปลาร้า. "],
    [20,20,"กระตุก",null,"ก.","ชักเข้ามาโดยเร็วทันที งอเข้ามาโดยเร็ว เช่น ขากระตุก,อาการที่กล้ามเนื้อหดและยืดตัวขึ้นมาเองทันที ดังตำราแพทย์ตำบล เล่ม ๓ [๔๓/๓] ตอนหนึ่งว่า “… บางทีให้ชักมือกำเท้างอบิด บางทีให้กระตุกบางทีให้มีโลหิตออกมาทางจมูกทางปาก บางทีให้ครั่งเพ้อลุกขึ้นกระวนกระวาย ...” และดังคัมภีร์สรรพคุณ [๑๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… อบเชยญวน แก้ปถวีธาตุกำเริบ ให้เจ็บหลังแลหลังแข็งเส้นท้องตึงชักกระตุกให้ปวดมวนท้อง ...”."],
    [21,21,"กระทือ","ดู กะทือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "],
    [22,22,"กระทุ้งพิษไข้",null,"ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว."],
    [23,23,"กระเทียม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวย่อย (bulblet) ที่ปอกเปลือกแล้วของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกะเทียม ให้ย่อยอาหารบำบัดโรคในอกกระทำให้ผมงาม แก้พรรดึกแก้ลมจุกเสียด ใบกะเทียมแลก้าน แก้ฟกบวม …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเทียม นั้นรู้แก้พยาธิแลแก้หักแพลง แก้ไข้ลักปิด แก้เสมหะ แก้ลม แก้ฟกบวมแลรู้แก้ซึ่งริดสีดวง กลาก เกลื้อน และสะอึก ใบนั้นรู้กระทำให้เสมหะแห้ง และกระจายซึ่งโลหิต ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะเทียมมีรสร้อน เป็นยาระบายแก้ไข้ แก้ไอ แก้ริดสีดวงงอก และโรคผิวหนังบางอย่างเป็นยาขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับเนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู ใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท ใช้ภายนอกคั้นเอาน้ำจากหัวของกะเทียมเป็นยาหยอดหู แก้ปวดหูและหูอื้อ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีชื่อสามัญว่า clove of garlic เป็นไม้ล้มลุก มีกลิ่นแรง หัวใต้ดินลักษณะกลมแป้น มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูซึ่งลอกออกได้หุ้มอยู่ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับ รูปแถบ โคนแผ่และเชื่อมติดกันเป็นหลอด หุ้มรอบโคนใบของใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียมขอบเรียบ ส่วนค่อนทางปลายใบสีเขียว และสีจะค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือสีขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ หลายดอกอยู่ปะปนกับหัวย่อยรูปไข่ ขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะบาง ใส แห้งง่าย หุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ ดอกเล็ก สีขาวหรือขาวอมชมพูแกมเขียวถึงสีออกม่วง ผลแบบผลแห้งแตก ขนาดเล็ก เป็นกระเปาะสั้น ๆ รูปไข่หรือรูปค่อนข้างกลม เมล็ดเล็ก สีดำ หรือผลมักฝ่อไม่มีเมล็ด, กระเทียมขาว เทียม หอมเทียม หรือ หัวเทียม ก็เรียก."],
    [24,24,"กระเทียมขาว","ดู กระเทียม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวย่อย (bulblet) ที่ปอกเปลือกแล้วของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกะเทียม ให้ย่อยอาหารบำบัดโรคในอกกระทำให้ผมงาม แก้พรรดึกแก้ลมจุกเสียด ใบกะเทียมแลก้าน แก้ฟกบวม …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเทียม นั้นรู้แก้พยาธิแลแก้หักแพลง แก้ไข้ลักปิด แก้เสมหะ แก้ลม แก้ฟกบวมแลรู้แก้ซึ่งริดสีดวง กลาก เกลื้อน และสะอึก ใบนั้นรู้กระทำให้เสมหะแห้ง และกระจายซึ่งโลหิต ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะเทียมมีรสร้อน เป็นยาระบายแก้ไข้ แก้ไอ แก้ริดสีดวงงอก และโรคผิวหนังบางอย่างเป็นยาขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับเนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู ใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท ใช้ภายนอกคั้นเอาน้ำจากหัวของกะเทียมเป็นยาหยอดหู แก้ปวดหูและหูอื้อ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีชื่อสามัญว่า clove of garlic เป็นไม้ล้มลุก มีกลิ่นแรง หัวใต้ดินลักษณะกลมแป้น มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูซึ่งลอกออกได้หุ้มอยู่ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับ รูปแถบ โคนแผ่และเชื่อมติดกันเป็นหลอด หุ้มรอบโคนใบของใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียมขอบเรียบ ส่วนค่อนทางปลายใบสีเขียว และสีจะค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือสีขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ หลายดอกอยู่ปะปนกับหัวย่อยรูปไข่ ขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะบาง ใส แห้งง่าย หุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ ดอกเล็ก สีขาวหรือขาวอมชมพูแกมเขียวถึงสีออกม่วง ผลแบบผลแห้งแตก ขนาดเล็ก เป็นกระเปาะสั้น ๆ รูปไข่หรือรูปค่อนข้างกลม เมล็ดเล็ก สีดำ หรือผลมักฝ่อไม่มีเมล็ด, กระเทียมขาว เทียม หอมเทียม หรือ หัวเทียม ก็เรียก."],
    [25,25,"กระบองแดง",null,"น.","ไม้สั้นรูปทรงกลม ลงรักสีแดง เป็นของพระราชทานคู่กับย่ามแดงแก่หมอหลวงในสมัยโบราณ แพทย์ผู้มีกระบองแดงกับย่ามแดงมีสิทธิ์และทรงอำนาจในการเก็บเครื่องยาสมุนไพรได้ทั่วพระราชอาณาจักร."],
    [26,26,"กระบองราหู","ดู ลำบองราหู.","น.","น. โรคชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ เดือน ผู้ป่วยมักมีอาการเป็นเม็ดตามร่างกาย และอาการอื่น ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละเดือน เช่น ลำบองราหูที่เกิดในเดือน ๑ เมื่อเริ่มเป็นจะทำให้เจ็บผิวหนัง ขนลุก ผื่นขึ้นทั้งตัว นอนสะดุ้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา, ละบองราหู หรือ กระบองราหู."],
    [27,27,"กระเบนเหน็บ",null,"น.","ส่วนของร่างกายด้านหลังระดับบั้นเอว ตรงที่เหน็บชายกระเบน."],
    [28,28,"กระพี้",null,"น.","ส่วนของเนื้อไม้ที่หุ้มแก่น, เนื้อไม้ที่อยู่ระหว่างเปลือกกับแก่น มีลักษณะอ่อนและยุ่ยง่าย. (อ. sapwood)."],
    [29,29,"กระเพาะข้าว",null,"น.","๑. กระเพาะอาหาร. ๒. ลำไส้ใหญ่ตอนบน (อันตัง),กระเพาะเข้า กะเพาะเข้า กะเภาะข้าว กะเภาะเข้า เพาะเข้าหรือ เภาะเข้า ก็เรียก."],
    [30,30,"กระเพาะขี้",null,"น.","ส่วนของลำไส้ใหญ่อันเป็นที่อยู่ของอาหารเก่า."],
    [31,31,"กระเพาะเข้า","ดู กระเพาะข้าว.","น.","๑. กระเพาะอาหาร. ๒. ลำไส้ใหญ่ตอนบน (อันตัง),กระเพาะเข้า กะเพาะเข้า กะเภาะข้าว กะเภาะเข้า เพาะเข้าหรือ เภาะเข้า ก็เรียก."],
    [32,32,"กระเพาะน้ำ",null,"น.","กระเพาะปัสสาวะ, กะเพาะน้ำ กะเภาะน้ำ เพาะน้ำหรือ เภาะน้ำ ก็เรียก."],
    [33,33,"กระย่อม","ดู ระย่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [34,34,"กระโรกใหญ่","ดู ชิงชี่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [35,35,"กระลำพัก",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งสีดำและมีกลิ่นหอมอาจได้จากต้นสลัดได (Euphorbia antiquorum L.) หรือต้นตาตุ่มทะเล (Excoecaria agallocha L.) มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๖] ตอนหนึ่งว่า “… กะลำภักนั้นมีรสขมหวานเย็นมัน แก้ลมอังคมังคานุสารี แก้ตรีสมุฏฐาน แก้โลหิตโทษ ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๘๘] ตอนหนึ่งว่า “... แกนสลัดได มีรสขม หอม มัน เย็น สรรพคุณแก้ลมอังคมังคานุสารีย์ แก้ตรีสมุฏฐาน แก้โลหิตโทษ แก้พิษเสมหะ โลหิตและมูกเลือด บำรุงตับปอด ทำให้มีกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยางของต้นสลัดไดเป็นพิษ ต้นสลัดไดนี้เมื่อต้นแก่เข้าก็จะตายและผ่าต้นออกดูก็จะพบแก่น เรียกว่ากลำพัก มีรสขม กลิ่นหอม ราคาแพง ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ดีมาก ...”, เขียนว่า กะลำพัก กะลำภัก กลำพัก หรือ กลำภัก ก็มี. ดู สลัดได และ ตาตุ่มทะเล ประกอบ."],
    [36,36,"กระวาน",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAmomum testaceum Ridl. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า camphor seed, clustered cardamom, round siam cardamom หรือ siam cardamom ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณเป็นยาขับลม ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ผสมกับยาระบายเพื่อลดอาการไซ้ท้อง แก้คลื่นเหียน อาเจียน ขับโลหิต กระจายเลือดและลม. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amomum testaceum Ridl. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าทอดไปตามดิน ใบรูปขอบขนาน กาบใบหุ้มซ้อนเป็นลำต้นเทียม ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปกรวย ออกจากเหง้า มีใบประดับเรียงเวียนซ้อนสลับตลอดช่อ ในซอกใบประดับ มีดอกสีเหลืองอ่อนหรือขาวยื่นออกมา ผลแบบผลแห้งแตก มี ๓ พู สีนวล, กระวานขาว กระวานจันท์ กระวานดำ กระวานแดง หรือ กระวานโพธิสัตว์ ก็เรียก."],
    [37,37,"กระวานขาว, กระวานจันท์, กระวานดำ, กระวานแดง, กระวานโพธิสัตว์","ดู กระวาน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAmomum testaceum Ridl. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า camphor seed, clustered cardamom, round siam cardamom หรือ siam cardamom ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณเป็นยาขับลม ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ผสมกับยาระบายเพื่อลดอาการไซ้ท้อง แก้คลื่นเหียน อาเจียน ขับโลหิต กระจายเลือดและลม. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amomum testaceum Ridl. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าทอดไปตามดิน ใบรูปขอบขนาน กาบใบหุ้มซ้อนเป็นลำต้นเทียม ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปกรวย ออกจากเหง้า มีใบประดับเรียงเวียนซ้อนสลับตลอดช่อ ในซอกใบประดับ มีดอกสีเหลืองอ่อนหรือขาวยื่นออกมา ผลแบบผลแห้งแตก มี ๓ พู สีนวล, กระวานขาว กระวานจันท์ กระวานดำ กระวานแดง หรือ กระวานโพธิสัตว์ ก็เรียก."],
    [38,38,"กระวานเทศ","ดูใน ลูกเอ็น.","น.","เครื่องยาที่เป็นผลแก่จัดและแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elettaria cardamomum (L.) Maton ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ผลเอนแก้วาโยธาตุกำเริบเพื่อลมอากาศธาตุ ...”. ถ้าใช้เป็นเครื่องเทศ เรียก กระวานเทศ, ผลเอน ผลเอ็ล หรือ ลูกเอ็ล ก็เรียก."],
    [39,39,"กระษัย, กระไษย์","ดู กษัย.","น.","วิธีการนวดอย่างหนึ่ง ใช้กับผู้หญิงในระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย โดยผู้นวดใช้ฝ่ามือนวดบริเวณท้องช่วยในการดูแลครรภ์และช่วยให้คลอดง่าย, นวดกล่อมท้องก็เรียก."],
    [40,40,"กระสาย, กระสายยา",null,"น.","เครื่องแทรกยา เช่น น้ำ เหล้า น้ำผึ้ง น้ำดอกไม้ ในทางเภสัชกรรมแผนไทยใช้แทรกยาเพื่อช่วยให้กินยาง่ายขึ้น และ/หรือเสริมฤทธิ์ของยาให้มีสรรพคุณดีขึ้นดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... ยาสิ้นเมือง เอาจันทน์แดง ๑ จันทน์ชะมด ๑ จันทนา ๑ พิษนาศน์ ๑ ระย่อม ๑ ไคร้เครือ ๑ มหาละลายทั้ง ๒ คุคะ ๑ มหาสดำ ๑ ... สรรพยา ๒๘ สิ่งนี้ทำให้เป็นจุณ แล้วจึงเอานอแรด กรามแรดงาช้าง กรามช้าง เขากวาง ฝนเอาน้ำเสมอภาค ละลายน้ำ ดอกมะลิเป็นกระสายทำแท่งไว้ ละลายน้ำซาวข้าวก็ได้ น้ำดอกไม้ก็ได้ กินแก้ สารพัดใช้ ...” หรือใช้เป็นเครื่องแทรกยา เพื่อช่วยให้ปรุงเป็นรูปแบบยาที่ต้องการ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแก้ซางแดงขนานนี้ ท่านให้เอา บอระเพ็ด เปลือกมะตูม ๑ หอมแดง ๑ การะบูร ๑ พริกไทย ๑ขิงแห้ง ๑ กะเทียม ๑ รวมยา ๗ สิ่งเอาเสมอภาคทำเป็นจุณ บดทำแท่งไว้ละลายสุรากินหาย ...”, หากเป็นของเหลวมักเรียก น้ำกระสาย หรือ น้ำกระสายยา. (ส.กษาย)."],
    [41,41,"กระไสย","ดู กษัย.","น.","น. โรคกลุ่มหนึ่ง เกิดจากความเสื่อมหรือความผิดปรกติของร่างกาย จากความเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาแล้วไม่หาย ทำให้ร่างกายซูบผอม กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรัดตึง โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง ไม่มีแรง มือเท้าชา เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค คือ กษัยที่เกิดจากธาตุสมุฏฐาน (มี ๘ ชนิด ได้แก่ กษัยกล่อน ๕ ชนิด กับกษัยน้ำ กษัยลม และกษัยเพลิง) กับกษัยที่เกิดจากอุปปาติกะโรค (มี ๑๘ ชนิด ได้แก่ กษัยล้นกษัยราก กษัยเหล็ก กษัยปู กษัยจุก กษัยปลาไหล กษัยปลาหมอ กษัยปลาดุก กษัยปลวก กษัยลิ้นกระบือ กษัยเต่า กษัยดาน กษัยท้น กษัยเสียด กษัยเพลิง กษัยน้ำ กษัยเชือก และกษัยลม) ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๑๕-๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณ กระไสยโรค ซึ่งพระอาจารยเจ้า ประมวนไว้มีประเภท ๒๖ จำพวก แต่กระไสย ๘ จำพวกนั้นคือ กระไสยกล่อน ๕ กระไสยน้ำ ๑ กระไสยลม ๑ กระไสยเพลิง ๑ ทั้ง ๘ จำพวกนี้ เกิดแต่กองสมุฏฐานธาตุ แจ้งอยู่ในคำภีร์วุฒิโรค กล่าวคือกล่อน ๕ ประการโน้นเสรจแล้ว ในที่นี้จะกล่าวแต่กระไสยอันบังเกิดเปนอุปาติกะโรค ๑๘ จำพวกนี้ คือกระไสยล้น กระไสยราก กระไสยเหลก กระไสยปู กระไสยจุก กระไสยปลาไหล กระไสยปลาหมอ กระไสยปลาดุก กระไสยปลวก กระไสยลิ้นกระบือ กระไสยเต่า กระไสยดาน กระไสยท้น กระไสยเสียด กระไสยเพลิง กระไสยน้ำ กระไสยเชือกกระไสยลม ประมวนเป็น ๑๘ จำพวกด้วยกันดังกล่าว มานี้ ...”, เขียนว่า กระษัย กระไษย์ กระไสย หรือ ไกษย ก็มี."],
    [42,42,"กระหวัด",null,"ก.","๑. ตวัด, รัดรึง. ๒. ย้อน."],
    [43,43,"กระเหนียด","ดู เสนียด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [44,44,"กระเหม่น",null,"ก.","อาการที่กล้ามเนื้อกระตุกเต้นเบา ๆ ขึ้นเอง ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๓๐๔] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้านอนลงให้กระเหม่นริก ๆ เมื่อทุกขสัตวนั้นผูกเปนพรรดึก แล้วให้ขัดทางปัศสาวะ ...” โบราณเชื่อว่ากระเหม่นอาจเป็นนิมิตบอกเหตุร้ายหรือดีได้, เขม่น ก็เรียก."],
    [45,45,"กรัก","ดู ขนุน ประกอบ.","น.","เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของต้นขนุนซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus heterophyllus Lam. ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๗]ตอนหนึ่งว่า “… แก่นขนุนแก้อาโปธาตุกำเริบแลโลหิตพิกาลเมื่อยขบทั่วสารพางค์ ...” และดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นขนุนมีรสหวานชุ่มขม, บำรุงกำลังแลโลหิต,ทำให้เลือดเย็น, สมาน, ...” แพทย์แผนไทยนิยมใช้กรักที่ได้จากแก่นขนุนละมุด (ยวงเล็ก เนื้อยวงเปียก เละ เหนียว เนื้อค่อนข้างบาง รสหวาน กลิ่นหอม ขนุนพันธุ์นี้ไม่ค่อยนิยมปลูกกันมากนัก), แก่นขนุน ก็เรียก."],
    [46,46,"กรานพลู, กรานพูล, กรามพลู, กรามพูล","ดู กานพลู.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกตูมแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L. MPerry ในวงศ์ Myrtaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพ-ลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกานพลูมีรสเผดร้อนหวานแก้มวกในลำไส้ แก้เสมหะแก้ลมจุกเสียดเจริญไฟธาตุแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณลูกจันทน์แลกานพลูนั้นมีคุณดุจกัน รู้กระจายเสียซึ่งโลหิตแลดี แลรู้แก้ไข้ลักปิด แลหืด รู้กระทำให้อาหารงวด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๒] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกกานพลูกระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว, แก้เลือดออกไรฟัน, แก้หืด, ทำให้อาหารงวด, แก้ปวดฟัน, แก้รำมะนาด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L. M. Perry ในวงศ์ Myrtaceae มีชื่อสามัญว่า cloveเป็นไม้ต้น เรือนยอดเป็นกรวยคว่ำ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอก รูปรีแคบ หรือรูปไข่กลับแคบ ๆ มีต่อมน้ำมันมาก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกที่ปลายยอด ผลรูปไข่กลับ แกมรี แก่จัดสีแดง, กรานพูล กรามพูล กรานพลู หรือ กรามพลู ก็เรียก."],
    [47,47,"กรีชวา","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [48,48,"กรีสัง",null,"น.","อาหารเก่า คูถ อุจจาระ ขี้ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [49,49,"กรุงเขมา",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta(Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๙]ตอนหนึ่งว่า “... คุณกรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิต แก้กำเดา ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... กรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิตแก้กำเดา แก้จักษุโรค ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๗]ตอนหนึ่งว่า “... รากกรุงเขมากลิ่นหอมและสุขุม แก้ไข้,แก้ดีรั่ว, ดีล้น, น้ำดีซ่าน, และเป็นยาบำรุงอวัยวะให้แข็งแรง (อายุวัฒนะ) ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา ทั้งเถา กิ่ง ใบ และช่อดอกมีขนนุ่มปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับมีหลายรูป เช่น รูปกลม รูปหัวใจ รูปไต ก้นปิด ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งหนาม ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือ สีเหลืองอ่อน ผลค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีขาว มีขน มีเมล็ดเดียวขนาดเล็ก แข็ง รูปโค้งหรือรูปเกือกม้า ผิวขุรขระ, ขงเขมาพระพาย หรือ เครือหมาน้อย ก็เรียก."],
    [50,50,"กฤตคุละมะ",null,"น.","คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานในลำไส้บริเวณท้องน้อย ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/ ๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์ อันตั้งอยู่ในไส้มีนาภีเปนเบื้องต่ำ มีเสมหะกระจายออกเป็นอันมากชื่อว่ากฤตะคุละมะ …”."],
    [51,51,"กฤษณา",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นสีดำและมีกลิ่นหอมของพืชชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aquilaria malaccensis Lam. หรือชนิด A. crassna Pierre ex Lecomte ในวงศ์ Thymelaeaceaeมีชื่อสามัญว่า agar wood, aloe wood, eagle wood มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… นายแพทย์ตำบลกล่าวว่า รสขม, หอม, คุม, บำรุงโลหิตในหัวใจ, (คือมีอาการหน้าเขียวตาเขียว) ทำตับปอดให้เป็นปกติ, แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ลมหน้ามืดวิงเวียน ... สุมศีรษะแก้ลมทรางสำหรับเด็ก, รับประทานทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ,ใช้น้ำมันจากเมล็ดรักษาโรคเรื้อนและโรคผิวหนังได้ ... ”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aquilaria malaccensis Lam. ในวงศ์ Thymelaeaceae มีชื่อสามัญว่า agar wood, aloe wood, eagle wood เป็นไม้ต้น ลำต้นเปลา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ขอบเป็นคลื่นม้วนลงเล็กน้อย ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกเล็ก สีเขียวอมเหลือง กลีบดอก ๕ กลีบ ผลแบบผลแห้งแตก แตกกลางพู ผิวมีขนสั้นนุ่ม ที่โคนผลมีกลีบเลี้ยงติดทน เมล็ดรูปไข่ มีขนสีแดง ปลายเป็นจะงอย. ๓. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte ในวงศ์ Thymelaeaceae เป็นไม้ต้น ใบ ดอก และเมล็ดมีลักษณะเหมือนชนิด A. malaccensis แต่ก้านดอกยาวกว่า กลีบเลี้ยงขนาดใหญ่กว่า และเมื่อเป็นผลจะขยายใหญ่ขึ้น ผลค่อนข้างกลมและมีขนประปราย."],
    [52,52,"กลละ",null,"น.","รูปเริ่มแรกที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ซึ่งจะเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารก, เขียนว่า กะละละ ก็มี."],
    [53,53,"กล้วยตีบ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าและรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Musa (ABB group ‘Kluai Teeb’) ในวงศ์Musaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๙] ตอนหนึ่งว่า “... รากแก้ร้อนในกระหายน้ำ ใบมวนยาสูบแก้ริดสีดวงจมูก ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Musa (ABB group ‘Kluai Teeb’) ในวงศ์ Musaceae เป็นไม้ล้มลุกที่เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยพันธุ์ พื้นเมือง ๒ ชนิด คือ กล้วยป่า (Musa acuminata Colla) กับกล้วยตานี (M. balbisiana Colla) มีลักษณะคล้ายกล้วยตานีมาก สูง ๑-๓ เมตร ใบรูปขอบขนาน ท้องใบด้านล่างมีนวลสีขาว เครือผลมีเพียง ๑-๓ หวี หวีหนึ่งมีผล ๗-๑๐ ผลสีขาว เครือผลมีเพียง ๑-๓ หวี หวีหนึ่งมีผล ๗-๑๐ ผลลูกเล็กกว่ากล้วยตานี มีรสฝาดเย็น ไม่นิยมปลูกไว้ขาย แต่ปลูกไว้เป็นอาหารหรือใช้ทำยา."],
    [54,54,"กล้วยน้ำละว้า","ดู กล้วยน้ำว้า","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Musa sp. (ABB group) “Kluai Namwa” ในวงศ์ Musaceae เป็นไม้ล้มลุกที่เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยพันธุ์พื้นเมือง ๒ ชนิด คือ กล้วยป่า (Musa acuminata Colla) กับกล้วยตานี (M. balbisiana Colla) สูง ๒-๔.๕ เมตร มีลำต้นใต้ดิน ส่วนลำต้นเหนือดินเกิดจากกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบออกที่ปลายยอด รูปขอบขนาน เรียงสลับซ้อนกันรอบต้นที่ปลายยอด ผิวใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบด้านล่างมีนวลสีขาว ช่อดอกออกที่ปลายยอด มีใบประดับหุ้ม สีแดงหรือสีม่วง เรียกว่า หัวปลี กลีบดอกสีขาว ผลติดกันเป็นแผง เรียกว่า หวี เรียงซ้อนกันหลาย ๆ หวี เรียกว่า เครือ ผลทรงกลม ยาว มีสัน ๔ สัน, ผลดิบ ผลห่าม ผลสุก และยอดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผลสุกรับประทานเป็นอาหารบำรุงเลือดเนื้อ บำรุงกำลังได้อย่างวิเศษ และทำให้อุจจาระถ่ายสะดวก (สำหรับโรคท้องผูก) ผลกล้วยดิบ ฝาดสมาน แก้บิดมูกเลือด ...”, กล้วยน้ำละว้า ก็เรียก."],
    [55,55,"กล้วยน้ำว้า",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Musa sp. (ABB group) “Kluai Namwa” ในวงศ์ Musaceae เป็นไม้ล้มลุกที่เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยพันธุ์พื้นเมือง ๒ ชนิด คือ กล้วยป่า (Musa acuminata Colla) กับกล้วยตานี (M. balbisiana Colla) สูง ๒-๔.๕ เมตร มีลำต้นใต้ดิน ส่วนลำต้นเหนือดินเกิดจากกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบออกที่ปลายยอด รูปขอบขนาน เรียงสลับซ้อนกันรอบต้นที่ปลายยอด ผิวใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบด้านล่างมีนวลสีขาว ช่อดอกออกที่ปลายยอด มีใบประดับหุ้ม สีแดงหรือสีม่วง เรียกว่า หัวปลี กลีบดอกสีขาว ผลติดกันเป็นแผง เรียกว่า หวี เรียงซ้อนกันหลาย ๆ หวี เรียกว่า เครือ ผลทรงกลม ยาว มีสัน ๔ สัน, ผลดิบ ผลห่าม ผลสุก และยอดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผลสุกรับประทานเป็นอาหารบำรุงเลือดเนื้อ บำรุงกำลังได้อย่างวิเศษ และทำให้อุจจาระถ่ายสะดวก (สำหรับโรคท้องผูก) ผลกล้วยดิบ ฝาดสมาน แก้บิดมูกเลือด ...”, กล้วยน้ำละว้า ก็เรียก."],
    [56,56,"กล้วยหักมุก",null,"น.","พืชที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Musa sp. (ABB group) “Kluai Hakmuk” ในวงศ์ Musaceae เป็นไม้ล้มลุกที่เป็นลูกผสมระหว่างกล้วยป่า (Musa acuminata Colla) กับกล้วยตานี (M. balbisiana Colla) สูง ๓-๔.๕ เมตร มีลำต้นใต้ดิน ส่วนลำต้นเหนือดินเกิดจากกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบออกที่ปลายยอด รูปขอบขนาน เรียงสลับซ้อนกันรอบต้นที่ปลายยอด ผิวใบเรียบ เป็นมัน ท้องใบด้านล่างมีนวลสีขาว ช่อดอกออกที่ปลายยอด มีใบประดับหุ้ม สีแดงหรือสีม่วง เรียกว่า หัวปลี กลีบดอกสีขาว ผลติดกันเป็นแผง เรียกว่า หวี เรียงซ้อนกันหลาย ๆ หวี เรียกว่า เครือ ผลทรงกลม ยาว มีสัน ๔ สัน เปลือกหนา เนื้อในผลไม่แน่น ออกดอกและเป็นผลครั้งเดียวแล้วตาย ผลสุกกินได้ มี ๕ พันธุ์ปลูก ได้แก่ กล้วยหักมุกเขียว [Musa (ABB group) “Kluai Hakmuk Khiao”] กล้วยหักมุกนวล [Musa (ABB group) “Kluai Hakmuk Nuan”] กล้วยหักมุกส้ม [Musa (ABB group) “Kluai Hakmuk Som”] กล้วยหักมุกสวน [Musa (ABB group) “Kluai Hakmuk Suan”] และกล้วยหักมุกทอง [Musa (ABB group) “Kluai Hakmuk Thong”] มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผลสุกรับประทานเป็นอาหารบำรุงร่างกาย กล้วยนี้มักนิยมกัน ให้คนเจ็บไข้รับประทาน โบราณถือกันว่าเป็นกล้วยไม่แสลงโรค ...”. อย่างไรก็ตาม ในตำราเวชศึกษา แพทย์ศาสตร์สังเขป เล่ม ๑, ๒, ๓ ของพระยาพิศณุประสาทเวช มีข้อความตอนหนึ่งเกี่ยวกับกล้วยหักมุกว่า ห้ามกินตอนมีไข้หรือตัวร้อน ตอนหนึ่งว่า “... กล้วยหักมุก อย่านำไปเพื่อไข้นา ...”."],
    [57,57,"กล้องยานัตถุ์",null,"น.","อุปกรณ์นัดยาเข้าจมูก โดยทั่วไปมักทำเป็นหลอดโลหะโค้งรูปตัวยู ด้านสั้นใช้อมเพื่อเป่า ด้านยาวใช้สอดเข้ารูจมูก."],
    [58,58,"กล่อนลงฝัก",null,"น.","โรคเกิดเพราะเส้นเลื่อนลงสู่ถุงอัณฑะ ทำให้ถุงอัณฑะโต ปัสสาวะขัด เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๔๐] ตอนหนึ่งว่า “… โรคนั้นบังเกิดขึ้นด้วยโทษดานและกระษัยกล่อน มักบังเกิดแต่สะดือลงมาหน้าเหน่า เดิมให้ขัดปัสสาวะ คือกล่อนลงฝักถึงองค์กำเนิดให้องค์กำเนิดบวม แล้วกระทำให้แสบร้อนให้ปัสสาวะมิได้โชนและอ่อนไปหยดย้อย ...”."],
    [59,59.1,"กล่อม",null,"ก.","๑. ปรับแต่งให้เป็นปรกติ เช่น กล่อมอาจม กล่อมเสมหะ. ๒. ร้องเป็นทำนองเพื่อเล้าโลมใจหรือให้เพลิน, โดยปริยายหมายความว่า พูดให้น้อมใจตาม หรือทำให้เพลิดเพลิน เช่น กล่อมใจ กล่อมอารมณ์."],
    [60,59.2,"กล่อม",null,"น.","ชื่อมาตราเงินโบราณ ๒ กล่อม เป็น ๑ กลํ่า (๑ กล่อม เท่ากับ ๑ โสฬส, ๑ กล่ำ เท่ากับ ๑ อัฐ)."],
    [61,60,"กล่อมท้อง",null,"น.","วิธีการนวดอย่างหนึ่ง ใช้กับผู้หญิงในระหว่างตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย โดยผู้นวดใช้ฝ่ามือนวดบริเวณท้องช่วยในการดูแลครรภ์และช่วยให้คลอดง่าย, นวดกล่อมท้องก็เรียก."],
    [62,61,"กล่อมนางนอน",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ระส่ำระสายแก้ถ่ายเป็นเลือด แก้ร้อน ล้อมตับดับพิษฝี พิษไข้ พิษตานซาง ป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๕๖-๗] ตอนหนึ่งว่า “… ขนานหนึ่งชื่อกล่อมนางนอนล้อมตับไว้มิให้ตับทรุดลงได้ ท่านให้เอาโกฏทั้ง ๙ เทียนทั้ง ๕ พิกุล ๑ ใคร้เครือ ๑ สังกะระนี ๑ เกสรบัวทั้ง ๕ บุนนาค ๑ สาระภี ๑ มะลิ ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ชะลูด ๑ ชะเอมเทศ ๑ น้ำประสารทอง ๑ ผงใบลานแก่ ๑ กระดองปูป่า ๑ชะมด ๑ ภิมเสน ๑ เอาเสมอภาค น้ำดอกไม้เปนกระสาย บดแล้วใส่ขันสำฤทธิ รมควันเทียนให้สบกันแล้วทำแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำกฤษณากิน แก้ระส่ำระสาย ถ้าลงเปนมูกเปนเลือด ละลายน้ำกล้วยตีบ ถ้าจะแก้เสมหะละลายน้ำเกลือน้ำมะแว้งเครือ ถ้าแก้ร้อน น้ำดอกไม้ทั้งกินทั้งชะโลม ถ้าจะล้อมตับดับพิศม์ฝีพิศม์ไข้ พิศม์ตานทรางขะโมยพิศม์ฝีกาล เอารากมะผู้ ๑ มะเมีย ๑ รากมะเฟือง ๑ รากต่อไส้ ๑ ฝาง ๑ต้มเอาน้ำละลายยานี้กินหายแล …”."],
    [63,62,"กล่อมมดลูก",null,"ก.","เร่งให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น โดยการประคบบริเวณท้อง."],
    [64,63,"กล่อมโลหิต",null,"ก.","ปรับแต่งโลหิตให้เป็นปรกติ ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๒/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... มะเดื่อชุมพร มีรสฝาด แก้ไข้ แก้ลง กล่อมเสมหะและโลหิต ...”."],
    [65,64,"กล่อมเสมหะ",null,"ก.","ปรับแต่งเสมหะให้เป็นปรกติ โดยทั่วไปมักหมายถึงให้เป็นก้อนและถูกขับออกมาง่ายขึ้น ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๒/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... มะเดื่อชุมพร มีรสฝาดแก้ไข้ แก้ลง กล่อมเสมหะและโลหิต ...”."],
    [66,65,"กล่อมอาจม",null,"ก.","ปรับแต่งอุจจาระในลำไส้ให้เป็นปรกติ ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๒/๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ตาลเสี้ยน มีรสเบื่อหวาน กล่อมอาจมให้เป็นปกติ …”, กล่อมอุจจาระก็เรียก."],
    [67,66,"กล่อมอุจจาระ","ดู กล่อมอาจม.","ก.","ปรับแต่งอุจจาระในลำไส้ให้เป็นปรกติ ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๒/๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ตาลเสี้ยน มีรสเบื่อหวาน กล่อมอาจมให้เป็นปกติ …”, กล่อมอุจจาระก็เรียก."],
    [68,67,"กลอย",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวแห้งที่ผ่านการขจัดสารพิษซึ่งละลายในน้ำออก ได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dioscorea hispida Dennst. ในวงศ์ Dioscoreaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ปรุงเป็นยารับประทานภายใน แก้เถาดานที่กลิ้งเป็นก้อนอยู่ในท้องภายนอกใช้หุงเป็นน้ำมันใส่แผลกัดฝ้ากัดหนองได้ดี ...”, แพทย์แผนไทยเรียก “รากกลอย” นี้ว่า “หัวกลอย”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dioscorea hispida Dennst. ในวงศ์ Dioscoreaceae มีชื่อสามัญว่า asiatic bitter yam, intoxicating yam เป็นไม้เถา มีรากสะสมอาหารใต้ดินเป็นหัวค่อนข้างกลมแป้น มีทั้งหัวเดี่ยวหรือหลายหัวซ้อนกัน ผิวนอกสีน้ำตาล เนื้อในสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ลำต้นเหนือดินเป็นเถายาวเลื้อยพันเวียนซ้าย ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มี ๓ ใบย่อย เรียงเวียน ช่อดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อเชิงลดแยกแขนง ออกตามซอกใบ ดอกเพศผู้เล็กมาก สีเหลืองอมเขียว ช่อดอกเพศเมียแบบช่อเชิงลด ออกตามซอกใบ ดอกมีขนาดและลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ถึงรูปรีแกมรูปขอบขนาน มีครีบตามสันยาว เมล็ดรูปไข่ โคนเมล็ดมีปีกบางรูปขอบขนานถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน, กลอยขาว กลอยข้าวเหนียว หรือ มันกลอย ก็เรียก."],
    [69,68,"กลอยขาว, กลอยข้าวเหนียว","ดู กลอย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวแห้งที่ผ่านการขจัดสารพิษซึ่งละลายในน้ำออก ได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dioscorea hispida Dennst. ในวงศ์ Dioscoreaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ปรุงเป็นยารับประทานภายใน แก้เถาดานที่กลิ้งเป็นก้อนอยู่ในท้องภายนอกใช้หุงเป็นน้ำมันใส่แผลกัดฝ้ากัดหนองได้ดี ...”, แพทย์แผนไทยเรียก “รากกลอย” นี้ว่า “หัวกลอย”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dioscorea hispida Dennst. ในวงศ์ Dioscoreaceae มีชื่อสามัญว่า asiatic bitter yam, intoxicating yam เป็นไม้เถา มีรากสะสมอาหารใต้ดินเป็นหัวค่อนข้างกลมแป้น มีทั้งหัวเดี่ยวหรือหลายหัวซ้อนกัน ผิวนอกสีน้ำตาล เนื้อในสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ลำต้นเหนือดินเป็นเถายาวเลื้อยพันเวียนซ้าย ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มี ๓ ใบย่อย เรียงเวียน ช่อดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อเชิงลดแยกแขนง ออกตามซอกใบ ดอกเพศผู้เล็กมาก สีเหลืองอมเขียว ช่อดอกเพศเมียแบบช่อเชิงลด ออกตามซอกใบ ดอกมีขนาดและลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ถึงรูปรีแกมรูปขอบขนาน มีครีบตามสันยาว เมล็ดรูปไข่ โคนเมล็ดมีปีกบางรูปขอบขนานถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน, กลอยขาว กลอยข้าวเหนียว หรือ มันกลอย ก็เรียก."],
    [70,69,"กลัด",null,"ก.","อาการที่มีสิ่งบางอย่างคั่งอยู่ข้างใน เช่น กลัดหนอง กลัดมูตร กลัดคูถ."],
    [71,70,"กลาก",null,"น.","โรคผิวหนังกลุ่มหนึ่ง มีหลายชนิด เกิดจากเชื้อราขึ้นเป็นวง มีอาการคัน ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามี ๔ ชนิด ได้แก่ กลากพรรนัย กลากเหล็ก เมถุนกลาก และกลากโอ่ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[๔/๒๓๗] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยกิลาสโรคคือ กลากนั้นต่อไปตามอาจารย์ท่านกล่าวไว้ในวิธีกุฏฐโรค แจ้งวิตถารอยู่ใน บั้นปลายโน้นต่าง ๆ จะคัดเอามาแจ้งไว้ในที่นี้แต่ ๔ จำพวก ... คือ กลากพรรนัยจำพวก ๑ กลากเหล็กจำพวก ๑ เมถุนกลากจำพวก ๑ กลากโอ่จำพวก ๑ อันว่าลักษณะกลากทั้ง ๔ จำพวก ซึ่งกล่าวมานี้บังเกิดเพื่อกรรมลามกพิบัติให้เป็นเหตุ ... โรคอันนี้เกิดแต่ผิวหนัง ...”, กิลาสโรค หรือ ขี้กลาก ก็เรียก."],
    [72,71,"กลากพรรนัย",null,"น.","กลากชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีวงที่มีขอบนูนขึ้นตามผิวหนัง มีเม็ดขึ้นกลางวง แล้วลุกลามไปทั่วตัว มีอาการคันมาก ถ้ารักษาไม่หาย อาจขึ้นเป็นวงติด ๆ กันหลายวง หรือเป็นวงซ้อนกัน ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... ในที่นี้จะว่าแต่กลากพรรนัยนั้นก่อนปฐม เมื่อจะบังเกิดนั้นเป็นวงแล้วเป็นเม็ดขึ้นกลางวงแล้วก็ลามต่อ ๆ กันออกไป เต็มทั้งกาย เป็นขนนุงให้คันเป็นกำลัง ถ้าแก่เข้ารักษามิหายก็กลายเป็นวงขดติด ๆ กัน ไปก็มี บางทีเป็นแนว ๆ ดุจดังไม้เรียวตีก็มี ...”."],
    [73,72,"กลากเหล็ก",null,"น.","กลากชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกองปัถวีธาตุ ผู้ป่วยมีผิวหนังสาก ชา แล้วเกิดเป็นเม็ด เรียงกันเป็นรูปลักษณะต่าง ๆ เช่น รี ยาว กลม เป็นวง ผิวหนังจะดำและด้านเหมือนผิวเหล็ก มีอาการคันมาก เมื่อเกาทำให้ปวดแสบปวดร้อน และคันมากขึ้นเมื่อเหงื่อออก ดังตำรา-ยาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะกิลาสโรค คือกลากเหล็กนั้นเป็นคำรบ ๒ เมื่อจะบังเกิดนั้นเกิดแต่ผิวหนังกำเริบก็ดีผิวหนังหย่อนก็ดี ผิวหนังพิการก็ดี กล่าวคือกองปัถวีธาตุให้เป็นเหตุ กระทำให้คันผิวเนื้อ และให้ผิวเนื้อนั้นชาสากไปแล้วก็ผุดขึ้นมาเป็นเมล็ดลี, ยาว, กลม, และเป็นวงมีผิวอันดำ ดุจผิวเหล็ก กระทำให้คันเป็นกำลัง ยิ่งเกายิ่งคัน ครั้นหายคันแล้วกระทำให้แสบร้อน ต่อเสโทออกจึงคันอีกเล่า ถ้าบุคคลผู้ใดเป็นดังกล่าวมานี้ โลกสมมติว่าเป็นมาติกรรมลามกโรค ว่าโรคเกิดแต่กายอันไปบมิได้บริสุทธิ์ ...”."],
    [74,73,"กลางหน",null,"น.","น. กลางทาง ระหว่างทาง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “… โอมไชยศรีสิทธิสารประเสริฐ อัญเชิญเถิดแม่ซื้อเอ๋ย ครูตูเฉลยบอกให้รู้จักลักษณะแม่ซื้อกระแหน่เมืองบน แม่ซื้อกลางหน และเมืองล่าง ซึ่งให้โทษต่างๆ กัน ...”."],
    [75,74,"กลางหาว",null,"น.","น. กลางแจ้งหรือบนท้องฟ้า."],
    [76,75,"กล้านัก",null,"ว.","มีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการหนักขึ้น ดังคัมภีร์ มุจฉาปักขันทิกา [๑๔/๕๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้ามิฟัง พิษนั้นกล้านัก มักเผาเอาเนื้อนั้นสุก เน่าเข้าไปแต่ปลายองคชาต ทุกวัน ๆ ก็ดี ...”."],
    [77,76,"กลำพัก, กลำภัก","ดู กระลำพัก.","น.","เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งสีดำและมีกลิ่นหอมอาจได้จากต้นสลัดได (Euphorbia antiquorum L.) หรือต้นตาตุ่มทะเล (Excoecaria agallocha L.) มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๖] ตอนหนึ่งว่า “… กะลำภักนั้นมีรสขมหวานเย็นมัน แก้ลมอังคมังคานุสารี แก้ตรีสมุฏฐาน แก้โลหิตโทษ ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๘๘] ตอนหนึ่งว่า “... แกนสลัดได มีรสขม หอม มัน เย็น สรรพคุณแก้ลมอังคมังคานุสารีย์ แก้ตรีสมุฏฐาน แก้โลหิตโทษ แก้พิษเสมหะ โลหิตและมูกเลือด บำรุงตับปอด ทำให้มีกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยางของต้นสลัดไดเป็นพิษ ต้นสลัดไดนี้เมื่อต้นแก่เข้าก็จะตายและผ่าต้นออกดูก็จะพบแก่น เรียกว่ากลำพัก มีรสขม กลิ่นหอม ราคาแพง ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ดีมาก ...”, เขียนว่า กะลำพัก กะลำภัก กลำพัก หรือ กลำภัก ก็มี. ดู สลัดได และ ตาตุ่มทะเล ประกอบ."],
    [78,77,"กวาดยา",null,"ก.","เอายาป้ายในปาก คอ ลิ้นของทารกและเด็ก โดยใช้นิ้วหมุนโดยรอบ มักใช้นิ้วชี้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๕๔] ตอนหนึ่งว่า “... รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาคย์ ทำเปนจุณบดปั้นแท่งไว้ลลายน้ำมนาวกวาดทรางกระแนะ หายวิเสศ นัก ...”."],
    [79,78,"กว๋าว","ดู กวาวเครือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าPueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… หัวเป็นยาทำสุขภาพของร่างกายให้เจริญขึ้น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceaeเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ผลัดใบ ลำต้นเลื้อยยาวพาดพันต้นไม้อื่น หรือคลุมดิน รากเป็นหัวใต้ดินขนาดใหญ่ ค่อนข้างกลม และ คอดยาวเป็นเปลาะต่อเนื่องกันไป กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓ ใบ เรียงสลับ ช่อดอกเป็นช่อกระจะหรือช่อกระจะแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งในระยะผลัดใบ ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วงอมสีน้ำเงิน ออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๓-๕ ดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลเป็นฝักแบน เมล็ดค่อนข้างกลม, กว๋าว กวาวเครือขาว หัวกวาว หัวกว๋าว หัวกวาวเครือ หรือ หัวกวาวขาว ก็เรียก."],
    [80,79,"กวาวเครือ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าPueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… หัวเป็นยาทำสุขภาพของร่างกายให้เจริญขึ้น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceaeเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ผลัดใบ ลำต้นเลื้อยยาวพาดพันต้นไม้อื่น หรือคลุมดิน รากเป็นหัวใต้ดินขนาดใหญ่ ค่อนข้างกลม และ คอดยาวเป็นเปลาะต่อเนื่องกันไป กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓ ใบ เรียงสลับ ช่อดอกเป็นช่อกระจะหรือช่อกระจะแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งในระยะผลัดใบ ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วงอมสีน้ำเงิน ออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๓-๕ ดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลเป็นฝักแบน เมล็ดค่อนข้างกลม, กว๋าว กวาวเครือขาว หัวกวาว หัวกว๋าว หัวกวาวเครือ หรือ หัวกวาวขาว ก็เรียก."],
    [81,80,"กวาวเครือขาว","ดู กวาวเครือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าPueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… หัวเป็นยาทำสุขภาพของร่างกายให้เจริญขึ้น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceaeเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ผลัดใบ ลำต้นเลื้อยยาวพาดพันต้นไม้อื่น หรือคลุมดิน รากเป็นหัวใต้ดินขนาดใหญ่ ค่อนข้างกลม และ คอดยาวเป็นเปลาะต่อเนื่องกันไป กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓ ใบ เรียงสลับ ช่อดอกเป็นช่อกระจะหรือช่อกระจะแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งในระยะผลัดใบ ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วงอมสีน้ำเงิน ออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๓-๕ ดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลเป็นฝักแบน เมล็ดค่อนข้างกลม, กว๋าว กวาวเครือขาว หัวกวาว หัวกว๋าว หัวกวาวเครือ หรือ หัวกวาวขาว ก็เรียก."],
    [82,81,"กษัตริยชาติ",null,"น.","๑. ชื่อปลิงประเภทหนึ่งตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีลักษณะท้องสีแดง ครีบสีแดงดังตำราปล่อยปลิง [๔๔/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวถึงลักษณะปลิง ๔ จำพวกๆ หนึ่ง ชื่อว่ากะษัตริยชาตินั้น ท้องแดง ครีบแดง ให้กินแต่หัวถึงต้นคอ พยาธิหาย ๑๐๐๐ หนึ่งแล ...”. ๒. ทั่วไปหมายถึง ชาติกษัตริย์, เขียนว่า กะษัตริยชาติ ก็มี."],
    [83,82,"กษัย",null,"น.","โรคกลุ่มหนึ่ง เกิดจากความเสื่อมหรือความผิดปรกติของร่างกาย จากความเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาแล้วไม่หาย ทำให้ร่างกายซูบผอม กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรัดตึง โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง ไม่มีแรง มือเท้าชา เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค คือ กษัยที่เกิดจากธาตุสมุฏฐาน (มี ๘ ชนิด ได้แก่ กษัยกล่อน ๕ ชนิด กับกษัยน้ำ กษัยลม และกษัยเพลิง) กับกษัยที่เกิดจากอุปปาติกะโรค (มี ๑๘ ชนิด ได้แก่ กษัยล้นกษัยราก กษัยเหล็ก กษัยปู กษัยจุก กษัยปลาไหล กษัยปลาหมอ กษัยปลาดุก กษัยปลวก กษัยลิ้นกระบือ กษัยเต่า กษัยดาน กษัยท้น กษัยเสียด กษัยเพลิง กษัยน้ำ กษัยเชือก และกษัยลม) ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๑๕-๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณ กระไสยโรค ซึ่งพระอาจารยเจ้า ประมวนไว้มีประเภท ๒๖ จำพวก แต่กระไสย ๘ จำพวกนั้นคือ กระไสยกล่อน ๕ กระไสยน้ำ ๑ กระไสยลม ๑ กระไสยเพลิง ๑ ทั้ง ๘ จำพวกนี้ เกิดแต่กองสมุฏฐานธาตุ แจ้งอยู่ในคำภีร์วุฒิโรค กล่าวคือกล่อน ๕ ประการโน้นเสรจแล้ว ในที่นี้จะกล่าวแต่กระไสยอันบังเกิดเปนอุปาติกะโรค ๑๘ จำพวกนี้ คือกระไสยล้น กระไสยราก กระไสยเหลก กระไสยปู กระไสยจุก กระไสยปลาไหล กระไสยปลาหมอ กระไสยปลาดุก กระไสยปลวก กระไสยลิ้นกระบือ กระไสยเต่า กระไสยดาน กระไสยท้น กระไสยเสียด กระไสยเพลิง กระไสยน้ำ กระไสยเชือกกระไสยลม ประมวนเป็น ๑๘ จำพวกด้วยกันดังกล่าว มานี้ ...”, เขียนว่า กระษัย กระไษย์ กระไสย หรือ ไกษย ก็มี."],
    [84,83,"กษัยกล่อน",null,"น.","โรคกษัยกลุ่มหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของธาตุทั้ง ๔ ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ กษัยกล่อนดิน กษัยกล่อนน้ำ กษัยกล่อนลม กษัยกล่อนไฟและกษัยเถา."],
    [85,84,"กษัยกล่อนดิน",null,"น.","กษัยกล่อนชนิดหนึ่ง เกิดจากอาการท้องผูกเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาแล้วไม่หายขาด เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รักษายาก ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากความผิดปรกติของธาตุดิน ผู้ป่วยมักมีก้อนที่หัวหน่าว ปวดเมื่อยทั้งตัว มีไข้ เบื่ออาหาร เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๕๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวด้วยลักษณกระไสยโรคอนึ่ง อันบังเกิดเพื่อปถวีธาตุวิบัตินั้นเปนเคารบ ๒๒ ลักษณเมื่อจะบังเกิดนั้นตั้งเปนก้อนขึ้นตามน่าเหน่า ทั้งซ้าย ทั้งขวา ก็ดี แล้วเลื่อนลงมาอัณฑะกำเริบฟกขึ้นต้องเข้ามิได้ จะกระทบแต่ผ้านุ่งก็มิได้ ให้เจบเสียวตลอดถึงหัวใจให้เสียดตามราวข้าง แลทรวงอกให้ปวดขบในอกเปนกำลัง แลให้เจบไปทั่วสรรพางค์กาย ให้เมื่อยขบขัดหัวเหน่าแลน่าตะโภก ให้ถ่วงตึ่งลงไปทวารเบา แลให้ท้องขึ้นเปนกำลัง บริโภคอาหารมิได้ไม่มีรศ บางทีให้จับสบัดร้อนสะท้านหนาว มักให้หยากเปรี้ยว หยากหวาน ซึ่งหยากทั้งนี้มิได้ชอบแก่โรค บุรุษย์สัตรีเปนดุจกัน อันว่าลักษณกระไสยจำพวกนี้เกิดเพื่อลมพรรดึก คือกองปัตฆาฏกำเนิด แต่ปถวีให้เปนเหตุ ตามอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ ...”."],
    [86,85,"กษัยกล่อนน้ำ",null,"น.","กษัยกล่อนชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของธาตุน้ำ ได้แก่ เลือด น้ำเหลือง หรือเสมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง ๓ อย่าง เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รักษายาก ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บปวดมากบริเวณยอดอก อาจลามถึงตับและหัวใจได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยลักษณกระไสยโรคอนึ่ง อันบังเกิดเพื่ออาโปธาตุวิบัดนั้นเปนเคารบ ๒๑ แลเมื่อลักษณจะบังเกิดนั้น มีประเภท ๓ ประการ ประการหนึ่งเกิดเพื่อโลหิต ประการหนึ่งเกิดเพื่อน้ำเหลือง ประการหนึ่งเกิดเพื่อเสมหะ แลกำเนิดซึ่งกล่าวมานี้จะเปนแต่ประการใด ประการหนึ่งก็ดี แลเปนทั้ง ๓ ประการก็ดีท่านเรียกว่ากระไสยโลหิต ถ้าสัตรีเกิดใต้สะดือ ๓ นิ้ว ลักษณดังนี้มีอยู่ในคำภีร์โรคนิทานโน้นแล้ว ถ้าบุรุษย์ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว ดุจจะกันกับสตรีอันนี้ วิถารอยู่ในคัมภีร์มุจฉาปัก-ขันทิกาโน้น ในทีนี้อาจาริยเจ้า ยกกล่าวแต่ลักษณกระไสยโรคนั้นอย่างเดียว ถ้าแลกระไสยจำพวกนี้บังเกิดขึ้นแก่บุทคลผู้ใดแล้ว กระทำให้ปวดขบถึงยอดอกให้เจบปวดดังจะขาดใจตาย บางทีตั้งลามขึ้นไปตับแลหัวใจ ดุจฝีมะเรงทรวงแล ฝีปลวก ตามอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ …”, กษัยเลือด หรือกษัยโลหิต ก็เรียก."],
    [87,86,"กษัยกล่อนไฟ",null,"น.","กษัยกล่อนชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของธาตุไฟ เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รักษายาก ผู้ป่วยมักมีอาการจุกเสียดแน่นหน้าอกมาก ร้อนอยู่ภายใน เหงื่อออกมากเบื่ออาหาร เจ็บบริเวณยอดอกอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รุนแรง ตาแดง มีไข้ตอนบ่าย อาจมีอาการบวมที่ใบหน้า ที่ท้อง หรือ ที่เท้า หากมีอาการบวมพร้อมกันทั้ง ๓ แห่ง จะรักษาไม่ได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๕๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันบังเกิดเพื่อเตโชธาตุบัดนั้นก่อนเปนปฐม กล่าวคือเพลิงธาตุทั้ง ๔ มิได้เปนปรกติเดินมิได้ตลอดขัดขังเข้า จึ่งให้วิปริตแปรปรวนเปนไปต่างต่างบางทีตั้งในนาภีแลในอก กระทำให้แน่นน่าอกบริโภคอาหาร มิได้ บางทีให้จุกขึ้นดังจะขาดใจตาย แล้วให้ร้อนดังเพลิงเผา บางทีให้เสโทแตกทุกเส้นขน กระทำให้จักษุนั้นแดง ให้เจบรุมๆ อยู่ที่ยอดอก ให้จับแต่เวลาบ่าย แล้วให้บวมหน้า บวมท้อง บวมเท้า ถ้าแลบวม ๓ ถาน ดังกล่าวมานี้แล้วเมื่อใด แพทย์ จะเยียวยามิได้เลย เปนอาการตัดตามคำอาจารย์ท่านกล่าวไว้ ถ้าจะแก้ให้แก้ไปตามบุญตามกรรม์ โดยไนยสรรพคุณยานี้เถอด ...”."],
    [88,87,"กษัยกล่อนลม",null,"น.","กษัยกล่อนชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของธาตุลม เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รักษายาก ผู้ป่วยมักมีอาการจุกเสียดแน่นในท้อง ปวดท้อง ร้อนภายในทรวงอก แต่ตัวเย็น เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยลักษณกระไสยโรคอนึ่ง อันบังเกิดขึ้นเพื่อวาโยธาตุ นั้นเปนเคารบ ๒๐ แลวาโยกระไสยโรคจำพวกนี้เมื่อกำเริบนั้น ข้างขึ้น ข้างแรม ก็ดี ถ้าเวลาเช้าคลายสักน่อยดุจคนดี ถ้าเวลาบ่ายจึ่งเปน กระทำให้จุกขึ้นมาแล้วกัดขบตอดเอาทรวงอก ให้ร้อนในอก ให้ตัวเยน แล้วให้ปวดขบเปนกำลัง ถ้าจะบริโภคอาหารสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี ถ้าสิ่งอันร้อนจึ่งจะคลายสักน่อย ตามอาจารยท่านกล่าวไว้ดังนี้ ...”."],
    [89,88,"กษัยจุก",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมเข้าไปในเส้นเอ็นภายในท้อง ผู้ป่วยมีอาการจุกแน่นมากต้องนอนคว่ำ ไม่สามารถนอนหงายได้ เพราะจะทำให้ปวดมากดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๑-๒๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยจุกนั้น เปนคำรบ ๕ กล่าวคือวาโยนั้นเดินแทงเข้าไปในเส้น ในเอนฝ่ายในเปนอาคันตุกวาต แลให้เส้นพองขึ้นในท้องให้จุก ให้แดก ดังจะขาดใจ ให้นอนขว้ำ ร้องอยู่เปนนิจ จะนอนหงายขึ้นก็มิได้ มีเวทนาเปนกำลังดังกล่าวมานี้ ...”."],
    [90,89,"กษัยเชือก",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นที่บริเวณตั้งแต่หัวหน่าวถึงหัวใจ ผู้ป่วยมีอาการแน่นชายโครงจุกเสียด อุจจาระขัด ปัสสาวะขัดและมีสีดำ จับไข้เป็นเวลาสะบัดร้อนสะท้านหนาว เบื่ออาหาร ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๔๖] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือ กระไสยเชือกนั้นเปนเคารบ ๑๗ ตั้งขึ้นแต่หัวเหน่า หยั่งขึ้นถึงหัวใจ แขงดุจแท่งเหล็กให้แน่นโครงเปนกำลัง ให้จุกเสียดแลให้ขัดอุจารปะสาวะ แลให้ปะสาวะนั้นดำเปนมัน แล้วกระทำให้บริโภคอาหารมิได้ให้อิ่มไป ให้จับเปนเวลาบางทีให้ร้อนบางทีให้หนาว ต่อนวดจึ่งคลายลงน่อยหนึ่ง ถ้ามิได้นวดให้ตึงแต่จะย่อตัวลงก็มิได้ ดุจบุทคลเอาเหลกมาเสียบไว้ มีความเวทนาเปนกำลัง ...”."],
    [91,90,"กษัยดาน",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดที่ยอดอกทำให้กล้ามเนื้อตั้งแต่ยอดอกถึงหน้าท้องแข็งมาก ผู้ป่วยมีอาการปวด จุกเสียดแน่น กินข้าวไม่ได้ ถ้าลามลงถึงท้องน้อยทำให้ปวดอยู่ตลอดเวลา ถูกความเย็นไม่ได้ แต่ถ้าลามลงไปถึงหัวหน่าวจะรักษาไม่ได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๔-๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยดานอันเปนเคารบ ๑๒ ตั้งอยู่ยอดอกแขงดังแผ่นสินลา ถ้าตั้งลามลงไปถึงท้องน้อยแล้วเมื่อใด กระทำให้ร้องครางอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ถูกเยนเข้ามิได้ ถ้าถูกร้อนค่อยสงบลงน่อยหนึ่ง แล้วกลับปวดมาเล่า กระทำให้จุกเสียดแน่นน่าอก บริโภคอาหารมิได้ ถ้าลามลงไปถึงหัวเหน่าแล้วเมื่อใด เปนอะติสยะโรค แพทย์จะรักษามิได้เลย ถ้าจะรักษารักษาแต่ยังมิลงหัวเหน่าดุจกล่าวไว้ดังนี้ ...”."],
    [92,91,"กษัยเต่า",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากเสมหะจับตัวเป็นก้อนแข็งเท่าฟองไข่เป็ดที่ชายโครงข้างซ้ายหรือขวา ผู้ป่วยมีอาการแน่นจุกที่ยอดอก มีไข้ ร่างกายซูบผอม ตัวเหลือง นานเข้าทำให้อุจจาระ ปัสสาวะเป็นเลือด รักษาไม่ได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๒-๓๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือ กระไสยเต่านั้นเปนคำรบ ๑๑ เกิดเพื่อดานเสมหะตั้งชายโครงซ้าย ชายโครงขวาก็มี เท่าฟองเปด แล้วลามขึ้นมาจุกอยู่ยอดอก กระทำให้จับทุกเวลาน้ำขึ้น ให้กายซูบผอมผิวเนื้อเหลืองดังทาขมิ้น ครั้นแก่เข้าให้โลหิตตกทวารหนัก ทวารเบา โทษทั้งนี้ คือตัวกระไสยแตกออกเปนอะสาทิยโรค ...”."],
    [93,92,"กษัยเถา",null,"น.","กษัยกล่อนชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของลมสันฑฆาตและลมปัตฆาต ซึ่งทำให้เส้นพองและแข็งอยู่บริเวณหัวหน่าวไปจนถึงหลัง ผู้ชายจะเกิดทางด้านขวา ส่วนผู้หญิงจะเกิดทางด้านซ้าย รักษายาก ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บปวดในทรวงอก และปวดเสียวจนถึงบริเวณต้นคอ ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑๗/๗๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าไกษยเถานั้น มันเกิดเพื่อลมสันทฆาฏ แลลมปัตฆาฏ มันแล่นเข้าไปในลำเส้นนั้น มันให้เส้นพองแขง ขวางอยู่หัวเหน่ามาประจบเกลียวข้าง ถ้าผู้ชายมันขึ้นข้างขวา ถ้าผู้หญิงมันขึ้นข้างซ้าย มันเสียดตามชายโครงถึงยอดอก มันก็ให้ปวดขบเอาในอกตลอดเสียวถึงลำคอ ลางทีมันมักให้อาเจียรน้ำลาย ถ้ามันรากออกมาที่ปวดขบนั้น มันก็ค่อยสงบลงหน่อย ก็ทำเพศอาการประดุจฝีปลวก ฝีมะเร็งทรวง ผิดกันที่เปนน้ำมูตรถ้าเปนไกษยน้ำมูตรแดง แต่ว่าติดอยู่ข้าง จะเหลืองสักหน่อย ถ้าเอาถ้วยรองไว้ ดูเมื่อมันนอนลงอยู่ที่ก้นถ้วยนั้น ดังปูน กินหมากแลถ้าเปนฝีสีมันดำแลโรคอันนี้มันเปนเพราะกินของคาวของหวานนักจึงเปน แต่เปน ๆ หาย ๆ ไปประมาณ ๑๒ ปี ๑๓ ปี แล้วกันก็กลายเป็นมานไกษยรักษาไม่ได้ ถ้าจะแก้ท่านให้แก้เมื่อมันยังอ่อนอยู่นั้น ...”."],
    [94,93,"กษัยท้น",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง อาการของโรคจะเกิดเมื่อกินอาหารเข้าไป ทำให้จุกแน่นบริเวณหน้าอกและชายโครง อาเจียน หายใจไม่สะดวก ถ้าเป็นมากจะรู้สึกแน่นตั้งแต่ท้องน้อยขึ้นไป กินข้าวไม่ได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๙]ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้น เปนอุปาติกะ คือกระไสยท้นนั้นเปนเคารบ ๑๓ เกิดเพื่ออาหารที่บริโภค เมื่อท้องเปล่าอยู่นั้น ยังมิได้บริโภคอาหารเข้าไปก็สงบเปนปรกติดีอยู่ ครั้นบริโภคอาหารเข้าไป ได้มากแลน้อยก็ดี จึ่งกระทำให้ท้นขึ้นมายอดอก บางทีให้อาเจียน ให้อวกบางทีให้แน่นหน้าอกแลชายโครง ให้หายใจไม่ตลอดท้องดังประหนึ่งจะสิ้นใจตาย แล้วกระทำให้แน่นขึ้นมาแต่ท้องน้อยชักเอาเภาะเข้าแขวนขึ้นไปไว้จะบริโภคอาหาร ก็มิได้ดุจ ดังกล่าวมา ...”."],
    [95,94,"กษัยน้ำ",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง ทำให้โลหิตน้ำเหลือง และเสมหะในร่างกาย อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง ๓ อย่างผิดปรกติ ผู้ป่วยมีอาการปวดขบถึงยอดอกแล้วลามขึ้นไปเหมือนเป็นฝีมะเร็งทรวงและฝีปลวก ดังคัมภีร์ กระษัย [๑/๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดเปนอุปาติกะ คือกระไสยน้ำนั้นเปนเคารบ ๑๖ เกิดเพื่อโลหิต เพื่อน้ำเหลือง เพื่อเสมหะ ทั้ง ๓ นี้ เปนประการใดประการหนึ่งก็ดี เปนทั้ง ๓ ประการนั้นก็ดีเรียกว่ากระไสยโลหิตให้เปนเหตุ ถ้าสัตรีตั้งใต้สะดือ ๓ นิ้ว แจ้งอยู่ในคำภีร์มหาโชตรัต โน้นแล้ว ถ้าบุรุษย์ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว แจ้งอยู่ในคัมภีร์มุจฉา-ปักขันทิกาโน้นแล้ว ในทีนี้จะกล่าวแต่กระไสยอย่างเดียว ถ้าบังเกิดขึ้นแต่ผู้ใด กระทำให้ปวดขบถึงยอดอก ดังจะขาดใจแล้วตั้งลามขึ้นไปดังฝีมะเรงทรวงแลฝีปลวก ดังนี้ ...”."],
    [96,95,"กษัยปลวก",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมในเส้นสันฑฆาต ทำให้มีอาการปวดที่ทรวงอก เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง นานเข้าจะทำให้ร่างกายผอมแห้ง ผิวซีด ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือ กระไสยปลวกนั้น เปนเคารบ ๙ เกิดเพื่อสันทฆาฏ กระทำให้ปวดขบเอาทรวงอกดังจะขาดใจตาย เปนแล้วหายไป ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน จึ่งกลับเปนมาเล่า แต่เปนเช่นนี้หลายครั้ง หลายหน ครั้นแก่เข้า ทำให้ผิวเนื้อนั้นซีดแลเผือดผอมแห้งลง มิทันรู้ก็ว่าฝีปลวก ผิดกันแต่ที่มีบุบโพแลหาบุบโพมิได้ ถ้าฝีปลวกมีบุบโพ ถ้ากระไสยหาบุบโพมิได้ ลักษณดังนี้แพทย์พึงพิจารณาจงละเอียดเถิด …”."],
    [97,96,"กษัยปลาดุก",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากโลหิตและน้ำเหลือง เกิดที่กระเพาะอาหารหรือมดลูก ผู้ป่วยมีอาการท้องโตคล้ายสตรีมีครรภ์ ๗-๘ เดือน ถ้าข้างขึ้นจะเจ็บหน้าอกมากจนแตะต้องไม่ได้ หอบ สะอึก ถ้าข้างแรมจะเจ็บที่ท้องน้อยและหัวหน่าว อาจลามไปที่กระดูกสันหลังและต้นขาทั้ง ๒ ข้าง ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยปลาดุกนั้นเปนเคารบ ๘ เกิดเพื่อโลหิตแลน้ำเหลืองระคนกันมีจิตรวิญญาณดุจดังปลาดุกเกิดขึ้นในเภาะเข้า ถ้าสัตรีจับเอามดลูก มีสันถานดังแม่หญิงทรงครรภ์ได้ ๗ เดือน๘ เดือน บางทีแทงไปซ้าย ไปขวา ถ้าข้างขึ้นยันไปเอายอดอกให้เจบอกต้องลงมิได้ บางทีให้หอบให้สอึก ถ้าข้างแรมเลื่อนลงมาอยู่ท้องน้อย แลหัวเหน่า บางทีค่ำลงไปกระดูก สันหลังตึงลงไปต้นขาทั้งสอง มิทันรู้ก็ว่ามีครรภ์ ...”."],
    [98,97,"กษัยปลาหมอ",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดในลำไส้ ท้องน้อย หากเป็นตอนข้างขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการปวด ที่ตับ ม้าม ทำให้จุกแน่น หากเป็นข้างแรมผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อยและหัวหน่าว ปัสสาวะขัด อุจจาระขัด ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “…จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยปลาหมอนั้นเปนเคารบ ๗ มีจิตรวิญญาณเกิดขึ้นในลำไส้ ถ้าข้างขึ้น ตัวกระไสยบ่ายขึ้นมากัดเอาชายตับ ชายม้าม แลปวดกระทำให้จุก ให้แดก ถ้าข้างแรม ตัวกระไสยบายลงไปท้องน้อยแลหัวเหน่า กระทำให้ขัดอุจาระ ขัดปสาวะ แลให้ผู้นั้นเจบปวดมีความเวทนาเปนกำลัง ให้ปวดร้องครางอยู่ดัง จะขาดใจตาย ...”."],
    [99,98,"กษัยปลาไหล",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง อุจจาระขัด ปัสสาวะขัด ปัสสาวะมีสีเหลืองหรือสีแดง ถ้ากินอาหารเข้าไปอาการปวดจะทุเลา แต่ถ้าไม่กินอาหารจะปวดท้องมากบริเวณชายตับและม้าม บางครั้งทำให้มีอาการเมื่อยขบตามข้อกระดูก เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยปลาไหลนั้นเปนเคารบ๖ ครั้นแก่เข้าจึ่งกระทำโทษ เอาหางนั้นชอนลงไปแทงเอา หัวหน่าว แลทวารหนัก ทวารเบา แล้วให้ขัดอุจาระ ขัดปะสาวะ ให้ปะสาวะเหลืองดังขมิ้น บางทีแดงดังน้ำฝางต้ม น้ำดอกคำ แลตัวกระไสยนั้นพันขึ้นไปตามลำไส้ หยั่งขึ้นไปถึงชายตับแลเภาะเข้า ถ้าบริโภคอาหารลงไปเมื่อใด ตัวกระไสยนั้นก็รับเอาอาหารทุกเวลา ถ้ามิได้บริโภคอาหารลงไป ตัวกระไสยนั้น ก็กัดเอาชายตับ ชายม้าม เจบปวดยิ่งนัก บางทีให้เมื่อยขบ ทุกข้อกระดูก บางทีให้ขนชูชันดุจไข้จับดังกล่าวมานี้ ...”."],
    [100,99,"กษัยปู",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากโลหิตจับเป็นก้อนลักษณะคล้ายปูทะเล เกาะอยู่ในกระเพาะอาหารผู้ป่วยมีอาการปวดขบบริเวณท้องและท้องน้อยอย่างรุนแรง เมื่อท้องว่าง เมื่อกินอาหารเข้าไปอาการปวดจะดีขึ้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยปูนั้นเปนเคารบ ๔ เกิดเพื่อโลหิตคุมกัน มีสันถานดังปูทเลเข้ากินอยู่ในเภาะเข้ากระทำให้ปวดขบท้องน้อยเปนกำลัง บริโภคอาหารซาบลงไป เมื่อใดค่อยสงบลง ครั้นสิ้นอาหารแล้วกระทำให้พัดอยู่ ดุจดังกงเกวียน ลั่นอยู่ตามลำไส้เจบดังจะขาดใจตาย ...”."],
    [101,100,"กษัยเพลิง",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของธาตุไฟ ๓ ประการ ได้แก่ ชิรณัคคีสันตัปปัคคี และปริทัยหัคคี ผู้ป่วยมักมีไข้ในเวลาบ่าย ตาแดงใบหน้า ท้อง และเท้าบวม ตัวเย็นแต่รู้สึกร้อนภายใน จุกแน่น และเจ็บยอดอก เสียดสีข้าง ขยับตัวไม่ได้ ปวดขบมาก เมื่อกิน อาหารเข้าไปทำให้ท้องอืด เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๔๒-๔๓] ตอนหนึ่งว่า “...จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยเพลิง นั้นเปนเคารบ ๑๕ เกิดเพื่อเตโชธาตุ ๓ ประการคือ อสิตาชิวะชาอรรคี สันตะปักคี ปริไทหัคคี ทั้ง ๓ นี้ให้เปนเหตุ กระทำให้จับแต่เวลาบ่ายให้จุกษุแดง ให้เจบอยู่ยอดอก มักเปนฝีมะเรงทรวง ให้บวมหน้าให้บวมท้องให้บวมเท้า ให้ตัวเยนแต่ร้อนในดังเพลิงเผา ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว ให้จุกให้แดกในอกให้เสียดสีข้างจะไหวตัวก็มิได้ ดุจปัตฆาฏ ปวดขบเปนกำลัง บริโภคอาหารเข้าไปให้พะอืดพะอมให้ท้องขึ้นแลมิได้เรอมิได้ผายลม ให้แน่นบริโภคอาหารมิได้ ให้เสโทตกทุกเส้นขน ...”."],
    [102,101,"กษัยราก",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมในท้อง ผู้ป่วยมีอาการท้องอืด ตึงแน่นไปทั้งร่างกาย เสียงลั่นในท้อง อาเจียนลมเปล่า ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๑๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยรากนั้นเปนเคารบ ๒ บังเกิดเพื่อลมร้อง ให้อาเจียนลมเปล่า แลให้ลั่นอยู่ในอุทรดังจ้อจ้อ แล้วให้ตึงไปทั้งกาย ดุจบุกคลเอาเชือกมารัดไว้ ให้ผู้นั้นร้องครางอยู่ ทั้งกลางวัน กลางคืน มิได้ขาด ดังจะกลัดใจตาย ...”."],
    [103,102,"กษัยล้น",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากน้ำเหลือง ผู้ป่วยมีลมปั่นป่วนอยู่ในท้อง หากเป็นตอนข้างขึ้นจะมีอาการจุกเสียดในอกหากเป็นข้างแรมจะมีอาการปวดถ่วงอย่างรุนแรงบริเวณหัวหน่าว เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่ากระไสยล้นนั้นเกิดเพื่อน้ำเหลือง โดยกำลังวาโยพัดให้เปนฟองแลน้ำ กระทำให้ในอุทรนั้นลั่นขึ้น ลั่นลง ถ้าข้างขึ้นให้แดกอก ถ้าข้างแรมให้ถ่วงเหน่าดังจะขาดใจตายดังนี้ ...”."],
    [104,103,"กษัยลม",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมในร่างกายผิดปรกติ ลมทั่วร่างกายมารวมกันที่เหนือสะดือผู้ป่วยมีอาการจุกเสียด แน่นหน้าอกมาก หายใจขัด กินอาหาร ไม่ได้ เสียวแปลบทั่วร่างกายคล้ายถูกเข็มแทง ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยลมประมวนนั้นเปนเคารบ ๑๘ เกิดเพื่ออังคาระวาต ประมวนกันเข้าตั้งเหนือสะดือเท่าผลมะเดื่อ กระทำให้จุกเสียดให้แน่นน่าอก เปนกำลัง แล้วกระทำให้หายใจขัดแลหายใจสอื้น ให้บริโภคอาหารมิได้ ให้เสียวแปลบปลาบไปทุกเส้นขน ดังบุทคลเอาเขมมาแทงลงทั่วทั้งกายดังนี้ …” ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ได้แบ่งสาเหตุและอาการของโรคออกเป็น ๖ ประการ ได้แก่ ๑) ลมในลำไส้จับเป็นก้อนแข็ง ทำให้จุกแน่นในอก ๒) ลมนอกลำไส้จับเป็นก้อนแข็ง แล่นเข้าในกระดูก ทำให้เมื่อยในกระดูกไปทั่วทั้งกาย ๓) ลมทั่วทั้งร่างกาย เริ่มต้นที่สะดือ จับเป็นก้อนกลมขนาดเท่าผลมะเดื่อ ทำให้มีอาการจุก แน่นในอก ๔) ลมอุทรวาต เริ่มที่ปลายเท้า ขึ้นมาถึงศีรษะ แล้ววนเข้าไปที่อก และลำไส้ ทำให้เกิดเม็ดขึ้นในลำไส้ ลักษณะเป็นฝีรวงผึ้ง ๕) ลมจับตัวกันวิ่งจากปลายเท้าตลอดถึงกระหม่อม แต่พัดไม่ตลอด สะดุดหยุดเป็นที่ ๆ ขึ้นมาถึงจุดใด ที่ใด ก็เจ็บปวดเพียงจุดนั้น ๖) ลมตามจุดทั้ง ๔ แห่ง คือ ใต้สะดือ เหนือสะดือด้านขวา และด้านซ้ายของสะดือ สุดแต่จะตั้งขึ้นที่ใด ลักษณะเป็นฝีคล้ายฝีหัวด้วน ทำให้มีอาการจุกเสียด แน่นหน้าอก หายใจขัด กินอาหารไม่ได้ แสบตามผิวกายไปทั่วทุกขุมขน ดังคัมภีร์กระษัย [๑๗/๗๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวไกษย จำพวกหนึ่ง เกิดเพื่อลม ๖ จำพวก จำพวกหนึ่งเกิดเพื่อลมในไส้ มันก็ให้เปนดาน กลมเข้าประมาณเท่าลูกในตาล เมื่อมันแก่เข้ามันให้แข็งไปทั้ง ๒ ข้าง แล้วมันให้จุกเสียดแน่นในอก ... ไกษยลมจำพวกหนึ่ง มันเกิดเพื่อนอกไส้แล้วมันแล่นเข้าในกระดูก มันให้เมื่อยทุกกระดูกดังจะแตกจากกัน ... ไกษยลมจำพวกหนึ่งบังเกิดเพื่อลมทั้งกาย แลลมอันนั้นมันก็ประมวญกันเข้า ตั้งอยู่เหนือสดือ เท่าลูกมะเดื่อ มันให้จุกเสียดแน่นอกเปนกำลัง ... ไกษยเกิดเพราะลมอุทระวาตนั้น มันเกิดขึ้นมาแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงสีสะ เมื่อจะเปนเหตุแก่บุทคลผู้นั้น แลลมนั้นมันพัดอยู่แต่เพียงยอดอก มันก็แล่นเข้าในลำไส้ มันก็ให้เปนเม็ดขึ้นในลำไส้ และมันก็ให้เปนฝีรวงผึ้ง มันก็ให้เจ็บปวดพ้นประมาณ ... ไกษยมันเกิดเพื่อลม มันพัดแต่ปลายตลอดถึงกระหม่อมนั้น ลมอันนี้มันพัดไม่ตลอด ตันอยู่เพียงไหนมันให้เจ็บอยู่เพียงนั้นแล ชื่อว่าไกษยลมมันตั้ง ๔ สฐาน ที่ใต้สดือนั้นแก่ง ๑ เหนือสดือนั้นแห่ง ๑ ที่ริมสดือซ้ายขวาตามมันจะตั้งขึ้นแห่งใดแห่งหนึ่ง ๑ ประดุจฝีหัวด้วนนั้น ...”."],
    [105,104,"กษัยลิ้นกระบือ",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่งเกิดจากโลหิตจับตัวเป็นลิ่มติดอยู่ที่ขอบตับด้านล่าง ทำให้ตับแข็ง ยื่นเลยชายโครงออกมาเหมือนลิ้นกระบือ ผู้ป่วยมีอาการจับไข้เป็นเวลา จุกแน่นในอก กินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายผอมแห้ง นานเข้าจะมีเลือดและน้ำเหลืองในช่องท้อง ทำให้ท้องโต เรียกว่า มานกษัย ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือ กระไสยลิ้นกระบือนั้นเปนเคารบ ๑๐บังเกิดเพื่อโลหิตลิ่มติดอยู่ชายตับเปนตัวแขง ยาวออกมา จากชายโครงข้างขวา มีสันถานดังลิ้นกระบือ กระทำให้ครั่นตัว ให้ร้อนให้จับเปนเวลา ให้จุกให้แน่นอกให้บริโภคอาหารมิได้ ให้นอนมิหลับ อยู่เปนนิจ ให้กายนั้นซูบผอมแห้งไป ครั้นแก่เข้าตัวกระไสยแตกออก เปนโลหิตแลน้ำเหลืองให้ซึมไปในไส้ใหญ่ ไส้น้อย ทำให้ไส้พองท้องใหญ่ดังกล่าวมานี้ จึ่งได้ชื่อว่า มารกระไสย เปนอะสาทิยโรคแพทย์จะเยียวยายากนัก ถ้าแก่แล้ว ตัวกระไสยแตกออกแก้มิได้เลย ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยัง อ่อน ๆ อยู่นั้น บางทีได้บ้างเสียบ้าง ...”."],
    [106,105,"กษัยเลือด, กษัยโลหิต","ดู กษัยกล่อนน้ำ.","น.","กษัยกล่อนชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของธาตุน้ำ ได้แก่ เลือด น้ำเหลือง หรือเสมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง ๓ อย่าง เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รักษายาก ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บปวดมากบริเวณยอดอก อาจลามถึงตับและหัวใจได้ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยลักษณกระไสยโรคอนึ่ง อันบังเกิดเพื่ออาโปธาตุวิบัดนั้นเปนเคารบ ๒๑ แลเมื่อลักษณจะบังเกิดนั้น มีประเภท ๓ ประการ ประการหนึ่งเกิดเพื่อโลหิต ประการหนึ่งเกิดเพื่อน้ำเหลือง ประการหนึ่งเกิดเพื่อเสมหะ แลกำเนิดซึ่งกล่าวมานี้จะเปนแต่ประการใด ประการหนึ่งก็ดี แลเปนทั้ง ๓ ประการก็ดีท่านเรียกว่ากระไสยโลหิต ถ้าสัตรีเกิดใต้สะดือ ๓ นิ้ว ลักษณดังนี้มีอยู่ในคำภีร์โรคนิทานโน้นแล้ว ถ้าบุรุษย์ตั้งเหนือสะดือ ๓ นิ้ว ดุจจะกันกับสตรีอันนี้ วิถารอยู่ในคัมภีร์มุจฉาปัก-ขันทิกาโน้น ในทีนี้อาจาริยเจ้า ยกกล่าวแต่ลักษณกระไสยโรคนั้นอย่างเดียว ถ้าแลกระไสยจำพวกนี้บังเกิดขึ้นแก่บุทคลผู้ใดแล้ว กระทำให้ปวดขบถึงยอดอกให้เจบปวดดังจะขาดใจตาย บางทีตั้งลามขึ้นไปตับแลหัวใจ ดุจฝีมะเรงทรวงแล ฝีปลวก ตามอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ …”, กษัยเลือด หรือกษัยโลหิต ก็เรียก."],
    [107,106,"กษัยเส้น",null,"น.","ความผิดปรกติที่เกิดในกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ท้องผูก อ่อนเพลียเป็นต้น."],
    [108,107,"กษัยเสียด",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมตะคริวขึ้นมาจากหัวแม่เท้า ผู้ป่วยมีอาการปวดขบ สะดุ้งทั้งตัว เสียดตามชายโครง เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือกระไสยเสียดนั้นเปนเคารบ ๑๔ เกิดเพื่อลมสะคริวขึ้นมาแต่แม่เท้า ขึ้นตามลำเส้นสะคริว กระทำให้ปวดขบสดุ้งทั้งตัว แล้วขึ้นเสียดเอาชายโครงทั้งสองร้องดังจะขาดใจ บางทีให้ขบไปทั่วทั้งตัว แพทย์จะรักษาให้นวดเสียก่อนให้คลายแล้ว จึ่งแต่งยาให้กินต่อไปดุจดังกล่าวไว้นี้ ...”."],
    [109,108,"กษัยเหล็ก",null,"น.","กษัยอันเกิดจากอุปปาติกะโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากลมอัดแน่นแข็งเป็นดานอยู่ในท้องน้อย ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดท้องแข็งลามขึ้นไปถึงยอดอก กินอาหารไม่ได้ เป็นต้น ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวลักษณกระไสยโรค อันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ คือ กระไสยเหลกนั้นเปนเคารบ ๓ มีประเภทกระทำให้ปวดหัวหน่าวแลท้องน้อย นั้นแขงดุจดังแผ่นสิลา แลจะไหวตัวไปมาก็มิได้ ครั้นแก่เข้าแขงลาม ขึ้นไปถึงยอดอกแล้วให้บริโภคอาหารมิได้ ให้ปวดขบ ดังจะขาดใจตายดังนี้ …”."],
    [110,109,"กอก",null,"ก.","เอาเลือด หนอง หรือลมออกจากร่างกาย หรือดูดเอาน้ำนมออกจากเต้านมโดยใช้ถ้วย กระบอก ฯลฯ เป็นเครื่องดูด."],
    [111,110,"กอกกุก, กอกเขา","ดู มะกอก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spondias pinnata (L. f.) Kurz ในวงศ์ Anacardiaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง เปลือกต้นเรียบ สีเทา แตกเป็นร่องเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อย ๓-๕ คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนแหลม หรือเบี้ยว ปลายเป็นติ่งแหลม ก้านสั้น ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามปลายกิ่ง ดอกเล็ก ไม่มีก้านดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ รูปขอบขนาน ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่ หรือรูปรี เมื่อสุกสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกนิ่ม เมล็ดกลม, ผล เปลือก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลูก เปลือก ใบ ยาง เนื้อในผล มีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน ชุ่มคอ แก้ธาตุพิการ เพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด น้ำคั้นจากใบ หยอดแก้ปวดหู ลูกมะกอก บำรุงธาตุปูน แก้เลือดออกไรฟัน เมล็ดมะกอก เผาไฟชงน้ำรับประทานแก้ร้อนใน แก้หอบสะอึก ลูกรักษาโรคกระเพาะอาหารพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผล, เปลือก, ใบ, ยาง, เนื้อผลมะกอกมีรสเปรี้ยวฝาด หวานชุ่มคอ, บำบัดโรคธาตุพิการ, โรคน้ำดีไม่ปกติ, และมีประโยชน์แก้โรคบิดได้ด้วย ...น้ำคั้นใบมะกอกใช้หยอดหูแก้ปวดหูดี, ผลมะกอกรับประทานแก้โรคขาดธาตุปูน หรือแก้เลือดออกตามไรฟัน (anti-scorbutic) ได้ดี และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ... ผลมะกอกสุกรสเปรี้ยวอมหวาน รับประทานทำให้คอชุ่ม แก้กระหายน้ำได้ดีเช่น ผลมะขามป้อม เปลือกฝาด เย็น เปรี้ยว, ดับพิษกาฬ, แก้ร้อนในอย่างแรง, แก้ลงท้องปวดมวน, แก้สะอึก, เม็ดมะกอกสุมไฟให้เป็นถ่าน, แช่น้ำเอาน้ำรับประทานแก้ร้อน, แก้หอบ, แก้สะอึกดีมาก ...”, กอกกุก กอกเขา กูก หรือ มะกอกป่า ก็เรียก."],
    [112,111,"กอง",null,null,"สมุหนามและลักษณนามที่ใช้กับธาตุสมุฏฐาน หรือโรคเช่น กองปถวีธาตุ กองหทัยกองปิตตะ กองโรค กองไข้ ไฟ ๔ กอง ลม ๖ กอง ฯลฯ."],
    [113,112,"ก้อนเส้า",null,"น.","น. ก้อนดิน ก้อนอิฐ หรือก้อนหิน เป็นต้น ที่เอามาตั้งต่างเตาในการอยู่ไฟของชาวบ้านบางถิ่น ใช้ก้อนเส้าเผาไฟให้พออุ่น ห่อผ้า ประคบบริเวณหน้าท้องและหัวหน่าวของมารดาหลังคลอดเพื่อให้มดลูกเข้าอู่."],
    [114,113.1,"กอบ",null,"ก.","๑. เอามือ ๒ ข้างรวบสิ่งของเข้ามาจนนิ้วก้อยของมือชิดกันแล้วยกขึ้น."],
    [115,113.2,"กอบ",null,"น.","๑. เรียกของที่กอบขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ ว่า กอบหนึ่ง ๆ. ๒. ลักษณนามเรียกปริมาณของของที่กอบขึ้นมาเช่นนั้น เช่น ๒ กอบ, กอบมือ ก็เรียก."],
    [116,114.1,"กอบมือ","ดู กอบ.","ก.","๑. เอามือ ๒ ข้างรวบสิ่งของเข้ามาจนนิ้วก้อยของมือชิดกันแล้วยกขึ้น."],
    [117,114.2,"กอบมือ","ดู กอบ.","น.","๑. เรียกของที่กอบขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ ว่า กอบหนึ่ง ๆ. ๒. ลักษณนามเรียกปริมาณของของที่กอบขึ้นมาเช่นนั้น เช่น ๒ กอบ, กอบมือ ก็เรียก."],
    [118,115,"กะกลิ้ง","ดู โกฐกะกลิ้ง.","น.","เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่แห้งของต้นแสลงใจมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L. ในวงศ์ Loganiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏกะกลิ้ง แก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ, ขับพยาธิ์, ขับปัสสาวะ, แก้พิษงู, พิษตะขาบ, พิษแมลงป่อง, แก้ลมกระเพื่อมในท้อง, แก้คลื่นเหียน, แก้ลมพานไส้, แก้ริดสีดวงทวาร, แก้โลหิตพิการทำให้ตัวเย็น แก้ลม คูธทวาร, ขับลมในลำไส้ ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกักกราและโกฐน้ำเต้า, กะกลิ้ง เม็ดกะจี้ เม็ดกาจี้ เม็ดตูมกาแดง เม็ดแสงเบื่อ เม็ดแสลงใจ เม็ดแสลงเบือ เม็ดแสลงเบื่อ เม็ดแสลงโทน หรือ เม็ดแสลงทม ก็เรียก. (จ. หม่าเฉียนจื่อ, แบไจ่จี้, กะจี้ หรือ กาจี้)."],
    [119,116,"กะจี้","ดูใน โกฐกะกลิ้ง.","น.","เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่แห้งของต้นแสลงใจมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L. ในวงศ์ Loganiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏกะกลิ้ง แก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ, ขับพยาธิ์, ขับปัสสาวะ, แก้พิษงู, พิษตะขาบ, พิษแมลงป่อง, แก้ลมกระเพื่อมในท้อง, แก้คลื่นเหียน, แก้ลมพานไส้, แก้ริดสีดวงทวาร, แก้โลหิตพิการทำให้ตัวเย็น แก้ลม คูธทวาร, ขับลมในลำไส้ ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกักกราและโกฐน้ำเต้า, กะกลิ้ง เม็ดกะจี้ เม็ดกาจี้ เม็ดตูมกาแดง เม็ดแสงเบื่อ เม็ดแสลงใจ เม็ดแสลงเบือ เม็ดแสลงเบื่อ เม็ดแสลงโทน หรือ เม็ดแสลงทม ก็เรียก. (จ. หม่าเฉียนจื่อ, แบไจ่จี้, กะจี้ หรือ กาจี้)."],
    [120,117,"กะโฉม","ดู ผักกระโฉม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๐/๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ผักกระโฉม รสเย็น กระทุ้งพิษไข้หัว ระงับความร้อน ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... มีสรรพคุณกระทุ้งพิษ แก้ไข้หัว จำพวกหืด หัด สุกใส ดำ แดง ฝีดาษ ระงับความร้อนจากพิษไข้ ... ” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบปรุงเป็นยาเขียวขนานสำคัญ เป็นยากระทุ้งพิษ ขับพิษไข้หัวจำพวกเหือด, หัด, สุกใส, ดำแดง, ฝีดาษ และระงับความร้อนได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ รูปไข่แกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ โคนสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ขอบหยักมนถึงจักฟันเลื่อยหรือเรียบด้านบนมีขนคาย ด้านล่างมีขนตามเส้นใบ ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุก มี ๒-๗ ดอก หรือออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ ดอกสีฟ้าครามตรงกลางดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแฉกลึก ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ เมล็ดรูปไต, กะโฉม ผักกระโสม ผักกะโฉม หรือ อ้มกบ ก็เรียก."],
    [121,118,"กะดัด","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [122,119,"กะทันตาเถร","ดู มะตูม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลไม่อ่อนไม่แก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณผลมะตูมแก่แต่ยังไม่สุก ให้บิ์ดธาตุบำบัดเสลดแลลมเจริญไฟธาตุ ผลมะตูมอ่อนเกือบจะแก่ แก้เสมหแก้ลมทั้งปวง ผลมะตูมอ่อนยังเลก นั้นบำบัดตรีโทษแก้ลม ผลมะตูมสุกนั้นแก้เสมหแก้จุกเสียด เจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งให้มีกำลัง ผลมะตูมสุกแช่น้ำซ่มพอูมเจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งมีกำลัง แก้ลมทั้งปวงแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณลูกมะตูมอ่อน รู้แก้ซึ่งวาโยโลหิตเสมหะ แลบุพโพอันเน่าในอุทรให้ตกเสียแลรู้แก้ตรีโทษ ลูกมะตูมแก่ รู้แก้ซึ่งเสมหะลม รู้บำรุงเพลิงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด ลูกมะตูมสุก รู้แก้ลมอันเสียดในอุทร แลรู้แก้ซึ่งมูกเลือด รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้กระหายน้ำอนุโลมตามวาโยธาตุ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะตูมอ่อน ๆ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่ แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด บำรุงธาตุไฟให้ย่อย ... รากมะตูมรสปร่าขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี, พิษไข้, แก้สติเผลอ, รักษาน้ำดี, ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า bael fruit, bael, bel, bengal quince, golden apple, Indian baelfruit, Indian quince เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ โคนต้น และกิ่งก้านมีหนามยาว แข็ง หนามเดี่ยวหรือเป็นคู่ ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุก ๒-๓ ดอก หรือเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบและแข็ง เนื้อผลมีลักษณะใส เหนียว เมล็ดแบน รูปขอบขนาน มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ในช่อง มีสารเมือกล้อมรอบ สารเมือกแข็งตัวเมื่อแห้ง เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว โบราณแบ่งมะตูมเป็น ๓ พันธุ์ คือ มะตูมไข่ (ลูกกลมยาวคล้ายไข่) มะตูมยาง (ลูกค่อนข้างกลม โตกว่ามะตูมไข่ เนื้อน้อย มียางมาก) และมะตูมนิ่ม (เปลือกลูกอ่อนนิ่ม บีบกดได้), กะทันตาเถร ตูม บักตูม หรือ มะปิน ก็เรียก."],
    [123,120,"กะทือ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี."],
    [124,121,"กะบังลมพลัด, กะบังลมหย่อน","ดูใน มดลูกเคลื่อน.","น.","ความผิดปรกติของมดลูก ซึ่งเคลื่อนที่ไปจากปรกติ ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง เจ็บท้องน้อย เสียวมดลูก เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ มดลูกด่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มดลูกตะแคง ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาว และ มดลูกลอย ผู้ป่วยจะมีอาการผายลมทางช่องคลอด และหากมดลูกเคลื่อนต่ำลงมากจนถึงบริเวณปากช่องคลอด โบราณเรียก กะบังลมหย่อน หรือหากมดลูกเคลื่อน เลยออกมาจากปากช่องคลอด เรียก กะบังลมพลัด."],
    [125,122,"กะโปกกระชาย","ดูใน กระชาย.","ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [126,123,"กะเพรา",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าOcimum tenuiflorum L. ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า“... คุณกะเพราคุณกะเมงมีรสเผด ร้อนแลมีคุณเสมอกับผักคราด …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๗] ตอนหนึ่งว่า “… กะเพราแดงมีรสเผ็ดร้อนแรงกว่ากะเพราขาวมาก ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า เป็นยาตั้งธาตุ, แก้ปวดท้อง, ท้องขึ้น แก้ลมตานทราง, ขับผายลม, ทำให้เรอ, แก้จุกเสียด แทงในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum L. ในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า holybasil leaf, sacred basil leaf, tulsi leaf เป็นไม้ล้มลุกมีขน ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม มีกลิ่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ ปลายแหลมหรือมน โคนมนหรือ แหลม ขอบหยักหรือเป็นคลื่น สีเขียว สีม่วงแดงแกมเขียว ถึงสีม่วงแดง มีขนและต่อมน้ำมัน ช่อดอกแบบช่อฉัตร กลีบดอกสีขาว สีขาวแกมม่วง หรือสีม่วงอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นรูปปากเปิด ผลแบบผลแห้งไม่แตก มีกลีบเลี้ยงติดทน และขยายใหญ่โอบรอบผล เมล็ดรูปรี พองและเป็นเมือกเมื่อถูกน้ำ, กะเพราขน กะเพราขาว (ต้น กิ่ง ก้าน และใบสีเขียว) หรือ กะเพราแดง (ต้น กิ่ง ก้าน และใบสีม่วงแดง) ก็เรียก."],
    [127,124,"กะเพราขน, กะเพราขาว, กะเพราแดง","ดู กะเพรา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าOcimum tenuiflorum L. ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า“... คุณกะเพราคุณกะเมงมีรสเผด ร้อนแลมีคุณเสมอกับผักคราด …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๗] ตอนหนึ่งว่า “… กะเพราแดงมีรสเผ็ดร้อนแรงกว่ากะเพราขาวมาก ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า เป็นยาตั้งธาตุ, แก้ปวดท้อง, ท้องขึ้น แก้ลมตานทราง, ขับผายลม, ทำให้เรอ, แก้จุกเสียด แทงในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenuiflorum L. ในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า holybasil leaf, sacred basil leaf, tulsi leaf เป็นไม้ล้มลุกมีขน ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม มีกลิ่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ ปลายแหลมหรือมน โคนมนหรือ แหลม ขอบหยักหรือเป็นคลื่น สีเขียว สีม่วงแดงแกมเขียว ถึงสีม่วงแดง มีขนและต่อมน้ำมัน ช่อดอกแบบช่อฉัตร กลีบดอกสีขาว สีขาวแกมม่วง หรือสีม่วงอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นรูปปากเปิด ผลแบบผลแห้งไม่แตก มีกลีบเลี้ยงติดทน และขยายใหญ่โอบรอบผล เมล็ดรูปรี พองและเป็นเมือกเมื่อถูกน้ำ, กะเพราขน กะเพราขาว (ต้น กิ่ง ก้าน และใบสีเขียว) หรือ กะเพราแดง (ต้น กิ่ง ก้าน และใบสีม่วงแดง) ก็เรียก."],
    [128,125,"กะเพาะเข้า","ดู กระเพาะข้าว.","น.","๑. กระเพาะอาหาร. ๒. ลำไส้ใหญ่ตอนบน (อันตัง),กระเพาะเข้า กะเพาะเข้า กะเภาะข้าว กะเภาะเข้า เพาะเข้าหรือ เภาะเข้า ก็เรียก."],
    [129,126,"กะเพาะน้ำ","ดู กระเพาะน้ำ.","น.","กระเพาะปัสสาวะ, กะเพาะน้ำ กะเภาะน้ำ เพาะน้ำหรือ เภาะน้ำ ก็เรียก."],
    [130,127,"กะเภาะข้าว, กะเภาะเข้า","ดู กระเพาะข้าว.","น.","๑. กระเพาะอาหาร. ๒. ลำไส้ใหญ่ตอนบน (อันตัง),กระเพาะเข้า กะเพาะเข้า กะเภาะข้าว กะเภาะเข้า เพาะเข้าหรือ เภาะเข้า ก็เรียก."],
    [131,128,"กะเภาะน้ำ","ดู กระเพาะน้ำ.","น.","กระเพาะปัสสาวะ, กะเพาะน้ำ กะเภาะน้ำ เพาะน้ำหรือ เภาะน้ำ ก็เรียก."],
    [132,129,"กะเม็ง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในวงศ์ Asteraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเม็ง ต้นนั้นรู้แก้ลมให้กระจายแลแก้โลหิตอันกระทำให้ร้น ดอกนั้นรู้แก้ดีอันฟุ้งซ่านให้บริบูรณ์ ลูกนั้นรู้ แก้ลมให้กระจาย รากนั้นรู้แก้ลมอันวิงเวียนอยู่ในอุทรให้ขึ้นเบื้องบน …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… ต้นแก้ลมให้กระจาย คือแก้จุกเสียดแน่นอืดเฟ้อ, แก้โลหิตซึ่งทำให้ร้อน, ดอกแก้น้ำดีซ่าน, ลูกขับผายลม, รากขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ... กะเม็งมีรสร้อน ห้ามเลือด ... ต้นกะเม็งใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ใช้ใบและรากเป็นยาถ่ายและทำให้อาเจียน, รากขับลมให้ผายเรอ,เป็นยาบำรุงแก้โรคตับและม้ามพิการได้ดี ... ”. ๒. พืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า false daisy herb, trailing eclipta herb, white head herb เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแตกกิ่งทอดไปตามพื้นหรือตั้งขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก ขอบเรียบหรือจักห่าง ๆ ๒-๓ จักช่วงปลายใบ แผ่นใบทั้ง ๒ ด้านสาก ไม่มีก้านใบหรือมีก้านสั้นมาก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายกิ่ง หรือ ๑-๓ ช่อตามซอกใบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน, กะเม็งตัวเมีย หรือ คัดเม็ง ก็เรียก."],
    [133,130,"กะเม็งตัวผู้",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Complaya chinensis (L.) Strother ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… กะเม็งมีสองชนิด อีกชนิดหนึ่ง ดอกสีเหลือง ชนิดนี้ขึ้นเองไม่มีปลูกกันตามสวนยาจีน คนจีนนิยมใช้ชนิดนี้ ใช้ทั้งต้นต้มหรือทำผง รับประทานแก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต เป็นยาบำรุงโลหิตด้วย ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Complaya chinensis (L.) Strother ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้ล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขน มีรากออกตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก หรือรูปไข่กลับแคบ มีขนทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง ดอกวงนอกรูปลิ้น ดอกวงในเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน, ฮ่อมเกี่ยวคำ ก็เรียก."],
    [134,131,"กะเม็งตัวเมีย","ดู กะเม็ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในวงศ์ Asteraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเม็ง ต้นนั้นรู้แก้ลมให้กระจายแลแก้โลหิตอันกระทำให้ร้น ดอกนั้นรู้แก้ดีอันฟุ้งซ่านให้บริบูรณ์ ลูกนั้นรู้ แก้ลมให้กระจาย รากนั้นรู้แก้ลมอันวิงเวียนอยู่ในอุทรให้ขึ้นเบื้องบน …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… ต้นแก้ลมให้กระจาย คือแก้จุกเสียดแน่นอืดเฟ้อ, แก้โลหิตซึ่งทำให้ร้อน, ดอกแก้น้ำดีซ่าน, ลูกขับผายลม, รากขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ... กะเม็งมีรสร้อน ห้ามเลือด ... ต้นกะเม็งใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ใช้ใบและรากเป็นยาถ่ายและทำให้อาเจียน, รากขับลมให้ผายเรอ,เป็นยาบำรุงแก้โรคตับและม้ามพิการได้ดี ... ”. ๒. พืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า false daisy herb, trailing eclipta herb, white head herb เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแตกกิ่งทอดไปตามพื้นหรือตั้งขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก ขอบเรียบหรือจักห่าง ๆ ๒-๓ จักช่วงปลายใบ แผ่นใบทั้ง ๒ ด้านสาก ไม่มีก้านใบหรือมีก้านสั้นมาก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายกิ่ง หรือ ๑-๓ ช่อตามซอกใบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน, กะเม็งตัวเมีย หรือ คัดเม็ง ก็เรียก."],
    [135,132,"กะย่อม","ดู ระย่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [136,133,"กะระ","ดู ตานจร ประกอบ.","น.","ตานจรชนิดหนึ่ง เกิดจากพยาธิ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย อุจจาระสีซีดขาว ซึ่งถ้าได้รับการรักษาทันท่วงทีก็จะหายไป ถ้าไม่หายจะมีผื่นขึ้นเหมือนผดขึ้นทั้งตัว ท้องโต จุกเสียดแน่น ปวดท้อง ซีด ในผู้ป่วยบางคนอาจพบตัวพยาธิไต่ออกมาตามทวารหนัก ทวารเบา หรือคอ หากเป็นมากอาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณตานจรจำพวกหนึ่งชื่อกะระ มีโทษให้ลงท้องอุจาระนั้นฃาวดุจดังดินสีพอง ครั้นวางยาถูกแล้วก็หยุดไปจึงให้พรึงขึ้นทั้งตัวดังยอดผด แล้วให้ตาฟาง แลให้ตาเปนเกลดกระดี่ มักให้กินเกลือ กินกปิ อันว่าไส้เดือนจำพวกนี้บังเกิดขึ้นเปนอุปปาติกะ ครู่เดียวยามเดียวก็เตมไส้ ได้ร้อยตัวพันตัวจึ่งให้ไส้พอง ท้องใหญ่ขึ้นคับอกคับใจ อึดอัดอยู่ประมาณ ๗ วัน ตัวมันแก่ขึ้นก็คลานออกทวารหนัก เบา ก็มี ออกทางคอก็มี กระทำให้ราก ให้จุกเสียด แลขบเอาท้องดังจะขาดใจตาย ...”."],
    [137,134,"กะละละ","ดู กลละ.","น.","รูปเริ่มแรกที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ซึ่งจะเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารก, เขียนว่า กะละละ ก็มี."],
    [138,135,"กะลันทา","ดู คนทา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHarrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… รากคนทามีรสขมเฝื่อน แก้ไข้เส้น ไข้เหนือและไข้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้รากปรุงเป็นยารับประทานแก้ไข้ทุกชนิด และขับพิษไข้หัวให้ออกผื่นได้รวดเร็ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ตามกิ่งมีหนามแหลมโค้ง ยอดอ่อนมักมีขน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ช่อดอกแบบช่อกระจุกและช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๔-๕ ดอก หรือทวีคูณของ ๔ หรือ ๕ ดอก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลีบดอกรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปเกือบกลม แบน ผนังผลชั้นนอก คล้ายแผ่นหนัง ชั้นในแข็ง เมล็ดขนาดเล็ก เปลือกนอกบาง, กะลันทา โกทา สีฟัน สีฟันคนทา สีเตาะ หนามกะแท่ง หรือ หนามจี้ ก็เรียก."],
    [139,136,"กะลา",null,"น.","ส่วนแข็งที่หุ้มเนื้อมะพร้าว ถ้าผ่าซีก ซีกที่มีตา เรียกว่า กะลาตัวผู้ ซีกที่ตัน เรียกว่า กะลาตัวเมีย."],
    [140,137,"กะลาตัวผู้, กะลาตัวเมีย","ดูใน กะลา.","น.","ส่วนแข็งที่หุ้มเนื้อมะพร้าว ถ้าผ่าซีก ซีกที่มีตา เรียกว่า กะลาตัวผู้ ซีกที่ตัน เรียกว่า กะลาตัวเมีย."],
    [141,138,"กะลำ","ดู ขะลำ.","น.","คำสั่งสอน คำแนะนำ ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติเป็นต้น, กะลำ หรือ คะลำ ก็เรียก."],
    [142,139,"กะลำพัก, กะลำภัก","ดู กระลำพัก.","น.","เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งสีดำและมีกลิ่นหอมอาจได้จากต้นสลัดได (Euphorbia antiquorum L.) หรือต้นตาตุ่มทะเล (Excoecaria agallocha L.) มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๖] ตอนหนึ่งว่า “… กะลำภักนั้นมีรสขมหวานเย็นมัน แก้ลมอังคมังคานุสารี แก้ตรีสมุฏฐาน แก้โลหิตโทษ ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๘๘] ตอนหนึ่งว่า “... แกนสลัดได มีรสขม หอม มัน เย็น สรรพคุณแก้ลมอังคมังคานุสารีย์ แก้ตรีสมุฏฐาน แก้โลหิตโทษ แก้พิษเสมหะ โลหิตและมูกเลือด บำรุงตับปอด ทำให้มีกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยางของต้นสลัดไดเป็นพิษ ต้นสลัดไดนี้เมื่อต้นแก่เข้าก็จะตายและผ่าต้นออกดูก็จะพบแก่น เรียกว่ากลำพัก มีรสขม กลิ่นหอม ราคาแพง ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ดีมาก ...”, เขียนว่า กะลำพัก กะลำภัก กลำพัก หรือ กลำภัก ก็มี. ดู สลัดได และ ตาตุ่มทะเล ประกอบ."],
    [143,140,"กะแวน","ดู กระทือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "],
    [144,141,"กะษัตริยชาติ","ดู กษัตริยชาติ.","น.","๑. ชื่อปลิงประเภทหนึ่งตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีลักษณะท้องสีแดง ครีบสีแดงดังตำราปล่อยปลิง [๔๔/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวถึงลักษณะปลิง ๔ จำพวกๆ หนึ่ง ชื่อว่ากะษัตริยชาตินั้น ท้องแดง ครีบแดง ให้กินแต่หัวถึงต้นคอ พยาธิหาย ๑๐๐๐ หนึ่งแล ...”. ๒. ทั่วไปหมายถึง ชาติกษัตริย์, เขียนว่า กะษัตริยชาติ ก็มี."],
    [145,142,"กะสาวะ","ดู ฝาด.","ว.","รสอย่างรสหมากดิบ เปลือกแค ลูกเบญกานี เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสฝาดจะมีสรรพคุณสมานเนื้อ สมานแผล กัดเนื้อร้าย แก้บิด ท้องร่วง แก้อุจจาระธาตุพิการ คุมธาตุ แต่แสลงกับโรค ไอ ท้องผูก โรคลม โรคพรรดึกท้องผูก ธาตุไฟพิการ เป็นต้น, กะสาวะ ก็เรียก."],
    [146,143,"กะโหลก",null,"น.","๑. ส่วนแข็งที่หุ้มเนื้อมะพร้าวหรือตาลเป็นต้น เรียกว่า กะโหลกมะพร้าว กะโหลกตาล. ๒. ภาชนะส่วนที่ทำด้วยกะโหลกมะพร้าว โดยตัดทางตาออกพอเป็นช่องกว้าง เพื่อใช้ตักน้ำหรือตวงของ เช่น น้ำมัน งา ข้าวเปลือกโดยปริยายหมายถึง วัตถุที่มีลักษณะเช่นนั้น เช่น กะโหลกศีรษะ."],
    [147,144,"กะอากปากสุกร",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดเป็นแผลเปื่อยตามร่างกาย เมื่อน้ำเหลืองจากแผลไหลถึงบริเวณใด จะทำให้เปื่อยถึงบริเวณนั้น หากรักษาไม่หายจะกลายเป็นมะเร็ง, กะอากปากหมู ก็เรียก."],
    [148,145,"กะอากปากหมู","ดู กะอากปากสุกร.","น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดเป็นแผลเปื่อยตามร่างกาย เมื่อน้ำเหลืองจากแผลไหลถึงบริเวณใด จะทำให้เปื่อยถึงบริเวณนั้น หากรักษาไม่หายจะกลายเป็นมะเร็ง, กะอากปากหมู ก็เรียก."],
    [149,146,"กะแอน","ดู กะทือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "],
    [150,147,"กักไม้ฝอย","ดู ข่อย.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. ในวงศ์Moraceae มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เนื้อไม้สีขาว มียางสีขาว กิ่งสีน้ำตาล สากและคาย มีขนหยาบสั้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับหรือรูปรี ใบแก่สากคายกว่าใบอ่อน ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นและต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกเล็ก สีเขียวอ่อน มีขนละเอียด ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๔ ดอก สีเขียว มีขนและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเป็นผล ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปค่อนข้างกลม ปลายบุ๋ม โคนผลมีวงกลีบรวมติดทนและโค้งลงเมื่อผลแก่ ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีเมล็ด๑ เมล็ด รูปกลม สีขาวอมเทา โบราณใช้กิ่งทุบให้แตกสีฟัน เปลือกต้นใช้ทำสมุด เรียก “สมุดข่อย” ผลสุกรสหวาน กินได้, ใบ เปลือก ราก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ข่อยรสเบื่อเมา เปลือกดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น แก้โรคทางฟัน แก้พยาธิ์ผิวหนัง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาแก้ริดสีดวง ...”, กักไม้ฝอย ขรอย ขันตา ส้มผ่อ หรือสะนาย ก็เรียก."],
    [151,148,"กัญชาเทศ",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leonurus sibiricus Lในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า siberian motherwort เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม มีขนละเอียดปกคลุมทั้งต้น สูงประมาณ ๑ เมตร มีข้อห่าง ๆ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเรียงสลับ โคนและปลายสอบแหลม ขอบหยักลึกเป็น ๓ แฉก ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกรอบข้อบริเวณซอกใบ สีชมพูเข้มหรือสีขาว กลีบดอกรูปปาก กลีบบนรูปลิ้นปลายโค้งขึ้น กลีบล่างแยกเป็น ๓ แฉก ปลายโค้งลง ผลรูปถ้วย, ใบและผลใช้ทำยา ในตำรับยาทากระหม่อมที่เข้ากัญชาเทศ ใช้แก้นอนไม่หลับ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๕๑/๒๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาทากระหม่อมแก้นอนไม่หลับ ขนานนี้ท่านให้เอา หรดานทอง ๑ สลึง ดอกลำโพงกาสลัก ๒ สลึง กัญชาเทศ ๓ สลึง มูลโค ๒ สลึง ใบพิมเสน ๑ สลึง บดด้วยน้ำดอกไม้ทากระหม่อมแก้นอนมิหลับหายดีนัก ...”, ซ้าซา หรือ ส่าน้ำ ก็เรียก."],
    [152,149,"กัณห์ประเทศ",null,"น.","สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นน้ำจืด น้ำเค็ม และเป็นเปือกตม ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากเสมหะและลม. ดู ประเทศสมุฏฐานประกอบ."],
    [153,150,"กั่น",null,"น.","ส่วนที่ถัดจากโคนอาวุธหรือเครื่องมือเป็นต้น สำหรับหยั่งลงไปในด้าม."],
    [154,151,"กันโตด","ดู มะขามป้อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Phyllanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งมะขามป้อมนั้น มีคุณดุจผลสมอลูกเล็ก ๗ ประการ แต่ทว่าต่างกันที่รู้แก้แต่งให้เนื้อหนังงามบริบูรณ์ แลให้เสียงเพราะ แลรู้แก้แม่พยาธิ รศเผ็ดแหลมรู้แก้พรรดึก ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ผลมะขามป้อมอ่อน แลลูกแก่นั้นมีรศขม เผ็ด ฝาด เปรี้ยว ทั้งนี้รู้ห้ามเสียซึ่งลมและไข้อันวิเศษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... มะขามป้อมผลอ่อนทำให้เนื้อหนังสมบูรณ์ ส่วนผลแก่ มีรสเปรี้ยวฝาดขม แก้ไข้เจือลม ในสรรพคุณแผลงกล่าวว่า แก้เสมหะ, และไข้เพื่อเสมหะ, คล้ายกับผลสมอ ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีผลา จตุผลาธิกะ เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Phyllanthaceae มีชื่อสามัญว่า amalaki, amrita phala, emblic myrobalan, Indian gooseberry, malaka เป็นไม้ต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ในระนาบเดียวกันบนกิ่งสั้น ๆ ดูคล้ายเป็นใบประกอบ โคนมนและเบี้ยว ปลายแหลมหรือมน มีติ่ง ขอบเรียบ ก้านใบสั้นมาก ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกสีเขียวอ่อน ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลม ผลแก่สีเขียวอ่อน แก่จัดสีเขียวอมเหลือง สีขาวอมเหลือง หรือสีเขียวอมน้ำตาล เมล็ดแข็ง, กำทวด หรือ กันโตด ก็เรียก."],
    [155,152,"กาจี้","ดูใน โกฐกะกลิ้ง.","น.","เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่แห้งของต้นแสลงใจมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L. ในวงศ์ Loganiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏกะกลิ้ง แก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ, ขับพยาธิ์, ขับปัสสาวะ, แก้พิษงู, พิษตะขาบ, พิษแมลงป่อง, แก้ลมกระเพื่อมในท้อง, แก้คลื่นเหียน, แก้ลมพานไส้, แก้ริดสีดวงทวาร, แก้โลหิตพิการทำให้ตัวเย็น แก้ลม คูธทวาร, ขับลมในลำไส้ ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกักกราและโกฐน้ำเต้า, กะกลิ้ง เม็ดกะจี้ เม็ดกาจี้ เม็ดตูมกาแดง เม็ดแสงเบื่อ เม็ดแสลงใจ เม็ดแสลงเบือ เม็ดแสลงเบื่อ เม็ดแสลงโทน หรือ เม็ดแสลงทม ก็เรียก. (จ. หม่าเฉียนจื่อ, แบไจ่จี้, กะจี้ หรือ กาจี้)."],
    [156,153,"กานพลู",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกตูมแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L. MPerry ในวงศ์ Myrtaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพ-ลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกานพลูมีรสเผดร้อนหวานแก้มวกในลำไส้ แก้เสมหะแก้ลมจุกเสียดเจริญไฟธาตุแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณลูกจันทน์แลกานพลูนั้นมีคุณดุจกัน รู้กระจายเสียซึ่งโลหิตแลดี แลรู้แก้ไข้ลักปิด แลหืด รู้กระทำให้อาหารงวด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๒] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกกานพลูกระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว, แก้เลือดออกไรฟัน, แก้หืด, ทำให้อาหารงวด, แก้ปวดฟัน, แก้รำมะนาด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L. M. Perry ในวงศ์ Myrtaceae มีชื่อสามัญว่า cloveเป็นไม้ต้น เรือนยอดเป็นกรวยคว่ำ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอก รูปรีแคบ หรือรูปไข่กลับแคบ ๆ มีต่อมน้ำมันมาก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกที่ปลายยอด ผลรูปไข่กลับ แกมรี แก่จัดสีแดง, กรานพูล กรามพูล กรานพลู หรือ กรามพลู ก็เรียก."],
    [157,154,"กายโรโค",null,"น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่ตัวเรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ พหิทโรโค (พาหิรโรโค) เป็นกลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นภายนอก เช่น เกลื้อน บาดแผล และ อันตโรโค เป็นกลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นภายใน เช่น ฝีในท้อง ริดสีดวงมหากาฬ. (มาจากคำ กาย แปลว่า ตัว และ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [158,155,"การนวดไทย",null,"น.","๑. การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การรักษาการป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ โดยใช้ องค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการนวดไทย ทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖). ๒. การตรวจประเมิน การวินิจฉัย การบำบัด การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพและการฟื้นฟูสภาพด้วยวิธีการกด การคลึง การประคบ การอบ หรือวิธีการอื่นตามศิลปะการนวดไทย หรือการใช้ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๔ เรื่อง การเพิ่มประเภทการนวดไทยในสาขาการแพทย์แผนไทย)."],
    [159,156,"การบูร",null,"น.","๑. เครื่องยาชนิดหนึ่ง เป็นผลึกเล็ก ๆ ใส โปร่งแสงหรือสีขาว เมื่อทิ้งไว้บางส่วนอาจจับเป็นก้อน มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว มีรสขมเล็กน้อย ร้อนปร่า แล้วตามด้วยความรู้สึกเย็น อาจได้จากแก่นของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomumcamphora (L.) J. Presl ในวงศ์ Lauraceae แต่ปัจจุบันมัก ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี โดยเริ่มต้นจากสารแอลฟา-ไพนีน (a-pinene) ในน้ำมันสน (turpentine oil) ได้เป็นการบูร (dl-camphor) ซึ่งเป็นสารผสมแรซีมิก (racemic mixture) มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “… คุณการบูรมีรศเผดร้อน ให้ย่อยอาหารพลันแหลกแก้จักษุโรคแก้ฤษดวง กระทำให้รู้จักรศอาหารแก้ลมจุกเสียด แก้หืดไอ ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณการบูร รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ซึ่งโรคอันบังเกิดแต่จักษุรู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum camphora (L.) J. Presl ในวงศ์ Lauraceae มีชื่อสามัญว่า camphor tree, Japanese camphor tree เป็นไม้ต้น ทุกส่วนมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รากและโคนต้นมีกลิ่นหอมมากกว่าส่วนอื่น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้างหรือรูปรี ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ ดอกเล็ก สีเหลืองอ่อน โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ค่อนข้างกลม สีเขียวเข้ม ผลสุกสีดำมีเมล็ด ๑ เมล็ด."],
    [160,157,"การประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย",null,"น.","การประกอบวิชาชีพที่กระทำหรือมุ่งหมายจะกระทำต่อมนุษย์ เกี่ยวกับการแนะนำการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การรักษาโรคการป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ โดยอาศัย องค์ความรู้ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การผดุงครรภ์ไทย การนวดไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย และองค์ความรู้ ด้านอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทยซึ่งถ่ายทอดหรือพัฒนาสืบต่อกันมาตามตำราการแพทย์แผนไทยหรือจากสถานศึกษาที่สภาการแพทย์แผนไทยรับรอง (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖)."],
    [161,158,"การผดุงครรภ์ไทย",null,"น.","การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การรักษา การส่งเสริมสุขภาพหญิงมีครรภ์ การป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด การทำคลอด การดูแล การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพมารดาและทารกในระยะหลังคลอด ทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (พระราช-บัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖)."],
    [162,159,"การแพทย์แผนไทย",null,"น.","๑. กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย และให้หมายความรวมถึง การเตรียมการผลิตยาแผนไทย และการประดิษฐ์อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา. (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖). ๒. กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทยและให้หมายความรวมถึงการเตรียม การผลิตยาแผนไทยและการประดิษฐ์อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา. (พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒). ๓. การประกอบโรคศิลปะตามความรู้หรือตำราแบบไทยที่ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา หรือตามการศึกษาจากสถานศึกษาที่คณะกรรมการรับรอง. (พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒). (อ. Thai traditional medicine)"],
    [163,160,"การแพทย์แผนไทยประยุกต์",null,"น.","การประกอบโรคศิลปะตามการ ศึกษาจากสถานศึกษาที่คณะกรรมการรับรอง และใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและการบำบัดโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง. (พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒). (อ. applied Thai traditional medicine)."],
    [164,161,"การแพทย์พื้นบ้านไทย",null,"น.","การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การรักษา การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ โดยใช้องค์ความรู้ซึ่งสืบทอดกันมาในชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (พระราชบัญญัติวิชาชีพ การแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖)."],
    [165,162,"กาล",null,"น.","เวลา คราว ครั้ง หน ในทางการแพทย์แผนไทย เวลาเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ดังคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย [๑๔/๓๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าเสมหะกำเริบนั้นในกาลเมื่อเช้าก็ดี เมื่อบริโภคอาหารแล้วก็ดี ในเมื่อพลบค่ำ ก็ดี เป็นกระทรวงกาลสมุฏฐานเสมหะกระทำ ...”."],
    [166,163,"กาล ๓",null,"น.","การกำหนดเวลาในรอบ ๑ วัน เป็นเวลากลางวัน ๓ ช่วง และเวลากลางคืน ๓ ช่วง ช่วงละ ๔ ชั่วโมง โดยเวลากลางวันแบ่งเป็น ช่วงที่ ๑ นับตั้งแต่เวลาย่ำรุ่ง (๐๖.๐๐ น.) ถึง ๔ โมงเช้า (๑๐.๐๐ น.) ช่วงที่ ๒ นับตั้งแต่เวลา ๔ โมงเช้า (๑๐.๐๐ น.) ถึงบ่าย ๒ โมง (๑๔.๐๐ น.) และช่วงที่ ๓ นับตั้งแต่เวลาบ่าย ๒ โมง (๑๔.๐๐ น.) ถึงย่ำค่ำ (๑๘.๐๐ น.) ส่วนเวลากลางคืน แบ่งเป็นช่วงที่ ๑ นับตั้งแต่เวลาย่ำค่ำ (๑๘.๐๐ น.) ถึง ๔ ทุ่ม (๒๒.๐๐ น.) ช่วงที่ ๒ นับตั้งแต่เวลา ๔ ทุ่ม (๒๒.๐๐ น.)ถึงตี ๒ (๐๒.๐๐ น.) และช่วงที่ ๓ นับ ตั้งแต่เวลาตี ๒ (๐๒.๐๐ น.) ถึงย่ำรุ่ง (๐๖.๐๐ น.) แต่ละช่วงเวลาเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ เช่น เวลากลางวันช่วงที่ ๑ มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานเสมหะ."],
    [167,164,"กาล ๔",null,"น.","การกำหนดเวลาในรอบ ๑ วัน เป็นเวลากลางวัน๔ ช่วง และเวลากลางคืน ๔ ช่วง ช่วงละ ๓ ชั่วโมง โดยเวลา กลางวันแบ่งเป็น ช่วงที่ ๑ นับตั้งแต่เวลาย่ำรุ่ง (๐๖.๐๐ น.)ถึง ๓ โมงเช้า (๐๙.๐๐ น.) ช่วงที่ ๒ นับตั้งแต่เวลา ๓ โมงเช้า (๐๙.๐๐ น.) ถึงเที่ยงวัน (๑๒.๐๐ น.) ช่วงที่ ๓ นับตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน (๑๒.๐๐ น.) ถึงบ่าย ๓ โมง (๑๕.๐๐ น.) และช่วงที่ ๔ นับตั้งแต่เวลาบ่าย ๓ โมง (๑๕.๐๐ น.) ถึงย่ำค่ำ (๑๘.๐๐ น.) ส่วนเวลากลางคืนแบ่งเป็น ช่วงที่ ๑ นับตั้งแต่เวลาย่ำค่ำ (๑๘.๐๐ น.) ถึงยาม ๑ (๒๑.๐๐ น.) ช่วงที่ ๒ นับตั้งแต่ยาม ๑ (๒๑.๐๐ น.) ถึงยาม ๒ (๒๔.๐๐ น.) ช่วงที่ ๓ นับตั้งแต่เวลา ยาม ๒ (๒๔.๐๐ น.) ถึงยาม ๓ (๐๓.๐๐ น.) และช่วงที่ ๔ นับตั้งแต่ยาม ๓ (๐๓.๐๐ น.) ถึงย่ำรุ่ง (๐๖.๐๐ น.) แต่ละช่วงเวลาเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ เช่น เวลากลางวันช่วงที่ ๑ มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจาก สมุฏฐานอาโปพิกัดเสมหะ."],
    [168,165,"กาลตรีโทษ",null,"น.","ช่วงเวลาที่กองสมุฏฐานทั้ง ๓ กอง อันได้แก่ ปิตตะ วาตะ และเสมหะ ร่วมกันกระทำให้เกิดโทษ."],
    [169,166,"กาลทาม",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นบริเวณขากรรไกรด้านในถึงบริเวณคอทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีกาลทาม เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูงและร้อนในกระหายน้ำ เรียก ไข้กาลทาม หากรักษาไม่หาย อาจตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้ จะว่าด้วยลักษณไข้กาลทามต่อไป มีลักษณเหมือนกันกับไข้กาลทูม แต่ผิดกันที่บวมตั้งแต่ฃาตะไกร มาถึงคอทั้งสองข้าง ให้แพทย์เร่งประทับยาให้จงดี ถ้าแก้มิดีตาย …”."],
    [170,167,"กาลทุวันโทษ, กาลทุวรรณโทษ",null,"น.","ช่วงเวลาที่กองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ หรือเสมหะ ๒ ใน ๓ กองสมุฏฐานร่วมกันกระทำให้เกิดโทษ."],
    [171,168,"กาลทูม",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีบวมบริเวณขากรรไกรด้านใน อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีกาลทูมเมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง และร้อนในกระหายน้ำ เรียก ไข้กาลทูม ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วย ลักษณไข้กาลทูม ให้บวมตามฃาตะไกรสองข้าง ลางทีก็บวมแต่ข้างเดียวทำพิศม์ ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้จับเชื่อม มัวให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้เร่งแก้ให้จงดี ...”."],
    [172,169,"กาลปักษี",null,"น.","ปักษีที่เกิดกับทารกในช่วงที่มารดาออกจากเรือนไฟแล้ว ๕ เดือน ทารกจะมีไข้เวลาค่ำ สร่างเวลาเช้ามืด ร้องไห้เวลาหลับ เป็นต้น โบราณว่าเกิดจาก “ปีศาจเกิดนอกไส้ ออกทางทวารปัสสาวะ” ดังคัมภีร์ประถมจินดา[๑/๒๒๗-๒๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณกาลปักษีกระทำ โทษนั้น เมื่อมารดาออกเพลิงแล้วได้ ๕ เดือน ปีศาจออกนอกไส้ให้ไส้เปนขดลั่นดังอยู่จ้อจ้อ แลให้ร้องไห้เปนครู่แล้วให้ทอดใจใหญ่แลร้องไห้เมื่อหลับ ... อันว่ากาลปักษีกระทำโทษนั้นออกโดยทวารปสาวะ ... กาลปักษีนั้นเข้าเมื่อเข้านอนออกเมื่อตระวันขึ้น ...”, เขียนว่า กาฬปักษี ก็มี."],
    [173,170,"กาลพิพัด, กาลพิพัธ","ดู กาฬพิพัธ.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ขั้วหัวใจ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำล้างเนื้อ มีกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพนอกจากนี้ยังมีอาการเหนื่อยหอบ เป็นต้น ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬพิพัธนั้นขึ้นในขั้วหัวใจให้ขุ่นเขียว ขั้วตับดุจเดียว แต่อาการนั้นผิดกัน ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เมื่อมันเน่าแลเหม็นครัน เหมือนซากอศภอันที่ทรุดโซมอยู่แรมคืน ให้หอบเปนกำลัง สติพลั้งไม่ยั่งยืน ผู้ใด เปนจะได้คืนชีพนั้นอย่าสงกา ...”, กาฬพิษ ก็เรียก, เขียนว่า กาลพิพัด หรือ กาลพิพัธ ก็มี."],
    [174,171,"กาลมุด, กาลมูตร","ดู กาฬมูตร, กาฬมูตร์.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่อวัยวะต่าง ๆ แล้วทำให้มีอาการแตกต่างกันออกไป ถ้าเกิดที่ตับ ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเป็นก้อน เป็นลิ่ม เป็นเลือดเน่า สีดำ ถ้าเกิดที่ปอด ผู้ป่วยจะมีอาการหอบ กระหายน้ำ เป็นต้น หากเกิดที่ม้าม ผู้ป่วยจะมีอาการอิดโรย ดวงตาเหมือนถูกผีสิง มือเท้าเย็น เป็นต้น ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬมูตร์มันมุดกิน อยู่ในตับให้ลงมา เปนแต่โลหิตา อุจจาระเน่าแลดำไป เปนก้อนเปนลิ่มๆ ก็ดูปิ่มดังถ่านไฟ กินปอดให้หอบใจ ระหายน้ำเปนกำลัง กินม้ามให้จับหลับ เนตรเพศนั้นให้ดูดัง ปีศาจอันจริงจัง เข้าสิงสู่อยู่ในตน เท้าเย็นแลมือเย็น มักนั่งก้มไม่เงยยล หน้าคนพิการกล ให้บ่นเพ้อพะพึมไป อย่างว่าจะกละทำ กระสือซ้ำเข้าคุมใจ โทษนี้ใช่อื่นไกล กำเนิดโรคเปนมารยา ครั้นเมื่อจะดับสูญ ก็เพิ่มภูลด้วยวาตา พัดแผ่นเสมหะมา เข้าจุกแน่นเอาลำคอ จึ่งตัดอัสสาสะให้ขาดค้างเพียงลำสอ หายใจสอื้นต่อ จะตายแล้วจงควรจำ ...”, กาลมุด ก็เรียก, เขียนว่า กาลมูตร ก็มี."],
    [175,172,"กาลสมุฏฐาน",null,"น.","เวลา เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเวลาในรอบ ๑ วัน เป็น กาลกลางวัน และ กาลกลางคืน ทั้งกาลกลางวันและกาลกลางคืนยังอาจแบ่งย่อยออกเป็น ๓ ช่วง เรียก กาล ๓ หรือ ๔ ช่วง เรียก กาล ๔. ดู กาล ๓, กาล ๔และ สมุฏฐาน ประกอบ."],
    [176,173,"กาลสิงคลี","ดู กาฬสิงคลี.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ดี ทำให้น้ำดีรั่ว ซึม หรือล้นออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย อุจจาระ ปัสสาวะเป็นสีเหลือง ตัวเหลือง ตาเหลือง นอกจากนี้ ยังมีอาการหอบ เพ้อ อาเจียน และตายภายใน ๓ วัน ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... สิงคลีกาฬแลกาฬนั้นก็ย่อมปรากฎเกิดแต่ดีมา ให้ซึมรั่วล้นไหลไป อุจจาระปัสสาวะ ทั้งเนื้อเนตรก็เหลืองใส เหลืองสิ้นตลอดใน กระดูกดังขมิ้นทา ให้ร้อนทุรนราก ระหายหอบเปนนักหนา เชื่อมมึนแลกิริยา ให้พะเพ้อ มะเมอไป โทษนี้ในสามวัน จักอาสัญอย่าสงไสย เพศเมื่อจะขาดใจ ทะลึ่งไปจนสิ้นชนม์ …”, เขียนว่า กาลสิงคลี ก็มี.ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬสูตรนั้นให้ลงเพศที่ลงก็ดูดำ ดังครามอันเขียวคล้ำ ให้เหม็นกลิ่นดังดินปืนให้รากให้อยากน้ำ จะยายำไม่ฝ่าฝืน กลืนยาก็ยาคืน สะท้อน รากลำบากใจ เสโทอันซึมส้านพิการ กายให้เย็นไป หยุดลงก็ขาดใจ อันโทษนั้นอย่าสงกา ...”, กาฬคูถ ก็เรียก, เขียนว่า กาลสูตร ก็มี."],
    [177,174,"กาลสุกระโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.","น.","ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในทวารหนัก ผู้ป่วยมีเลือดสด ๆ หรือมูกปนเลือดเก่า แสบร้อน คัน เมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะหฤศโรคอันชื่อว่ากาลสุกร กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดขึ้นในทร่วง อุจจาระนั้นเป็นคำรบ ๑๘ มีลักษณะอาการกระทำให้โลหิตสดๆ ตกออกมา บางทีเป็นโลหิตช้ำ ระคนกับเสมหะหุ้มห่อตกออกมาก็มีบ้าง ให้แสบร้อน ให้คัน ให้เมื่อยทุกข้อกระดูก และสรรพางค์กาย ดุจกล่าวมานี้ ...”, สุกระโรค ก็เรียก."],
    [178,175,"กาลสูตร","ดู กาฬสูตร.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยไม่ได้ระบุว่า เกิดกาฬที่อวัยวะใด ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือคล้ำ มีกลิ่นเหม็นเหมือนดินปืน นอกจากนี้ ยังอาจอาเจียน มีอาการกระหายน้ำ เหงื่อตก ตัวเย็น เป็นต้น เมื่อหยุดถ่ายก็จะเสียชีวิต ดังคัมภีร์"],
    [179,176,"กาลเอกโทษ",null,"น.","ช่วงเวลาที่กองสมุฏฐาน ปิตตะ วาตะ หรือเสมหะ กองใดกองหนึ่ง กระทำให้เกิดโทษ."],
    [180,177,"กาลาทิจร, กาลาธิจร",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้เตโชธาตุพิการ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์[๑/๑๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้าจะแก้เอาโกฎสอ ๑ โกฎพุงปลา ๑ ดีปลี ๑ แห้วหมู ๑ เปลือกมูกมัน ๑ ผลผักชี ๑ อบเชย ๑ สะค้าน ๑ ขิง ๑ ผลเอน ๑ ลำพัน ๑ ยาทั้งนี้เสมอภาคตำผงละลายน้ำร้อน น้ำผึ้งก็ได้ กินแก้เตโชธาตุพิการ ยานี้ชื่อกาลาทิจรแล …”."],
    [181,178,"กาโลทุก, กาโลทุกข์","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [182,179,"กาฬคูถ","ดู กาฬสูตร, กาลสูตร.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยไม่ได้ระบุว่า เกิดกาฬที่อวัยวะใด ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือคล้ำ มีกลิ่นเหม็นเหมือนดินปืน นอกจากนี้ ยังอาจอาเจียน มีอาการกระหายน้ำ เหงื่อตก ตัวเย็น เป็นต้น เมื่อหยุดถ่ายก็จะเสียชีวิต ดังคัมภีร์"],
    [183,180,"กาฬธาตุอติสาร, กาลธาตุอติสาร",null,"น.","โบราณกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่อวัยวะภายใน ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันไปแบ่งเป็น ๕ อย่าง ได้แก่ กาฬพิพิธ กาฬพิพัธ กาฬมูตร กาฬสูตร และกาฬสิงคลี."],
    [184,181,"กาฬปักษี","ดู กาลปักษี.","น.","ปักษีที่เกิดกับทารกในช่วงที่มารดาออกจากเรือนไฟแล้ว ๕ เดือน ทารกจะมีไข้เวลาค่ำ สร่างเวลาเช้ามืด ร้องไห้เวลาหลับ เป็นต้น โบราณว่าเกิดจาก “ปีศาจเกิดนอกไส้ ออกทางทวารปัสสาวะ” ดังคัมภีร์ประถมจินดา[๑/๒๒๗-๒๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณกาลปักษีกระทำ โทษนั้น เมื่อมารดาออกเพลิงแล้วได้ ๕ เดือน ปีศาจออกนอกไส้ให้ไส้เปนขดลั่นดังอยู่จ้อจ้อ แลให้ร้องไห้เปนครู่แล้วให้ทอดใจใหญ่แลร้องไห้เมื่อหลับ ... อันว่ากาลปักษีกระทำโทษนั้นออกโดยทวารปสาวะ ... กาลปักษีนั้นเข้าเมื่อเข้านอนออกเมื่อตระวันขึ้น ...”, เขียนว่า กาฬปักษี ก็มี."],
    [185,182,"กาฬฝีมีพิษ","ดู กาฬพิพิธ.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ขั้วหัวใจ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำล้างเนื้อ มีกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพนอกจากนี้ยังมีอาการเหนื่อยหอบ เป็นต้น ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬพิพัธนั้นขึ้นในขั้วหัวใจให้ขุ่นเขียว ขั้วตับดุจเดียว แต่อาการนั้นผิดกัน ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เมื่อมันเน่าแลเหม็นครัน เหมือนซากอศภอันที่ทรุดโซมอยู่แรมคืน ให้หอบเปนกำลัง สติพลั้งไม่ยั่งยืน ผู้ใด เปนจะได้คืนชีพนั้นอย่าสงกา ...”, กาฬพิษ ก็เรียก, เขียนว่า กาลพิพัด หรือ กาลพิพัธ ก็มี."],
    [186,183,"กาฬพิพัธ",null,"น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ขั้วหัวใจ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำล้างเนื้อ มีกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพนอกจากนี้ยังมีอาการเหนื่อยหอบ เป็นต้น ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬพิพัธนั้นขึ้นในขั้วหัวใจให้ขุ่นเขียว ขั้วตับดุจเดียว แต่อาการนั้นผิดกัน ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เมื่อมันเน่าแลเหม็นครัน เหมือนซากอศภอันที่ทรุดโซมอยู่แรมคืน ให้หอบเปนกำลัง สติพลั้งไม่ยั่งยืน ผู้ใด เปนจะได้คืนชีพนั้นอย่าสงกา ...”, กาฬพิษ ก็เรียก, เขียนว่า กาลพิพัด หรือ กาลพิพัธ ก็มี."],
    [187,184,"กาฬพิพิธ",null,"น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ขั้วตับ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด เมื่อให้ยาอาการท้องเสียก็จะหยุดแต่จะทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดเน่า มีอาการปวดมวน ในท้องมาก แน่นหน้าอก สะอึก ผิวหนังจะเกิดเป็นวงสีเขียว สีแดง เป็นต้น ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬพิพิธเกิดขึ้นภายใน แต่ขั้วตับลงไป เปนเลือดสด กำหนดมัน ถูกยาก็ฟังยา ไปสี่วันแลห้าวัน อาการประเภทมัน ก็กลับกลายให้ลงไป เปนเลือดเสลดเน่า ก็ปวดมวนเพียงขาดใจตั้งแต่จะรากไป ให้แน่นน่าอุรารน สอึกซ้อนเปนชั้นๆ จะแก้กัน ก็ขัดสน สอึกวายก็เวียนวน แต่ลงร่ำกระหน่ำไป ครั้นแก้ที่ลงห่าง สอึกพ่างเพียงขาดใจ ให้ร้อนทุรนใน กายก็ผุดเปนแว่นวง เขียวแดงไปทั่วกาย เมื่อจะตายก็กลับลง เลือดสดกำหนดปลง ชีพนั้นในวันเดียว ...”, กาฬฝีมีพิษ ก็เรียก."],
    [188,185,"กาฬพิษ","ดู กาฬพิพัธ.","น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ขั้วหัวใจ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำล้างเนื้อ มีกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพนอกจากนี้ยังมีอาการเหนื่อยหอบ เป็นต้น ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬพิพัธนั้นขึ้นในขั้วหัวใจให้ขุ่นเขียว ขั้วตับดุจเดียว แต่อาการนั้นผิดกัน ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เมื่อมันเน่าแลเหม็นครัน เหมือนซากอศภอันที่ทรุดโซมอยู่แรมคืน ให้หอบเปนกำลัง สติพลั้งไม่ยั่งยืน ผู้ใด เปนจะได้คืนชีพนั้นอย่าสงกา ...”, กาฬพิษ ก็เรียก, เขียนว่า กาลพิพัด หรือ กาลพิพัธ ก็มี."],
    [189,186,"กาฬมูตร, กาฬมูตร์",null,"น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่อวัยวะต่าง ๆ แล้วทำให้มีอาการแตกต่างกันออกไป ถ้าเกิดที่ตับ ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเป็นก้อน เป็นลิ่ม เป็นเลือดเน่า สีดำ ถ้าเกิดที่ปอด ผู้ป่วยจะมีอาการหอบ กระหายน้ำ เป็นต้น หากเกิดที่ม้าม ผู้ป่วยจะมีอาการอิดโรย ดวงตาเหมือนถูกผีสิง มือเท้าเย็น เป็นต้น ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬมูตร์มันมุดกิน อยู่ในตับให้ลงมา เปนแต่โลหิตา อุจจาระเน่าแลดำไป เปนก้อนเปนลิ่มๆ ก็ดูปิ่มดังถ่านไฟ กินปอดให้หอบใจ ระหายน้ำเปนกำลัง กินม้ามให้จับหลับ เนตรเพศนั้นให้ดูดัง ปีศาจอันจริงจัง เข้าสิงสู่อยู่ในตน เท้าเย็นแลมือเย็น มักนั่งก้มไม่เงยยล หน้าคนพิการกล ให้บ่นเพ้อพะพึมไป อย่างว่าจะกละทำ กระสือซ้ำเข้าคุมใจ โทษนี้ใช่อื่นไกล กำเนิดโรคเปนมารยา ครั้นเมื่อจะดับสูญ ก็เพิ่มภูลด้วยวาตา พัดแผ่นเสมหะมา เข้าจุกแน่นเอาลำคอ จึ่งตัดอัสสาสะให้ขาดค้างเพียงลำสอ หายใจสอื้นต่อ จะตายแล้วจงควรจำ ...”, กาลมุด ก็เรียก, เขียนว่า กาลมูตร ก็มี."],
    [190,187,"กาฬสิงคลี",null,"น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกาฬซึ่งเกิดที่ดี ทำให้น้ำดีรั่ว ซึม หรือล้นออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย อุจจาระ ปัสสาวะเป็นสีเหลือง ตัวเหลือง ตาเหลือง นอกจากนี้ ยังมีอาการหอบ เพ้อ อาเจียน และตายภายใน ๓ วัน ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... สิงคลีกาฬแลกาฬนั้นก็ย่อมปรากฎเกิดแต่ดีมา ให้ซึมรั่วล้นไหลไป อุจจาระปัสสาวะ ทั้งเนื้อเนตรก็เหลืองใส เหลืองสิ้นตลอดใน กระดูกดังขมิ้นทา ให้ร้อนทุรนราก ระหายหอบเปนนักหนา เชื่อมมึนแลกิริยา ให้พะเพ้อ มะเมอไป โทษนี้ในสามวัน จักอาสัญอย่าสงไสย เพศเมื่อจะขาดใจ ทะลึ่งไปจนสิ้นชนม์ …”, เขียนว่า กาลสิงคลี ก็มี.ฉันทศาสตร์ [๑๗/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... กาฬสูตรนั้นให้ลงเพศที่ลงก็ดูดำ ดังครามอันเขียวคล้ำ ให้เหม็นกลิ่นดังดินปืนให้รากให้อยากน้ำ จะยายำไม่ฝ่าฝืน กลืนยาก็ยาคืน สะท้อน รากลำบากใจ เสโทอันซึมส้านพิการ กายให้เย็นไป หยุดลงก็ขาดใจ อันโทษนั้นอย่าสงกา ...”, กาฬคูถ ก็เรียก, เขียนว่า กาลสูตร ก็มี."],
    [191,188,"กาฬสูตร",null,"น.","กาฬธาตุอติสารอย่างหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยไม่ได้ระบุว่า เกิดกาฬที่อวัยวะใด ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือคล้ำ มีกลิ่นเหม็นเหมือนดินปืน นอกจากนี้ ยังอาจอาเจียน มีอาการกระหายน้ำ เหงื่อตก ตัวเย็น เป็นต้น เมื่อหยุดถ่ายก็จะเสียชีวิต ดังคัมภีร์"],
    [192,189.1,"กำ",null,"ก.","งอนิ้วมือทั้ง ๔ ให้จดอุ้งมือ, เอานิ้วมือทั้ง ๕ โอบรอบ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง, อาการที่งอนิ้วมือทั้ง ๕ รวบสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้."],
    [193,189.2,"กำ",null,"น.","มือที่กำเข้า."],
    [194,190,"กำด้น",null,"น.","ท้ายทอย ส่วนที่คอกับศีรษะต่อกัน."],
    [195,191,"กำเดา","ดูใน สมุฏฐานปิตตะ.","น.","ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ พัทธะปิตตะ (น้ำดีที่อยู่ในฝักหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปิตตะ (น้ำดีที่อยู่นอกฝักหรือนอกถุงน้ำดี) และกำเดา (เปลวแห่งความร้อน หรือความร้อนที่ได้จากการเผาผลาญในร่างกาย)."],
    [196,192,"กำเดาทับมูกเลือด","ดู ทับเชื่อมมัว.","น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว (ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดบางครั้งสีแดง บางครั้งสีดำ ปวดเบ่ง ตัวร้อน เป็นต้น) เมื่อมีไข้กำเดามาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ตัวร้อนจัดตลอดเวลา หายใจขัด เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๘-๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งทรางกุมโทษให้ยังอยู่ในระหว่างทำ มูกเลือดดำสดก็มี ปวดเบ่งทวีเปนกำลัง กำเดาบังเกิดจรมา ทั่วกายาร้อนตลอด เชื่อมมัว ทอดไม่สมปฤดี เห็นวารีให้อยากหายใจ กระดากให้ข้องขัด โทษอุบัติดังนี้ไซร้ มิเปนไรพอกระทำ ...”, กำเดาทับมูกเลือด ก็เรียก."],
    [197,193,"กำเดาทับละอองซาง","ดู ทับละออง.","น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว (ถ่ายเป็นมูก กลิ่นเหม็นเปรี้ยว คาว มีละอองขึ้นในลำคอ ไอ เป็นต้น) เมื่อมีไข้กำเดามาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ตัวร้อนมาก เชื่อมมัว เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๘] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งนั้นไซร้ทรางทำ เจ็บประจำอยู่ก่อนให้อธิกรณ์แก่เด็กใด ท้องลงไหลเปนมูกคละ อุจาระพิการเปน เปรี้ยวคาวเหม็น ๒ อย่าง ลอองทรางขึ้นคอใน กำเริบไอเปนหมู่ ๆ กำเดาจุ่มาซ้ำเข้า ให้ซึมเซาเชื่อมมัว หัวตัวเปนเปลวร้อน โดยอธิกรณ์สังเกตมา แพทย์ให้ยาอย่าดูเบา …”, กำเดาทับละอองซาง ก็เรียก."],
    [198,194,"กำทวด","ดู มะขามป้อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Phyllanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งมะขามป้อมนั้น มีคุณดุจผลสมอลูกเล็ก ๗ ประการ แต่ทว่าต่างกันที่รู้แก้แต่งให้เนื้อหนังงามบริบูรณ์ แลให้เสียงเพราะ แลรู้แก้แม่พยาธิ รศเผ็ดแหลมรู้แก้พรรดึก ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ผลมะขามป้อมอ่อน แลลูกแก่นั้นมีรศขม เผ็ด ฝาด เปรี้ยว ทั้งนี้รู้ห้ามเสียซึ่งลมและไข้อันวิเศษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... มะขามป้อมผลอ่อนทำให้เนื้อหนังสมบูรณ์ ส่วนผลแก่ มีรสเปรี้ยวฝาดขม แก้ไข้เจือลม ในสรรพคุณแผลงกล่าวว่า แก้เสมหะ, และไข้เพื่อเสมหะ, คล้ายกับผลสมอ ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีผลา จตุผลาธิกะ เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Phyllanthaceae มีชื่อสามัญว่า amalaki, amrita phala, emblic myrobalan, Indian gooseberry, malaka เป็นไม้ต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ในระนาบเดียวกันบนกิ่งสั้น ๆ ดูคล้ายเป็นใบประกอบ โคนมนและเบี้ยว ปลายแหลมหรือมน มีติ่ง ขอบเรียบ ก้านใบสั้นมาก ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกสีเขียวอ่อน ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลม ผลแก่สีเขียวอ่อน แก่จัดสีเขียวอมเหลือง สีขาวอมเหลือง หรือสีเขียวอมน้ำตาล เมล็ดแข็ง, กำทวด หรือ กันโตด ก็เรียก."],
    [199,195,"กำแพงเจ็ดชั้น",null,"น.","๑. เครื่องยาที่ได้จากลำต้นของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑]ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เถาซึ่งมีรสเมาเพื่อปรุงยาฟอกขับระดูโลหิต ของสตรี และภายหลังเป็นยาบำรุงโลหิตด้วย, เป็นยาขับ ผายลม, แก้โลหิตเป็นพิษทำให้ร้อน บางจังหวัดใช้รักษาไข้และบำรุงหัวใจ แก้โรคปวดตามข้อ, ไขข้อพิการ, แก้เข้าข้อ, แก้ประดง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดใหญ่สูง ๓-๗ เมตร เนื้อในเถามีสีเหลืองอ่อนถึงแดงเรื่อ ๆ มีวงปีสีน้ำตาลดำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่กลับ โคนสอบ ปลายแหลมเป็นติ่ง ขอบเรียบ ผิวมัน ก้านยาว ประมาณ ๑ เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกรูปช้อน มี ๕ กลีบ สีเหลืองอมเขียว ออกตามซอกใบ ผลรูปกลม เปลือกนุ่ม เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดกลมแข็ง, ตะลุ่มนก ตาไก้ มะต่อมไก่ หรือ หลุมนก ก็เรียก."],
    [200,196,"กำมะถัน",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นแท่งกลม แบน เป็นก้อนขนาดต่าง ๆ หรือเป็นผง สีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นเพียงเล็กน้อย ในทางเคมีเป็นอัญรูป อย่างน้อย ๓ รูปของซัลเฟอร์ (S) ได้แก่ กำมะถันธรรมดา(กำมะถันรอมบิก) กำมะถันรูปเข็ม (กำมะถันมอโนคลินิก, กำมะถันพริสเมติก) และกำมะถันเหนียว (กำมะถันพลาสติก) ซึ่งมีความหนาแน่น การละลาย และจุดหลอมเหลวต่างกัน แต่มีสมบัติทางเคมีเหมือนกัน ในธรรมชาติพบในรูปอิสระหรือในรูปสินแร่ต่าง ๆ เช่น ไพไรต์ กาลีนา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ในหมอประจำบ้านกล่าวว่า เป็นยาระบายอย่างอ่อน ซับฟอกน้ำเหลืองให้สะอาด ฆ่าตัวพยาธิต่าง ๆ ใช้มากในโรคผิวหนังซึ่งมีอาการคัน และมีเม็ดพุพองและฝีหัวขาด เป็นต้น ใช้ผสมขี้ผึ้งรักษาหิดก็ได้ ถ้าจะใช้รับประทานควรใช้ชนิดเป็นแท่งแบน ๆ ... สรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า กำมะถันเหลืองมีรสแค้นคอ เมา ขับลมในกระดูก ฆ่าแม่พยาธิทั้งภายนอกและภายใน เช่นหุงเป็นน้ำมันทาแก้หิด รับประทานแก้จุกเสียดในโรคป่วง ...”. กำมะถันเหลือง มาด มาดเหลือง หรือ สุพรรณถัน ก็เรียก. (อ. sulphur)."],
    [201,197,"กำมะถันเขียว","ดู จุนสี.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปแผ่นหรือรูปแท่งของเกลือทองแดงที่เกิดในธรรมชาติในทางเคมีเป็น copper sulphate pentahydrate (CuSO4• 5H2O) มีชื่อสามัญว่า chalcanthite, bluestone, blue vitriol, verdigris มีสีเขียว (ปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า) ใส หน้าตัดเป็นเงาวาว ความแข็ง ๒.๕ ความถ่วงจำเพาะ ๒.๑-๒.๓ เนื้อเปราะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเปรี้ยวฝาดเย็น ใช้ภายนอกช่วยกัดล้างเม็ดฝี กัดหัวหูด และคุดทะราด ผสมกับขี้ผึ้งปิดแผล สำหรับกัดฝ้า กัดหนอง, กำมะถันเขียว ชินสี สีนายวน สียายอน หรือ หินเขียว ก็เรียก, เขียนว่า จุณสี ก็มี."],
    [202,198,"กำมะถันแดง",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นก้อนสีแดงถึงสีแดงแกมเหลือง ผิวเป็นมันวาว ในทางเคมีเป็นสารประกอบไดซัลไฟด์ของสารหนู (arsenic disulphide) มีสูตรโมเลกุลเป็น As4S4 (เมื่อเป็นไอ) หรือ As2S2 (เมื่อเป็นผลึกรูปมอโนคลินิก)มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๔] ตอนหนึ่งว่า “... ตามสรรพคุณยาโบราณว่า มีรสปร่า แก้ลมป่วงล้างหัวและรักษาท้อง (สมาน) ใช้รวมกับกำมะถันเหลือง ต้มรับประทานแก้ประดงได้ดี ใช้หุงเป็นน้ำมันใส่แผลเรื้อรังแก้แผลเปื่อยลาม ...”, สุพรรณถันแดง มาดแดง หรดาลแดง หรดาลจีน หรือ มโนศิลา ก็เรียก. (อ. realgar, red orpiment, arsenic glass)."],
    [203,199,"กำมะถันทั้ง ๒, กำมะถันทั้งสอง",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างสี ประกอบด้วยตัวยา ๒ ชนิด คือ กำมะถันเหลือง และ กำมะถันแดงในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก มีรสและสรรพคุณดังตำรา ประมวลหลักเภสัช [๒๑/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... กำมะถันทั้งสอง ได้แก่ กำมะถันเหลือง กับกำมะถันแดง รสเมาปร่ามีสรรพคุณขับฟองน้ำเหลือง แก้โรคผิวหนัง ฆ่าพยาธิ์ แก้ลมป่วง ล้างหัวฝี รักษาท้อง แก้ประดง แก้แผลเปื่อยลาม ...”."],
    [204,200,"กำมะถันเหลือง","ดู กำมะถัน.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นแท่งกลม แบน เป็นก้อนขนาดต่าง ๆ หรือเป็นผง สีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นเพียงเล็กน้อย ในทางเคมีเป็นอัญรูป อย่างน้อย ๓ รูปของซัลเฟอร์ (S) ได้แก่ กำมะถันธรรมดา(กำมะถันรอมบิก) กำมะถันรูปเข็ม (กำมะถันมอโนคลินิก, กำมะถันพริสเมติก) และกำมะถันเหนียว (กำมะถันพลาสติก) ซึ่งมีความหนาแน่น การละลาย และจุดหลอมเหลวต่างกัน แต่มีสมบัติทางเคมีเหมือนกัน ในธรรมชาติพบในรูปอิสระหรือในรูปสินแร่ต่าง ๆ เช่น ไพไรต์ กาลีนา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ในหมอประจำบ้านกล่าวว่า เป็นยาระบายอย่างอ่อน ซับฟอกน้ำเหลืองให้สะอาด ฆ่าตัวพยาธิต่าง ๆ ใช้มากในโรคผิวหนังซึ่งมีอาการคัน และมีเม็ดพุพองและฝีหัวขาด เป็นต้น ใช้ผสมขี้ผึ้งรักษาหิดก็ได้ ถ้าจะใช้รับประทานควรใช้ชนิดเป็นแท่งแบน ๆ ... สรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า กำมะถันเหลืองมีรสแค้นคอ เมา ขับลมในกระดูก ฆ่าแม่พยาธิทั้งภายนอกและภายใน เช่นหุงเป็นน้ำมันทาแก้หิด รับประทานแก้จุกเสียดในโรคป่วง ...”. กำมะถันเหลือง มาด มาดเหลือง หรือ สุพรรณถัน ก็เรียก. (อ. sulphur)."],
    [205,201,"กำมือ",null,"น.","๑. หน่วยในมาตราตวงตามวิธีประเพณีของไทย ๔ หยิบมือ เท่ากับ ๑ กำมือ, ๔ กำมือ เท่ากับ ๑ ฟายมือ. ๒. ลักษณนามของปริมาณของเต็มมือที่กำเข้า."],
    [206,202,"กำยาน",null,"น.","เครื่องยาจำพวกชันน้ำมันชนิดหนึ่ง ได้จากการกรีด เปลือกต้นของพืชสกุล Styrax วงศ์ Styracaceae บางชนิด เช่น ชนิด Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwick พืชนี้เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีชื่อสามัญว่าbenzoin กำยานคุณภาพดีมีสีขาว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสฝาดหอม สรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ สมานแผล เป็นต้น."],
    [207,203,"กำยานญวน","ดู กำยานหลวงพระบาง.","น.","กำยานที่ได้จากพืชชนิด Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwick พืชชนิดนี้ไม่พบในประเทศไทย แต่พบและปลูกมากบริเวณรอบอ่าวตังเกี๋ย กำยานหลวงพระบางเป็นกำยานชนิดดีที่สุด มีชื่อสามัญทางการค้าว่า Siam benzoin (เนื่องจากในอดีตเป็นผลผลิตที่ส่งออกสู่ตลาดโลกจากสยามประเทศ), กำยานญวน ก็เรียก."],
    [208,204,"กำยานสุมาตรา","ดู กำยาน ประกอบ.","น.","กำยานที่ได้จากพืช ๒ ชนิด คือ ชนิด Styrax benzoin Dryander หรือชนิด S. paralleroneurus Perkinsพืชนี้พบใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย กำยาน สุมาตรามีชื่อสามัญทางการค้าว่า Sumatra benzoin."],
    [209,205,"กำยานหลวงพระบาง","ดู กำยาน ประกอบ.","น.","กำยานที่ได้จากพืชชนิด Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwick พืชชนิดนี้ไม่พบในประเทศไทย แต่พบและปลูกมากบริเวณรอบอ่าวตังเกี๋ย กำยานหลวงพระบางเป็นกำยานชนิดดีที่สุด มีชื่อสามัญทางการค้าว่า Siam benzoin (เนื่องจากในอดีตเป็นผลผลิตที่ส่งออกสู่ตลาดโลกจากสยามประเทศ), กำยานญวน ก็เรียก."],
    [210,206,"กำลังวัวเถลิง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อไม้และเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือกปรุงเป็นยารับประทานบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือก ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต, ทำธาตุให้บริบูรณ์, บำรุงเส้นเอ็นแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และบำรุงกำลัง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒ เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลไหม้ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน โคนมน ปลายเรียวแหลม ขอบเป็นคลื่น แผ่นใบบาง ก้านใบสั้น ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก สีขาว ก้านสั้น, ชะแมบ ช้าวัวเถลิง ปูน หรือ แหลขี้ควาย ก็เรียก."],
    [211,207,"กิมิชาติ",null,"น.","หนอน หมู่หนอน พยาธิ."],
    [212,208,"กิลาสโรค","ดู กลาก.","น.","โรคผิวหนังกลุ่มหนึ่ง มีหลายชนิด เกิดจากเชื้อราขึ้นเป็นวง มีอาการคัน ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามี ๔ ชนิด ได้แก่ กลากพรรนัย กลากเหล็ก เมถุนกลาก และกลากโอ่ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[๔/๒๓๗] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยกิลาสโรคคือ กลากนั้นต่อไปตามอาจารย์ท่านกล่าวไว้ในวิธีกุฏฐโรค แจ้งวิตถารอยู่ใน บั้นปลายโน้นต่าง ๆ จะคัดเอามาแจ้งไว้ในที่นี้แต่ ๔ จำพวก ... คือ กลากพรรนัยจำพวก ๑ กลากเหล็กจำพวก ๑ เมถุนกลากจำพวก ๑ กลากโอ่จำพวก ๑ อันว่าลักษณะกลากทั้ง ๔ จำพวก ซึ่งกล่าวมานี้บังเกิดเพื่อกรรมลามกพิบัติให้เป็นเหตุ ... โรคอันนี้เกิดแต่ผิวหนัง ...”, กิลาสโรค หรือ ขี้กลาก ก็เรียก."],
    [213,209,"กิโลมกัง",null,"น.","พังผืด เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่ง ของธาตุดิน."],
    [214,210,"กุจฉิสยาวาตอติสาร",null,"น.","ปัจจุบันกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากลมกุจฉิสยาวาตารวมกันเป็นก้อนในท้องอยู่นอกลำไส้ ผู้ป่วยไม่มีอาการปวดมวนในท้อง อุจจาระไหลออกมาเอง มีกลิ่นเหม็นคาว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะลมกุจฉิยาวาตอติสาร อันเป็นปัจจุบันกรรมนั้นเป็นคำรบ ๕ ลมกองนี้เกิดอยู่นอกไส้ พัดแต่เพียงคอลงไปทวารหนักเบา เมื่อจะให้โทษนั้นประมวลกันเข้าเป็นก้อนในท้อง แต่ว่าอยู่นอกไส้ กระทำให้ลงท้องเหม็นคาว แต่มิได้ปวดมวน อยู่ๆ ก็ไหลออกมาเอง เหตุว่าลมกองนี้เป็นเจ้าของทวาร มิได้หยัดทวารไว้ได้ สมมติว่าทวารเปิดอยู่ดุจกล่าวมาดังนี้ …”."],
    [215,211,"กุจฉิสยาวาตา",null,"น.","ลมพัดในท้องแต่พัดนอกลำไส้ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม."],
    [216,212,"กุตะณะราย",null,"น.","ฝีกุตะณะราย."],
    [217,213,"กุปะคุละมะ, กูปะคุละมะ",null,"น.","คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานบริเวณช่องท้องน้อยใต้สะดือ ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร[๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าลมก้อน, ดาลุ์ อันตั้งอยู่ในเบื้องต่ำแห่งนาภีชื่อว่ากูปะคุละมะ …”."],
    [218,214,"กุมาร, กุมารา","๑. ดูใน เด็ก. ๒. น. เด็กชาย.","น.","ผู้มีอายุ ๑๕ ปีลงมา ตำราการแพทย์แผนไทยมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกเด็กอยู่หลายคำ เช่น ทารก กุมาร กุมารา กุมารี ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้ไม่ได้มีการแบ่งช่วงอายุไว้ชัดเจน และอาจใช้ปะปนกันไป อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ใช้เกณฑ์อายุ ๑๕ ปีลงมา ตามคัมภีร์ประถมจินดา."],
    [219,215,"กุมารี",null,"น.","เด็กหญิง."],
    [220,216,"กุลาขาว","ดู เสนียด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [221,217,"กูก","ดู มะกอก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spondias pinnata (L. f.) Kurz ในวงศ์ Anacardiaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง เปลือกต้นเรียบ สีเทา แตกเป็นร่องเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อย ๓-๕ คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนแหลม หรือเบี้ยว ปลายเป็นติ่งแหลม ก้านสั้น ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามปลายกิ่ง ดอกเล็ก ไม่มีก้านดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ รูปขอบขนาน ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่ หรือรูปรี เมื่อสุกสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกนิ่ม เมล็ดกลม, ผล เปลือก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลูก เปลือก ใบ ยาง เนื้อในผล มีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน ชุ่มคอ แก้ธาตุพิการ เพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด น้ำคั้นจากใบ หยอดแก้ปวดหู ลูกมะกอก บำรุงธาตุปูน แก้เลือดออกไรฟัน เมล็ดมะกอก เผาไฟชงน้ำรับประทานแก้ร้อนใน แก้หอบสะอึก ลูกรักษาโรคกระเพาะอาหารพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผล, เปลือก, ใบ, ยาง, เนื้อผลมะกอกมีรสเปรี้ยวฝาด หวานชุ่มคอ, บำบัดโรคธาตุพิการ, โรคน้ำดีไม่ปกติ, และมีประโยชน์แก้โรคบิดได้ด้วย ...น้ำคั้นใบมะกอกใช้หยอดหูแก้ปวดหูดี, ผลมะกอกรับประทานแก้โรคขาดธาตุปูน หรือแก้เลือดออกตามไรฟัน (anti-scorbutic) ได้ดี และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ... ผลมะกอกสุกรสเปรี้ยวอมหวาน รับประทานทำให้คอชุ่ม แก้กระหายน้ำได้ดีเช่น ผลมะขามป้อม เปลือกฝาด เย็น เปรี้ยว, ดับพิษกาฬ, แก้ร้อนในอย่างแรง, แก้ลงท้องปวดมวน, แก้สะอึก, เม็ดมะกอกสุมไฟให้เป็นถ่าน, แช่น้ำเอาน้ำรับประทานแก้ร้อน, แก้หอบ, แก้สะอึกดีมาก ...”, กอกกุก กอกเขา กูก หรือ มะกอกป่า ก็เรียก."],
    [222,218,"เก๊กฮวย",null,"น.","เครื่องยาซึ่งเป็นช่อดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าChrysanthemum morifolium Ramat. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า edible chrysanthemum ตำราสรรพคุณยาจีนว่ามีรสหอมเย็น สรรพคุณแก้ไข้ร้อนใน กระหายน้ำ ชูกำลัง ขับน้ำดี เจริญอาหาร ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ปวด บรรเทาหวัด เป็นต้น. (จ. จวี๋ฮวา)."],
    [223,219,"เกรอะ",null,"ก.","แยกเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำใสหรือส่วนละเอียดที่นอนก้นก. แยกเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำใสหรือส่วนละเอียดที่นอนก้น"],
    [224,220,"เกล็ดสะระแหน่",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปปริซึมหรือรูปเข็ม โปร่งใส สีขาวหรือไม่มีสี มีกลิ่นเฉพาะ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเย็น พบเป็นองค์ประกอบสำคัญในน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จากพืชสกุลสะระแหน่หลายชนิด (Mentha spp.วงศ์ Lamiaceae) เตรียมได้โดยการทำให้น้ำมันสะระแหน่ (peppermint oil) เย็นลงจนตกผลึกเป็นเกล็ดสะระแหน่ ปัจจุบันที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ในทางเภสัชกรรมใช้เป็นสารแต่งกลิ่นรส และเป็นสารช่วยนำส่งยาบางชนิดผ่านผิวหนัง ใช้ในปริมาณมากจะทำให้รู้สึกร้อนผิวหนัง ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณ สำหรับใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย บรรเทาอาการคันจากแมลงกัดต่อย เป็นต้น, เมนทอล ก็เรียก. [อ. menthol, natural menthol (ถ้าได้จากธรรมชาติ), synthetic menthol ถ้าได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี)]."],
    [225,221,"เกลียวปัตฆาต",null,"น.","แนวกล้ามเนื้อหรือเอ็นที่ยึดกระดูกสันหลัง."],
    [226,222,"เกลือ",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride, NaCl) ที่ใช้ในยาไทย หมายถึง เกลือสมุทร (เกลือทะเล หรือ เกลือแกง) หรือเกลือสินเธาว์ อย่างไรก็ตาม เกลือที่ใช้ในการแพทย์แผนไทยมีอีกหลายชนิด ซึ่งมีแหล่งที่มาและธรรมชาติทางเคมีแตกต่างกัน เช่น เกลือกะตังมูตร เกลือด่างคลี."],
    [227,223,"เกลือกะตัง","ดู เกลือกะตังมูตร.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นส่วนผสมของเกลือหลายชนิด ได้แก่ เกลือโซเดียม เกลือโพแทสเซียม เกลือแอมโมเนีย รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์ประเภทยูเรีย เตรียมได้โดยใช้น้ำปัสสาวะของคนใส่ในภาชนะ ตั้งทิ้งไว้จนแห้ง นำเกลือที่ตกตะกอนไปเผาจนตะกอนนั้นหลุดออก ก่อนนำมาใช้เตรียมยา ต้องแช่น้ำทิ้งไว้เปลี่ยนน้ำหลาย ๆ ครั้งจนหมดกลิ่น และนำตะกอนที่ได้มาเผาไฟ จะได้ผงสีขาว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มกร่อย ฤทธิ์แก้ลม แก้ปวดท้อง แก้โลหิตพิการ แก้ผอมเหลือง, เกลือกะตัง หรือ เกลือมูตร ก็เรียก."],
    [228,224,"เกลือกะตังมูตร",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นส่วนผสมของเกลือหลายชนิด ได้แก่ เกลือโซเดียม เกลือโพแทสเซียม เกลือแอมโมเนีย รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์ประเภทยูเรีย เตรียมได้โดยใช้น้ำปัสสาวะของคนใส่ในภาชนะ ตั้งทิ้งไว้จนแห้ง นำเกลือที่ตกตะกอนไปเผาจนตะกอนนั้นหลุดออก ก่อนนำมาใช้เตรียมยา ต้องแช่น้ำทิ้งไว้เปลี่ยนน้ำหลาย ๆ ครั้งจนหมดกลิ่น และนำตะกอนที่ได้มาเผาไฟ จะได้ผงสีขาว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มกร่อย ฤทธิ์แก้ลม แก้ปวดท้อง แก้โลหิตพิการ แก้ผอมเหลือง, เกลือกะตัง หรือ เกลือมูตร ก็เรียก."],
    [229,225,"เกลือจืด",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ในทางเคมีเป็นเกลือแคลเซียมซัลเฟต มีสูตรเคมีว่า CaSO4 • 2H2 O (calcium sulphate dihydrate)มีลักษณะเป็นผลึกใส สีออกเขียว เมื่อเผาหรือคั่วแล้วจะเป็น ผงสีขาว ไม่มีรส ในทางธรณีวิทยาเรียกว่า แร่เกลือจืดหรือยิปซัม (gypsum) ตำราการแพทย์แผนไทยไม่ได้ระบุสรรพคุณไว้ แต่มีใช้ในตำรับยาบางขนาน, แป้งเกลือจืดเศวตศิลา หินเต้าหู้ หรือ หินฟันม้า ก็เรียก."],
    [230,226,"เกลือด่างคลี",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีฤทธิ์ชำระล้างลำไส้ แก้ปัสสาวะพิการ ตำราบางเล่มว่าเป็นเกลือที่มีส่วนผสมของธาตุวัตถุ ๓ สิ่ง คือ เกลือสมุทร เกลือสินเธาว์ และด่างจากเถ้าที่ได้จากการเผาไม้บางชนิด."],
    [231,227,"เกลือตัวผู้",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นเกลือทะเลที่มีลักษณะเป็นเม็ดโตและยาว ในทางเคมีเป็นโซเดียมคลอไรด์มีรสเค็ม ตำราสรรพคุณยาไทยว่า บำรุงธาตุทั้งสี่ แก้ดีพิการ แก้โรคท้องมาน แพทย์แผนไทยใช้แทรกยา ใช้กรีดฝีเย็บ เพื่อช่วยทำคลอด."],
    [232,228,"เกลือตัวเมีย",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นเกลือทะเลที่เป็นเม็ดขนาดเล็ก กลม และป้อม ในทางเคมีเป็นโซเดียมคลอไรด์มีรสเค็ม ตำราสรรพคุณยาไทยว่า บำรุงธาตุทั้งสี่ แก้ดีพิการแก้โรคท้องมาน แพทย์แผนไทยอาจใช้แทรกยาแทนเกลือตัวผู้ โดยทั่วไปใช้ปรุงอาหาร."],
    [233,229,"เกลือทะเล","ดู เกลือสมุทร.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการทำนาเกลือ โดยการวิดน้ำทะเลเข้าสู่นาเกลือ ทิ้งไว้ให้เกลือตกผลึก นำเกลือที่ได้ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น โดยการตกผลึกซ้ำตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีรสเค็ม สรรพคุณบำรุงธาตุทั้ง ๔ แก้น้ำดีพิการ แก้โรคท้องมาน, เกลือทะเล หรือ เกลือธารณ์ ก็เรียก, เขียนว่า เกลือสมุท ก็มี. (ส. Samudra)."],
    [234,230,"เกลือทั้ง ๒",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างเพศพวกหนึ่ง ประกอบด้วย เกลือตัวผู้และเกลือตัวเมียในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก."],
    [235,231,"เกลือทั้ง ๕",null,"น.","พิกัดยาพวกหนึ่ง ประกอบด้วยเกลือสินเธาว์เกลือวิก เกลือพิก เกลือฝ่อ และเกลือสมุทรี รวม ๕ สิ่ง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก, เบญจเกลือ ก็เรียก."],
    [236,232,"เกลือทั้ง ๗","ดู เกลือพิเศษ.","น.","พิกัดตัวยาจำพวกหนึ่ง จำกัดจำนวนเกลือ ๗ ชนิดที่ไม่เข้าในพิกัดเกลือทั้ง ๕ ได้แก่ เกลือสุญจระ เกลือเยาวกาสา เกลือวิทู เกลือด่างคลี เกลือกะตังมูตร เกลือสมุทร และ เกลือสุวสา ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีฤทธิ์ชำระล้างลำไส้เสมหะ และปัสสาวะ บำรุงและแก้ธาตุทั้ง ๔ เป็นต้น, เกลือทั้ง ๗ ก็เรียก."],
    [237,233,"เกลือเทศ",null,"น.","เกลือชนิดหนึ่งซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ มีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายก้อนกรวด สีเทาอ่อนถึงสีน้ำตาลอ่อน ในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ ตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีรสเค็มปร่า สรรพคุณถ่วงเสมหะให้ลงสู่เบื้องต่ำ."],
    [238,234,"เกลือธารณ์","ดู เกลือสมุทร.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการทำนาเกลือ โดยการวิดน้ำทะเลเข้าสู่นาเกลือ ทิ้งไว้ให้เกลือตกผลึก นำเกลือที่ได้ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น โดยการตกผลึกซ้ำตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีรสเค็ม สรรพคุณบำรุงธาตุทั้ง ๔ แก้น้ำดีพิการ แก้โรคท้องมาน, เกลือทะเล หรือ เกลือธารณ์ ก็เรียก, เขียนว่า เกลือสมุท ก็มี. (ส. Samudra)."],
    [239,235,"เกลื้อน",null,"น.","โรคผิวหนังกลุ่มหนึ่ง เกิดจากเชื้อรา (Malassezia furfur) ขึ้นเป็นดวงขาว ๆ ผู้ป่วยอาจมีอาการคัน ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๔ ชนิด ตามสาเหตุที่เกิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๙-๒๔๐] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะเกลื้อนอันจะบังเกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ตามอาจารย์กล่าวไว้เป็นประเภท ๔ จำพวก จำพวก ๑ บังเกิดด้วยอาโปธาตุ ซึ่งกำเริบก็ดี หย่อนก็ดี พิการก็ดี ฯ จำพวก ๑ บังเกิดด้วยเพื่อปัถวีธาตุ ซึ่งกำเริบก็ดี หย่อนก็ดี พิการก็ดี ฯ จำพวก ๑ บังเกิดเพื่อเตโชธาตุ ซึ่งกำเริบก็ดี หย่อนก็ดี พิการก็ดี ...”, ขี้เกลื้อน ก็เรียก."],
    [240,236,"เกลื้อนดอกหมาก",null,"น.","เกลื้อนชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากวาโยธาตุ (อังควาต) เมื่อเริ่มเป็นผิวหนังมีสีขาวพร้อยเป็นช่อ ๆ ผู้ป่วยมีอาการคันยิบ ๆ เหมือนมีตัวไรที่ผิวหนัง ตอนหนึ่งว่า “… เกลื้อนอันบังเกิดแต่กองวาโยธาตุนั้น เกิดแต่อังควาตให้เป็นเหตุ เมื่อแรกขึ้นมีสีอันขาวพร้อย ๆ เป็นช่อ ๆ กระทำให้คันยิบไปดังตัวไร จึงได้ชื่อว่าเกลื้อนดอกหมากจำพวก ๑ ...”."],
    [241,237,"เกลื้อนนวลแตง",null,"น.","เกลื้อนชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากอาโปธาตุและวาโยธาตุ (เหงื่อ) เมื่อเริ่มเป็นผิวหนังมีสีขาวนวล เป็นวงเล็กบ้างใหญ่บ้าง ผู้ป่วยมีอาการคัน ถ้ามีเหงื่อมากเกลื้อนก็จะเกิดมากขึ้นและคันมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๔๐] ตอนหนึ่งว่า นั้นก่อนเป็นปฐม คือ เกิดแต่เสโทให้เป็นเหตุ เมื่อแรกขึ้นมีสีนั้นขาวเป็นนวล และเป็นวงแว่นเล็กก็มี แว่นใหญ่ก็มี ผุดเป็นแห่ง ๆ เรี่ยรายไปตามผิวเนื้อ ถ้าเสโทตกมาก และเกลื้อนนั้นก็ผุดขึ้นมามาก แล้วกระทำให้คันเป็นกำลัง จึงได้ชื่อว่าเกลื้อนนวลแตงจำพวก ๑ ...”."],
    [242,238,"เกลื่อนฝี",null,"ก.","ทำให้ฝียุบ."],
    [243,239,"เกลือโป่ง","ดู เกลือสินเธาว์.","น.","๑. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดินเคี่ยวจนแห้ง แล้วนำหม้อนั้นไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดงยกหม้อลงทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้มาผสมกับน้ำนมวัว ๑/๒ ส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มมัน สรรพคุณทำลายพรรดึก แก้ระส่ำระสาย แก้ตรีโทษ แก้นิ่ว เป็นต้น. ๒. เกลือชนิดหนึ่ง ในทางเคมี เป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการนำดินเค็มมาต้มน้ำ กรองเอาน้ำมาเคี่ยวจนงวด ทำซ้ำหลายครั้ง จนได้เกลือที่มีสีเกือบขาวถึงสีขาว, เกลือโป่ง เกลือเอือด หรือ เอือด ก็เรียก. เขียนว่า เกลือสินเทา หรือ เกลือสินเทาว์ ก็มี. (อ. rock salt)."],
    [244,240,"เกลือฝ่อ",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดิน เคี่ยวจนแห้ง แล้วนำหม้อไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดง ยกหม้อลง ทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้ ๑ ส่วน มาผสมกับน้ำมันงาและน้ำมันวัวอย่างละครึ่งส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มมัน สรรพคุณแก้เสียดแทง บำรุงไฟธาตุ แก้โรคในเด็ก แก้พรรดึก แก้มูกเลือด เป็นต้น."],
    [245,241,"เกลือพิก",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดิน เคี่ยวจนแห้งแล้วนำหม้อไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดง ยกหม้อลงทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้ ๑ ส่วนมาผสมกับน้ำผึ้งครึ่งส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มหวานสรรพคุณทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ ทำให้เสียงเพราะ เป็นต้น."],
    [246,242,"เกลือพิเศษ",null,"น.","พิกัดตัวยาจำพวกหนึ่ง จำกัดจำนวนเกลือ ๗ ชนิดที่ไม่เข้าในพิกัดเกลือทั้ง ๕ ได้แก่ เกลือสุญจระ เกลือเยาวกาสา เกลือวิทู เกลือด่างคลี เกลือกะตังมูตร เกลือสมุทร และ เกลือสุวสา ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีฤทธิ์ชำระล้างลำไส้เสมหะ และปัสสาวะ บำรุงและแก้ธาตุทั้ง ๔ เป็นต้น, เกลือทั้ง ๗ ก็เรียก."],
    [247,243,"เกลือมูตร","ดู เกลือกะตังมูตร.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นส่วนผสมของเกลือหลายชนิด ได้แก่ เกลือโซเดียม เกลือโพแทสเซียม เกลือแอมโมเนีย รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์ประเภทยูเรีย เตรียมได้โดยใช้น้ำปัสสาวะของคนใส่ในภาชนะ ตั้งทิ้งไว้จนแห้ง นำเกลือที่ตกตะกอนไปเผาจนตะกอนนั้นหลุดออก ก่อนนำมาใช้เตรียมยา ต้องแช่น้ำทิ้งไว้เปลี่ยนน้ำหลาย ๆ ครั้งจนหมดกลิ่น และนำตะกอนที่ได้มาเผาไฟ จะได้ผงสีขาว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มกร่อย ฤทธิ์แก้ลม แก้ปวดท้อง แก้โลหิตพิการ แก้ผอมเหลือง, เกลือกะตัง หรือ เกลือมูตร ก็เรียก."],
    [248,244,"เกลือเยาวกะษา, เกลือเยาวกะสา",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่งจัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ สมัยโบราณนำเข้าจากประเทศอินเดีย ในทางเคมีเป็นเกลือโพแทสเซียมคาร์บอเนตที่ไม่บริสุทธิ์ (impured potassium carbonate, K2CO3) พบได้ในธรรมชาติและอาจจะเตรียมได้จากการเผารวงข้าวบาร์เลย์ให้เป็นเถ้า ละลายเถ้าที่ได้ในน้ำ แล้วกรองผ่านผ้าขาวบาง นำมาอังไฟจนแห้งจะได้ผงสีขาว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มปร่า สรรพคุณมีฤทธิ์บำรุงเสมหะ แก้หืด ไอ เป็นต้น, เกลือเยาวกาสา ก็เรียก. (ส. Yavakshara)."],
    [249,245,"เกลือเยาวกาสา","ดู เกลือเยาวกะษา, เกลือเยาวกะสา.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่งจัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ สมัยโบราณนำเข้าจากประเทศอินเดีย ในทางเคมีเป็นเกลือโพแทสเซียมคาร์บอเนตที่ไม่บริสุทธิ์ (impured potassium carbonate, K2CO3) พบได้ในธรรมชาติและอาจจะเตรียมได้จากการเผารวงข้าวบาร์เลย์ให้เป็นเถ้า ละลายเถ้าที่ได้ในน้ำ แล้วกรองผ่านผ้าขาวบาง นำมาอังไฟจนแห้งจะได้ผงสีขาว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มปร่า สรรพคุณมีฤทธิ์บำรุงเสมหะ แก้หืด ไอ เป็นต้น, เกลือเยาวกาสา ก็เรียก. (ส. Yavakshara)."],
    [250,246,"เกลือวิก",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำ เกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดิน เคี่ยวจนแห้งแล้วนำหม้อไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดง ยกหม้อลงทิ้งไว้ ให้เย็น นำเกลือที่ได้ ๑ ส่วนมาผสมกับเหล้าครึ่งส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มร้อน สรรพคุณแก้อภิญญาณธาตุ แก้โรคท้องมาน แก้ไส้พองท้องใหญ่ ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น เป็นต้น."],
    [251,247,"เกลือวิธู, เกลือวิทู",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร บำรุงน้ำเหลือง เป็นต้น."],
    [252,248,"เกลือสมุท","ดู เกลือสมุทร.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการทำนาเกลือ โดยการวิดน้ำทะเลเข้าสู่นาเกลือ ทิ้งไว้ให้เกลือตกผลึก นำเกลือที่ได้ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น โดยการตกผลึกซ้ำตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีรสเค็ม สรรพคุณบำรุงธาตุทั้ง ๔ แก้น้ำดีพิการ แก้โรคท้องมาน, เกลือทะเล หรือ เกลือธารณ์ ก็เรียก, เขียนว่า เกลือสมุท ก็มี. (ส. Samudra)."],
    [253,249,"เกลือสมุทร",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ ในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการทำนาเกลือ โดยการวิดน้ำทะเลเข้าสู่นาเกลือ ทิ้งไว้ให้เกลือตกผลึก นำเกลือที่ได้ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น โดยการตกผลึกซ้ำตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีรสเค็ม สรรพคุณบำรุงธาตุทั้ง ๔ แก้น้ำดีพิการ แก้โรคท้องมาน, เกลือทะเล หรือ เกลือธารณ์ ก็เรียก, เขียนว่า เกลือสมุท ก็มี. (ส. Samudra)."],
    [254,250,"เกลือสมุทรี",null,"น.","น. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้ว ต้มกับน้ำในหม้อดิน เคี่ยวจนแห้ง แล้วนำหม้อไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดง ยกหม้อลงทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้ ๑ ส่วนมาผสมกับน้ำมูตรวัวครึ่งส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มร้อนฉุน สรรพคุณทำให้อาหารงวด แก้ระส่ำระสาย เจริญธาตุ ทั้ง ๔ แก้พรรดึก แก้ดีเดือด แก้เสมหะพิการ บำรุงน้ำเหลือง เป็นต้น."],
    [255,251,"เกลือสินเทา, เกลือสินเทาว์","ดู เกลือสินเธาว์.","น.","๑. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดินเคี่ยวจนแห้ง แล้วนำหม้อนั้นไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดงยกหม้อลงทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้มาผสมกับน้ำนมวัว ๑/๒ ส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มมัน สรรพคุณทำลายพรรดึก แก้ระส่ำระสาย แก้ตรีโทษ แก้นิ่ว เป็นต้น. ๒. เกลือชนิดหนึ่ง ในทางเคมี เป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการนำดินเค็มมาต้มน้ำ กรองเอาน้ำมาเคี่ยวจนงวด ทำซ้ำหลายครั้ง จนได้เกลือที่มีสีเกือบขาวถึงสีขาว, เกลือโป่ง เกลือเอือด หรือ เอือด ก็เรียก. เขียนว่า เกลือสินเทา หรือ เกลือสินเทาว์ ก็มี. (อ. rock salt)."],
    [256,252,"เกลือสินเธาว์",null,"น.","๑. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดินเคี่ยวจนแห้ง แล้วนำหม้อนั้นไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดงยกหม้อลงทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้มาผสมกับน้ำนมวัว ๑/๒ ส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มมัน สรรพคุณทำลายพรรดึก แก้ระส่ำระสาย แก้ตรีโทษ แก้นิ่ว เป็นต้น. ๒. เกลือชนิดหนึ่ง ในทางเคมี เป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการนำดินเค็มมาต้มน้ำ กรองเอาน้ำมาเคี่ยวจนงวด ทำซ้ำหลายครั้ง จนได้เกลือที่มีสีเกือบขาวถึงสีขาว, เกลือโป่ง เกลือเอือด หรือ เอือด ก็เรียก. เขียนว่า เกลือสินเทา หรือ เกลือสินเทาว์ ก็มี. (อ. rock salt)."],
    [257,253,"เกลือสุญจระ, เกลือสุนจะละ, เกลือสุระจะระ",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ สมัยโบราณนำเข้าจากประเทศอินเดีย ในทางเคมีเป็นเกลือโพแทสเซียมไนเตรตที่ไม่บริสุทธิ์ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีฤทธิ์บำรุงน้ำเหลืองแก้น้ำเหลืองพิการ. (ส. Surakchaaram)."],
    [258,254,"เกลือสุวสา, เกลือสุวะษา",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในพิกัดเกลือพิเศษ สมัยโบราณนำเข้าจากประเทศอินเดีย ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็ม สรรพคุณระงับเสมหะ แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เป็นต้น."],
    [259,255,"เกลือเอือด","ดู เกลือสินเธาว์.","น.","๑. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เตรียมได้จากการนำเกลือทะเลที่บดละเอียดแล้วต้มกับน้ำในหม้อดินเคี่ยวจนแห้ง แล้วนำหม้อนั้นไปสุมไฟแกลบต่อจนร้อนแดงยกหม้อลงทิ้งไว้ให้เย็น นำเกลือที่ได้มาผสมกับน้ำนมวัว ๑/๒ ส่วน ตั้งไฟกวนต่อจนแห้ง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มมัน สรรพคุณทำลายพรรดึก แก้ระส่ำระสาย แก้ตรีโทษ แก้นิ่ว เป็นต้น. ๒. เกลือชนิดหนึ่ง ในทางเคมี เป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ เตรียมได้จากการนำดินเค็มมาต้มน้ำ กรองเอาน้ำมาเคี่ยวจนงวด ทำซ้ำหลายครั้ง จนได้เกลือที่มีสีเกือบขาวถึงสีขาว, เกลือโป่ง เกลือเอือด หรือ เอือด ก็เรียก. เขียนว่า เกลือสินเทา หรือ เกลือสินเทาว์ ก็มี. (อ. rock salt)."],
    [260,256,"เกศา",null,"น.","ผม เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [261,257,"เกษรทั้ง ๕, เกสรทั้ง ๕",null,"น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาที่เป็นดอกไม้ ๔ อย่าง ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค และ ดอกสารภี กับเกสรบัวหลวง รวม ๕ อย่าง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสหอมเย็น สรรพคุณบำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพ้อ แก้ลมวิงเวียน บำรุงครรภ์ เป็นต้น, เบญจเกสร ก็เรียก, เขียนว่า เกษรทั้งห้า หรือ เกสรทั้งห้า ก็มี."],
    [262,258,"เกษรทั้ง ๗, เกสรทั้ง ๗",null,"น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาที่เป็นดอกไม้ ๖ อย่าง ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกจำปา และดอกกระดังงา กับเกสรบัวหลวง รวม ๗ อย่าง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสหอมเย็น สรรพคุณชูกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่นแก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ แก้ไข้เพ้อกลุ้ม แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา เป็นต้น, สัตตเกสร ก็เรียก, เขียนว่า เกษรทั้งเจ็ด หรือ เกสรทั้งเจ็ด ก็มี."],
    [263,259,"เกษรทั้ง ๙, เกสรทั้ง ๙",null,"น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาที่เป็นดอกไม้ ๘ อย่าง ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกลำเจียก และดอกลำดวน กับเกสรบัวหลวง รวม ๘ อย่าง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสหอมเย็น สรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา เป็นต้น, เนาวเกสร หรือ นวเกสร ก็เรียก, เขียนว่า เกษรทั้งเก้า หรือ เกสรทั้งเก้า ก็มี."],
    [264,260,"เกษรทั้งเก้า, เกสรทั้งเก้า","ดู เกษรทั้ง ๙, เกสรทั้ง ๙.","น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาที่เป็นดอกไม้ ๘ อย่าง ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกลำเจียก และดอกลำดวน กับเกสรบัวหลวง รวม ๘ อย่าง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสหอมเย็น สรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา เป็นต้น, เนาวเกสร หรือ นวเกสร ก็เรียก, เขียนว่า เกษรทั้งเก้า หรือ เกสรทั้งเก้า ก็มี."],
    [265,261,"เกษรทั้งเจ็ด, เกสรทั้งเจ็ด","ดู เกษรทั้ง ๗, เกสรทั้ง ๗.","น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาที่เป็นดอกไม้ ๖ อย่าง ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกจำปา และดอกกระดังงา กับเกสรบัวหลวง รวม ๗ อย่าง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสหอมเย็น สรรพคุณชูกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่นแก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ แก้ไข้เพ้อกลุ้ม แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดีพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา เป็นต้น, สัตตเกสร ก็เรียก, เขียนว่า เกษรทั้งเจ็ด หรือ เกสรทั้งเจ็ด ก็มี."],
    [266,262,"เกษรทั้งห้า, เกสรทั้งห้า","ดู เกษรทั้ง ๕, เกสรทั้ง ๕.","น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาที่เป็นดอกไม้ ๔ อย่าง ได้แก่ ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค และ ดอกสารภี กับเกสรบัวหลวง รวม ๕ อย่าง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสหอมเย็น สรรพคุณบำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้ไข้เพื่อเสมหะและโลหิต แก้ไข้เพ้อ แก้ลมวิงเวียน บำรุงครรภ์ เป็นต้น, เบญจเกสร ก็เรียก, เขียนว่า เกษรทั้งห้า หรือ เกสรทั้งห้า ก็มี."],
    [267,263,"เกษรบัว, เกสรบัว","ดู เกษรบัวหลวง, เกสรบัวหลวง.","น.","เครื่องยาที่เป็นเกสรเพศผู้แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศ เมืองไทย [๔๕/๓๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เกสรปรุงเป็นยาหอม, ชูกำลัง, ทำให้ชื่นใจ ...” จัดอยู่ในพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙, เกษรบัว หรือ เกสรบัว ก็เรียก. ดู บัวหลวง"],
    [268,264,"เกษรบัวหลวง, เกสรบัวหลวง","ดู บัวหลวงประกอบ.","น.","เครื่องยาที่เป็นเกสรเพศผู้แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศ เมืองไทย [๔๕/๓๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เกสรปรุงเป็นยาหอม, ชูกำลัง, ทำให้ชื่นใจ ...” จัดอยู่ในพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙, เกษรบัว หรือ เกสรบัว ก็เรียก. ดู บัวหลวง"],
    [269,265,"เกี๊ยะเปลือกดำ","ดู สนสองใบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus mercusii Jungh. & de Vriese ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งที่เรือนยอด ช่อดอกเพศเมียออกเป็นกระจุก ๑-๓ ช่อ ตามปลายกิ่งใหญ่ในระดับสูง ขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปกรวย เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกดำ เกี๊ยะเปลือกหนา ไต้ หรือสะรอล ก็เรียก."],
    [270,266,"เกี๊ยะเปลือกแดง","ดู สนสามใบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus kesiya Royle ex Gordon ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลอมชมพูอ่อน ล่อนเป็นสะเก็ดรูปตาข่าย ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๓ ใบ เรียงเวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลือง ออกเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกเพศเมีย ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปไข่ สีน้ำตาล เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกแดง หรือ เกี๊ยะเปลือกบาง ก็เรียก."],
    [271,267,"เกี๊ยะเปลือกบาง","ดู สนสามใบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus kesiya Royle ex Gordon ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลอมชมพูอ่อน ล่อนเป็นสะเก็ดรูปตาข่าย ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๓ ใบ เรียงเวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลือง ออกเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกเพศเมีย ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปไข่ สีน้ำตาล เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกแดง หรือ เกี๊ยะเปลือกบาง ก็เรียก."],
    [272,268,"เกี๊ยะเปลือกหนา","ดู สนสองใบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus mercusii Jungh. & de Vriese ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งที่เรือนยอด ช่อดอกเพศเมียออกเป็นกระจุก ๑-๓ ช่อ ตามปลายกิ่งใหญ่ในระดับสูง ขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปกรวย เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกดำ เกี๊ยะเปลือกหนา ไต้ หรือสะรอล ก็เรียก."],
    [273,269,"แก้",null,"ก.","ทำให้หาย เช่น แก้ไข้ แก้จุกเสียด แก้ประจำเดือนไม่ปรกติ แก้ธาตุไม่ปรกติ แก้ลม แก้ร้อนใน. "],
    [274,270,"แกก้อง","ดู แกแล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณ ดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นแกแลมีรสขม ชาขื่น บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ, แก้พุพอง, บำรุงกำลัง, แก้กาฬสิงคลี, ขับปัสสาวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า cockspur thorn เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยถึงไม้เถา เนื้อแข็ง มียางสีเหลืองอ่อน ต้น กิ่ง และซอกใบ มีหนามแหลมแข็ง ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบเรียบดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อกระจะ ช่อดอก เพศเมียเป็นช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบเป็นคู่หรือเดี่ยวช่อดอกเพศผู้สีขาวนวล ดอกเล็กมาก ผลแบบผลรวม กลม ผิวขรุขระ เมล็ดเล็กมาก, แกก้อง แกล ไม้เหลือง หรือ แหร ก็เรียก."],
    [275,271,"แกง","ดู แจง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maerua siamensis Pax ในวงศ์ Capparaecae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง เปลือกเกลี้ยง สีเทาดํา เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ มีใบย่อย ๓-๕ ใบ ใบย่อยรูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปขอบขนาน สีเขียวเข้ม ปลายมนหรือแหลม โคนมน ผิวเรียบ ก้านใบย่อยสั้น ดอกออกเป็นช่อกระจุกสั้นหรือเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งหรือที่ปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก สีเขียวอมขาว ไม่มีกลีบดอก ผลแบบผลมีเนื้อ รูปรี หรือรูปทรงกลม เบี้ยวเล็กน้อย เมื่อสุกมีสีเหลืองเข้ม มีเมล็ดรูปไต ๒-๓ เมล็ด, ใบ เปลือกต้น ราก และทั้งห้าใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... รากใช้ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงกำลังแก้ปัสสาวะพิการ แก้กะษัย แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ เปลือก ราก ใบ ต้มรับประทานแก้น้ำดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง แก้ไข้จับสั่น ใบและยอดตำโขลกสีฟัน เป็นยาฆ่าแมลง ทำให้ฟันทน รักษาไข้ ...”, แกง ก็เรียก."],
    [276,272,"แกงยา","ดู ยาแกง.","น.","ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลว มีชื่อต่าง ๆ ตามวิธีปรุงและเครื่องปรุง เช่น ยาแกงคั่วนกออก ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๖-๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่งยาแกงขั้วนกออกแก้กระไสยปลาหมอ เอานกออกตัวหนึ่งมาถอนขนให้หมด เอาทั้งตับไตไส้พุง ล้างแต่มูลออกเสียให้หมดแล้วสับให้แหลก แล้วจึ่งใส่พริกขิงเหมือนขั้วกินเอามะพร้าวไฟทำเปนกะทิใส่ลงขั้ว เอาผลศีศะลิงเปนผัก แล้วจึ่งเอาเทียนทั้ง ๕ โกฏพุงปลา โกฏก้านพร้าว ผลจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู ใบกระวาน ผลผักชี เมดในสะแก เมดในมะนาว ผลผลาญศัตรู ทำเปนจุณปรุงลงในแกงยาให้กิน …”, แกงยา ก็เรียก."],
    [277,273,"แกงหอม","ดู แฝกหอม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแฝกหอม ต้นนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต ใบนั้นรู้แก้ไข้อันกระทำให้ร้อน ดอกนั้นรู้แก้ไข้โลหิต อันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นรู้แก้ไข้อภิญญาณแลแก้เหื่อ แก้สาบ แลรู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่ทรวง แลรู้แก้โลหิต แก้ดี แก้ไข้พิศม์ แก้คุธราช ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๕๙] ตอนหนึ่งว่า “... รากแฝกหอมรสหอมเย็น, ทำดวงจิตให้ชุ่มชื่น แพทย์ตามชนบทใช้รากแฝกหอมปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้, ทำให้หาวเรอ, แก้ปวดท้องจุกเสียด, แก้ท้องอืด, แก้ไข้เพื่อลม, และขับปัสสาวะ ทำให้เย็น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า vetiver เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรงคล้ายทรงกระบอกตัน รากเป็นกระจุก มีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้าใต้ดิน แผ่นใบด้านล่างเกลี้ยง ยกเว้นบนเส้นกลางใบมีขนสาก ด้านบนตามขอบใบมีขนสาก ที่โคนใบมีขนละเอียด ใบมีนวล ใบด้านบนสีซีดกว่าด้านล่าง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง โผล่พ้นกอ แต่ละแขนงช่อมีช่อกระจะขนาดเล็ก ผลแบบผลแห้งไม่แตก เมล็ดรูปขอบขนาน โคนมน ปลายแหลม มีหนามสั้น, แกงหอม หรือ แคมหอม ก็เรียก."],
    [278,274,"แก่น",null,"น.","เนื้อไม้แข็งและมีสีเข้ม อยู่ถัดกระพี้เข้าไป เช่น แก่นคูน แก่นประดู่ แก่นมะหาด แก่นขี้เหล็ก. (อ. heartwood)."],
    [279,275,"แก่นขนุน","ดู กรัก.","น.","เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของต้นขนุนซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus heterophyllus Lam. ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๗]ตอนหนึ่งว่า “… แก่นขนุนแก้อาโปธาตุกำเริบแลโลหิตพิกาลเมื่อยขบทั่วสารพางค์ ...” และดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นขนุนมีรสหวานชุ่มขม, บำรุงกำลังแลโลหิต,ทำให้เลือดเย็น, สมาน, ...” แพทย์แผนไทยนิยมใช้กรักที่ได้จากแก่นขนุนละมุด (ยวงเล็ก เนื้อยวงเปียก เละ เหนียว เนื้อค่อนข้างบาง รสหวาน กลิ่นหอม ขนุนพันธุ์นี้ไม่ค่อยนิยมปลูกกันมากนัก), แก่นขนุน ก็เรียก."],
    [280,276,"แก่นสน",null,"น.","เครื่องยาที่ได้จากแก่นของต้นสนสองใบ (Pinus mercusii Jungh. & de Vriese) หรือต้นสนสามใบ (P. kesiya Royle ex Gordon) มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคุณแห่งแก่นสนนั้น มีรสอันขมเผ็ด แก่นนั้นชุ่มไปด้วยน้ำมัน รู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่เสมหะ และกระจายเสียซึ่งลม กระพี้นั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง-วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแก่นสน มีรศอันขมเผ็ด แก่นนั้นชุ่มไปด้วยน้ำมัน รู้แก้ไข้ อันบังเกิดแต่เสมหะ รู้กระจายเสียซึ่งลม กระพี้นั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... แก่นสนมีรสขมเผ็ด รับประทานแก้ไข้เพื่อเสมหะ กระจายลกะพี้แก้ไข้สันนิบาต ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า แก่นสนรสมันขมหอม เผ็ดเล็กน้อย แก้ดวงจิตฟุ้งสร้าน แก้คลื่นเหียนอาเจียนบำรุงมันในกระดูก แก้อ่อนเพลีย ...”. ดู สนสองใบ และ สนสามใบ ประกอบ."],
    [281,277,"แก้มหมอ, แก้มหมอเล","ดู เหงือกปลาหมอ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ A. ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๕๗] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ทั้งต้นทั้งรากต้มอาบภายนอกแก้พิษไข้หัวให้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังทุกชนิด ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดเอาพอกปิดหัวฝีหรือแผลเรื้อรังถอนพิษดี รับประทานภายในเป็นยาแก้พิษฝีดาษและฝีทั้งปวง เป็นยาตัดรากด้วย ...” อย่างไรก็ตาม ใบเหงือกปลาหมอเป็นตัวยาอย่างหนึ่งในยาชื่ออดุลยวิถาร [๑/๑๓๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อว่าอดุลยวิถาร แก้พิศม์กำเดาอาโปธาตุกำเริบ ท่านให้เอาชะมด ๑ ... ผักบุ้งร้วม ๑ ใบเหงือกปลาหมอ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท ...” และเป็นตัวยาในยาแกงแก้กษัยปลาหมอ [๔/๓๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแกง แก้กระษัยปลาหมอแต่ยังอ่อนอยู่นั้น เอาปลาหมอ ๓ ตัว เอาทั้งเกล็ด ... แล้วจึงเอาใบเหงือกปลาหมออ่อนมาใส่ลงเป็นผัก กินแก้กระษัยปลาหมอหายดีนัก ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ Acanthus ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า sea holly เป็นไม้พุ่ม ขึ้นตามป่าชายเลนและบริเวณน้ำกร่อย อาจมีหนามตามข้อ ใบเป็นเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปขอบขนาน ขอบใบจักซี่ฟันห่าง ๆ ปลายซี่เป็นหนามแหลม ผิวเรียบเป็นมัน เนื้อเหนียวแข็ง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีจุดประสีแดงหรือม่วง หรือสีม่วงอ่อนถึงสีม่วงแกมฟ้า ผลเป็นฝัก รูปไข่หรือทรงกระบอก, แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง หรือ อีเกร็ง ก็เรียก."],
    [282,278,"แกล","ดู แกแล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณ ดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นแกแลมีรสขม ชาขื่น บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ, แก้พุพอง, บำรุงกำลัง, แก้กาฬสิงคลี, ขับปัสสาวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า cockspur thorn เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยถึงไม้เถา เนื้อแข็ง มียางสีเหลืองอ่อน ต้น กิ่ง และซอกใบ มีหนามแหลมแข็ง ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบเรียบดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อกระจะ ช่อดอก เพศเมียเป็นช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบเป็นคู่หรือเดี่ยวช่อดอกเพศผู้สีขาวนวล ดอกเล็กมาก ผลแบบผลรวม กลม ผิวขรุขระ เมล็ดเล็กมาก, แกก้อง แกล ไม้เหลือง หรือ แหร ก็เรียก."],
    [283,279,"แกแล",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณ ดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นแกแลมีรสขม ชาขื่น บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ, แก้พุพอง, บำรุงกำลัง, แก้กาฬสิงคลี, ขับปัสสาวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า cockspur thorn เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยถึงไม้เถา เนื้อแข็ง มียางสีเหลืองอ่อน ต้น กิ่ง และซอกใบ มีหนามแหลมแข็ง ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบเรียบดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อกระจะ ช่อดอก เพศเมียเป็นช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบเป็นคู่หรือเดี่ยวช่อดอกเพศผู้สีขาวนวล ดอกเล็กมาก ผลแบบผลรวม กลม ผิวขรุขระ เมล็ดเล็กมาก, แกก้อง แกล ไม้เหลือง หรือ แหร ก็เรียก."],
    [284,280,"โกกนท, โกกนุท","ดูใน บัวหลวง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เป็นไม้น้ำ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดินและที่เป็นไหลเหนือดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปเกือบกลมหรือรูปโล่ เว้าหรือเป็นคลื่น ด้านบนเกลี้ยง ก้านติดใต้ใบ มีหนามเป็นตุ่มเล็ก ๆ ชูแผ่นใบขึ้นที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ภายในก้านมีน้ำยางใส เมื่อถูกอากาศจะเหนียวเป็นเส้นใย ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาว สีชมพู หรือสีแดง กลิ่นหอม ผลแบบผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมากอยู่ในฐานดอก รูปกลมรี มีเมล็ด ๑ เมล็ด ขนาดใหญ่, บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู หรือสีแดง กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก ปทุม โกกนท หรือโกกนุท เป็นต้น, พันธุ์ดอกสีชมพูหรือแดง กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบงกช, พันธุ์ดอกสีขาว กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก บุณฑริก, ส่วนพันธุ์ดอกสีขาว กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบุษย์."],
    [285,281,"โกฎิ, โกฏ, โกฏฐ์","ดู โกฐ.","น.","๑. เครื่องยาพวกหนึ่ง มักเป็นของที่มาจากต่างประเทศใช้ในปริมาณน้อย แต่มีสรรพคุณสูง เช่น โกฐเชียง โกฐสอโกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา. ๒. พิกัดยาประเภทหนึ่ง แพทย์แผนไทยแบ่งพิกัดโกฐออกเป็น ๔ พวก คือ โกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ โกฐทั้ง ๙ และโกฐพิเศษ มีสรรพคุณโดยรวมสำหรับแก้ไข้ แก้หืด แก้ไอ ทำให้หัวใจชุ่มชื่น กระจายลม แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้ลมในกองธาตุ, เขียนว่า โกฎิ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี. [มาจาก Kushta ในภาษาทิบบี ซึ่งเป็นภาษาถิ่นในเปอร์เซีย แปลว่า ฆ่า (โรค) ปราบ (โรค) หรือกำจัด (โรค)]."],
    [286,282,"โกฏฐาสยาวาตอติสาร",null,"น.","ปัจจุบันกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมโกฎฐาสยา-วาตาทำหน้าที่ไม่ปรกติและช่องทวารหนักเปิด ทำให้อาหารที่กินเข้าไปขับออกทางทวารหนักอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีอาการต่าง ๆ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะโกฏฐาสยาวาตอติสารอันเป็นปัจจุบันกรรมนั้นเป็นคำรบ ๔ เกิดตามลำไส้ลมจำพวกนี้เลี้ยงสัตว์ทั้งหลาย ถ้าพัดมิได้ตลอดเมื่อใด ย่อมให้ลงไป บริโภคสิ่งอันใด ก็เป็นสิ่งอันนั้นออกมา สมมติว่าไส้ตรง ลมกองนี้พัดอุจจาระ ปัสสาวะให้ลงสู่คูถทวารๆ ก็เปิดลมกับทวารหากรู้กันเอง ถ้ามิได้รู้กันตราบใด อาการก็แปรไปต่างๆ ดุจกล่าวแต่หนหลังนั้น ...”."],
    [287,283,"โกฏฐาสยาวาตา",null,"น.","ลมพัดในลำไส้และกระเพาะ"],
    [288,284,"โกฏวิเสศ","ดู โกฐพิเศษ.","น.","พิกัดยาพวกหนึ่ง มีโกฐ ๓ ชนิด คือ โกฐกะกลิ้ง โกฐกักกรา และโกฐน้ำเต้า ตำราสรรพคุณยาไทยให้ใช้แทรกในตำรับยาตามข้อบ่งใช้และสรรพคุณของยาแต่ละขนานและของโกฐทั้ง ๓ ชนิด ตามแต่แพทย์จะเลือกใช้, โกฏวิเสศ ก็เรียก."],
    [289,285,"โกฐ",null,"น.","๑. เครื่องยาพวกหนึ่ง มักเป็นของที่มาจากต่างประเทศใช้ในปริมาณน้อย แต่มีสรรพคุณสูง เช่น โกฐเชียง โกฐสอโกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา. ๒. พิกัดยาประเภทหนึ่ง แพทย์แผนไทยแบ่งพิกัดโกฐออกเป็น ๔ พวก คือ โกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ โกฐทั้ง ๙ และโกฐพิเศษ มีสรรพคุณโดยรวมสำหรับแก้ไข้ แก้หืด แก้ไอ ทำให้หัวใจชุ่มชื่น กระจายลม แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้ลมในกองธาตุ, เขียนว่า โกฎิ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี. [มาจาก Kushta ในภาษาทิบบี ซึ่งเป็นภาษาถิ่นในเปอร์เซีย แปลว่า ฆ่า (โรค) ปราบ (โรค) หรือกำจัด (โรค)]."],
    [290,286,"โกฐกระดูก",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aucklandia lappa DC. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณโกฏกระดูก มีรศอันขม หวาน มันนั้น รู้แก้เสมหะ แลลมหืด ...” และดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า แก้ลมในกองเสมหะ (คือลมขึ้นในตอนเช้า) ...”."],
    [291,287,"โกฐกะกลิ้ง",null,"น.","น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่แห้งของต้นแสลงใจมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L. ในวงศ์ Loganiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏกะกลิ้ง แก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ, ขับพยาธิ์, ขับปัสสาวะ, แก้พิษงู, พิษตะขาบ, พิษแมลงป่อง, แก้ลมกระเพื่อมในท้อง, แก้คลื่นเหียน, แก้ลมพานไส้, แก้ริดสีดวงทวาร, แก้โลหิตพิการทำให้ตัวเย็น แก้ลม คูธทวาร, ขับลมในลำไส้ ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกักกราและโกฐน้ำเต้า, กะกลิ้ง เม็ดกะจี้ เม็ดกาจี้ เม็ดตูมกาแดง เม็ดแสงเบื่อ เม็ดแสลงใจ เม็ดแสลงเบือ เม็ดแสลงเบื่อ เม็ดแสลงโทน หรือ เม็ดแสลงทม ก็เรียก. (จ. หม่าเฉียนจื่อ, แบไจ่จี้, กะจี้ หรือ กาจี้)."],
    [292,288,"โกฐกักกรา",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นปุ่มหูด (gall) เกิดจากใบของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pistachia chinensis Bunge subsp. integerrima (Stewart) Rech. f. ในวงศ์ Pistachiaceae มีชื่อสามัญว่า crab’s claw มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณ โกฏกักกะตรา รู้แก้ลมอันกระทำให้เหียนแลแก้ดี รู้แก้ริดสีดวงอันงอกในทวารทั้งเก้า ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ลม, แก้คลื่นเหียนแก้ดีพิการ, แก้ปวดหัว ตัวร้อนนอนสะดุ้ง, แก้ริดสีดวงทวาร ...”จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกะกลิ้งและโกฐน้ำเต้า, โกฐกักกะตรา โกฐกักตรา หรือ โกฐกัตรา ก็เรียก. (ฮ. kakra, ส. kakrasingi, karkatashringi)."],
    [293,289,"โกฐกักกะตรา, โกฐกักตรา, โกฐกัตรา","ดู โกฐกักกรา.","น.","เครื่องยาที่เป็นปุ่มหูด (gall) เกิดจากใบของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pistachia chinensis Bunge subsp. integerrima (Stewart) Rech. f. ในวงศ์ Pistachiaceae มีชื่อสามัญว่า crab’s claw มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณ โกฏกักกะตรา รู้แก้ลมอันกระทำให้เหียนแลแก้ดี รู้แก้ริดสีดวงอันงอกในทวารทั้งเก้า ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ลม, แก้คลื่นเหียนแก้ดีพิการ, แก้ปวดหัว ตัวร้อนนอนสะดุ้ง, แก้ริดสีดวงทวาร ...”จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกะกลิ้งและโกฐน้ำเต้า, โกฐกักกะตรา โกฐกักตรา หรือ โกฐกัตรา ก็เรียก. (ฮ. kakra, ส. kakrasingi, karkatashringi)."],
    [294,290,"โกฐก้านพร้าว",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าและรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Picrorhiza kurrooa Royle ex Benth. ในวงศ์Plantaginaceae มีชื่อสามัญว่า picrorhiza rhizome and rootมีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณโกฏิก้านพร้าวมีรศฃมแก้สอึก แก้ราก แก้เสมหแก้ลม แก้ไข้สำปะชวร แลกำเดา …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ไข้ซึ่งมีอาการให้สะอึกแก้หอบ, แก้เสมหะเป็นพิษ ...” จัดอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง ๗และโกฐทั้ง ๙, โกฐก้านมะพร้าว ก็เรียก. (ส. katki, katurohini, kutki)."],
    [295,291,"โกฐก้านมะพร้าว","ดู โกฐก้านพร้าว.","น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าและรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Picrorhiza kurrooa Royle ex Benth. ในวงศ์Plantaginaceae มีชื่อสามัญว่า picrorhiza rhizome and rootมีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณโกฏิก้านพร้าวมีรศฃมแก้สอึก แก้ราก แก้เสมหแก้ลม แก้ไข้สำปะชวร แลกำเดา …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ไข้ซึ่งมีอาการให้สะอึกแก้หอบ, แก้เสมหะเป็นพิษ ...” จัดอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง ๗และโกฐทั้ง ๙, โกฐก้านมะพร้าว ก็เรียก. (ส. katki, katurohini, kutki)."],
    [296,292,"โกฐกุสุมภ์","ดู คำฝอย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกย่อยแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกมีรสหวานบำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้เป็นปกติ แก้แสบร้อนคันตามผิวหนัง แพทย์ตามชนบททุกจังหวัด ใช้เกสรดอกไม้นี้ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี และใช้เมล็ดเป็นยาถ่ายขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ใช้ทาแก้บวม ขับโลหิตประจำเดือน ตำป่นพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร น้ำมันในเมล็ดทาแก้อัมพาต และขัดข้อ ดอกบำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู ดอกแห้ง แก้ดีพิการ ...” และตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณแห่งโกฏกุสุมภ์ รู้แก้ไข้สอึกแลไข้ไอ แก้หอบให้เสียดแทงสองราวข้าง แก้ริดสีดวง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า safflower เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นเป็นสันแตกกิ่งก้านมาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปรี ขอบใบหยักเป็นซี่ฟัน ปลายซี่เป็นติ่งหนามแหลม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกที่ปลายยอด มีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อแรกบานกลีบดอกสีเหลือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม ผลแห้งเมล็ดล่อน เมล็ดรูปสามเหลี่ยมสีขาว ขนาดเล็ก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู นอกจากนี้ ยังใช้เป็นสีย้อมหรือแต่งสีอาหารได้, โกฐกุสุมภ์ ก็เรียก."],
    [297,293,"โกฐขี้แมว",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rehmannia glutinosa (Gaertn.) DC. ในวงศ์ Scrophulariaceae มีชื่อสามัญว่า Chinese foxglove root, glutinous rehmannia root ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ใช้เป็นยาเย็นและยาแก้ช้ำใน. (จ. ตี้หวง, ตี่อึ้ง)."],
    [298,294,"โกฐเขมา",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atractylodes lancea (Thunb.) DC. ในวงศ์Asteraceae มีชื่อสามัญว่า atractylodes black rhizome มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “… แก้โรคในปากในคอ, เป็นแผลเน่าเปื่อย, แก้เสียดแดง สองราวข้าง, ระงับอาการหอบ, ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐหอม ก็เรียก. (จ. ซังตุ๊ก, ชางจู๋)."],
    [299,295,"โกฐจุลา","ดู โกฐจุฬาลัมพา, โกฐจุฬาลำพา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเหนือดินแห้งที่เก็บในระยะออกดอกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artemisia annua L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “…จะกล่าวสรรพคุณ โกฏจุลาลำพารู้แก้ไข้จับอันประกอบไปด้วยสอึก แลแก้เสมหะ แก้หอบ แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๕] ตอนหนึ่งว่า“… แก้ไข้เจรี่ยง, (คือไข้ที่มีเม็ดผื่นขึ้น ตามตัว เช่น เหือดหัด,สุกใส, ดำแดง, รากสาด, ประดง) แก้ไข้เพื่อเสมหะ, แก้หืด, แก้ไอ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artemisia annua L.ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า sweet wormwood herb เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว แตกกิ่งมาก ทั้งต้นมีกลิ่นแรง มีขนประปราย หลุดร่วงง่าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน มีต่อมโปร่งแสง ขอบใบหยักลึก ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงรูปพีระมิดกว้าง ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น สีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่ง ในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐจุฬาลำพาจีน หรือ โกฐจุลา ก็เรียก. (จ. ชิงฮาว, แชเฮา)."],
    [300,296,"โกฐจุฬารศ, โกฐจุฬารส",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eucalyptus globulus Labill ในวงศ์ Myrtaceae เป็นไม้พื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย คัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณแลมหาพิกัตว่า ใช้กระจายบุพโพอันเป็นก้อน และฆ่าพยาธิที่เกิดจากไส้ด้วนไส้ลาม เมื่อนำโกฐจุฬารศมากลั่นจะได้น้ำมันโกฐจุฬารศ หรือ น้ำมันยูคาลิปตัส ใช้เป็นยาธาตุ ยาขับลม บรรเทาอาการหวัด ขับเสมหะ ใช้ทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ช่วยให้ไม่เกิดการพุพอง."],
    [301,297,"โกฐจุฬาลัมพา, โกฐจุฬาลำพา",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเหนือดินแห้งที่เก็บในระยะออกดอกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artemisia annua L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “…จะกล่าวสรรพคุณ โกฏจุลาลำพารู้แก้ไข้จับอันประกอบไปด้วยสอึก แลแก้เสมหะ แก้หอบ แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๕] ตอนหนึ่งว่า“… แก้ไข้เจรี่ยง, (คือไข้ที่มีเม็ดผื่นขึ้น ตามตัว เช่น เหือดหัด,สุกใส, ดำแดง, รากสาด, ประดง) แก้ไข้เพื่อเสมหะ, แก้หืด, แก้ไอ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artemisia annua L.ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า sweet wormwood herb เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว แตกกิ่งมาก ทั้งต้นมีกลิ่นแรง มีขนประปราย หลุดร่วงง่าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน มีต่อมโปร่งแสง ขอบใบหยักลึก ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงรูปพีระมิดกว้าง ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น สีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่ง ในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐจุฬาลำพาจีน หรือ โกฐจุลา ก็เรียก. (จ. ชิงฮาว, แชเฮา)."],
    [302,298,"โกฐจุฬาลำพาจีน","ดู โกฐจุฬาลัมพา, โกฐจุฬาลำพา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเหนือดินแห้งที่เก็บในระยะออกดอกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artemisia annua L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “…จะกล่าวสรรพคุณ โกฏจุลาลำพารู้แก้ไข้จับอันประกอบไปด้วยสอึก แลแก้เสมหะ แก้หอบ แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๕] ตอนหนึ่งว่า“… แก้ไข้เจรี่ยง, (คือไข้ที่มีเม็ดผื่นขึ้น ตามตัว เช่น เหือดหัด,สุกใส, ดำแดง, รากสาด, ประดง) แก้ไข้เพื่อเสมหะ, แก้หืด, แก้ไอ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artemisia annua L.ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า sweet wormwood herb เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว แตกกิ่งมาก ทั้งต้นมีกลิ่นแรง มีขนประปราย หลุดร่วงง่าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน มีต่อมโปร่งแสง ขอบใบหยักลึก ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงรูปพีระมิดกว้าง ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น สีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่ง ในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐจุฬาลำพาจีน หรือ โกฐจุลา ก็เรียก. (จ. ชิงฮาว, แชเฮา)."],
    [303,null,"โกฐชฎามังสี",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nardostachys grandiffora DC. ในวงศ์ Valerianaceae มีชื่อสามัญว่า jatamansi มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศ เมืองไทย [๔๕/๗๙) ตอนหนึ่งว่า \"...... โกฏชะฎามังษี ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า รู้กระจายหนองซึ่งเป็นก้อนอยู่ในร่างกาย รู้ฆ่าแม่พยาธิให้ออกจากร่างกาย และแก้ไส้ด้วนไส้ลาม ... ขับโลหิตของสตรีที่เน่าเหม็น แก้ดีพิการ แก้พิษทั้งปวง....\" จัดอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง ๙, ชะดามังสี ก็เรียก."],
    [304,299,"โกฐเชียง",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากแขนงแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels ในวงศ์ Apiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ไข้, แก้สะอึก, แก้ไอ, แก้เสียดแทงสองราวข้าง ...”. จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙. (จ. กุยเหว่ย, กุยบ้วย)."],
    [305,300,"โกฐเชียงเทศ",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากและลำต้นใต้ดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cimicifuga racemosa (L.) Nutt. ในวงศ์ Umbelliferae เป็นไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ บริเวณชายฝั่งตะวันออก คัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณแลมหาพิกัดว่า ใช้แก้ไข้เพื่อกำเดา ให้หนาวให้ร้อน ให้ระส่ำระสาย ให้ท้องขึ้นกินอาหารมิได้ ให้เหงื่อตก ให้หอบ ในต่างประเทศใช้โกฐเชียงเทศในการบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืนในสตรีวัยหมดระดู."],
    [306,301,"โกฐทั้ง ๕",null,"น.","พิกัดยาพวกหนึ่ง ประกอบด้วยโกฐเชียง โกฐสอ โกฐหัวบัวโกฐเขมา และโกฐจุฬาลัมพา รวม ๕ สิ่ง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสสุขุม สรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต และแก้ลมในกองธาตุ, เบญจโกฐ ก็เรียก."],
    [307,302,"โกฐทั้ง ๗",null,"น.","พิกัดยาพวกหนึ่ง ประกอบด้วยโกฐเชียง โกฐสอ โกฐหัวบัวโกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา โกฐก้านพร้าว และโกฐกระดูกรวม ๗ สิ่ง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก ตำราสรรพคุณ ยาไทยว่า มีรสสุขุม สรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะแก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ลมในกองธาตุ แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบสะอึก และบำรุงกระดูก, สัตตโกฐ สัตตะโกฏ หรือ สับดโกฎิ ก็เรียก."],
    [308,303,"โกฐทั้ง ๙",null,"น.","พิกัดยาพวกหนึ่ง ประกอบด้วยโกฐเชียง โกฐสอ โกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา และโกฐชฎามังสี รวม ๙ สิ่ง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสสุขุม สรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้หืดหอบไอ แก้ไข้จับสั่น แก้พิษร้อน แก้ลมเสียดแทงชายโครง กระจายลมในกองริดสีดวง แก้ลมในกองเสมหะ แก้สะอึก แก้ไข้ในกองอติสาร แก้โรคในปาก กระจายหนอง ฆ่าพยาธิแก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับโลหิตร้ายอันเกิดแต่กองปิตตะสมุฏฐาน, เนาวโกฐ หรือ นวโกฐ ก็เรียก."],
    [309,304,"โกฐนษินี",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าPsoralea corylifolia L. ในวงศ์ Fabaceae ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ใช้บรรเทาอาการหอบหืด แก้ท้องเสีย ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ในตำราการแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้น้ำมันจากเมล็ดทาแก้โรคสะเก็ดเงินและผิวหนังอักเสบ."],
    [310,305,"โกฐน้ำเต้า",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าและรากแห้งของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๓ ชนิด คือ ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rheum officinale Baill., ชนิด R. palmatum L. หรือชนิด R. tanguticum (Maxim. ex Regel) Maxim. ex Balf. ในวงศ์ Polygonaceae มีชื่อสามัญว่า rhubarb มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏน้ำเต้าเอามานึ่งให้สุก แล้วตากแห้งผสมเป็นยาระบายใช้ในโรคถ่ายท้องเสีย, โรคเจ็บตา, โรคริดสีดวงทวารหนัก, ขับลงสู่คูธทวาร, ทำให้อุจจาระปัสสาวะเดินสะดวก ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกะกลิ้งและโกฐกักกรา. (จ. ต้าหวง, ตั่วอึ้ง)."],
    [311,306,"โกฐพิเศษ",null,"น.","พิกัดยาพวกหนึ่ง มีโกฐ ๓ ชนิด คือ โกฐกะกลิ้ง โกฐกักกรา และโกฐน้ำเต้า ตำราสรรพคุณยาไทยให้ใช้แทรกในตำรับยาตามข้อบ่งใช้และสรรพคุณของยาแต่ละขนานและของโกฐทั้ง ๓ ชนิด ตามแต่แพทย์จะเลือกใช้, โกฏวิเสศ ก็เรียก."],
    [312,307,"โกฐพุงปลา",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นปุ่มหูด เกิดจากใบหรือกิ่งอ่อนของต้นสมอไทยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia chebula Retz.var. chebula ในวงศ์ Combretaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสฝาดจัด คล้ายคลึงกับลูกเบ็ญกานี ... เป็นยาฝาดสมาน แก้โรคอุจจาระธาตุ ลงอติสาร, ลงแดง, แก้บิดมูกเลือด ได้ดี ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๙."],
    [313,308,"โกฐสอ",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook. f. ex Franch. & Sav. ในวงศ์ Apiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีกลิ่นหอมชื่นใจ โกฎนี้ใช้ปรุงยากันทั้งแพทย์จีนและแพทย์ไทย ... แก้ไข้, แก้หืด, แก้ไอ, ทำให้หัวใจชุ่มชื่น, ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐสอจีน ก็เรียก.(จ. ป๋ายจื่อ, แปะจี้)."],
    [314,309,"โกฐสอจีน","ดู โกฐสอ.","น.","เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Hoffm.) Benth. & Hook. f. ex Franch. & Sav. ในวงศ์ Apiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีกลิ่นหอมชื่นใจ โกฎนี้ใช้ปรุงยากันทั้งแพทย์จีนและแพทย์ไทย ... แก้ไข้, แก้หืด, แก้ไอ, ทำให้หัวใจชุ่มชื่น, ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐสอจีน ก็เรียก.(จ. ป๋ายจื่อ, แปะจี้)."],
    [315,310,"โกฐสอเทศ",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าที่ปอกเปลือกแล้วทำให้แห้งของ พืช ๒ ชนิด คือ ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Iris germanica L. หรือชนิด I. pallida Lam. ในวงศ์ Iridaceae ตำราสรรพคุณยาไทยใช้เป็นเครื่องยาสิ่งหนึ่งในตำรับยาแก้เตโชธาตุพิการ แก้ลมทั้งปวง เป็นต้น."],
    [316,311,"โกฐหอม","ดู โกฐเขมา.","น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atractylodes lancea (Thunb.) DC. ในวงศ์Asteraceae มีชื่อสามัญว่า atractylodes black rhizome มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “… แก้โรคในปากในคอ, เป็นแผลเน่าเปื่อย, แก้เสียดแดง สองราวข้าง, ระงับอาการหอบ, ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙, โกฐหอม ก็เรียก. (จ. ซังตุ๊ก, ชางจู๋)."],
    [317,312,"โกฐหัวบัว",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ligusticum sinense Oliv. cv. chuanxiong ในวงศ์ Apiaceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... เป็นปุ่มป่ำคล้ายโกฏิเขมาแต่กลมกว่าสีน้ำตาล มีกลิ่นหอม ... แก้ลมในกองริดสีดวง, และกระจายลมทั้งปวง (คือลมที่คั่งอยู่ในลำไส้เป็นตอนๆ ทำให้ผอมหรือเรอ ออกมา) ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ และโกฐทั้ง ๙. (จ. ชวนซอง, ชวนเกียง)."],
    [318,313,"โกฐหัวบัวน้อย",null,"น.","เครื่องยาชนิดหนึ่งได้จากพืชชนิดเดียวกับโกฐหัวบัวแต่เป็นสายพันธุ์พืชปลูกให้เหง้าขนาดเล็กที่มีขายตามท้องตลาด มักเป็นเหง้าแห้งทั้งเหง้า มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณโกฏบัวน้อย ต้นนั้นรู้แก้ปากแห้งคอแห้ง ใบนั้นรู้แก้ไขแล แก้ปัสสาวะให้ออกมาสะดวก ดอกนั้นรู้แก้พิศม์งูตะขาบ แมลงป่อง ลูกนั้นรู้แก้พะอืดพะอมในอุทร แลแก้เหียน แก้ริดสีดวงในทวาร รากนั้นรู้แก้โลหิตอันกระทำให้เย็น นั้นรู้ชำระเสียซึ่งลมอันผูก ...”."],
    [319,314,"โกฐหัวบัวใหญ่",null,"น.","เครื่องยาชนิดหนึ่งได้จากพืชชนิดเดียวกับโกฐหัวบัว แต่เป็นสายพันธุ์พืชปลูกให้เหง้าขนาดใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาด มักฝานเป็นแผ่นบาง ๆ มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณโกฏบัวใหญ่ ต้นนั้นรู้แก้กระจายซึ่งบุพโพอันผูกเปนก้อน ใบนั้นรู้ฆ่าเสียซึ่งแม่พยาธิอันบังเกิดเปนไส้ด้วนแลไส้ลามแลอุปทม ดอกนั้นรู้ดับโลหิตอันเน่าให้ตกเสีย ลูกนั้นรู้แก้ไข้ลักปิด รากนั้นรู้ประหารเสียซึ่งโลหิตแลดี นั้นรู้กระจาย เสียซึ่งพิศม์แลอสรพิศม์ทั้งปวง ...”."],
    [320,315,"โกด, โกษฐ์","ดู โกฐ.","น.","๑. เครื่องยาพวกหนึ่ง มักเป็นของที่มาจากต่างประเทศใช้ในปริมาณน้อย แต่มีสรรพคุณสูง เช่น โกฐเชียง โกฐสอโกฐหัวบัว โกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา. ๒. พิกัดยาประเภทหนึ่ง แพทย์แผนไทยแบ่งพิกัดโกฐออกเป็น ๔ พวก คือ โกฐทั้ง ๕ โกฐทั้ง ๗ โกฐทั้ง ๙ และโกฐพิเศษ มีสรรพคุณโดยรวมสำหรับแก้ไข้ แก้หืด แก้ไอ ทำให้หัวใจชุ่มชื่น กระจายลม แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้ลมในกองธาตุ, เขียนว่า โกฎิ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี. [มาจาก Kushta ในภาษาทิบบี ซึ่งเป็นภาษาถิ่นในเปอร์เซีย แปลว่า ฆ่า (โรค) ปราบ (โรค) หรือกำจัด (โรค)]."],
    [321,316,"โกทา","ดู คนทา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHarrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… รากคนทามีรสขมเฝื่อน แก้ไข้เส้น ไข้เหนือและไข้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้รากปรุงเป็นยารับประทานแก้ไข้ทุกชนิด และขับพิษไข้หัวให้ออกผื่นได้รวดเร็ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ตามกิ่งมีหนามแหลมโค้ง ยอดอ่อนมักมีขน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ช่อดอกแบบช่อกระจุกและช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๔-๕ ดอก หรือทวีคูณของ ๔ หรือ ๕ ดอก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลีบดอกรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปเกือบกลม แบน ผนังผลชั้นนอก คล้ายแผ่นหนัง ชั้นในแข็ง เมล็ดขนาดเล็ก เปลือกนอกบาง, กะลันทา โกทา สีฟัน สีฟันคนทา สีเตาะ หนามกะแท่ง หรือ หนามจี้ ก็เรียก."],
    [322,317,"โกรยชะมา","ดู มะนาว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า common lime, lime เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูปเหลือใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนโค้งกว้าง ปลายแหลม ขอบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้น ๒-๗ ดอก ตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ สีขาว รูปไข่ยาว ปลายแหลมสั้น ผลกลม เปลือกบาง เรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดกลมรี มีหลายเมล็ด ราก ใบ ดอก ผล น้ำในผล ผิวผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำในผลสีฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน และปรุงเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ รากเป็นยาถอนพิษ สำแดง แก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ เมล็ดคั่วผสมเป็นยากวาดแก้ซางเด็ก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบมะนาวเป็นยากัดฟอกโลหิตระดู โดยมากมักใช้เพียงร้อยแปดใบ ต้มเป็นยาพิกัดของโบราณ เมล็ดมะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะ, แก้โรคทรางของเด็ก เม็ดมะนาวมีรสขมจัด, ส่วนรากของมะนาวใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับหรือไข้ซ้ำฝนกับสุราทาฝี, แก้ปวดฝีได้ดี ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะนาวรสปร่าชาขื่นเล็กน้อย กระทุ้งพิษ, ถอนพิษสำแดง, แก้สติหลงลืม, น้ำมะนาวมีไวตามินซี ทาแก้เลือดออกไรฟัน ...”, โกรยชะมา มะสิว หมากฟ้า ส้มนาว หรือ ส้มมะนาว ก็เรียก, ตำรับยาแก้ไอซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีตัวยา มะนาวดอง หมายถึง มะนาวดองที่นำมาทำให้แห้งแล้ว."],
    [323,318,"ไกษย","ดู กษัย.","น.","โรคกลุ่มหนึ่ง เกิดจากความเสื่อมหรือความผิดปรกติของร่างกาย จากความเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาแล้วไม่หาย ทำให้ร่างกายซูบผอม กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรัดตึง โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง ไม่มีแรง มือเท้าชา เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค คือ กษัยที่เกิดจากธาตุสมุฏฐาน (มี ๘ ชนิด ได้แก่ กษัยกล่อน ๕ ชนิด กับกษัยน้ำ กษัยลม และกษัยเพลิง) กับกษัยที่เกิดจากอุปปาติกะโรค (มี ๑๘ ชนิด ได้แก่ กษัยล้นกษัยราก กษัยเหล็ก กษัยปู กษัยจุก กษัยปลาไหล กษัยปลาหมอ กษัยปลาดุก กษัยปลวก กษัยลิ้นกระบือ กษัยเต่า กษัยดาน กษัยท้น กษัยเสียด กษัยเพลิง กษัยน้ำ กษัยเชือก และกษัยลม) ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๑๕-๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณ กระไสยโรค ซึ่งพระอาจารยเจ้า ประมวนไว้มีประเภท ๒๖ จำพวก แต่กระไสย ๘ จำพวกนั้นคือ กระไสยกล่อน ๕ กระไสยน้ำ ๑ กระไสยลม ๑ กระไสยเพลิง ๑ ทั้ง ๘ จำพวกนี้ เกิดแต่กองสมุฏฐานธาตุ แจ้งอยู่ในคำภีร์วุฒิโรค กล่าวคือกล่อน ๕ ประการโน้นเสรจแล้ว ในที่นี้จะกล่าวแต่กระไสยอันบังเกิดเปนอุปาติกะโรค ๑๘ จำพวกนี้ คือกระไสยล้น กระไสยราก กระไสยเหลก กระไสยปู กระไสยจุก กระไสยปลาไหล กระไสยปลาหมอ กระไสยปลาดุก กระไสยปลวก กระไสยลิ้นกระบือ กระไสยเต่า กระไสยดาน กระไสยท้น กระไสยเสียด กระไสยเพลิง กระไสยน้ำ กระไสยเชือกกระไสยลม ประมวนเป็น ๑๘ จำพวกด้วยกันดังกล่าว มานี้ ...”, เขียนว่า กระษัย กระไษย์ กระไสย หรือ ไกษย ก็มี."],
    [324,319,"ขงเขมา","ดู กรุงเขมา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta(Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๙]ตอนหนึ่งว่า “... คุณกรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิต แก้กำเดา ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... กรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิตแก้กำเดา แก้จักษุโรค ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๗]ตอนหนึ่งว่า “... รากกรุงเขมากลิ่นหอมและสุขุม แก้ไข้,แก้ดีรั่ว, ดีล้น, น้ำดีซ่าน, และเป็นยาบำรุงอวัยวะให้แข็งแรง (อายุวัฒนะ) ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา ทั้งเถา กิ่ง ใบ และช่อดอกมีขนนุ่มปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับมีหลายรูป เช่น รูปกลม รูปหัวใจ รูปไต ก้นปิด ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งหนาม ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือ สีเหลืองอ่อน ผลค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีขาว มีขน มีเมล็ดเดียวขนาดเล็ก แข็ง รูปโค้งหรือรูปเกือกม้า ผิวขุรขระ, ขงเขมาพระพาย หรือ เครือหมาน้อย ก็เรียก."],
    [325,320,"ขนุน","ดู กรัก ประกอบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus heterophyllus Lam. ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า jackfruit tree เป็นไม้ต้น เนื้อไม้สีเหลือง กิ่งอ่อนมีขน มีน้ำยางเหนียวสีขาวข้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน ขอบเรียบหรือเป็นคลื่น แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดหรือช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบ ตามกิ่ง หรือลำต้น ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้มักออกตามซอกใบ ใกล้ปลายกิ่งอ่อน ช่อดอกเพศเมียออกตามลำต้นหรือซอกใบล่างของกิ่งแก่ ผลแบบผลรวม ลักษณะแตกต่างตามพันธุ์ ส่วนมากรูปทรงรีแกมรูปทรงกระบอกถึงค่อนข้างกลม ผิวมีตุ่มรูปคล้ายกรวยหรือพีระมิด ปลายแหลมหรือมน แต่ละผลย่อยรูปทรงรีแกมรูปทรงกระบอก มีเนื้อหนานุ่มห่อหุ้มเมล็ดมักเรียกว่า “ยวง” สุกสีเหลืองถึงสีส้ม กลิ่นหอม รสหวาน พันธุ์ที่เนื้อยวงแน่น เรียก ขนุนหนัง ส่วนพันธุ์เนื้อยวงนิ่ม เรียก ขนุนละมุด เมล็ดรูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน รสมัน จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาอายุวัฒนะ, ใบ ไส้ใน เนื้อไม้ และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นขนุนมีรสหวานชุ่มขม, บำรุงกำลังแลโลหิต, ทำให้เลือดเย็น, สมาน, ใบของขนุนละมุดเผาให้เป็นถ่านผสมกับน้ำปูนใสหยอดหูแก้ปวดหู และหูเป็นน้ำหนวก, และไส้ในลูกของขนุนละมุด ต้มรับประทานแก้ตกเลือดทางทวารเบาของสตรีที่มากไป ให้หยุดได้ แพทย์บางชนบทใช้แก่นและเนื้อไม้รับประทานแก้กามโรค ...”, ขนุนละมุด ขนุนหนัง มะหนุน หรือ หมักมี่ ก็เรียก."],
    [326,321,"ขนุนดง","ดู ขันทองพยาบาท.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… เนื้อไม้มีรสเฝื่อนเมา แก้ลมเป็นพิษ,แก้ประดง, แก้พิษในกระดูก, แก้โรคผิวหนัง, ฆ่าพยาธิ์, แก้โรคเรื้อน, มะเร็ง คุดทะราด, กลากเกลื้อน, โรคผิวหนัง ทุกชนิด, แก้ลมพิษ แก้กามโรค, เปลือกแก้โรคตับพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีชื่อสามัญว่า suregada wood เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เปลือกค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือมน โคนแหลมเป็นครีบลงมาหาก้านใบ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันอยู่ทั่วไป ดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตรงข้ามกับใบ ไม่มีกลีบดอก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋มตื้น เปลือกหนาสีเหลือง มีเมล็ด ๓ เมล็ด ค่อนข้างกลม, ขนุนดง ดูกไทร หรือ ดูกใส ก็เรียก."],
    [327,322,"ขนุนมะแวง","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [328,323,"ขนุนละมุด, ขนุนหนัง","ดู ขนุน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus heterophyllus Lam. ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า jackfruit tree เป็นไม้ต้น เนื้อไม้สีเหลือง กิ่งอ่อนมีขน มีน้ำยางเหนียวสีขาวข้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน ขอบเรียบหรือเป็นคลื่น แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดหรือช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบ ตามกิ่ง หรือลำต้น ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้มักออกตามซอกใบ ใกล้ปลายกิ่งอ่อน ช่อดอกเพศเมียออกตามลำต้นหรือซอกใบล่างของกิ่งแก่ ผลแบบผลรวม ลักษณะแตกต่างตามพันธุ์ ส่วนมากรูปทรงรีแกมรูปทรงกระบอกถึงค่อนข้างกลม ผิวมีตุ่มรูปคล้ายกรวยหรือพีระมิด ปลายแหลมหรือมน แต่ละผลย่อยรูปทรงรีแกมรูปทรงกระบอก มีเนื้อหนานุ่มห่อหุ้มเมล็ดมักเรียกว่า “ยวง” สุกสีเหลืองถึงสีส้ม กลิ่นหอม รสหวาน พันธุ์ที่เนื้อยวงแน่น เรียก ขนุนหนัง ส่วนพันธุ์เนื้อยวงนิ่ม เรียก ขนุนละมุด เมล็ดรูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน รสมัน จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาอายุวัฒนะ, ใบ ไส้ใน เนื้อไม้ และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นขนุนมีรสหวานชุ่มขม, บำรุงกำลังแลโลหิต, ทำให้เลือดเย็น, สมาน, ใบของขนุนละมุดเผาให้เป็นถ่านผสมกับน้ำปูนใสหยอดหูแก้ปวดหู และหูเป็นน้ำหนวก, และไส้ในลูกของขนุนละมุด ต้มรับประทานแก้ตกเลือดทางทวารเบาของสตรีที่มากไป ให้หยุดได้ แพทย์บางชนบทใช้แก่นและเนื้อไม้รับประทานแก้กามโรค ...”, ขนุนละมุด ขนุนหนัง มะหนุน หรือ หมักมี่ ก็เรียก."],
    [329,324,"ขบไหล่",null,"น.","อาการปวดข้อบริเวณส่วนของบ่าตอนที่ติดกับต้นแขน."],
    [330,325,"ขม",null,"ว.","รสอย่างรสบอระเพ็ด มะระขี้นก ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสขมจะมีสรรพคุณบำรุงโลหิตและดี แก้ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นต้น, ติตติกะ ก็เรียก."],
    [331,326,"ขมปาก","ดู ปากขม.","ว.","อาการที่รู้สึกขมในปากเมื่อเวลาเป็นไข้ ใน “แผนนวด” ของตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕] มีจุดนวดบนเส้นสุมนาสำหรับแก้ขมปาก, ขมปาก ก็เรียก."],
    [332,327,"ขมิ้น, ขมิ้นแกง","ดู ขมิ้นชัน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCurcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวม แก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์ แก้ฝีแล ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณขมิ้นชันนั้น รู้แก้ไข้อัน บังเกิดแต่ดี แลชำระโรคอันบังเกิดแต่หนัง แก้ไข้อันผอมเหลือง แลแก้พิศม์ตะเกียงนั้น รู้แก้เสมหะแลฟกบวม แลแก้บาดแผล ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า turmeric, common turmeric, yellow root เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าหลักรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี บางครั้งเรียกเหง้าหลักว่า “หัว” เหง้าแขนงรูปคล้ายทรงกระบอกหรือคล้ายนิ้วมือ บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า “แง่ง” เนื้อเหง้าสีส้มและมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ กาบใบยาว รูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามปลายต้นหรือระหว่างกาบใบ รูปทรงกระบอก ก้านช่อดอกโดด มีใบประดับจำนวนมาก ดอกสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายมีแถบสีเขียวอ่อน ดอกทยอยบาน กลีบเลี้ยงสีขาวใส ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล เมล็ดมีเยื่อหุ้ม, ขมิ้น ขมิ้นแกง ขี้มิ้น หรือ หมิ้น ก็เรียก."],
    [333,328,"ขมิ้นขึ้น","ดู ขมิ้นอ้อย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวมแก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์แก้ฝีแล ...” [๒/๓๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ขมิ้นอ้อยแก้ลมอุทธังคมาวาตลมปัศฆาฏ แก้โลหิตแลเสมหะแก้เจบทุกข้อกระดูก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “… หัวมีรสฝาดเฝื่อนแก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว และรักษาลำไส้ แพทย์ตามชนบทใช้หัวของขมิ้นเป็นยาคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ ที่ระบายจัด ... หัวขมิ้นอ้อยเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวตกหมักและแก้หนองใน เมื่อรับประทานเป็นยาชำระโลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี แตกกอ เหง้าสีเหลืองนวล มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับและโอบซ้อนกันชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า รูปทรงกระบอก กลีบเลี้ยงสีขาวอมเขียว โคนติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีขาว ส่วนที่เป็นหลอดปลายหลอดแยกเป็น ๓ แฉก ปลายแฉกสีชมพู ผลแบบผลแห้งแตกรูปไข่, ขมิ้นขึ้น ขมิ้นเจดีย์ ขมิ้นหัวตั้ง ว่านหัวตั้ง หรือ สากกะเบือละว้า ก็เรียก."],
    [334,329,"ขมิ้นเครือ",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arcangelisia flava (L.) Merr. ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณขมิ้นเครือเสมอกันกับขมิ้นอ้อย แก้เสมหะแลลมแก้กระหายน้ำ ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณขมิ้นเครือ ใบนั้นรู้แก้โลหิตเน่าให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้บิด ต้นนั้นรู้กระจายลม แลแก้โรคอันบังเกิดแต่ดี แก้เสมหะ แก้ตรีโทษนั้น รากนั้นรู้ขับลมอันทพฤกษ์ให้ออกมา …”. ปัจจุบันขมิ้นเครือที่มีขายในท้องตลาดมักเป็นของที่ได้จากพืชชนิดอื่นหลายชนิด เช่น แฮ่ม [Coscinium fenestratum (Gaertn.) Colebr.]. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arcangelisia flava (L.) Merr. ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา เนื้อไม้สีเหลือง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ รูปไข่กว้าง หรือรูปรีแกมรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ หรือตามเถา ช่อดอกย่อยแบบช่อเชิงลด ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว หรือขาวอมเหลือง ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ค่อนข้างกลม สีเหลือง เมื่อแก่สีดำ เมล็ดรูปรีกว้าง. ๓. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fibraurea tinctoria Lour. ในวงศ์ Menispermaceae พืชนี้เป็นไม้เถา เนื้อไม้สีเหลือง ใบเรียงเวียน รูปรี รูปรีแกมรูปไข่ถึงรูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมรูปรี ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ดอกเล็ก สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปรีแกมรูปขอบขนาน เมื่อสุกสีเหลืองถึงสีส้ม เมล็ดรูปรี ขนาดเล็ก. ๔. ชื่อเรียกพืชหลายชนิดในวงศ์ Combretaceae เช่น Combretum acuminatum Roxb., C. griffithii Van Heurck & Mull. Arg."],
    [335,330,"ขมิ้นเจดีย์","ดู ขมิ้นอ้อย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวมแก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์แก้ฝีแล ...” [๒/๓๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ขมิ้นอ้อยแก้ลมอุทธังคมาวาตลมปัศฆาฏ แก้โลหิตแลเสมหะแก้เจบทุกข้อกระดูก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “… หัวมีรสฝาดเฝื่อนแก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว และรักษาลำไส้ แพทย์ตามชนบทใช้หัวของขมิ้นเป็นยาคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ ที่ระบายจัด ... หัวขมิ้นอ้อยเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวตกหมักและแก้หนองใน เมื่อรับประทานเป็นยาชำระโลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี แตกกอ เหง้าสีเหลืองนวล มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับและโอบซ้อนกันชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า รูปทรงกระบอก กลีบเลี้ยงสีขาวอมเขียว โคนติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีขาว ส่วนที่เป็นหลอดปลายหลอดแยกเป็น ๓ แฉก ปลายแฉกสีชมพู ผลแบบผลแห้งแตกรูปไข่, ขมิ้นขึ้น ขมิ้นเจดีย์ ขมิ้นหัวตั้ง ว่านหัวตั้ง หรือ สากกะเบือละว้า ก็เรียก."],
    [336,331,"ขมิ้นชัน",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCurcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวม แก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์ แก้ฝีแล ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณขมิ้นชันนั้น รู้แก้ไข้อัน บังเกิดแต่ดี แลชำระโรคอันบังเกิดแต่หนัง แก้ไข้อันผอมเหลือง แลแก้พิศม์ตะเกียงนั้น รู้แก้เสมหะแลฟกบวม แลแก้บาดแผล ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า turmeric, common turmeric, yellow root เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าหลักรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี บางครั้งเรียกเหง้าหลักว่า “หัว” เหง้าแขนงรูปคล้ายทรงกระบอกหรือคล้ายนิ้วมือ บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า “แง่ง” เนื้อเหง้าสีส้มและมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ กาบใบยาว รูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามปลายต้นหรือระหว่างกาบใบ รูปทรงกระบอก ก้านช่อดอกโดด มีใบประดับจำนวนมาก ดอกสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายมีแถบสีเขียวอ่อน ดอกทยอยบาน กลีบเลี้ยงสีขาวใส ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล เมล็ดมีเยื่อหุ้ม, ขมิ้น ขมิ้นแกง ขี้มิ้น หรือ หมิ้น ก็เรียก."],
    [337,332,"ขมิ้นหัวตั้ง","ดู ขมิ้นอ้อย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวมแก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์แก้ฝีแล ...” [๒/๓๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ขมิ้นอ้อยแก้ลมอุทธังคมาวาตลมปัศฆาฏ แก้โลหิตแลเสมหะแก้เจบทุกข้อกระดูก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “… หัวมีรสฝาดเฝื่อนแก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว และรักษาลำไส้ แพทย์ตามชนบทใช้หัวของขมิ้นเป็นยาคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ ที่ระบายจัด ... หัวขมิ้นอ้อยเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวตกหมักและแก้หนองใน เมื่อรับประทานเป็นยาชำระโลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี แตกกอ เหง้าสีเหลืองนวล มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับและโอบซ้อนกันชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า รูปทรงกระบอก กลีบเลี้ยงสีขาวอมเขียว โคนติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีขาว ส่วนที่เป็นหลอดปลายหลอดแยกเป็น ๓ แฉก ปลายแฉกสีชมพู ผลแบบผลแห้งแตกรูปไข่, ขมิ้นขึ้น ขมิ้นเจดีย์ ขมิ้นหัวตั้ง ว่านหัวตั้ง หรือ สากกะเบือละว้า ก็เรียก."],
    [338,333,"ขมิ้นอ้อย",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวมแก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์แก้ฝีแล ...” [๒/๓๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ขมิ้นอ้อยแก้ลมอุทธังคมาวาตลมปัศฆาฏ แก้โลหิตแลเสมหะแก้เจบทุกข้อกระดูก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “… หัวมีรสฝาดเฝื่อนแก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว และรักษาลำไส้ แพทย์ตามชนบทใช้หัวของขมิ้นเป็นยาคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ ที่ระบายจัด ... หัวขมิ้นอ้อยเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวตกหมักและแก้หนองใน เมื่อรับประทานเป็นยาชำระโลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma sp. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี แตกกอ เหง้าสีเหลืองนวล มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับและโอบซ้อนกันชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า รูปทรงกระบอก กลีบเลี้ยงสีขาวอมเขียว โคนติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีขาว ส่วนที่เป็นหลอดปลายหลอดแยกเป็น ๓ แฉก ปลายแฉกสีชมพู ผลแบบผลแห้งแตกรูปไข่, ขมิ้นขึ้น ขมิ้นเจดีย์ ขมิ้นหัวตั้ง ว่านหัวตั้ง หรือ สากกะเบือละว้า ก็เรียก."],
    [339,334,"ขยำ",null,"ก.","กำหรือบีบย้ำ ๆ แล้วคลายมือสลับกันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว."],
    [340,335.1,"ขยุ้ม",null,"ก.","เอาปลายนิ้วทั้ง ๕ หยิบรวบขึ้นมาเพื่อให้ได้มาก."],
    [341,335.2,"ขยุ้ม",null,"น.","ปริมาณของที่ขยุ้มมาได้ครั้งหนึ่ง ๆ เรียกว่า ขยุ้มหนึ่ง."],
    [342,336,"ขรอย","ดู ข่อย.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. ในวงศ์Moraceae มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เนื้อไม้สีขาว มียางสีขาว กิ่งสีน้ำตาล สากและคาย มีขนหยาบสั้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับหรือรูปรี ใบแก่สากคายกว่าใบอ่อน ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นและต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกเล็ก สีเขียวอ่อน มีขนละเอียด ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๔ ดอก สีเขียว มีขนและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเป็นผล ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปค่อนข้างกลม ปลายบุ๋ม โคนผลมีวงกลีบรวมติดทนและโค้งลงเมื่อผลแก่ ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีเมล็ด๑ เมล็ด รูปกลม สีขาวอมเทา โบราณใช้กิ่งทุบให้แตกสีฟัน เปลือกต้นใช้ทำสมุด เรียก “สมุดข่อย” ผลสุกรสหวาน กินได้, ใบ เปลือก ราก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ข่อยรสเบื่อเมา เปลือกดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น แก้โรคทางฟัน แก้พยาธิ์ผิวหนัง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาแก้ริดสีดวง ...”, กักไม้ฝอย ขรอย ขันตา ส้มผ่อ หรือสะนาย ก็เรียก."],
    [343,337,"ขลู่",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบ กิ่งอ่อน และช่อดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pluchea indica (L.) Less. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐๔] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาต้ม รับประทานขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ และใช้เปลือกบางของต้นขูดขนให้สะอาด ทำเป็นเส้นคล้ายยาสูบ มวนสูบแก้ริดสีดวงจมูก และต้ม เอาไอรมทวารหนัก กับรับประทานแก้ริดสีดวง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pluchea indica (L.) Less. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า Indian fleabane เป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง ๒ เมตร ยอดอ่อนมีขน ลำต้นค่อนข้างตรง สีเขียวแกมม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับหรือรูปไข่ แผ่นใบค่อนข้างหนา ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกย่อยแบบช่อกระจุกแน่น สีชมพูอมม่วงอ่อน มีดอก ๒ แบบ ดอกกลางเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี ๓-๗ ดอก ขนาดใหญ่กว่าดอกวงนอก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน ขนาดเล็กมาก รูปรีหรือรูปทรงกระบอก มีขนเป็นพู่สั้นตอนปลาย, คลู หนาดงัว หนาดงั่ว หนาดงิ้ว หรือ หนาดวัว ก็เรียก."],
    [344,338,"ขวัญ",null,"น.","พลังชีวิตอย่างหนึ่ง เชื่อกันว่ามีอยู่ประจำชีวิตของคน พืชบางชนิด เช่น ข้าว หรือสัตว์เลี้ยงบางชนิด เช่น ควาย ขวัญจะออกจากร่างกายเมื่อตาย แต่ในคนทั่วไปขวัญอาจออกจากร่างได้เมื่อตกใจอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้เจ็บป่วย ต้องทำพิธีเรียกกลับมา."],
    [345,339,"ขวัญกินเถื่อน",null,"น.","ขวัญที่ออกไปจากร่างกาย ทำให้มีอาการสะดุ้งผวา ตกใจง่าย หรือเจ็บป่วย เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันลักขณะโลหิตรดูอันบังเกิดมาแต่ดี แต่ตับนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลง มักให้เชื่อม มึนเมามัว ซบเซา มิได้รู้ว่ารุ่งค่ำคืนวัน แล้วให้นอนสดุ้งหวาดไหว เจรจาด้วยผี สมมติวาขวัญกินเถื่อน โทษทั้งนี้คือโลหิต กระทำเอง ...”."],
    [346,340,"ขวาง","ดู ฝาง.",null,null],
    [347,341,"ของแสลง",null,"น.","ของที่กินแล้วทำให้โรคกำเริบ, สิ่งที่ไม่ถูกกับโรคหรือธาตุ เช่น อาหารรสร้อนเป็นของแสลงเมื่อมีไข้สูงน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นของแสลงสำหรับสตรีขณะมีรอบเดือน."],
    [348,342,"ขอนดอก",null,"น.","เครื่องยาที่ได้จากแก่นซึ่งมีราลง มีลักษณะเป็นจุดสีขาวในเนื้อไม้สีดำ มีกลิ่นหอม อาจได้จากต้นพิกุล (Mimusops elengi L.) หรือต้นตะแบก (Lagerstroemia calyculata Kurz) มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… คุณขอนดอกนั้น มีรศเผดจืดแก้เสมหะแก้เหื่อ แลไข้ร้อนเพื่อตรีโทษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… ขอนดอกมีรสจืดหอมบำรุงตับ ปอดและหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์ (ครรภ์รักษา) ทำให้หัวใจชุ่มชื่น …”. ดู พิกุล และ ตะแบก ประกอบ."],
    [349,343,"ขอบชะนางขาว",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนบนดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pouzolzia zeylanica (L.) Benn. & R. Br. ในวงศ์ Urticaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นและดอกใบมีรสเมาเบื่อ เมื่อหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในน้ำหล่อปากไหปลาร้าที่มีหนอน จะทำให้หนอนตายหมด น้ำต้มต้นขอบชะนางเป็นยาฆ่าหนอนและแมลงได้ดี ... ใช้ทั้งต้นรวมกันทั้ง ๒ ชนิด เรียกว่าขอบชะนางทั้ง ๒ ปรุงเป็นยารับประทานเป็นยาขับโลหิตประจำเดือนและขับระดูขาว, ขับปัสสาวะ แก้หนองใน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pouzolziazeylanica (L.) Benn. & R. Br. ในวงศ์ Urticaceae เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แต่เมื่อต้นยาวขึ้นจะเลื้อยทอดไปตามผิวดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปไข่ สีเขียวอ่อน ช่อดอก แบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศร่วมต้นดอกสีขาวนวล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก, หญ้าหนอนตาย ก็เรียก."],
    [350,344,"ขอบชะนางแดง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนบนดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gonostegia pentandra (Roxb.) Miq. ในวงศ์ Urticaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นและดอกใบมีรสเมาเบื่อ เมื่อหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในน้ำหล่อปากไหปลาร้าที่มีหนอน ไม่ช้าหนอนก็จะตายสิ้น น้ำต้มต้นขอบชะนางใช้เป็นยาฆ่าหนอนและแมลงได้ดี ... ใช้ทั้งต้นรวมกันทั้ง ๒ ชนิด เรียกว่าขอบชะนางทั้ง ๒ ปรุงเป็นยารับประทานเป็นยาขับโลหิตประจำเดือนและขับระดูขาว, ขับปัสสาวะ แก้หนองใน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gonostegia pentandra (Roxb.) Miq.ในวงศ์ Urticaceae เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แต่เมื่อ ต้นยาวขึ้นจะเลื้อยทอดไปตามผิวดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปใบหอก แผ่นใบด้านบนสีเขียวแกมน้ำตาลถึงสีม่วงแดง ด้านล่างสีม่วงแดง ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น กลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลแห้งไม่แตก, หญ้าหนอนตาย ก็เรียก."],
    [351,345,"ขอบชะนางทั้ง ๒",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างสี ประกอบด้วยตัวยา๒ ชนิด คือ ขอบชะนางขาว (Pouzolzia zeylanica (L.) Benn. & R. Br. และ ขอบชะนางแดง Gonostegia pentandra (Roxb.) Miq. ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณแก้ผอมเหลือง ปรุงเป็นยาขับประจำเดือนและขับระดูขาว แก้หนองใน แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เม็ดผื่นคันตามตัว ขับปัสสาวะ แก้ปวดบวม แก้อักเสบ เป็นต้น."],
    [352,346,"ข่อย",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. ในวงศ์Moraceae มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เนื้อไม้สีขาว มียางสีขาว กิ่งสีน้ำตาล สากและคาย มีขนหยาบสั้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับหรือรูปรี ใบแก่สากคายกว่าใบอ่อน ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นและต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกเล็ก สีเขียวอ่อน มีขนละเอียด ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๔ ดอก สีเขียว มีขนและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเป็นผล ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปค่อนข้างกลม ปลายบุ๋ม โคนผลมีวงกลีบรวมติดทนและโค้งลงเมื่อผลแก่ ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีเมล็ด๑ เมล็ด รูปกลม สีขาวอมเทา โบราณใช้กิ่งทุบให้แตกสีฟัน เปลือกต้นใช้ทำสมุด เรียก “สมุดข่อย” ผลสุกรสหวาน กินได้, ใบ เปลือก ราก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ข่อยรสเบื่อเมา เปลือกดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น แก้โรคทางฟัน แก้พยาธิ์ผิวหนัง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาแก้ริดสีดวง ...”, กักไม้ฝอย ขรอย ขันตา ส้มผ่อ หรือสะนาย ก็เรียก."],
    [353,347,"ขะย่อม","ดู ระย่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [354,348,"ขะแยะ","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [355,349,"ขะลำ",null,"น.","คำสั่งสอน คำแนะนำ ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติเป็นต้น, กะลำ หรือ คะลำ ก็เรียก."],
    [356,350,"ขะหย่อม","ดู ระย่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [357,351,"ขัด",null,"ก.","ไม่คล่อง เช่น ขัดเบา, ไม่เป็นปรกติ เช่น ขัดหัวไหล่."],
    [358,352,"ขัดไหล่",null,"น.","อาการรู้สึกเจ็บแปลบคล้ายมีอะไรมาเสียดแทงตรงบริเวณส่วนของบ่าที่ติดกับต้นแขน."],
    [359,353,"ขันตา","ดู ข่อย.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. ในวงศ์Moraceae มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เนื้อไม้สีขาว มียางสีขาว กิ่งสีน้ำตาล สากและคาย มีขนหยาบสั้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับหรือรูปรี ใบแก่สากคายกว่าใบอ่อน ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นและต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกเล็ก สีเขียวอ่อน มีขนละเอียด ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๔ ดอก สีเขียว มีขนและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเป็นผล ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปค่อนข้างกลม ปลายบุ๋ม โคนผลมีวงกลีบรวมติดทนและโค้งลงเมื่อผลแก่ ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีเมล็ด๑ เมล็ด รูปกลม สีขาวอมเทา โบราณใช้กิ่งทุบให้แตกสีฟัน เปลือกต้นใช้ทำสมุด เรียก “สมุดข่อย” ผลสุกรสหวาน กินได้, ใบ เปลือก ราก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ข่อยรสเบื่อเมา เปลือกดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น แก้โรคทางฟัน แก้พยาธิ์ผิวหนัง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาแก้ริดสีดวง ...”, กักไม้ฝอย ขรอย ขันตา ส้มผ่อ หรือสะนาย ก็เรียก."],
    [360,354,"ขันทอง","ดู ขันทองพยาบาท.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… เนื้อไม้มีรสเฝื่อนเมา แก้ลมเป็นพิษ,แก้ประดง, แก้พิษในกระดูก, แก้โรคผิวหนัง, ฆ่าพยาธิ์, แก้โรคเรื้อน, มะเร็ง คุดทะราด, กลากเกลื้อน, โรคผิวหนัง ทุกชนิด, แก้ลมพิษ แก้กามโรค, เปลือกแก้โรคตับพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีชื่อสามัญว่า suregada wood เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เปลือกค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือมน โคนแหลมเป็นครีบลงมาหาก้านใบ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันอยู่ทั่วไป ดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตรงข้ามกับใบ ไม่มีกลีบดอก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋มตื้น เปลือกหนาสีเหลือง มีเมล็ด ๓ เมล็ด ค่อนข้างกลม, ขนุนดง ดูกไทร หรือ ดูกใส ก็เรียก."],
    [361,355,"ขันทองพยาบาท",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… เนื้อไม้มีรสเฝื่อนเมา แก้ลมเป็นพิษ,แก้ประดง, แก้พิษในกระดูก, แก้โรคผิวหนัง, ฆ่าพยาธิ์, แก้โรคเรื้อน, มะเร็ง คุดทะราด, กลากเกลื้อน, โรคผิวหนัง ทุกชนิด, แก้ลมพิษ แก้กามโรค, เปลือกแก้โรคตับพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีชื่อสามัญว่า suregada wood เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เปลือกค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือมน โคนแหลมเป็นครีบลงมาหาก้านใบ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันอยู่ทั่วไป ดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตรงข้ามกับใบ ไม่มีกลีบดอก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋มตื้น เปลือกหนาสีเหลือง มีเมล็ด ๓ เมล็ด ค่อนข้างกลม, ขนุนดง ดูกไทร หรือ ดูกใส ก็เรียก."],
    [362,356,"ขันทามรชิด",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นบริเวณกกหูด้านซ้าย, คันทามอรชิด ก็เรียก."],
    [363,357,"ขันทาสอรพิด",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้ตาข้างซ้ายฝ้าฟาง, คันทาสอรพิด ก็เรียก."],
    [364,358,"ขันธ์",null,"น.","ตัว หมู่ กอง พวก หมวด ส่วนหนึ่ง ๆ ของรูปกับนามที่แยกออกเป็น ๕ กอง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ซึ่งเรียกว่า ขันธ์ ๕ หรือ ขันธ์ทั้ง ๕, ขันโธ ก็เรียก."],
    [365,359,"ขันธ์ ๕",null,"น.","กองห้า กองแห่งรูปธรรม ๑ หมวด กับนามธรรม ๔ หมวดรวมเป็น ๕ หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม เป็นชีวิต ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์, เบญจขันธ์ ก็เรียก."],
    [366,360,"ขันธชารต","ดู คันธชารต.","น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดบริเวณกลางลำคอด้านซ้าย, ขันธชารต ก็เรียก."],
    [367,361,"ขันโธ","ดู ขันธ์.","น.","ตัว หมู่ กอง พวก หมวด ส่วนหนึ่ง ๆ ของรูปกับนามที่แยกออกเป็น ๕ กอง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ซึ่งเรียกว่า ขันธ์ ๕ หรือ ขันธ์ทั้ง ๕, ขันโธ ก็เรียก."],
    [368,362,"ขับ",null,"ก.","บังคับให้ออก เช่น ขับน้ำคาวปลา ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ."],
    [369,363,"ข่า",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alpinia galanga (L.) Willd. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… คุณข่ามีรศเผดร้อนแก้พิศม์ฝิ์แก้ฟกบวม กินแก้คุณวิทยาคมอันบุทคลกระทำ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alpinia galanga (L.) Willd. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า greater galangal เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าขนาดใหญ่ ค่อนข้างแข็งและเหนียว สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงสลับ ซ้อนกันแน่นชูเหนือดินรวมเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ยอด ดอกรูปสามเหลี่ยม กลิ่นหอมอ่อน กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีเขียวอ่อนปลายขาว ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลม สีส้มแดง มีเมล็ด ๕-๙ เมล็ด สีน้ำตาลอมดำ รูปกึ่งพีระมิด มีเส้นใยและเมือกปกคลุม, ข่าหยวก หรือ ข่าหลวง ก็เรียก."],
    [370,364,"ขากรรไกรสลักเพชร","ดูใน สลักเพชร.","น.","โครงสร้างของกระดูกบริเวณข้อบางข้อที่เมื่อสวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้เคลื่อนไหวได้ เช่น ข้อต่อขอบกระดูกเชิงกรานตรงสะโพกกับหัวกระดูกต้นขา ทำให้ขากางออกได้ เรียก ตะโพกสลักเพชร, ข้อต่อขากรรไกรบนและล่าง ทำให้อ้าปากและกินอาหารได้ เรียก ขากรรไกรสลักเพชร, เขียนว่า สลักเพ็ด ก็มี."],
    [371,365,"ข้าวติดหน้าตะโพน",null,"น.","ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้านึ่งสุกที่นำมาผสมกับชันโรง คลึงปั้นให้เหนียวเป็นก้อน ชุบน้ำ หรือพ่นน้ำให้ชื้น แล้วติดไว้ที่กึ่งกลางหนังหน้าตะโพน (กลองสองหน้า) ทั้ง ๒ ด้าน เพื่อให้หนังกลองตึง เมื่อตีจะมีเสียงไพเราะ ในทางการแพทย์แผนไทยใช้ข้าวติดหน้าตะโพนเป็นเครื่องยาชนิดหนึ่ง มีรสหอมเย็น หวาน สรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษอักเสบ ฝีหนอง, ขี้กลอง ก็เรียก."],
    [372,366,"ข้าวสาร",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRaphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ยอดปรุงเป็นยารักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว รากแก้ไข้ แก้โลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถา ผิวเกลี้ยง มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายเป็นหางยาว โคนเว้า ขอบเรียบ ก้านเล็กและเรียว ช่อดอกออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝัก รูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาว, ข้าวสารเครือ ข้าวสารดอกเล็ก เครือข้าวสาร เคือคิก เมื่อยสาน หรือ สานเคือ ก็เรียก."],
    [373,367,"ข้าวสารเครือ, ข้าวสารดอกเล็ก","ดู ข้าวสาร.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRaphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ยอดปรุงเป็นยารักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว รากแก้ไข้ แก้โลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถา ผิวเกลี้ยง มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายเป็นหางยาว โคนเว้า ขอบเรียบ ก้านเล็กและเรียว ช่อดอกออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝัก รูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาว, ข้าวสารเครือ ข้าวสารดอกเล็ก เครือข้าวสาร เคือคิก เมื่อยสาน หรือ สานเคือ ก็เรียก."],
    [374,368,"ข่าหยวก, ข่าหลวง","ดู ข่า.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alpinia galanga (L.) Willd. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… คุณข่ามีรศเผดร้อนแก้พิศม์ฝิ์แก้ฟกบวม กินแก้คุณวิทยาคมอันบุทคลกระทำ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alpinia galanga (L.) Willd. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า greater galangal เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าขนาดใหญ่ ค่อนข้างแข็งและเหนียว สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงสลับ ซ้อนกันแน่นชูเหนือดินรวมเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ยอด ดอกรูปสามเหลี่ยม กลิ่นหอมอ่อน กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีเขียวอ่อนปลายขาว ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลม สีส้มแดง มีเมล็ด ๕-๙ เมล็ด สีน้ำตาลอมดำ รูปกึ่งพีระมิด มีเส้นใยและเมือกปกคลุม, ข่าหยวก หรือ ข่าหลวง ก็เรียก."],
    [375,369,"ขิง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขิงสดมีรศเผดร้อน แก้ลมในกองไฟธาตุให้กระจายเสีย แก้ลมพรรดึก แก้จุกเสียด แก้โรคในอกเจริญอาหาร แก้ไข้ ๑๐ ประการให้สมบูรณ์ ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งขิงสดนั้น มีรศอันหวานร้อน รู้ให้เจริญซึ่งอายุ แลรู้แก้ปากคอมิสบาย แลแก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง รู้บำรุงเพลิงธาตุ แก้เสมหะแลลมอันทพฤกษ์ รู้สะกดลมลงไปสู่ทวารเบื้องต่ำ รู้กระทำให้อาหารงวด รากนั้นมีรศเผ็ด ร้อน ขม รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง รู้กระทำให้ผิวหนังนั้นสดชื่น รู้แก้ลมแลเสมหะ รู้กระทำให้เสียงเพราะ รู้ฆ่าตัวพยาธิแลพรรดึก กระทำให้รู้รศอาหาร แลแก้ลมอันแน่นอกแลลมอันกลิ้งไปมาในอุทร แลรู้แก้บิดอันตกโลหิตดุจสีขมิ้น ผลนั้นรู้แก้ไข้อันหนาวสท้าน ดอกนั้นรู้แก้ตาเปียกแฉะ ต้นนั้นรู้แก้นิ่วเบาหยด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่าginger เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอ่อน กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี สีน้ำตาลเข้ม, ขิงแกลง ขิงแดง หรือ ขิงเผือก ก็เรียก."],
    [376,370,"ขิงแกลง, ขิงแดง","ดู ขิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขิงสดมีรศเผดร้อน แก้ลมในกองไฟธาตุให้กระจายเสีย แก้ลมพรรดึก แก้จุกเสียด แก้โรคในอกเจริญอาหาร แก้ไข้ ๑๐ ประการให้สมบูรณ์ ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งขิงสดนั้น มีรศอันหวานร้อน รู้ให้เจริญซึ่งอายุ แลรู้แก้ปากคอมิสบาย แลแก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง รู้บำรุงเพลิงธาตุ แก้เสมหะแลลมอันทพฤกษ์ รู้สะกดลมลงไปสู่ทวารเบื้องต่ำ รู้กระทำให้อาหารงวด รากนั้นมีรศเผ็ด ร้อน ขม รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง รู้กระทำให้ผิวหนังนั้นสดชื่น รู้แก้ลมแลเสมหะ รู้กระทำให้เสียงเพราะ รู้ฆ่าตัวพยาธิแลพรรดึก กระทำให้รู้รศอาหาร แลแก้ลมอันแน่นอกแลลมอันกลิ้งไปมาในอุทร แลรู้แก้บิดอันตกโลหิตดุจสีขมิ้น ผลนั้นรู้แก้ไข้อันหนาวสท้าน ดอกนั้นรู้แก้ตาเปียกแฉะ ต้นนั้นรู้แก้นิ่วเบาหยด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่าginger เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอ่อน กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี สีน้ำตาลเข้ม, ขิงแกลง ขิงแดง หรือ ขิงเผือก ก็เรียก."],
    [377,371,"ขิงทราย","ดู กระชาย.","ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [378,372,"ขิงเผือก","ดู ขิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขิงสดมีรศเผดร้อน แก้ลมในกองไฟธาตุให้กระจายเสีย แก้ลมพรรดึก แก้จุกเสียด แก้โรคในอกเจริญอาหาร แก้ไข้ ๑๐ ประการให้สมบูรณ์ ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งขิงสดนั้น มีรศอันหวานร้อน รู้ให้เจริญซึ่งอายุ แลรู้แก้ปากคอมิสบาย แลแก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง รู้บำรุงเพลิงธาตุ แก้เสมหะแลลมอันทพฤกษ์ รู้สะกดลมลงไปสู่ทวารเบื้องต่ำ รู้กระทำให้อาหารงวด รากนั้นมีรศเผ็ด ร้อน ขม รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง รู้กระทำให้ผิวหนังนั้นสดชื่น รู้แก้ลมแลเสมหะ รู้กระทำให้เสียงเพราะ รู้ฆ่าตัวพยาธิแลพรรดึก กระทำให้รู้รศอาหาร แลแก้ลมอันแน่นอกแลลมอันกลิ้งไปมาในอุทร แลรู้แก้บิดอันตกโลหิตดุจสีขมิ้น ผลนั้นรู้แก้ไข้อันหนาวสท้าน ดอกนั้นรู้แก้ตาเปียกแฉะ ต้นนั้นรู้แก้นิ่วเบาหยด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่าginger เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอ่อน กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี สีน้ำตาลเข้ม, ขิงแกลง ขิงแดง หรือ ขิงเผือก ก็เรียก."],
    [379,373,"ขี้กลอง","ดู ข้าวติดหน้าตะโพน.","น.","ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้านึ่งสุกที่นำมาผสมกับชันโรง คลึงปั้นให้เหนียวเป็นก้อน ชุบน้ำ หรือพ่นน้ำให้ชื้น แล้วติดไว้ที่กึ่งกลางหนังหน้าตะโพน (กลองสองหน้า) ทั้ง ๒ ด้าน เพื่อให้หนังกลองตึง เมื่อตีจะมีเสียงไพเราะ ในทางการแพทย์แผนไทยใช้ข้าวติดหน้าตะโพนเป็นเครื่องยาชนิดหนึ่ง มีรสหอมเย็น หวาน สรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษอักเสบ ฝีหนอง, ขี้กลอง ก็เรียก."],
    [380,374,"ขี้กลาก","ดู กลาก.","น.","โรคผิวหนังกลุ่มหนึ่ง มีหลายชนิด เกิดจากเชื้อราขึ้นเป็นวง มีอาการคัน ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามี ๔ ชนิด ได้แก่ กลากพรรนัย กลากเหล็ก เมถุนกลาก และกลากโอ่ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[๔/๒๓๗] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยกิลาสโรคคือ กลากนั้นต่อไปตามอาจารย์ท่านกล่าวไว้ในวิธีกุฏฐโรค แจ้งวิตถารอยู่ใน บั้นปลายโน้นต่าง ๆ จะคัดเอามาแจ้งไว้ในที่นี้แต่ ๔ จำพวก ... คือ กลากพรรนัยจำพวก ๑ กลากเหล็กจำพวก ๑ เมถุนกลากจำพวก ๑ กลากโอ่จำพวก ๑ อันว่าลักษณะกลากทั้ง ๔ จำพวก ซึ่งกล่าวมานี้บังเกิดเพื่อกรรมลามกพิบัติให้เป็นเหตุ ... โรคอันนี้เกิดแต่ผิวหนัง ...”, กิลาสโรค หรือ ขี้กลาก ก็เรียก."],
    [381,375,"ขี้กาขม","ดู ขี้กาแดง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTrichosanthes tricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๘] ตอนหนึ่งว่า“… ขี้กาแดงรสขมจัด ลูกถ่ายแรงกว่าเถา เถารสขม บำรุง น้ำดี ถ่ายล้างโทษเสมหะให้ตก และดับพิษเสมหะโลหิต รากใช้แก้ไข้...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichosanthestricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า redball snakegourd เป็นไม้เถาเนื้ออ่อน ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีร่องตามยาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไข่กว้าง ใบสากคาย ด้านล่างมีต่อมสีเข้มกระจายทั่วไปดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อกระจะ ออกตาม ซอกใบ ดอกเพศผู้สีขาว มีขนสั้น ๆ ดอกเพศเมียออกเดี่ยวตามซอกใบ มีขนหยาบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เปลือกเรียบ เหนียว สุกสีแดงสด มีเมล็ดจำนวนมาก สีน้ำตาลเข้ม รูปรีแกมรูปไข่กว้าง, ขี้กาขม ขี้กาใหญ่ หรือ มะตูมกา ก็เรียก."],
    [382,376,"ขี้กาขาว",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum scabrum (Lour.) W. J. de Wilde & Duyfjesในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำรา ไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๗] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกมีรสขมจัด ถ่ายแรงกว่าเถา ... เถาต้มให้เดือดนานๆ เอาน้ำล้างพื้นกระดาน เป็นยาฆ่าเลือดไรและหิดเหาได้ ใช้ใบสดตำสุมขม่อมเด็กเวลาเย็น แก้หวัดคัดจมูกได้ดี แก้ตับปอดพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum scabrum (Lour.) W. J. de Wilde & Duyfjes ในวงศ์ Cucurbitaceaeมีชื่อสามัญว่า fructus gymnopetalum integrifolium เป็นไม้เถาล้มลุก ลำต้นมีขนยาวสีเทาหรือสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบด้านบนหยาบและมีขนสาก ด้านล่างมีขนอุยหนาแน่น ดอกออกตามง่ามใบ สีขาว มีขนสั้นนุ่มสีเทา ถึงสีน้ำตาลหนาแน่น ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว ดอกเพศผู้ออกเดี่ยวหรือเป็นช่อแบบช่อกระจะ กลีบดอกรูปไข่กลับ มีขน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลมถึงรูปรี เมื่ออ่อนสีเขียว มีขนประปราย แก่สีแดงอมส้ม เมล็ดมีจำนวนมาก, ขี้กาดิน ก็เรียก."],
    [383,377,"ขี้กาเครือ","ดู ฟักข้าว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า gac, balsam pear, giant spine gourd, spiny bitter gourd, spinybitter cucumber, sweet gourd เป็นไม้เถาอายุหลายปี ลำต้นมีขนนุ่มเมื่ออ่อน มีมือพันออกเป็นเส้นเดี่ยวตามซอกใบ สำหรับยึดเกาะต้นไม้อื่น ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้างหรือเกือบกลม ขอบหยักตื้นหรือแฉกลึกแบบฝ่ามือ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ สีขาวอมเหลือง กลางดอกมักมีแต้มสีม่วงคล้ำ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่ รูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปค่อนข้างกลม ผิวมีหนามสั้น ผลสุกสีแดงอมส้มหรือสีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี แบน สีน้ำตาลคล้ำหรือสีเทาค่อนข้างดำ ขอบขรุขระ ใบ เมล็ด และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากฟักข้าวรสเย็นเบื่อเล็กน้อยถอนพิษทั้งปวง แพทย์ตามชนบท ใช้ใบปรุงเป็นยาเขียว รากเย็นดับพิษไข้ทั้งปวง เมล็ดใช้ปรุงเป็นยาบำรุงปอด (แก้วัณโรค) ใบถอนพิษดับพิษทุกอย่าง ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... รากรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ พิษร้อนแก้ไข้ทั้งปวง เมล็ดปรุงเป็นยาบำรุงปอด แก้วัณโรค ใบสดตำพอก ปิดฝี และที่อักเสบ เป็นยาถอนพิษ ...”, ขี้กาเครือ ผักข้าว หรือ ฟักเข้า ก็เรียก."],
    [384,378,"ขี้กาดง","ดู กระดอม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนและแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกกะดอมมีรสขมจัด ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง, ดีฝ่อ, ดีเดือด, คลั่งเพ้อ, คุ้มดีคุ้มร้าย ทำให้เจริญอาหารและดับพิษโลหิต ใช้มากในยาบำรุงธาตุและยาไข้ เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แพทย์ตามชนบทบางจังหวัดใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง (ไข้กลับไข้ซ้ำ) และเป็นยารักษามดลูกหลังจากการแท้งลูกแล้ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae เป็นไม้เถา ลำต้นเป็นร่องและมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปร่างต่าง ๆ กัน ตั้งแต่รูปไตจนถึงรูปสามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือเป็นแฉก โคนเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ผิวใบสากคายทั้ง ๒ ด้าน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเล็กน้อย ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผิวสาก มีสัน เนื้อสีเขียว ผลเมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี, ขี้กาดง ขี้กาน้อย ขี้กาเหลี่ยม มะนอยจา มะนอยหก หรือ มะนอยหกฟ้า ก็เรียก."],
    [385,379,"ขี้กาดิน","ดู ขี้กาขาว.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum scabrum (Lour.) W. J. de Wilde & Duyfjesในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำรา ไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๗] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกมีรสขมจัด ถ่ายแรงกว่าเถา ... เถาต้มให้เดือดนานๆ เอาน้ำล้างพื้นกระดาน เป็นยาฆ่าเลือดไรและหิดเหาได้ ใช้ใบสดตำสุมขม่อมเด็กเวลาเย็น แก้หวัดคัดจมูกได้ดี แก้ตับปอดพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum scabrum (Lour.) W. J. de Wilde & Duyfjes ในวงศ์ Cucurbitaceaeมีชื่อสามัญว่า fructus gymnopetalum integrifolium เป็นไม้เถาล้มลุก ลำต้นมีขนยาวสีเทาหรือสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบด้านบนหยาบและมีขนสาก ด้านล่างมีขนอุยหนาแน่น ดอกออกตามง่ามใบ สีขาว มีขนสั้นนุ่มสีเทา ถึงสีน้ำตาลหนาแน่น ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว ดอกเพศผู้ออกเดี่ยวหรือเป็นช่อแบบช่อกระจะ กลีบดอกรูปไข่กลับ มีขน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลมถึงรูปรี เมื่ออ่อนสีเขียว มีขนประปราย แก่สีแดงอมส้ม เมล็ดมีจำนวนมาก, ขี้กาดิน ก็เรียก."],
    [386,380,"ขี้กาแดง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTrichosanthes tricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๘] ตอนหนึ่งว่า“… ขี้กาแดงรสขมจัด ลูกถ่ายแรงกว่าเถา เถารสขม บำรุง น้ำดี ถ่ายล้างโทษเสมหะให้ตก และดับพิษเสมหะโลหิต รากใช้แก้ไข้...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichosanthestricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า redball snakegourd เป็นไม้เถาเนื้ออ่อน ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีร่องตามยาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไข่กว้าง ใบสากคาย ด้านล่างมีต่อมสีเข้มกระจายทั่วไปดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อกระจะ ออกตาม ซอกใบ ดอกเพศผู้สีขาว มีขนสั้น ๆ ดอกเพศเมียออกเดี่ยวตามซอกใบ มีขนหยาบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เปลือกเรียบ เหนียว สุกสีแดงสด มีเมล็ดจำนวนมาก สีน้ำตาลเข้ม รูปรีแกมรูปไข่กว้าง, ขี้กาขม ขี้กาใหญ่ หรือ มะตูมกา ก็เรียก."],
    [387,381,"ขี้กาน้อย, ขี้กาเหลี่ยม","ดู กระดอม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนและแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกกะดอมมีรสขมจัด ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง, ดีฝ่อ, ดีเดือด, คลั่งเพ้อ, คุ้มดีคุ้มร้าย ทำให้เจริญอาหารและดับพิษโลหิต ใช้มากในยาบำรุงธาตุและยาไข้ เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แพทย์ตามชนบทบางจังหวัดใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง (ไข้กลับไข้ซ้ำ) และเป็นยารักษามดลูกหลังจากการแท้งลูกแล้ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae เป็นไม้เถา ลำต้นเป็นร่องและมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปร่างต่าง ๆ กัน ตั้งแต่รูปไตจนถึงรูปสามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือเป็นแฉก โคนเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ผิวใบสากคายทั้ง ๒ ด้าน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเล็กน้อย ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผิวสาก มีสัน เนื้อสีเขียว ผลเมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี, ขี้กาดง ขี้กาน้อย ขี้กาเหลี่ยม มะนอยจา มะนอยหก หรือ มะนอยหกฟ้า ก็เรียก."],
    [388,382,"ขี้กาใหญ่","ดู ขี้กาแดง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTrichosanthes tricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๘] ตอนหนึ่งว่า“… ขี้กาแดงรสขมจัด ลูกถ่ายแรงกว่าเถา เถารสขม บำรุง น้ำดี ถ่ายล้างโทษเสมหะให้ตก และดับพิษเสมหะโลหิต รากใช้แก้ไข้...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichosanthestricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า redball snakegourd เป็นไม้เถาเนื้ออ่อน ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีร่องตามยาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไข่กว้าง ใบสากคาย ด้านล่างมีต่อมสีเข้มกระจายทั่วไปดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อกระจะ ออกตาม ซอกใบ ดอกเพศผู้สีขาว มีขนสั้น ๆ ดอกเพศเมียออกเดี่ยวตามซอกใบ มีขนหยาบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เปลือกเรียบ เหนียว สุกสีแดงสด มีเมล็ดจำนวนมาก สีน้ำตาลเข้ม รูปรีแกมรูปไข่กว้าง, ขี้กาขม ขี้กาใหญ่ หรือ มะตูมกา ก็เรียก."],
    [389,383,"ขี้เกลื้อน","ดู เกลื้อน.","น.","โรคผิวหนังกลุ่มหนึ่ง เกิดจากเชื้อรา (Malassezia furfur) ขึ้นเป็นดวงขาว ๆ ผู้ป่วยอาจมีอาการคัน ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๔ ชนิด ตามสาเหตุที่เกิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๙-๒๔๐] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะเกลื้อนอันจะบังเกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ตามอาจารย์กล่าวไว้เป็นประเภท ๔ จำพวก จำพวก ๑ บังเกิดด้วยอาโปธาตุ ซึ่งกำเริบก็ดี หย่อนก็ดี พิการก็ดี ฯ จำพวก ๑ บังเกิดด้วยเพื่อปัถวีธาตุ ซึ่งกำเริบก็ดี หย่อนก็ดี พิการก็ดี ฯ จำพวก ๑ บังเกิดเพื่อเตโชธาตุ ซึ่งกำเริบก็ดี หย่อนก็ดี พิการก็ดี ...”, ขี้เกลื้อน ก็เรียก."],
    [390,384,"ขี้ครั่ง","ดู ครั่ง.","น.","เครื่องยาที่เป็นรังของแมลงสกุล Laccifera ในวงศ์Lacciferidae หลายชนิด เช่น L. chinensis Mahdihassan, L. lacca Kerr เป็นก้อนร่วน เปราะ สีแดงคล้ำ มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ขี้ครั่งรสฝาดหวาน แก้ไอบำรุงโลหิต ห้ามเสมหะ คุมธาตุ และแก้ข้อหักข้อซ้น …” และคัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ครั่ง รู้แก้ไอ แก้ข้อซ้นและช้ำ ...”, ขี้ครั่ง ครั่งดุ้น หรือ ครั่งดิบ ก็เรียก. (อ. lac)."],
    [391,385,"ขี้คาก","ดู ชุมเห็ดเทศ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบเพสลาดแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ชุมเห็ดเทศรสเบื่อเอียน ถ่ายพยาธิ์ในท้อง และถ่ายเสมหะ, รู้ถ่ายเองปิดเอง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า seven golden candlestick, candlestick senna leaf เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อกระจะ สีเหลือง ออกตามปลายกิ่งหรือตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีใบประดับสีเหลือง ประกบหุ้มดอกขณะตูม ร่วงง่าย กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กว้างเกือบกลม ผลแบบผลแห้งแตก เป็นฝักรูปสี่เหลี่ยม มีครีบตามความยาวฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลดำ มีเมล็ดจำนวนมาก เป็นเหลี่ยมค่อนข้างแบน เปลือกแข็งสีเทาเข้มอมสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมสีดำ, ขี้คาก ชุมเห็ดใหญ่ ลับมืนหลวง หรือ หมากกะลิงเทศ ก็เรียก."],
    [392,386,"ขี้ไคนกคุ่ม","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [393,387,"ขี้เทา",null,"น.","๑. อุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ของเด็กหรือลูกสัตว์ที่เพิ่งคลอด. ๒. อุจจาระที่เป็นน้ำสีเขียวใบไม้ปนกับสีขมิ้นเกิดกับผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงอย่างแรง จนเมื่อใกล้ตายจะ ถ่ายอุจจาระปนน้ำดีออกมา ดังตำราเวชศาสตร์วัณ์ณณา [๔๑/๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... โทษดีนั้นสีเหลือง ลงเนืองเนือง เปนฟองยล กลิ่นเหม็นเช่นหนองปน ใช่ดีล้นว่าขี้เทา เพราะโทษอาหารใหม่ ลงหมดไปทั้งใหม่เก่า สมมุติว่าขี้เทา โทษนี้ เล่าถึงมรณา …” และ [๔๑/๘๗๑-๘๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าบุทคลจะสิ้นอายุแล้ว มักให้ลงท้องจะประมาณมิได้จนสิ้น กำลังอาหารเก่าใหม่ แลอุจจาระนั้นก็วิปริตต่างๆ บางทีออก ให้เปนเลือด เปนเสมหะเหน้า บางทีให้เปนดังมูลหนูด้วยโรคกินเอายานั้นไว้มีให้ทราบไปได้ ลมและเสมหะนั้นก็ตีเข้าเปน มูลหนู กับเสมหะหุ้มห่อกันออกมาก็มี บางทีมันให้เขียวดังใบไม้แพทย์พึงพิจารณาดูเถิด ถ้าเห็นเขียวออกมาดังนั้น ท่านว่าดีล้นออกมาแลเมื่อสิ้นอาหารเก่าในกระเพาะข้าวแล้ว มันให้ลงดังน้ำใบไม้และขมิ้นระคนกันคนทั้งปวงสมมุติว่า ขี้เทาแล ถ้าผู้ใดเปนดังนี้ถ้าพระอินทร์มาชุบขึ้นเห็นว่าจะรอดแล ...”."],
    [394,388,"ขี้เทาลูกโค",null,"น.","เครื่องยาสัตว์วัตถุชนิดหนึ่ง ได้จากอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ของลูกวัวที่เพิ่งคลอด ตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีสรรพคุณบำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๗/๑๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... หญิงมีครรภ์บุตรไม่ออก ท่านให้เอาขี้เทาลูกโคในท้อง ใบปีบบดทาฝ่าเท้า ถ้าบุตรคลอดแล้วให้เอาน้ำล้างยานั้นเสียโดยเร็วถ้าไม่ล้างไส้พุงจะขาดออกมา เปนยาเสดาะลูกดีนัก ได้ใช้มาแล้ว …”."],
    [395,389,"ขี้ไฟนกคุ่ม","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [396,390,"ขี้มิ้น","ดู ขมิ้นชัน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCurcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวม แก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์ แก้ฝีแล ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณขมิ้นชันนั้น รู้แก้ไข้อัน บังเกิดแต่ดี แลชำระโรคอันบังเกิดแต่หนัง แก้ไข้อันผอมเหลือง แลแก้พิศม์ตะเกียงนั้น รู้แก้เสมหะแลฟกบวม แลแก้บาดแผล ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า turmeric, common turmeric, yellow root เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าหลักรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี บางครั้งเรียกเหง้าหลักว่า “หัว” เหง้าแขนงรูปคล้ายทรงกระบอกหรือคล้ายนิ้วมือ บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า “แง่ง” เนื้อเหง้าสีส้มและมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ กาบใบยาว รูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามปลายต้นหรือระหว่างกาบใบ รูปทรงกระบอก ก้านช่อดอกโดด มีใบประดับจำนวนมาก ดอกสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายมีแถบสีเขียวอ่อน ดอกทยอยบาน กลีบเลี้ยงสีขาวใส ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล เมล็ดมีเยื่อหุ้ม, ขมิ้น ขมิ้นแกง ขี้มิ้น หรือ หมิ้น ก็เรียก."],
    [397,391,"ขี้เหล็ก",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna siamea (Lam.) H. S.Irwin & Barneby วงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideaeมีชื่อสามัญว่า siamese cassia เป็นไม้ต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่มปม เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลดำ ใบเป็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ปลายมนเว้าตื้น หรือแหลม มีติ่งหนามสั้น ขอบเรียบ ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ ออกตามปลายกิ่ง สีเหลือง กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลเป็นฝักแบน เมื่ออ่อนสีเขียว แก่สีน้ำตาล เมล็ดรูปไข่ แบน สีน้ำตาลอ่อน เรียงตามขวาง, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ยอดอ่อน ดอก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณขี้เหล็ก รู้แก้มุตกฤตแลแก้นิ่ว ดอกนั้น รู้แก้โลหิต แลแก้นอนมิหลับ แก้หืดแลรังแค เปลือกนั้นรู้แก้ริดสีดวง กระพี้นั้นรู้แก้โลหิตอันกระทำให้ระส่ำระสาย แก่นนั้นรู้แก้ลมอันประกอบกระทำให้เยนทั่วทั้งกาย แลแก้พยาธิในอุทร ไส้นั้นรู้แก้โลหิตอันขึ้นเบื้องบน แลแก้โลหิตอันกระทำให้ระส่ำระสายในอุทร แลรู้แก้โลหิตอันกระทำให้แสบในจักษุ ทวาร รากนั้นรู้แก้ไข้อันกระทำให้หนาว และไข้อันผิดสำแลง กล่าวสังเขป คุณขี้เหล็กสิ้นแต่เท่านี้ ...” ตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐๐] ตอนหนึ่งว่า “… สรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ใบแก้ระดูขาวตกหนักและแก้นิ่วขับปัสสาวะ ดอกแก้โรคเส้นประสาท ที่ทำให้นอนไม่หลับ แก้หืด ล้างศีรษะแก้รังแค เปลือกแก้ริดสีดวง กะพี้แก้ร้อน กระสับกระส่าย แก่นแก้ไฟธาตุพิการ ทำให้ตัวเย็นชืด แก้แสบตา แก้กามโรคแก้หนองใน รากแก้ไข้ ไข้กลับไข้ซ้ำ ...” และคัมภีร์สรรพลักษณะ สรรพคุณ [๑๗/๔๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… เมล็ดราชพฤกษ์ ๑ เมล็ดขี้เหล็ก ๑ แก้ฝีกาฬ ...”, ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กหลวง หรือขี้เหล็กใหญ่ ก็เรียก."],
    [398,392,"ขี้เหล็กบ้าน, ขี้เหล็กหลวง, ขี้เหล็กใหญ่","ดู ขี้เหล็ก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna siamea (Lam.) H. S.Irwin & Barneby วงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideaeมีชื่อสามัญว่า siamese cassia เป็นไม้ต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่มปม เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลดำ ใบเป็น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ปลายมนเว้าตื้น หรือแหลม มีติ่งหนามสั้น ขอบเรียบ ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ ออกตามปลายกิ่ง สีเหลือง กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลเป็นฝักแบน เมื่ออ่อนสีเขียว แก่สีน้ำตาล เมล็ดรูปไข่ แบน สีน้ำตาลอ่อน เรียงตามขวาง, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ยอดอ่อน ดอก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณขี้เหล็ก รู้แก้มุตกฤตแลแก้นิ่ว ดอกนั้น รู้แก้โลหิต แลแก้นอนมิหลับ แก้หืดแลรังแค เปลือกนั้นรู้แก้ริดสีดวง กระพี้นั้นรู้แก้โลหิตอันกระทำให้ระส่ำระสาย แก่นนั้นรู้แก้ลมอันประกอบกระทำให้เยนทั่วทั้งกาย แลแก้พยาธิในอุทร ไส้นั้นรู้แก้โลหิตอันขึ้นเบื้องบน แลแก้โลหิตอันกระทำให้ระส่ำระสายในอุทร แลรู้แก้โลหิตอันกระทำให้แสบในจักษุ ทวาร รากนั้นรู้แก้ไข้อันกระทำให้หนาว และไข้อันผิดสำแลง กล่าวสังเขป คุณขี้เหล็กสิ้นแต่เท่านี้ ...” ตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐๐] ตอนหนึ่งว่า “… สรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ใบแก้ระดูขาวตกหนักและแก้นิ่วขับปัสสาวะ ดอกแก้โรคเส้นประสาท ที่ทำให้นอนไม่หลับ แก้หืด ล้างศีรษะแก้รังแค เปลือกแก้ริดสีดวง กะพี้แก้ร้อน กระสับกระส่าย แก่นแก้ไฟธาตุพิการ ทำให้ตัวเย็นชืด แก้แสบตา แก้กามโรคแก้หนองใน รากแก้ไข้ ไข้กลับไข้ซ้ำ ...” และคัมภีร์สรรพลักษณะ สรรพคุณ [๑๗/๔๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… เมล็ดราชพฤกษ์ ๑ เมล็ดขี้เหล็ก ๑ แก้ฝีกาฬ ...”, ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กหลวง หรือขี้เหล็กใหญ่ ก็เรียก."],
    [399,393,"ขื่อ",null,"น.","กระดูกเชิงกรานที่ขวางอยู่ด้านหน้า."],
    [400,394,"ขุม",null,"น.","หลุม"],
    [401,395,"เขตซาง",null,"น.","ช่วงอายุของเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงไม่เกิน ๖ ขวบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในช่วงอายุนี้เด็กอาจจะป่วยเป็นโรคซางได้."],
    [402,396,"เขม่น","ดู กระเหม่น.","ก.","อาการที่กล้ามเนื้อกระตุกเต้นเบา ๆ ขึ้นเอง ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๓๐๔] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้านอนลงให้กระเหม่นริก ๆ เมื่อทุกขสัตวนั้นผูกเปนพรรดึก แล้วให้ขัดทางปัศสาวะ ...” โบราณเชื่อว่ากระเหม่นอาจเป็นนิมิตบอกเหตุร้ายหรือดีได้, เขม่น ก็เรียก."],
    [403,397,"เขม่า",null,"น.","โรคเด็กชนิดหนึ่ง เกิดกับทารกที่อยู่ในเรือนไฟ (โดยทั่วไปอายุไม่เกิน ๑ เดือน) ผู้ป่วยมีฝ้าสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ เกิดได้ตั้งแต่หน้าอกถึงปลายลิ้น เมื่อลุกลามเข้าไปภายในจะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนอย่างแรง ท้องเสียอย่างแรง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... เมื่อกุมารอยู่ในเรือนไฟนั้น ให้เป็นเขม่า ครั้นหล่นลงแล้วก็เข้าจับหัวใจแลทรวงอก จะทำให้สิปากแดง ดุจดังสีชาดไปทาน้ำรักอันเปียก แลชาดนั้นก็ดำเป็นสีลูกหว้า แลซางอันหล่นลงมาเข้าท้องนั้นก็เข้าจับเอาหัวตับ ครั้นออกจากเรือนไฟได้ ๒ วัน ๓ วันก็ดี ได้เดือนหนึ่ง สองเดือนก็ดี เขม่านั้นจึงหล่น ในเมื่อสิ้นเขม่าแล้ว ซางจึงบังเกิดขึ้น ...”."],
    [404,398,"เขม่าเหล็ก",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นสะเก็ดสีแดงดำ ได้จากการตีเหล็กที่เผาไฟให้แดง เมื่อจะใช้ทำยา นำมาบดให้เป็นผงละเอียด หรือทำเป็นสนิมเหล็ก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเผ็ดเย็น สรรพคุณบำรุงโลหิต แก้ฝีและคุดทะราด ใช้ภายนอกโดยผสมกับตัวยาอื่น ๆ สำหรับพอกแก้ตับและม้ามโต หรือพอกแก้ตับทรุด ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… เขม่าเหล็กหรือสนิมเหล็ก ได้จากเหล็กเผาไฟแล้วตีเป็นของใช้ต่าง ๆ สนิมที่ตีร่วงจากเหล็กเรียกตามภาษาหมอโบราณว่า เขม่าเหล็กมีขายตามร้านขายเครื่องสมุนไพรประโยชน์ทางยา เขม่าเหล็กมีสรรพคุณ รสเผ็ดเย็น บำรุงโลหิต แก้ฝีและคุดทะราด ภายนอกใช้เขม่าเหล็กผสมกับหน่อไม้สด ปูนขาว รวมกันตำพอกชายโครงกับตับและม้ามโต เนื่องจากไข้จับสั่นเรื้อรัง หรือพอกแก้ตับทรุด แพทย์โบราณใช้เห็นคุณมาแล้ว …” เข้าเม่าเหลก หรือ เม่าเหลก ก็เรียก."],
    [405,399,"เขฬะ, เขโฬ",null,"น.","น. น้ำลาย เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [406,400.1,"เข้ากระโจม",null,"ก.","๑. เข้าไปอบควันยาในกระโจม มักใช้กับหญิง หลังคลอด. ๒. เข้าไปนอนอยู่ในกระโจมหรือนอนคลุมโปง อบให้เหงื่อออก เพื่อลดไข้."],
    [407,400.2,"เข้ากระโจม",null,"น.","วิธีการหนึ่งในการดูแล สุขภาพของหญิงหลังคลอด ด้วยการนำหม้อต้มยาสมุนไพร เข้าไปในกระโจม แล้วใช้ไอน้ำจากยาสมุนไพรอบตัวและรมใบหน้า โบราณเชื่อว่าช่วยบำรุงผิว ป้องกันการเกิดฝ้า แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น."],
    [408,401,"เข้าขื่อ","ดู ขื่อประกอบ.","น.","วิธีการนวดอย่างหนึ่ง ใช้กับผู้หญิงหลังคลอด เพื่อให้กระดูกเชิงกรานที่เคลื่อนออกจากกันกลับเข้าที่ อาจทำได้ ๒ แบบ คือ แบบที่ให้ผู้ถูกนวดนอนตะแคง ส่วนผู้นวดยืนอยู่ด้านหลัง แล้วใช้ส้นเท้าเหยียบกระแทกเป็นจังหวะตรงข้อต่อสะโพก และแบบที่ให้ผู้ถูกนวดนอนหงายแยกขา ผู้นวดนั่งระหว่างขา มือจับขาทั้ง ๒ ข้างของผู้ที่ถูกนวด แล้วใช้อุ้งเท้าข้างที่ถนัดถีบบริเวณช่องคลอด, เหยียบขื่อ ก็เรียก."],
    [409,402,"เข้าตะเกียบ","ดู ตะเกียบ ประกอบ.","น.","วิธีการนวดอย่างหนึ่ง ใช้กับผู้หญิงหลังคลอดโดยให้ผู้ถูกนวดนอนตะแคง ขา ๒ ข้างซ้อนทับกัน ส่วนผู้นวด ยืนคร่อม โดยหันหน้าไปทางศีรษะของผู้ถูกนวด ใช้ขาทั้ง ๒ ข้างหนีบบริเวณต้นขาและสะโพกของผู้ถูกนวด แล้วใช้ส้นมือชนกัน กดขย่มบริเวณข้อต่อสะโพกเป็นจังหวะถี่ ๆ โบราณว่าจะช่วยให้ข้อต่อสะโพกที่เคลื่อนออกจากเบ้าหลังคลอดกลับเข้าสู่ที่เดิมได้, นวดเข้าตะเกียบ ก็เรียก."],
    [410,403,"เข้าเม่าเหลก, ข้าวเม่าเหล็ก","ดู เขม่าเหล็ก.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นสะเก็ดสีแดงดำ ได้จากการตีเหล็กที่เผาไฟให้แดง เมื่อจะใช้ทำยา นำมาบดให้เป็นผงละเอียด หรือทำเป็นสนิมเหล็ก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเผ็ดเย็น สรรพคุณบำรุงโลหิต แก้ฝีและคุดทะราด ใช้ภายนอกโดยผสมกับตัวยาอื่น ๆ สำหรับพอกแก้ตับและม้ามโต หรือพอกแก้ตับทรุด ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… เขม่าเหล็กหรือสนิมเหล็ก ได้จากเหล็กเผาไฟแล้วตีเป็นของใช้ต่าง ๆ สนิมที่ตีร่วงจากเหล็กเรียกตามภาษาหมอโบราณว่า เขม่าเหล็กมีขายตามร้านขายเครื่องสมุนไพรประโยชน์ทางยา เขม่าเหล็กมีสรรพคุณ รสเผ็ดเย็น บำรุงโลหิต แก้ฝีและคุดทะราด ภายนอกใช้เขม่าเหล็กผสมกับหน่อไม้สด ปูนขาว รวมกันตำพอกชายโครงกับตับและม้ามโต เนื่องจากไข้จับสั่นเรื้อรัง หรือพอกแก้ตับทรุด แพทย์โบราณใช้เห็นคุณมาแล้ว …” เข้าเม่าเหลก หรือ เม่าเหลก ก็เรียก."],
    [411,404,"เขี่ย",null,"ก.","ใช้นิ้วมือกด ดันเข้าและดันออกบริเวณส่วนของร่างกาย ได้แก่ ร่องไหปลาร้า สะบัก ข้อพับแขน/ขา ใต้ศอก หน้าแข้ง และข้อเท้า เพื่อให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ยืดออกเป็นปรกติ."],
    [412,405,"เขียวมหาพรหม",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้โลหิตพิการ อันทำให้ตัวร้อนจัด มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๔] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อเขียวมหาพรหม สำหรับแก้โลหิตพิการ ทำพิศม์ให้ร้อนทั่วกาย ดังเปลวไฟให้ทุรนทุรายหาสะติมิได้ก็ดี ยานี้แก้ได้สิ้นทุกอัน ท่านให้เอาใบมูลหนอน ๑ ใบสมี ๑ ใบชิงช้าชาลี ๑ ใบมูลเหลก ๑ ใบผักเคด ๑ ใบแคแดง ๑ ใบทองหลางใบมน ๑ ใบมะเฟือง ๑ ใบภุมเรียงทั้ง ๒ ใบนมพิจิตร ๑ ใบแทงทวย ๑ ใบพริกไทย ๑ ใบน้ำเต้าขม ๑ ใบปีบ ๑ ใบมะระ ๑ ใบหญ้านาง ๑ ใบเท้ายายม่อม ๑ ใบพุงดอ ๑ ใบน้ำดับไฟ ๑ ใบระงับ ๑ ใบตำลึงตัวผู้ ๑ ใบพรมมิ ๑ ใบผักเข้า ๑ ใบหมากผู้ ๑ ใบหมากเมีย ๑ ใบภิมเสน ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบสะเดา ๑ ใบถั่วแระ ๑ ใบบระเพช ๑ เถาวัลด้วน ๑ ขมิ้นอ้อย ๑จันทน์ขาว ๑ เอาเสมอภาคบดปั้นแท่งไว้ น้ำกระสายยักใช้ควรแก่โรค ทั้งกิน ทั้งพ่น แก้โลหิตกำเริบแล …”."],
    [413,406,"เขียวหอม",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ แก้พิษหัดและอีสุกอีใส มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๑๐๙] ตอนหนึ่งว่า “... เขียวหอม ใบมะระ ๖ ส่วน ใบน้ำเต้า ๘ ส่วน ใบพรมมิ ๕ ส่วน ใบสมี ๑ เถามวกแดง ๑ เถามวกขาว ๑ ใบฝ้ายแดง ๑ คุคะ ๑ หัสดำ ๑ เนระพูสี ๑ เปราะ ๑ ใบพิมเสนเท่ายาทั้งหลาย แก้ไข้ชัก ซางชัก แก้พิษไข้และซาง ทั้งกินทั้งพ่น น้ำจันทน์ น้ำดอกไม้ ถ้าแก้กระหายน้ำ ข้าวตังปิ้ง ลูกมะกอกเผาไฟแช่ขันทศกร ใส่หน่อยหนึ่ง ถ้าจะแก้สารพัดพิษ เมื่อจะแก้สำคัญน้ำกระสายตามแต่จะใช้เถิด ...”. ยาขนานนี้กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. ๒๔๙๘. อย่างไรก็ตาม ยาขนานนี้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. ๒๕๔๒ และยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีสูตรตำรับดังนี้ “... ยาเขียวหอม วัตถุส่วนประกอบ ใบพิมเสน ใบผักกระโฉม ใบหมากผู้ ใบหมากเมีย ใบสันพร้าหอม รากแฝกหอม เปราะหอม แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์แดง ว่านกีบแรด ว่านร่อนทอง เนระพูสี พิษนาศน์มหาสดำ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง หนักสิ่งละ ๕ กรัม …” นอกจากนี้ยังมีตำรับยาซึ่งมีชื่อ เดียวกันนี้ในตำราต่าง ๆ แต่มีสูตรตำรับแตกต่างกันออกไป."],
    [414,407,"แข้งม้า","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [415,408,"แขว้งเคีย","ดู มะแว้งเครือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณมะแว้งเครือ รู้แก้เสมหะ ลม ไอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบและรากของมะแว้งเครือมีรสขม เป็นยาบำรุงธาตุ, ใช้ในวัณโรค ทำเป็นยาลูกกลอน ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะแว้งทั้งสองรสขื่น เปรี้ยวเอียนเล็กน้อย แก้เสมหะและขับให้เสมหะตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามแหลมแข็งและโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ โคนตัดหรือแหลมหรือรูปหัวใจ มักเบี้ยว ขอบเว้าลึก ๓–๕ หยัก เส้นกลางใบมักมีหนาม ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๒-๙ ดอก กลีบดอกสีม่วง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายผายรูปปากแตรหรือรูปกงล้อ ขอบหยักลึก ๕ แฉก ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ค่อนข้างกลม เกลี้ยง สีเขียวลายขาว เมื่อสุกสีแดงเข้ม เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่แกมรูปกลมหรือรูปไตแบน ขนาดเล็ก, แขว้งเคีย มะแว้งเครือเขา หรือ มะแว้งเถา ก็เรียก."],
    [416,409.1,"ไข้",null,"น.","ความเจ็บป่วยทางกายหรือทางจิต เช่น ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เหนือ ไข้หวัด นอกจากนี้ในทางการแพทย์แผนไทยยังมีไข้ตัวเย็นอันเกิดจากธาตุไฟพิการ."],
    [417,409.2,"ไข้",null,"ก.","อาการครั่นเนื้อครั่นตัว สะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดเมื่อย, โดยทั่วไปหมายถึงอาการที่มีอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นผิดจากระดับปรกติเนื่องจากความเจ็บป่วย."],
    [418,410,"ไข่กระชาย","ดูใน กระชาย.","ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [419,411,"ไข้กระดานหิน, ไข้กระดารหิน",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดขึ้นทั่วตัว เมื่อแรกเกิดเม็ดนี้จะเป็นสีแดง จากนั้นเป็นสีดำ ติดกับเนื้อ ทำให้คัน สะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะมาก ตาแดง มือเท้าเย็น เจ็บในเนื้อในกระดูก ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๖-๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้ จะว่าด้วยไข้กระดานหิน ให้จับสบัดร้อนสท้านหนาว ให้ปวด เปนกำลัง ให้จักษุแดงเปนแสงโลหิต ให้เท้าเย็นมือเย็นให้เจ็บเนื้อในกระดูก ทำพิศม์ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้หอบให้สะอึกให้ผุดขึ้นมาทั่วตัวเหมือนกับลมพิศม์ แดงดังผลตำลึง สุกเปนเม็ดๆ เหมือนเมดผด แล้วกลับดำลงไปติดเนื้อให้คัน ถ้าแพทย์แก้ดีพิศม์ในนั้นคลายขึ้นแต่ผุดนั้นไม่หาย ต่อสามเดือนจึ่งตาย ไข้ลักษณดังนี้ ถ้าแพทย์ผู้ใดฉลาดแก้ไขในโรคไข้พิศม์จะรอดสักส่วนหนึ่ง ตายสามส่วน ถ้าไม่รู้จักในโรคไข้พิศม์ ตายทีเดียวร้อยคนไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”."],
    [420,412,"ไข้กระโดง",null,"น.","ไข้กาฬกลุ่มหนึ่ง การดำเนินของโรคเกิดขึ้นอย่าง รวดเร็วและรุนแรง หากรักษาไม่ทันอาจถึงตายได้ ตำรา การแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ ไข้กระโดงน้ำไข้กระโดงไฟ ไข้กระโดงแกลบ และไข้กระโดงหิน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… ทีนี้พระผู้เปนเจ้า จะแสดง ซึ่งไข้กาล มาเกิดแก่สัตวทั้งหลาย คือไข้กระโดงทั้งสี่ คือไข้กระโดงไฟหนึ่ง ไข้กระโดงน้ำหนึ่ง ไข้กระโดงหินหนึ่ง ไข้กระโดงแกลบหนึ่ง เข้ากันเปนสี่ประการ ... แต่ลักษณไข้กระโดงทั้งสี่นี้ มีอายุแต่วัน ๑ ๒ วัน ถ้าแพทยจะแก้แต่วันหนึ่งไม่ถอยตาย บอกไว้ให้แพทย์พึงรู้ ...”."],
    [421,413,"ไข้กระโดงแกลบ",null,"น.","ไข้กระโดงชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีไข้เชื่อมมัวหมดสติเป็นต้นดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๗] ตอนหนึ่งว่า“… ลักษณกระโดงน้ำนั้นจับให้นอนเชื่อมมัวไปไม่เปนสติสมประดีถึงจะเอารังมดแดงเข้ามาเฆาะให้ทั่วตัวก็มิรู้สึกตัวบอกไว้ให้แพทยพึงรู้ ...”."],
    [422,414,"ไข้กระโดงไฟ",null,"น.","ไข้กระโดงชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีอาการตัวร้อนเหมือนถูกไฟเผาทั้งตัวดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๗] ตอนหนึ่งว่า“… ลักษณไข้กระโดงไฟนั้นมีลักษณทำพิศม์เหมือนเปลวไฟเผาไปทั่วกายประการหนึ่ง ...”."],
    [423,415,"ไข้กระโดงหิน",null,"น.","ไข้กระโดงชนิดหนึ่งตำราว่าผู้ป่วยที่เป็นไข้ชนิดนี้จะยืนได้อย่างเดียวเมื่อนั่งลงเมื่อใดจะเจ็บปวดและทรมานมากคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๗] ตอนหนึ่งว่า“… ทีนี้จะกล่าวด้วยลักษณไข้กระโดงหินทำพิศม์ต่างๆไม่รู้ที่จะบอกแก่ใครได้ให้ยืนที่เดียวถ้าจะให้นั่งลงถ่ายอุจจาระถ่ายปัศสาวะแทบจะขาดใจตาย ...”."],
    [424,416,"ไข้กาล, ไข้กาฬ",null,"น.","๑. โรคกลุ่มหนึ่งผู้ป่วยมักมีไข้มีเม็ดขึ้นตามอวัยวะภายในเช่นปอดตับม้ามแล้วผุดออกมาที่ผิวหนังเป็นเม็ดสีดำสีเขียวสีครามหรือเป็นเม็ดทรายเป็นแผ่นเป็นวงทั่วตัวทำให้เกิดอาการแตกต่างกันไปตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น๑๐ชนิดดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๒-๗๓]ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้พระผู้เปนเจ้าจะสแดงซึ่งเรื่องราวไข้กาล จะมาบังเกิดแก่สัตวทั้งหลายสิบประการคืออันใดบ้างคือไข้ประกายดาษ๑ประกายเพลิง๑หัด๑เหือด๑งูสวัด๑เริมน้ำค้าง๑เริมน้ำเข้า๑ลำลาบเพลิง๑ไฟลามทุ่ง๑กำแพงทะลาย๑เข้ากันเปนสิบประการ ...”.๒. ชื่อโรคกลุ่มหนึ่งผู้ป่วยมีอาการไข้สูงและมีเม็ดผื่นขึ้นตามร่างกายได้แก่ไข้ประดงไข้กระโดงและไข้รากสาด."],
    [425,417,"ไข้กาลทาม","ดูในกาลทาม.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นบริเวณขากรรไกรด้านในถึงบริเวณคอทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีกาลทาม เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูงและร้อนในกระหายน้ำ เรียก ไข้กาลทาม หากรักษาไม่หาย อาจตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้ จะว่าด้วยลักษณไข้กาลทามต่อไป มีลักษณเหมือนกันกับไข้กาลทูม แต่ผิดกันที่บวมตั้งแต่ฃาตะไกร มาถึงคอทั้งสองข้าง ให้แพทย์เร่งประทับยาให้จงดี ถ้าแก้มิดีตาย …”."],
    [426,418,"ไข้กาลทูม","ดูในกาลทูม.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีบวมบริเวณขากรรไกรด้านใน อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีกาลทูมเมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง และร้อนในกระหายน้ำ เรียก ไข้กาลทูม ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วย ลักษณไข้กาลทูม ให้บวมตามฃาตะไกรสองข้าง ลางทีก็บวมแต่ข้างเดียวทำพิศม์ ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้จับเชื่อม มัวให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้เร่งแก้ให้จงดี ...”."],
    [427,419,"ไข้กาฬแทรกไข้พิษ","ดูในประดง.","น.","๑. โรคกลุ่มหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่ว่าเกิดจากไข้กาฬแทรกไข้พิษ ผู้ป่วยมีเม็ดผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาจมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน ตัวร้อน มือเท้าเย็น ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สะอึก ปวดเมื่อยในกระดูก ปวดศีรษะ เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๘ ประเภท ตามลักษณะของเม็ดผื่นหรือตุ่ม ได้แก่ ประดงมด ประดงช้าง ประดงควาย ประดงวัว ประดงลิง ประดงแมว ประดงแรด และประดงไฟ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้กาล ที่จะเกิดแทรกในไข้พิศม์นั้น ๘ ประการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็นให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สอึกให้เมื่อยในกระดูก ให้เสียวไปทั้งตัว ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้ปวดศีศะเป็นกำลัง ให้ปากขมปากเปื่อยปากหวานเปนกำลัง ให้ปากแห้ง ฅอแห้ง ลิ้นแห้ง เปนกำลัง ให้เพ้อพกกลุ้มอกใจทั้งนี้ เปนลักษณที่ไข้กาลจะแทรกใน ๘ ประการ บอกให้พึงรู้ ทีนี้พระผู้เปนเจ้าจะสำแดง คือกาลจะมาแขกนั้นมีนาม ปรากฏชื่อว่าอะไรบ้าง มีสัณฐานผุดขึ้นเปนยุงกัดทั้งตัว ชื่อว่าประดงมดให้คันทำพิศมสง ให้แสบร้อนบอกไว้ให้พึงรู้ ...”. ๒. โรคประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมรามะธานี ซึ่งเกิดที่หัวใจ พัดขึ้นไปบนศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันหู หน้า และตา ดังตำราอติสาร ฉบับที่หอสมุดแห่งชาติ เลขที่ ๘๔๐ มัดที่ ๕๒ ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่ารามะธานีวาโยเป็นคำรบ ๖ นั้น เกิดแต่ดวงหทัยขึ้นมาถึงสีสะกระทำให้คันหู คันหน้า คันตา เปนต้นแล้วซ่านไปทั่วทั้งกายให้คันเปนกำลัง สมมุติว่าลมพิศม์ก็ว่าปะดงก็ว่าแลบริโภคอาหารมิได้ ...”. ๓. โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ทำให้คัน เป็นต้น ตามตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีหลายชนิด เช่น ประดงเลือด ประดงลม, ไข้ประดง ก็เรียก."],
    [428,420,"ไข้กำเดาน้อย",null,"น.","โรคชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีอาการไข้สูงปวดศีรษะตาแดงไอครั่นเนื้อครั่นตัวขมปากเปรี้ยวปากเบื่ออาหารอาเจียนนอนไม่หลับเป็นต้นดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๘๒]ตอนหนึ่งว่า“... อันลักษณะไข้กำเดามีสองประการนั้นมีอาการ ให้ปวดให้จักษุแดงให้ตัวร้อนเปนเปลวให้ไอสะบัดร้อนสท้านหนาวให้ปากฃมปากเปรี้ยวปากกินเข้าไม่ได้แลให้อาเจียนให้นอนไม่หลับลักษณดังนี้เปนเพื่อไข้กำเดาน้อย ...”."],
    [429,421,"ไข้กำเดาใหญ่",null,"น.","โรคชนิดหนึ่งคล้ายไข้กำเดาน้อยแต่อาการรุนแรงกว่าอาจมีอาการปวดศีรษะมากตาแดงปากคอแห้งเชื่อมมัวปวดเมื่อยบางทีมีเม็ดขนาดเล็กซึ่งไม่มียอดผุดขึ้นมาทั่วทั้งตัวไอเป็นเลือดออกทั้งทางจมูกและปากชักเท้ากำมือกำเป็นต้นดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๘๒-๘๓] ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้จะแสดงซึ่งไข้กำเดาใหญ่นั้นต่อไปมีอาการนั้นให้ปวดเปนกำลังให้จักษุแดงให้ตัวร้อนเปนเปลวให้ไอให้สบัดร้อนสท้านหนาวให้ปากแห้งฅอแห้งเพดานแห้งฟันแห้งให้เชื่อมให้มัวให้เมื่อยไปทั้งตัวจับสะบัดร้อนสท้านหนาวไม่เปนเวลาบางทีผุดขึ้นเปนเม็ดเท่ายุงกัดทั้งตัวแต่เม็ดนั้นยอดไม่มีบางทีให้ไอเปนโลหิตออกมาทางจมูกทางปากบางทีให้ชักมือกำเท้ากำ ...”."],
    [430,422,"ไข้กำแพงทลาย",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีไข้สะบัดร้อนสะท้านหนาวเชื่อมมัวร้อนในกระหายน้ำฟกบวมผิวหนังจะมีตุ่มขนาดใหญ่ผุดขึ้นมามีลักษณะเป็นตุ่มหัวเดียวถ้าตุ่มนี้แตกจะทำให้อาการของโรครุนแรงมากหากรักษาไม่ทันอาจถึงตายได้ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณกำแพงทลายเมื่อจะตั้งเปนขึ้นนั้นมีผุดขึ้นมาหัวเดียวทำพิศม์สงเปนกำลังให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัวร้อนในกระหายน้ำให้ฟกบวมขึ้นน้ำเหลืองแตกออกพังออกวางยาไม่หยุดให้พังออกได้ตาย ...”."],
    [431,423,"ไข้ข้าวไหม้น้อย",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีเม็ดเล็กๆที่มียอดแหลมสีขาวๆขึ้นเป็นแผ่นทั่วตัวทำให้มีไข้สูงมือเท้าเย็นเจ็บทั้งในเนึ้อและในกระดูกหอบสะอึกเชื่อมมัวลิ้นกระด้างคางแข็งเป็นต้นดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๖] ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้เข้าไหม้น้อยให้จับตัวร้อนเปนเปลวไฟให้มือเยนให้เท้าเยนให้เจ็บไปทั่วสารพางค์กายให้เจ็บในเนื้อในกระดูกเปนกำลังให้หอบให้สอึกให้เชื่อมให้มัวให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัดเปนแผ่นทั่วตัวมียอดแหลมขาวๆถ้าแพทย์จะแก้ให้เร่งประทับยาให้หนักได้บ้างเสียบ้างถ้าลอกปอกหมูไปตายทีเดียวไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”,ไข้เข้าไหม้น้อยก็เรียก."],
    [432,424,"ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงขึ้นทั่วตัวเม็ดอาจเล็กบ้างใหญ่บ้างทำให้มีอาการปวดในเนื้อในกระดูกลิ้นกระด้างคางแข็งหอบสะอึกหมดสติเป็นต้นเมื่อไข้หายแล้วเม็ดจะเปลี่ยนเป็นริ้วสีดำตำราการแพทย์แผนไทยว่าถ้าเม็ดที่ขึ้นลามไปที่ตับหรือปอดจะทำให้ผู้ป่วยตายทุกรายดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๗] ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้เข้าไหม้ใบเตรียมให้จับสบัดร้อนสบัดหนาวให้ปวดเปนกำลังให้จักษุแดงเปนแสงโลหิตให้ร้อนเปนกำลังให้มือเย็นให้เท้าเย็นให้เจบในเนื้อในกระดูกทำพิศม์ให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้หอบให้สอึกให้สลบแล้วให้ผุดขึ้นมาทั้งตัวให้ปวดในเนื้อในกระดูกผุดขึ้นมาดังลมพิศม์แดงดังผลตำลึงสุกเปนแผ่นทั่วทั้งตัวใหญ่เท่านิ้วหนึ่งสองนิ้วสามนิ้วก็มีเปนเมดเล็กๆเหมือนมดกัดก็มีแล้วกลับไปดำอยู่ถ้าแพทย์จะแก้ดีจะรอดได้สักหนึ่งส่วนจะเสียสักสามส่วนคลายจากพิศม์สงขึ้นเปนทิวผุดนั้นกลับดำเปนหนังแรดอยู่หกเดือนตายลงกินตับกินปอดขาดออกมาตายร้อยคนไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”,ไข้เข้าไหม้ใบเกรียมหรือไข้เข้าไหม้ใบเตรียมก็เรียก."],
    [433,425,"ไข้ข้าวไหม้ใหญ่",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดเล็ก ๆ ที่มียอดแหลมสีขาว ๆ ขึ้นเป็นแผ่นทั่วตัว มีอาการอื่น ๆ คล้ายคลึงปวดศีรษะมาก ตาแดง มือเท้าเย็น เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้เฃ้าไหม้ใหญ่ ให้จับสบัดร้อนสท้านหนาว ให้ปวดเปนกำลังให้จักษุแดงเปนแสงโลหิต ให้เท้าเย็นมือเย็นให้เจบในเนื้อ ในกระดูก ทำพิศม์ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัดเปนแผ่นทั่วตัวมียอดแหลมฃาวๆ ถ้าแพทย์จะแก้ให้เร่งประทับยาให้หนัก ได้บ้างเสียบ้างถ้าลอกปอกหมูออกไปตายทีเดียว ไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”, ไข้เข้าไหม้ใหญ่ ก็เรียก."],
    [434,426,"ไข้เข้าไหม้น้อย","ดู ไข้ข้าวไหม้น้อย.","น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีเม็ดเล็กๆที่มียอดแหลมสีขาวๆขึ้นเป็นแผ่นทั่วตัวทำให้มีไข้สูงมือเท้าเย็นเจ็บทั้งในเนึ้อและในกระดูกหอบสะอึกเชื่อมมัวลิ้นกระด้างคางแข็งเป็นต้นดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๖] ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้เข้าไหม้น้อยให้จับตัวร้อนเปนเปลวไฟให้มือเยนให้เท้าเยนให้เจ็บไปทั่วสารพางค์กายให้เจ็บในเนื้อในกระดูกเปนกำลังให้หอบให้สอึกให้เชื่อมให้มัวให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัดเปนแผ่นทั่วตัวมียอดแหลมขาวๆถ้าแพทย์จะแก้ให้เร่งประทับยาให้หนักได้บ้างเสียบ้างถ้าลอกปอกหมูไปตายทีเดียวไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”,ไข้เข้าไหม้น้อยก็เรียก."],
    [435,427,"ไข้เข้าไหม้ใบเกรียม, ไข้เข้าไหม้ใบเตรียม","ดู ไข้ข้าวไหม้ใบเกรียม.","น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่งผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงขึ้นทั่วตัวเม็ดอาจเล็กบ้างใหญ่บ้างทำให้มีอาการปวดในเนื้อในกระดูกลิ้นกระด้างคางแข็งหอบสะอึกหมดสติเป็นต้นเมื่อไข้หายแล้วเม็ดจะเปลี่ยนเป็นริ้วสีดำตำราการแพทย์แผนไทยว่าถ้าเม็ดที่ขึ้นลามไปที่ตับหรือปอดจะทำให้ผู้ป่วยตายทุกรายดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๗] ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้เข้าไหม้ใบเตรียมให้จับสบัดร้อนสบัดหนาวให้ปวดเปนกำลังให้จักษุแดงเปนแสงโลหิตให้ร้อนเปนกำลังให้มือเย็นให้เท้าเย็นให้เจบในเนื้อในกระดูกทำพิศม์ให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้หอบให้สอึกให้สลบแล้วให้ผุดขึ้นมาทั้งตัวให้ปวดในเนื้อในกระดูกผุดขึ้นมาดังลมพิศม์แดงดังผลตำลึงสุกเปนแผ่นทั่วทั้งตัวใหญ่เท่านิ้วหนึ่งสองนิ้วสามนิ้วก็มีเปนเมดเล็กๆเหมือนมดกัดก็มีแล้วกลับไปดำอยู่ถ้าแพทย์จะแก้ดีจะรอดได้สักหนึ่งส่วนจะเสียสักสามส่วนคลายจากพิศม์สงขึ้นเปนทิวผุดนั้นกลับดำเปนหนังแรดอยู่หกเดือนตายลงกินตับกินปอดขาดออกมาตายร้อยคนไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”,ไข้เข้าไหม้ใบเกรียมหรือไข้เข้าไหม้ใบเตรียมก็เรียก."],
    [436,428,"ไข้เข้าไหม้ใหญ่","ดู ไข้ข้าวไหม้ใหญ่.","น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดเล็ก ๆ ที่มียอดแหลมสีขาว ๆ ขึ้นเป็นแผ่นทั่วตัว มีอาการอื่น ๆ คล้ายคลึงปวดศีรษะมาก ตาแดง มือเท้าเย็น เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้เฃ้าไหม้ใหญ่ ให้จับสบัดร้อนสท้านหนาว ให้ปวดเปนกำลังให้จักษุแดงเปนแสงโลหิต ให้เท้าเย็นมือเย็นให้เจบในเนื้อ ในกระดูก ทำพิศม์ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้ผุดขึ้นมาเหมือนมดกัดเปนแผ่นทั่วตัวมียอดแหลมฃาวๆ ถ้าแพทย์จะแก้ให้เร่งประทับยาให้หนัก ได้บ้างเสียบ้างถ้าลอกปอกหมูออกไปตายทีเดียว ไม่รอดสักคนหนึ่ง ...”, ไข้เข้าไหม้ใหญ่ ก็เรียก."],
    [437,429,"ไข้คด",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้ ชักจนตัวงอ ตำราการแพทย์แผนไทยว่าแพทย์มีเวลาเพียง ๑ วัน ที่จะรักษาให้หายได้หากผู้ป่วยมีอาการตัวงอมากจนเส้นหลังขาดก็จะตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้คดนั้น ให้จับชักงอเข้าจนเส้นหลังขาดตาย ... ไข้สองประการนี้มีอายุ ที่แพทยจะแก้ได้นั้นแต่วันเดียว ...”."],
    [438,430,"ไข้งูกระหวัด","ดู ไข้งูสวัด.","น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ผิวหนังมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดทราย ภายในมีน้ำใส ๆ ซึ่งต่อมาจะเป็นหนอง และตกสะเก็ดในที่สุด ตุ่มเล็ก ๆ เหล่านี้จะเรียงเป็นแถวลักษณะเหมือนงู ตำราการแพทย์แผนไทยว่าโรคนี้ถ้าผู้หญิงเป็นข้างซ้าย หรือผู้ชายเป็นข้างขวาจะรักษายาก และถ้าลามข้ามสันหลังไปจะรักษาไม่ได้มักถึงตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้งูสวัดต่อไป ลางทีให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้ปวดลางทีก็ไม่จับ เป็นเม็ดทรายขึ้นมา เปนแถวขึ้นมามีสัณฐานดังงู เม็ดพองๆ เปนเงาหนองก็มี ถ้าผู้หญิงเปนซ้าย ถ้าผู้ชายเปนขวา และข้ามสันหลังไป รักษาไม่ได้แต่พิศม์สงร้อนดังไฟจุด บอกไว้ให้พึงรู้ ...”,ไข้งูกระหวัด หรือ ไข้งูตวัด ก็เรียก."],
    [439,431,"ไข้งูตวัด","ดู ไข้งูสวัด.","น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ผิวหนังมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดทราย ภายในมีน้ำใส ๆ ซึ่งต่อมาจะเป็นหนอง และตกสะเก็ดในที่สุด ตุ่มเล็ก ๆ เหล่านี้จะเรียงเป็นแถวลักษณะเหมือนงู ตำราการแพทย์แผนไทยว่าโรคนี้ถ้าผู้หญิงเป็นข้างซ้าย หรือผู้ชายเป็นข้างขวาจะรักษายาก และถ้าลามข้ามสันหลังไปจะรักษาไม่ได้มักถึงตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้งูสวัดต่อไป ลางทีให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้ปวดลางทีก็ไม่จับ เป็นเม็ดทรายขึ้นมา เปนแถวขึ้นมามีสัณฐานดังงู เม็ดพองๆ เปนเงาหนองก็มี ถ้าผู้หญิงเปนซ้าย ถ้าผู้ชายเปนขวา และข้ามสันหลังไป รักษาไม่ได้แต่พิศม์สงร้อนดังไฟจุด บอกไว้ให้พึงรู้ ...”,ไข้งูกระหวัด หรือ ไข้งูตวัด ก็เรียก."],
    [440,432,"ไข้งูสวัด",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ผิวหนังมีตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดทราย ภายในมีน้ำใส ๆ ซึ่งต่อมาจะเป็นหนอง และตกสะเก็ดในที่สุด ตุ่มเล็ก ๆ เหล่านี้จะเรียงเป็นแถวลักษณะเหมือนงู ตำราการแพทย์แผนไทยว่าโรคนี้ถ้าผู้หญิงเป็นข้างซ้าย หรือผู้ชายเป็นข้างขวาจะรักษายาก และถ้าลามข้ามสันหลังไปจะรักษาไม่ได้มักถึงตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้งูสวัดต่อไป ลางทีให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้ปวดลางทีก็ไม่จับ เป็นเม็ดทรายขึ้นมา เปนแถวขึ้นมามีสัณฐานดังงู เม็ดพองๆ เปนเงาหนองก็มี ถ้าผู้หญิงเปนซ้าย ถ้าผู้ชายเปนขวา และข้ามสันหลังไป รักษาไม่ได้แต่พิศม์สงร้อนดังไฟจุด บอกไว้ให้พึงรู้ ...”,ไข้งูกระหวัด หรือ ไข้งูตวัด ก็เรียก."],
    [441,433,"ไข้จันทรสูตร",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้สูงมือเท้าเย็น เชื่อมมัว ไม่มีสติ ตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ หอบ สะอึก เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ไข้นี้จะกำเริบทำให้หมดสติเมื่อพระจันทร์ขึ้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๘] ตอนหนี่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้จันทรสูตร ให้จับเท้าเย็นตัวร้อนเป็นเปลวเท้าเย็นมือเย็นให้เชื่อมมัว ไม่มีสะติสมประดีให้หอบให้สอึก จับตัวแขงไปเหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน ให้ลิ้นกระด้าง คางแขง จับไม่เปนเวลาแต่ว่าไม่ผุด ต่อพระจันทรขึ้นทำพิศม์ให้สลบ ถ้าพระจันทรไม่ขึ้น พิศม์ถอยลงบอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [442,434,"ไข้จับโปง","ดูใน จับโปงน้ำ.","น.","จับโปงชนิดหนึ่ง มีการอักเสบรุนแรงของข้อเข่าหรือข้อเท้า ทำให้มีอาการปวด บวม แดง ร้อน และอาจมีไข้ร่วมด้วย จึงมักเรียกว่า ไข้จับโปง."],
    [443,435,"ไข้จับสั่น","ดู ไข้ป่า.","น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงมากเป็นเวลา ส่วนใหญ่มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการปวดศีรษะ มือและเท้าเย็น มีเหงื่อออกมาก กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หากเป็นติดต่อกันหลายวันไม่หาย ผู้ป่วยจะซีด เบื่ออาหาร ตับโต ม้ามโต เป็นต้น โบราณเรียก ไข้ป่าเนื่องจากผู้ป่วยมักเป็นโรคนี้หลังกลับออกมาจากป่า, ไข้จับสั่น ไข้ดอกสัก (ผู้ป่วยมักเป็นโรคนี้ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ ดอกสักบาน) หรือ ไข้ดอกบวบ ก็เรียก. (โบราณเรียกเช่นนี้เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการหนาวสั่น)."],
    [444,436,"ไข้เจลียง",null,"น.","โรคกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้วันเว้นวัน ในทางการแพทย์แผนไทยมีหลายชนิด เช่น ไข้เจลียงอากาศ ไข้เจลียงพระสมุทร ไข้เจลียงไพร."],
    [445,437,"ไข้เจลียงพระสมุทร",null,"น.","ไข้เจลียงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการเมื่อยขบตามข้อกระดูก หนาวสะท้าน หอบ ร้อนในกระหายน้ำเท้าเย็นขึ้นไปถึงน่อง เสียวไปทั้งตัว ปวดศีรษะ กินอาหารไม่ได้ ดังจารึกตำรายา วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร [๕/๑๔๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะไข้เจลียงพระสมุทรนั้น เมื่อจะจับให้เมื่อยขบทุกข้อกระดูก ให้หนาวสะท้านให้หอบให้ร้อนกระหายให้ตีนเย็นถึงน่อง ให้เสียวไปทั้งกาย ให้ปวดศีรษะเป็นกำลัง กินอาหารมิได้ ให้ละอองตีนมือนั้นขาว โทษเสมหะเป็นกำลัง …”."],
    [446,438,"ไข้เจลียงไพร",null,"น.","ไข้เจลียงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้หนาวสั่นและร้อนในกระหายน้ำสลับไปมา ปัสสาวะแดง มือแดง เดินไม่สะดวก อารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย ดังจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร [๕/๑๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะไข้เจลียงไพรนั้น กระทำอาการดุจปีศาจเข้าสิงมักขึ้งโกรธ เมื่อจับนั้นให้สะท้านหนาวสั่นยิ่งนัก ให้ร้อนกระหายน้ำนัก ให้ปัสสาวะแดงเดินมิได้สะดวก ให้ละอองตีนมือนั้นแดง โทษดีเป็นกำลัง …”."],
    [447,439,"ไข้เจลียงอากาศ",null,"น.","ไข้เจลียงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการหนาวสะท้านเท้าเย็น ร้อนในกระหายน้ำ อุจจาระปัสสาวะไม่ออก ดังจารึกตำรายา วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร [๕/๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะไข้เจลียงอากาศนั้นให้จับสะท้าน ให้เท้าเย็น ให้ร้อนในอกเป็นกำลังให้กระหายน้ำนัก ให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ ให้ละอองตีนมือนั้นเขียว ให้ตาขลัว น้ำตาแห้ง โทษสันนิบาต เป็นกำลัง ...”."],
    [448,440,"ไข้ดอกบวบ, ไข้ดอกสัก","ดู ไข้ป่า.","น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงมากเป็นเวลา ส่วนใหญ่มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการปวดศีรษะ มือและเท้าเย็น มีเหงื่อออกมาก กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หากเป็นติดต่อกันหลายวันไม่หาย ผู้ป่วยจะซีด เบื่ออาหาร ตับโต ม้ามโต เป็นต้น โบราณเรียก ไข้ป่าเนื่องจากผู้ป่วยมักเป็นโรคนี้หลังกลับออกมาจากป่า, ไข้จับสั่น ไข้ดอกสัก (ผู้ป่วยมักเป็นโรคนี้ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ ดอกสักบาน) หรือ ไข้ดอกบวบ ก็เรียก."],
    [449,441,"ไข่ดัน",null,"น.","ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้ผิวหนังของบริเวณขาหนีบทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งเป็นแนวต่อระหว่างลำตัวกับต้นขา ทำหน้าที่กักและทำลายเชื้อโรคที่อาจผ่านเข้ามาในร่างกายท่อนบน, ฟองดัน ก็เรียก."],
    [450,442,"ไข้ดานหิน, ไข้ดารหิน",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นผุดขึ้นมาเป็นวงที่ต้นขาทั้ง ๒ ข้าง ผื่นที่ผุดขึ้นมาอาจมีสีเขียว สีคราม สีแดง หรือสีดำ ก็ได้ ทำให้มีไข้ (แต่ตัวเย็น) ร้อนใน กระหายน้ำ ลิ้นกระด้างคางแข็ง ปากคอแห้ง เชื่อมมัว เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณ ดารหิน ขึ้นต้นขาทั้งสองข้างเปนวงเขียวก็มี เปนผลศีว่าศีครามศีผลตำลึงสุกศีหมึก ลักษณไข้จับให้ตัวเย็นดังหิน ให้ร้อนใน ให้กระหายน้ำทำพิศม์ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้ปากแห้งคอแห้ง ฟันแห้ง เชื่อมมัวทำพิศม์จนสลบ ให้เร่งรักษาแต่ยังอ่อน ถ้าเปื่อยลอกออกไปอย่ารักษาเลย อาการตัดใน ๓ วัน ๗ วัน แพทย์จะแก้ได้แต่ยังไม่ลอกออกไป บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [451,443,"ไข้ดาวเรือง",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นมาเหมือนลายโคมจีนครึ่งลูก ทำให้มีไข้สูง แต่มือเท้าเย็น ตาแดง ปวดศีรษะอาเจียน เชื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สะอึก ลิ้นกระด้าง คางแข็ง เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยโรคนี้บางรายอาจรักษาให้หายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ดาวเรือง ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้จักษุแดงเปนแสงโลหิตให้ปวดศีษะเปนกำลัง ดังว่าจักษุแดงจะแตกออกมา ให้อาเจียนเปนกำลัง ให้เชื่อมมัวร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบสอึกให้ลิ้นกระด้างคางแขง ลางทีทำพิษถึงสลบ ให้ผุดขึ้นเปนเหมือนลายโคมครึ่งลูก ถ้าแก้ดีได้ส่วนหนึ่งเสียส่วนหนึ่ง บอกให้แพทยพึงรู้ ...”."],
    [452,444,"ไข้ตรีโทษ",null,"น.","ความเจ็บป่วยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ ร่วมกันกระทำให้เกิดโทษ."],
    [453,445,"ไข้ตามฤดู","ดู ไข้เปลี่ยนฤดู.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของแต่ละฤดู ผู้ป่วยมักมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนไทยอาจแบ่งโรคนี้ตามฤดูกาลเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ไข้ในฤดูร้อน ไข้ในฤดูฝน และไข้ในฤดูหนาว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๕/๓๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... พระอาจารย์เจ้าจะแสดงซึ่งไข้ทั้งสามสืบต่อไป แลไข้ในคิมหันตฤดูนั้นคือ เดือน ๕, เดือน ๖, เดือน ๗, เดือน ๘ เป็นไข้เพื่อโลหิตเป็นใหญ่กว่าลม กว่าเสมหะทั้งปวงทุกประการ ไข้ในวัสสานะฤดูนั้นคือ เดือน ๙, เดือน ๑๐, เดือน ๑๑, เดือน ๑๒ นี้ ไข้เพื่อลมเป็นใหญ่กว่าเลือด และเสมหะทั้งปวง ทั้งสองประการ ไข้ในเหมันตฤดูนั้นคือ เดือน ๑-๒-๓-๔ นี้ไข้เพื่อกำเดา แลเพื่อดีพลุ่ง เป็นใหญ่กว่าเสมหะ แลลมทั้งสองประการ อาการมีต่าง ๆ ให้นอนละเมอฝันร้ายแลเพ้อไป ย่อมเป็นหวัด มองคร่อหิวหาแรงมิได้ ให้เจ็บปาก ให้เท้าเย็น, มือเย็นแลน้ำลายมากแลกระหายน้ำเนืองๆ แลให้อยากเนื้อพล่า ปลายำสดคาว ให้อยากกินหวาน, กินคาว มักให้บิดขี้เกียจคร้าน มักเป็นฝีพุพองเจ็บข้อเท้าข้อมือ ย่อมสะท้านหนาวดังนี้ ท่านให้วางยาอันร้อนจึงชอบโรคนั้นแล ...”, ไข้ตามฤดู ไข้สามฤดู ไข้หัวลม หรือ อุตุปริณามชาอาพาธา ก็เรียก."],
    [454,446,"ไข้ทรพิษ","ดู ฝีดาษ.","น.","โรคฝีชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง จากนั้นมีผื่นขึ้นทั่วใบหน้าและลำตัว ต่อมาผื่นจะกลายเป็นตุ่มใส เป็นหนอง แล้วตกสะเก็ด เมื่อหายแล้วมีแผลเป็นรอยบุ๋ม ปัจจุบันพบว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เคยมีการระบาดครั้งใหญ่หลายครั้ง, ไข้ทรพิษ ก็เรียก. (อ. smallpox, variola)."],
    [455,447,"ไข้ทับช้ำใน","ดู ทับช้ำใน.","น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของกำเดาอยู่แล้ว (เชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อน ท้องอืดเฟ้อ หอบ ไอแห้ง เป็นต้น) เมื่อมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดมาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ถ่ายบ่อย ปวดเบ่งมาก เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งกำลังเด็กกำเดา ให้ซึมเซาเชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อนกล้า แต่บาทาตลอดบน บางทีท้นท้องขึ้นแรง หอบไอแห้งทำต่าง ๆ มูกเลือดขวางมาทับให้ ลงมิได้เปนเพลา ให้เวทนากระหายน้ำ ปวดเบ่งซ้ำเปนกำลัง อาการดังที่กล่าวมา พอเยียวยาไว้ได้ ...”, ไข้ทับช้ำใน ก็เรียก."],
    [456,448,"ไข้ทับระดู",null,"น.","อาการไข้ขณะที่กำลังมีระดูหรือระดูเพิ่งหยุดอาการอาจรุนแรงถึงตายได้."],
    [457,449,"ไข้ทามควาย","ดูใน ทามควาย.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นเป็นแนวยาวบริเวณต้นกรามทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีทามควาย เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้สูง เรียก ไข้ทามควาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณทามควาย บังเกิดแต่ต้นกรามสองข้าง มีสัณฐานยาวไปเหมือนตัวปลิง ทำพิศม์สงให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้แพทย์เร่งแก้จงเรว ...”."],
    [458,450,"ไข้ทามสมุทร","ดูใน ทามสมุทร.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีซึ่งมีลักษณะบวมยาวขึ้น บริเวณข้างลิ้น ข้างขากรรไกร ตามไรฟัน และโคนลิ้น ทำให้ลิ้นแข็งพูดไม่ได้ เรียก ฝีทามสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง เรียกไข้ทามสมุทร ตำราว่าหากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณทามสมุท ลักษณบังเกิดบวมยาวขึ้นมาตามข้างลิ้น ข้างขาตะไกรไรฟันต้นลิ้นเจรจามิได้ให้เร่งแก้จงเรว มีลักษณให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมให้มัวให้ลิ้นแฃง เจรจามิได้ ถ้าและประทับยาอมมิฟังตายแล ...” ."],
    [459,451,"ไข้ประกายดาษ",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นทั่วตัวเหมือนฝีดาษ มีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว มือเท้าเย็น ปวดศีรษะ ตาแดง เชื่อมมัว ปวดในเนื้อ ในกระดูก ลิ้นกระด้างคางแข็ง หอบสะอึก เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... ผู้เปนเจ้าจะแสดงคือประกายดาษนั้น มีลักษณไข้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ปวดให้จักษุแดงเปนแสงโลหิต ให้เชื่อมมัวเปนกำลัง ให้ปวดกระดูก ให้ปวดในเนื้อกระทำลิ้นกระด้างคางแขง ให้หอบให้สอึกผุดขึ้นมา เหมือนเม็ดฝีดาษทั่วตัว ทำพิศม์ให้สลบ บอกให้แพทย์พึงรู้ ให้เร่งวางยาให้จงดีแก้ไม่ดีตาย ...”."],
    [460,452,"ไข้ประกายเพลิง",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้ประกายดาษ แต่มีอาการรุนแรงกว่า เช่น ไข้สูง เม็ดที่ผุดขึ้นมีขนาดใหญ่ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ประกายเพลิงต่อไป อาการนั้นเหมือน ประกายดาษ แต่เม็ดผิดกันเม็ดใหญ่เท่าเม็ดเทียน เท่าเม็ดทรายขึ้นทั่วตัว ร้อนเปนไฟหัวนั้นให้ร้อนดังไฟลวก ทำพิศม์ทำสงเปนกำลัง ...”."],
    [461,453,"ไข้ประดง","ดู ประดง.","น.","๑. โรคกลุ่มหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่ว่าเกิดจากไข้กาฬแทรกไข้พิษ ผู้ป่วยมีเม็ดผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาจมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน ตัวร้อน มือเท้าเย็น ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สะอึก ปวดเมื่อยในกระดูก ปวดศีรษะ เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๘ ประเภท ตามลักษณะของเม็ดผื่นหรือตุ่ม ได้แก่ ประดงมด ประดงช้าง ประดงควาย ประดงวัว ประดงลิง ประดงแมว ประดงแรด และประดงไฟ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้กาล ที่จะเกิดแทรกในไข้พิศม์นั้น ๘ ประการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็นให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สอึกให้เมื่อยในกระดูก ให้เสียวไปทั้งตัว ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้ปวดศีศะเป็นกำลัง ให้ปากขมปากเปื่อยปากหวานเปนกำลัง ให้ปากแห้ง ฅอแห้ง ลิ้นแห้ง เปนกำลัง ให้เพ้อพกกลุ้มอกใจทั้งนี้ เปนลักษณที่ไข้กาลจะแทรกใน ๘ ประการ บอกให้พึงรู้ ทีนี้พระผู้เปนเจ้าจะสำแดง คือกาลจะมาแขกนั้นมีนาม ปรากฏชื่อว่าอะไรบ้าง มีสัณฐานผุดขึ้นเปนยุงกัดทั้งตัว ชื่อว่าประดงมดให้คันทำพิศมสง ให้แสบร้อนบอกไว้ให้พึงรู้ ...”. ๒. โรคประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมรามะธานี ซึ่งเกิดที่หัวใจ พัดขึ้นไปบนศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันหู หน้า และตา ดังตำราอติสาร ฉบับที่หอสมุดแห่งชาติ เลขที่ ๘๔๐ มัดที่ ๕๒ ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่ารามะธานีวาโยเป็นคำรบ ๖ นั้น เกิดแต่ดวงหทัยขึ้นมาถึงสีสะกระทำให้คันหู คันหน้า คันตา เปนต้นแล้วซ่านไปทั่วทั้งกายให้คันเปนกำลัง สมมุติว่าลมพิศม์ก็ว่าปะดงก็ว่าแลบริโภคอาหารมิได้ ...”. ๓. โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ทำให้คัน เป็นต้น ตามตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีหลายชนิด เช่น ประดงเลือด ประดงลม, ไข้ประดง ก็เรียก."],
    [462,454,"ไข้ประดงควาย","ดู ประดงควาย.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง คล้ายมีหนองอยู่ภายใน ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ประดงควายต่อไป มีสัณฐานผุดขึ้นมาเหมือนหนึ่งเงาหนอง ทำพิศม์สงให้ปวดแสบปวดร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ …”, ไข้ประดงควาย ก็เรียก."],
    [463,455,"ไข้ประดงช้าง","ดู ประดงช้าง.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง คล้ายผิวมะกรูด ทำให้มีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ประดงช้างสืบไป มีสัณฐานขึ้นเหมือนผิวมะกรูด ทำพิศม์ให้ปวดแสบปวดร้อนในคัน บอกไว้ให้รู้ …”, ไข้ประดงช้าง ก็เรียก."],
    [464,456,"ไข้ประดงไฟ","ดู ประดงเพลิง, ประดงไฟ.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงยอดสีดำผุดขึ้นตามผิวหนัง เหมือนไข้ระบุชาติ ทำให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว กระหายน้ำ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงไฟ ผุดขึ้นมามีสัณฐานเหมือนไข้ระบุชาติ มีเมดแดงยอดดำ ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัวระหายน้ำเป็นกำลัง บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้ประดงไฟ ก็เรียก."],
    [465,457,"ไข้ประดงมด","ดู ประดงมด.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง ทั่วทั้งตัวคล้ายถูกยุงกัด ทำให้มีอาการคันปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… ทีนี้พระผู้เปนเจ้า จะสำแดง คือกาลจะมาแขกนั้นมีนามปรากฏชื่อว่าอะไรบ้าง มีสัณฐานผุดขึ้นเปนยุงกัดทั้งตัว ชื่อว่าประดงมดให้คันทำพิศมสงให้แสบร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ …”, ไข้ประดงมด ก็เรียก."],
    [466,458,"ไข้ประดงแมว","ดู ประดงแมว.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดคล้ายตาปลาผุดขึ้นตามผิวหนัง ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงแมว ผุดขึ้นมามีสัณฐานดังตาปลากระทำพิศม์กระทำสงให้ปวดแสบปวดร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้ประดงแมว ก็เรียก."],
    [467,459,"ไข้ประดงแรด","ดู ประดงแรด.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีผิวหนังหนานูนแดงขึ้นเป็นปื้น แล้วสีจะคล้ำขึ้นจนเป็นสีดำ แตกเป็นเกล็ดเหมือนหนังแรด ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงแรดผุดขึ้นมามีสัณฐาน แดงขึ้นมาหนาดังหนังแรด แล้วให้คล้ำดำเข้าเปนเกล็ดเหมือนหนังแรดทำพิศม์สงให้ปวดแสบปวดร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้ประดงแรด ก็เรียก."],
    [468,460,"ไข้ประดงลม","ดู ประดงลม.","น.","ประดงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังเป็นกลุ่ม ๆ โบราณว่าเกิดจากลมเป็นพิษ, ไข้ประดงลม หรือลมพิษ ก็เรียก."],
    [469,461,"ไข้ประดงลิง","ดู ประดงลิง.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดคล้ายข้าวสารคั่ว ผุดขึ้นตามผิวหนัง ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงลิงทำพิศม์ทำสงให้ปวดแสบปวดร้อนขึ้นทั่วตัวบอกไว้ให้พึงรู้ ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... ประดงลิงท่านกล่าวอ้าง เม็ดดังอย่างเข้าสารขั้ว …”, ไข้ประดงลิง ก็เรียก."],
    [470,462,"ไข้ประดงวัว","ดู ประดงวัว.","น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง คล้ายผลมะยมสุก ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยประดงวัวต่อไป มีสัณฐานดังผลมยมสุกทำพิศม์ทำสงให้ปวดแสบปวดร้อนบอกไว้ให้พึงรู้ …”, ไข้ประดงวัว ก็เรียก."],
    [471,463,"ไข้ป่า",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงมากเป็นเวลา ส่วนใหญ่มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการปวดศีรษะ มือและเท้าเย็น มีเหงื่อออกมาก กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หากเป็นติดต่อกันหลายวันไม่หาย ผู้ป่วยจะซีด เบื่ออาหาร ตับโต ม้ามโต เป็นต้น โบราณเรียก ไข้ป่าเนื่องจากผู้ป่วยมักเป็นโรคนี้หลังกลับออกมาจากป่า, ไข้จับสั่น ไข้ดอกสัก (ผู้ป่วยมักเป็นโรคนี้ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ ดอกสักบาน) หรือ ไข้ดอกบวบ ก็เรียก."],
    [472,464,"ไข้ปากขม",null,"น.","ไข้ที่ผู้ป่วยมีอาการขมในปาก ทางการแพทย์แผนไทยเชื่อว่าเกิดจากดี ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม ๑ [๓๒/๒๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... ไข้ปากขมเป็นเพราะดี ...”."],
    [473,465,"ไข้ปากเปรี้ยว",null,"น.","ไข้ที่ผู้ป่วยมีอาการเปรี้ยวในปาก ทางการแพทย์แผนไทยเชื่อว่าเกิดจากเลือดและลม ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม ๑ [๓๒/๒๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... ไข้ปากเปรี้ยวเป็นเพราะเลือดลม ...”."],
    [474,466,"ไข้ปากหวาน",null,"น.","ไข้ที่ผู้ป่วยมีอาการหวานในปาก ทางการแพทย์แผนไทยเชื่อว่าเกิดจากเสลด ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณเล่ม ๑ [๓๒/๒๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... ไข้ปากหวานเป็นเพราะ เสลด ...”."],
    [475,467,"ไข้ป้าง","ดู ป้าง.","น.","อาการม้ามโต มักเกิดในเด็ก อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลายอย่าง เช่น ไข้จับสั่นเรื้อรัง โรคทาลัสซีเมีย ผู้ป่วยมักมีไข้คลุมเครือเรื้อรังร่วมด้วย จึงมักเรียก ไข้ป้าง."],
    [476,468,"ไข้ปานดำ",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นคล้ายปานสีดำขนาดต่าง ๆ กันผุดขึ้นมา มีไข้ ปวดศีรษะ ตาแดง เชื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ บางครั้งอาจมีอาการมือเท้าเย็น หรือลิ้นกระด้างคางแข็ง หากผื่นนี้ผุดขึ้นทั่วตัว อาจทำให้ตายได้ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณปานดำปานแดงนั้น ให้จับเท้ามือเย็น ลางทีให้เท้าร้อนมือร้อนให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ปวดให้จักษุแดงเปนสายโลหิต ให้ร้อนในอก ให้เชื่อมให้มัว ลางทีพิศม์กะทำภายในยากะทุ้งไม่ออก ให้ร้อนในกระหายน้ำ ลางทีให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้ผุดออกเท่าวงสะบ้ามอนบ้าง เท่าใบพุดทราบ้างเท่านิ้วหนึ่ง สองนิ้วบ้าง ให้แพทย์รักษาให้รวังให้จงได้ ปานแดงนั้นเบากว่าปานดำบอกไว้ให้พึงรู้ ถ้าขึ้นครึ่งตัวรักษารอดบ้างตายบ้าง ถ้าขึ้นทั้งตัวศีดังผลตำลึงสุก ศีดังผลว่าสุกศีดังคราม ศีดำดังหมึกลักษณดังนี้ตาย ...”."],
    [477,469,"ไข้ปานแดง",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นคล้ายปานสีแดงขนาดต่าง ๆ กันผุดขึ้นมา มีอาการคล้ายไข้ปานดำ แต่รุนแรงน้อยกว่า ดังคัมภีร์ตักกศิลา {๑/๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณปานดำปานแดงนั้น ให้จับเท้ามือเย็น ลางทีให้เท้าร้อนมือร้อนให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ปวดให้จักษุแดงเปนสายโลหิต ให้ร้อนในอก ให้เชื่อมให้มัว ลางทีพิศม์กะทำภายในยากะทุ้งไม่ออก ให้ร้อนในกระหายน้ำ ลางทีให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้ผุดออกเท่าวงสะบ้ามอนบ้าง เท่าใบพุดทราบ้างเท่านิ้วหนึ่ง สองนิ้วบ้าง ให้แพทย์รักษาให้รวังให้จงได้ ปานแดงนั้นเบากว่าปานดำบอกไว้ให้พึงรู้ ถ้าขึ้นครึ่งตัวรักษารอดบ้างตายบ้าง ถ้าขึ้นทั้งตัวศีดังผลตำลึงสุก ศีดังผลว่าสุกศีดังคราม ศีดำดังหมึกลักษณดังนี้ตาย ...”."],
    [478,470,"ไข้เปลวไฟฟ้า",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้สูง ทำให้ใบหน้า จมูก อก และลิ้นเป็นสีดำ ปาก ลิ้น และฟันแห้ง เพดานปากลอก หมดสติ เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๕] ตอนหนึ่งว่า“... ทีนี้จะกล่าวด้วยลักษณไข้เปลวไฟฟ้า ถ้าทำพิศม์ให้ร้อนเปนกำลังให้ร้อนเปนเปลวจับเอาหน้าดำ จะมูกดำอกดำ สีเปนควัน ให้ปากแห้งลิ้นแห้ง ฟันแห้งให้ปากแตกระแหง ลิ้นแตกระแหงลิ้นดำเพดานลอกให้สลบ ไม่รู้จักสะติสมประดี ถ้าอาการเหมือนกล่าวมานี้จะรอดสักส่วนหนึ่ง ตายสักสี่ส่วน …”."],
    [479,471,"ไข้เปลี่ยนฤดู",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของแต่ละฤดู ผู้ป่วยมักมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนไทยอาจแบ่งโรคนี้ตามฤดูกาลเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ไข้ในฤดูร้อน ไข้ในฤดูฝน และไข้ในฤดูหนาว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๕/๓๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... พระอาจารย์เจ้าจะแสดงซึ่งไข้ทั้งสามสืบต่อไป แลไข้ในคิมหันตฤดูนั้นคือ เดือน ๕, เดือน ๖, เดือน ๗, เดือน ๘ เป็นไข้เพื่อโลหิตเป็นใหญ่กว่าลม กว่าเสมหะทั้งปวงทุกประการ ไข้ในวัสสานะฤดูนั้นคือ เดือน ๙, เดือน ๑๐, เดือน ๑๑, เดือน ๑๒ นี้ ไข้เพื่อลมเป็นใหญ่กว่าเลือด และเสมหะทั้งปวง ทั้งสองประการ ไข้ในเหมันตฤดูนั้นคือ เดือน ๑-๒-๓-๔ นี้ไข้เพื่อกำเดา แลเพื่อดีพลุ่ง เป็นใหญ่กว่าเสมหะ แลลมทั้งสองประการ อาการมีต่าง ๆ ให้นอนละเมอฝันร้ายแลเพ้อไป ย่อมเป็นหวัด มองคร่อหิวหาแรงมิได้ ให้เจ็บปาก ให้เท้าเย็น, มือเย็นแลน้ำลายมากแลกระหายน้ำเนืองๆ แลให้อยากเนื้อพล่า ปลายำสดคาว ให้อยากกินหวาน, กินคาว มักให้บิดขี้เกียจคร้าน มักเป็นฝีพุพองเจ็บข้อเท้าข้อมือ ย่อมสะท้านหนาวดังนี้ ท่านให้วางยาอันร้อนจึงชอบโรคนั้นแล ...”, ไข้ตามฤดู ไข้สามฤดู ไข้หัวลม หรือ อุตุปริณามชาอาพาธา ก็เรียก."],
    [480,472,"ไข้พิษไข้กาฬ",null,"น.","โรคกลุ่มหนึ่งที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อนจัด ปากแห้ง ฟันแห้ง น้ำลายเหนียว ตาแดง ร้อนในกระหายน้ำ มือเท้าเย็น มีเม็ดสีดำ แดง หรือเขียว ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างผุดขึ้นตามร่างกาย ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๒๑ ชนิด โดยเรียกชื่อแตกต่างกันตามลักษณะอาการ เช่น ไข้อีดำ ไข้อีแดง ไข้ปานดำ ไข้ปานแดง ไข้รากสาด ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... เมื่อผู้เป็นเจ้าจะสะแดงเพศไข้พิศม์ไข้เหนือและไข้กาล ให้คนทั้งหลายรู้ประจักษคืออันใดที่จะเป็นไข้พิศม์นั้นเปนต้น ไข้อิดำอิแดงไข้ปานดำปานแดง ไข้ลากสาดไข้สายฟ้าฟาด ไข้ระบุชาติไข้กะดานหิน ไข้สังวาลพระอินทรไข้มหาเมฆไข้มหานิล ไข้เข้าไหม้ใหญ่ ไข้เข้าไหม้น้อย ไข้เข้าใบเตรียม ไข้ไฟเดือนห้าไข้เปลวไฟฟ้า ไข้หงษระทศ ไข้ดาวเรือง ไข้จันทรสูตร ไข้สุริยสูตร ไข้เมฆสูตร ว่าดังนี้คนทั้งหลาย จึงกราบทูล ว่าข้าแต่ผู้เปนเจ้าจะได้โปรดสัตวทั้งหลายให้อายุ ยืนยาวไปข้างน่านั้น ขอผู้เปนเจ้าโปรดให้ฯ ข้าฯ ทราบอาการไข้ เพศไข้ ลักษณไข้ทุกประการ ...”."],
    [481,473,"ไข้ฟองสมุทร","ดูใน ฟองสมุทร.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีเม็ดฝีขนาดตั้งแต่เมล็ดงาถึงเมล็ดถั่วดำผุดขึ้นในปากและคอ เรียก ฝีฟองสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยกินดื่มไม่ได้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว มีไข้สูง เรียก ไข้ฟองสมุทร ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณกาล เกิดในปากในลิ้นในเพดานชื่อว่าฟองสมุท มีลักษณผุดขึ้นมาเท่าเม็ดงา เท่าเม็ดถั่ว เท่าผลผักปลังสุก เท่าเม็ดถั่วดำ นูนสูงขึ้นมาเปนหลังเบี้ยก็มีขึ้นมาในปากในคอ ทำพิศม์ให้กินเข้ากินน้ำมิได้ ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ตัวร้อนเปนเปลว บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [482,474,"ไข้ไฟเดือนห้า",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีดำ หรือสีแดงขึ้นที่หน้าอก ทำให้มีอาการร้อนในอกมาก ร้อนใน กระหายน้ำ เชื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ไฟ เดือนห้าถ้าทำพิศม์ให้ร้อนในอกเปนกำลัง ให้ผุดขึ้นที่อก ดำก็มีแดงก็มี สีดังเปลวไฟให้ร้อนในให้กระหายน้ำ ให้เชื่อมมัว ไม่มีสะติสมประดี ให้ลิ้นกระด้างคางแขงให้สลบ จึ่งบอกให้ แพทย์พึงรู้ ...”."],
    [483,475,"ไข้ไฟลามทุ่ง",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ เชื่อมมัว ผิวหนังมีผื่นผุดขึ้นเป็นแผ่น ๆ มีลักษณะคล้ายไข้ลำลาบเพลิง แต่อาการของโรคจะลุกลามอย่างรวดเร็ว เหมือนไฟลามทุ่ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไฟลามทุ่ง อาการก็เหมือนกันกับลำลาบเพลิงเหมือนกัน ...”."],
    [484,476,"ไข้มหานิล",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มหรือเม็ดขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง เห็นเป็นเงาสีน้ำเงินเข้ม (เหมือนสีนิล) อยู่ในเนื้อ มีอาการคล้ายกับไข้มหาเมฆ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๔-๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณมะหาเมฆมหานิลต่อไป ถ้าว่าผุดขึ้นในเนื้อยังไม่ขึ้นหมด มีสัณฐานเท่าผลจิ่งจ้อสุกก็มี เปนเงาอยู่ในเนื้อยังมิขึ้นหมด ผุดทั้งตัวก็มีศีดำดังเมฆศีดำนิล กระทำพิศม์จับเชื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้หอบให้สอึก ไม่เปนสมประดี ให้ปากแห้งฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจาระ ปะสาวะไม่รู้ตัวไม่รู้สึกว่าดีว่าชั่วให้เชื่อมมัวไปไม่เปนเวลา ให้สลบ ให้แพทย์พิจารณารักษาให้ละเอียด ตายสามส่วนรอดส่วนหนึ่ง ...”"],
    [485,477,"ไข้มหาเมฆ",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มหรือเม็ดขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง เห็นเป็นเงาสีดำอยู่ในเนื้อ ทำให้มีอาการเชื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง หอบสะอึก ปากฟันแห้ง ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่รู้สึกตัว เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๔-๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณมะหาเมฆ มหานิลต่อไป ถ้าว่าผุดขึ้นในเนื้อยังไม่ขึ้นหมด มีสัณฐานเท่าผลจิ่งจ้อสุกก็มี เปนเงาอยู่ในเนื้อยังมิขึ้นหมด ผุดทั้งตัวก็มีศีดำดังเมฆ ศีดำนิล กระทำพิศม์จับเชื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้หอบให้สอึก ไม่เปนสมประดี ให้ปากแห้งฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจาระ ปะสาวะไม่รู้ตัวไม่รู้สึกว่าดีว่าชั่วให้เชื่อมมัวไปไม่เปนเวลา ให้สลบ ให้แพทย์พิจารณารักษาให้ละเอียด ตายสามส่วนรอดส่วนหนึ่ง …”, เขียนว่า ไข้มะหาเมฆ ก็มี."],
    [486,478,"ไข้มะเร็ง","ดูใน มะเร็ง.","น.","๑. โรคเรื้อรังกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีแผล ผื่น ตุ่ม ก้อน เป็นต้น อาจผุดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ภายในหรือภายนอกร่างกาย ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น มะเร็งไร มะเร็งตะมอย มะเร็งทรวง มะเร็งช้าง หากผู้ป่วยมีอาการไข้ร่วมด้วยมักเรียก ไข้มะเร็ง เช่น ไข้มะเร็งปากทูม ไข้มะเร็งปากหมู ไข้มะเร็งเปลวไฟฟ้า หรือถ้าผู้ป่วยมีฝีร่วมด้วยจะเรียก ฝีมะเร็ง เช่น ฝีมะเร็งทรวง ฝีมะเร็งฝักบัว ฝีมะเร็งตะมอย. ๒. ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน หมายถึง เนื้องอกชนิดร้าย เกิดขึ้นเพราะเซลล์แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ควบคุมไม่ได้แล้วแทรกไปตามเนื้อเยื่อข้างเคียง และสามารถหลุดจากแหล่งเริ่มต้นไปแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่บริเวณอื่น ๆ ได้ รักษาไม่ค่อยหาย."],
    [487,479,"ไข้มะเร็งตะมอย","ดูใน มะเร็งตะมอย.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีซึ่งอาจมีขนาดโตเท่าหัวแม่มือผุดขึ้นตามตัว และ/หรือตามแขนขา เรียก ฝีมะเร็งตะมอย จะทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งตะมอย ถ้าเม็ดฝีมีโคนสีขาว หัวสีดำ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก และหากเม็ดฝีแตกออกหรือรักษาไม่หายจะกลายเป็นมะเร็ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะไข้มะเรงตะมอย มีสัณฐานผุดขึ้นมาเท่าแม่มือ เท่าผลจิงจ้อ ถ้าถานขาวศีศะดำทำพิศม์หนัก ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมให้มัว บางทีผุดขึ้นมาขึ้นที่ตัวที่แขนที่ขา ให้แพทย์เร่งรักษาให้จงดี ถ้าแตกออกไปได้ ถ้าจุดยามิฟังแตกออกไป ถ้าไม่ตายกลายเปนมะเรง ...”."],
    [488,480,"ไข้มะเร็งปากทูม","ดูใน มะเร็งปากทูม.","น.","ฝีกาลชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นที่บริเวณหลัง ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง ๒ ข้าง ฝีนี้มียอดสีคราม เรียก ฝีมะเร็งปากทูม ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งปากทูม ถ้ารักษาไม่หาย ฝีจะแตกออกมีลักษณะเหมือนปากหมู เรียก มะเร็งปากหมู และเรียกฝีนี้ว่า ฝีมะเร็งปากหมู หากมีอาการไข้สูงมากร่วมด้วย เรียก ไข้มะเร็งปากหมู ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงปากหมู มีสัณฐานผุดขึ้นมา บวมขึ้นมาจากหลังทั้งสองก็มี ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเฃียว เหมือนน้ำคราม ทำพิศม์ต่างๆ ถ้าแพทย์จุดมิหายกลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูมถ้าแก้ดีไม่ตาย กลายเปนมะเรงปากหมู ...”."],
    [489,481,"ไข้มะเร็งปากหมู","ดูใน มะเร็งปากทูม.","น.","ฝีกาลชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นที่บริเวณหลัง ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง ๒ ข้าง ฝีนี้มียอดสีคราม เรียก ฝีมะเร็งปากทูม ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งปากทูม ถ้ารักษาไม่หาย ฝีจะแตกออกมีลักษณะเหมือนปากหมู เรียก มะเร็งปากหมู และเรียกฝีนี้ว่า ฝีมะเร็งปากหมู หากมีอาการไข้สูงมากร่วมด้วย เรียก ไข้มะเร็งปากหมู ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงปากหมู มีสัณฐานผุดขึ้นมา บวมขึ้นมาจากหลังทั้งสองก็มี ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเฃียว เหมือนน้ำคราม ทำพิศม์ต่างๆ ถ้าแพทย์จุดมิหายกลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูมถ้าแก้ดีไม่ตาย กลายเปนมะเรงปากหมู ...”."],
    [490,482,"ไข้มะเร็งเปลวไฟ","ดูใน มะเร็งเปลวไฟ.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขนาดเท่าลูกสะบ้า ฝีนี้มียอดสีเขียว เรียก ฝีมะเร็งเปลวไฟ ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่เป็นฝีเหมือนถูกไฟลวก เรียก ไข้มะเร็งเปลวไฟ หากฝีแตกออกเป็นแผลลึก อาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงเปลวไฟ มีสัณฐานผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้า ยอดเฃียวทำพิศม์เหมือนถูกไฟให้สลบ ให้แพทยเร่งแก้ให้จงดี ถ้าแตกหวะออกไปได้ตาย ...”."],
    [491,483,"ไข้มะหาเมฆ","ดู ไข้มหาเมฆ.","น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มหรือเม็ดขึ้นอยู่ใต้ผิวหนัง เห็นเป็นเงาสีดำอยู่ในเนื้อ ทำให้มีอาการเชื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง หอบสะอึก ปากฟันแห้ง ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่รู้สึกตัว เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๔-๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณมะหาเมฆ มหานิลต่อไป ถ้าว่าผุดขึ้นในเนื้อยังไม่ขึ้นหมด มีสัณฐานเท่าผลจิ่งจ้อสุกก็มี เปนเงาอยู่ในเนื้อยังมิขึ้นหมด ผุดทั้งตัวก็มีศีดำดังเมฆ ศีดำนิล กระทำพิศม์จับเชื่อมมัว ให้ลิ้นกระด้างคางแขง ให้หอบให้สอึก ไม่เปนสมประดี ให้ปากแห้งฟันแห้ง ให้ถ่ายอุจาระ ปะสาวะไม่รู้ตัวไม่รู้สึกว่าดีว่าชั่วให้เชื่อมมัวไปไม่เปนเวลา ให้สลบ ให้แพทย์พิจารณารักษาให้ละเอียด ตายสามส่วนรอดส่วนหนึ่ง …”, เขียนว่า ไข้มะหาเมฆ ก็มี."],
    [492,484,"ไข้เมฆสูตร",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้สุริยสูตร แต่แตกต่างกันที่ไข้จะกำเริบทำให้หมดสติ เมื่อเกิดพายุฝน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้เมฆสูตร ลักษณอาการเหมือนไข้สุริยะสูตร แต่ผิดกันบ้างเกิดพยุฟ้าพะยุฝน เมฆตั้งขึ้นทั่วทิศกระทำพิศม์ ให้สลบไข้สามประการนี้ บอกให้แพทย์พึงรู้ ...”."],
    [493,485,"ไข้ระบุชาติ",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงผุดขึ้นตามร่างกาย ทำให้เชื่อมมัว ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สะอึกตำราการแพทย์แผนไทยว่า ไข้ประเภทนี้รักษายาก ดังคัมภีร์ ตักกศิลา [๑/๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ระบุชาต ผุดเปนเม็ดเท่าเม็ด ผักปลังก็มี เท่าเม็ดเทียนก็มี เท่าเม็ดงาก็มี เปนเหล่ากันอยู่เดิมเท่านิ้วหนึ่งสองนิ้วก็มี ศีดังชาตยอดถานทั่วทั้งตัว กระทำพิศม์ให้จับเชื่อมมัวร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบสอึก กระทำพิศม์ต่าง ๆ ถ้าผู้จะเปนแพทย์รักษาโรคดีรอดบ้างตายบ้าง ถ้ารักษาไม่ดีตายหมดบอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [494,486,"ไข้รากสาด",null,"น.","ไข้กาฬกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัดมือเท้าเย็น ปวดศีรษะมาก ตาแดง เพ้อ มือกำเท้ากำ ตาเหลือกตาซ้อน หรืออาจมีอาการตัวเย็น เหงื่อออกมาก แต่ร้อนภายใน หอบ สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง เชื่อมมัว ไม่มีสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการถ่ายเป็นเลือด ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งไข้รากสาดออกเป็น ๙ ชนิด เรียกชื่อแตกต่างกันไปตามลักษณะอาการที่ปรากฏให้เห็นทางผิวหนัง ได้แก่ ไข้รากสาดปานแดง ไข้รากสาดปานดำ ไข้รากสาดปานเขียว ไข้รากสาดปานเหลือง ไข้รากสาดปานขาว ไข้รากสาดปานม่วง ไข้รากสาดนางแย้ม ไข้รากสาดพะนันเมือง และไข้รากสาดสามสหาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๘-๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้กาลไข้ลากสาดมีเก้าประการให้เท้าเย็น มือเย็นให้ตัวร้อนเปนเปลวไฟ ให้ปวดเปนกำลัง ให้จักษุแดงเปนโลหิต ให้จับเพ้อพกให้ร่ำรี้ร่ำไร เปนปีสาจ์เข้าอยู่ ให้ชักมือกำเท้ากำจักษุเหลือกจักษุช้อน ให้ร้อนเปนตอนเย็นเปนตอนลางทีจับเหมือนหลับจับตัวเย็นให้เหื่อตก เอาผ้าบิดออกได้แต่ร้อนในอกเปนกำลัง ให้หอบให้สอึกลิ้นกระด้างคางแฃง ให้จับเชื่อมมัวไม่สะดีสมประดีลางทีกระทำพิศม์ภายในให้ลงเปนโลหิต ไอเปนโลหิตให้อาเจียนเปนโลหิต เปนเสมหะ โลหิตเหน้าก็มีผุดขึ้นมา เหมือนลายต้นกระดาษก็มี ผุดขึ้นมาเปนทรายขาวทั้งตัวก็มี ลายเหมือนงูลายสาบก็มี ลายเหมือนลายเลือดก็มี ลายเหมือนดีบุกก็มี ...”, ไข้ลากสาด ก็เรียก."],
    [495,487,"ไข้รากสาดนางแย้ม",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มขนาดแตกต่างกันผุดขึ้นติดกันเป็นกลุ่ม ๆ ถ้าขึ้นทั่วทั้งตัวจะตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ลากสาดนางแย้ม ผุดขึ้นมาเปนเมดเล็ก ๆ เท่านิ้วหนึ่งสองนิ้ว สามนิ้ว มีสัณฐานดังดอกนางแย้มทั่วทั้งตัว เรียกว่า ลากสาดนางแย้ม บอกไว้ให้พึงรู้ตาย ...”."],
    [496,488,"ไข้รากสาดปานขาว",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีขาวผุดขึ้นเป็นวง ขนาดเท่าผลพุทรา ถ้าขึ้นทั่วทั้งตัวจะตายดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วย ไข้ลากสาดปานขาว ผุดขึ้นมาเปนวงเท่าผลพุทรา ฃาวเหมือนศีน้ำเข้าเชดผุดขึ้นทั่วทั้งตัว เรียกว่าลากสาดปานขาว บอกไว้ให้พึงรู้ตาย ...”."],
    [497,489,"ไข้รากสาดปานเขียว",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีครามขนาดแตกต่างกัน ผุดขึ้นเป็นกลุ่มตามผิวหนัง ถ้าเป็นทั่วทั้งตัวและลิ้นเป็นสีคราม ผู้ป่วยนั้นจะตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ลากสาดปานเขียวผุดขึ้นมาเปนหมู่ โตหนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว ก็มี เขียวดังศีครามลิ้นก็เขียวผุดขึ้นทั่วทั้งตัว เรียกว่าลากสาดปานเขียว บอกไว้ให้พึงรู้ตาย ...”."],
    [498,490,"ไข้รากสาดปานดำ",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ผุดขึ้นมาเป็นวง ๆ ตามตัว ลิ้นจะเป็นสีดำ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ลากสาดปานดำ ลักษณผุดขึ้นมาเท่าแว่นน้ำอ้อยดำดังนิล ลิ้นดำ ผุดทั่วตัวบอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [499,491,"ไข้รากสาดปานแดง",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มขนาดเล็กสีแดง ผุดขึ้นเป็นกลุ่มทั่วทั้งตัว ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ตาย รักษาไม่ได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ลากสาดปานแดง มีลักษณผุดขึ้นมาเปนเม็ดถั่วเล็ก ๆ แดง ๆ เปนหมู่เท่านิ้วสองนิ้วทั้งตัวเรียกว่าลากสาดปานแดงตาย ...”."],
    [500,492,"ไข้รากสาดปานม่วง",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มสีม่วงเข้ม ผุดขึ้นมาถ้าขึ้นทั่วทั้งตัว ผู้ป่วยนั้นจะตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ลากสาดปานม่วงผุดขึ้นมาศีดุจดังผลผักปลังสุก ผุดขึ้นทั่วทั้งตัว เรียกว่าลากสาดปานม่วง บอกไว้ให้พึงรู้ตาย ...”."],
    [501,493,"ไข้รากสาดปานเหลือง",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มขนาดเล็กผุดขึ้นเป็นกลุ่มตามผิวหนังทั่วทั้งตัว ผิวและลิ้นจะเป็นสีเหลือง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ลากสาดปานเหลือง ให้ผุดขึ้นมาเปนเมดเล็กๆ โตเท่านิ้วหนึ่งสองนิ้วสามนิ้ว แต่ผิวนั้นเหลืองลิ้นเหลือง ชื่อว่าลากสาดปานเหลืองบอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [502,494,"ไข้รากสาดพะนันเมือง",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผิวหนังนูนขึ้นเป็นแถบสีดำขนาดต่าง ๆ กันทั่วทั้งตัว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ลากสาดพะนันเมือง เปนหมู่เปนริ้วขึ้นมาเหมือนตัวปลิง โตหนึ่งนิ้ว สองนิ้ว สามนิ้ว ดำเหมือนมินม่อไปทั้งตัว ชื่อว่าลากสาดพะนันเมือง บอกไว้ให้พึงรู้ …”."],
    [503,495,"ไข้รากสาดสามสหาย",null,"น.","ไข้รากสาดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงเป็นกลุ่มเล็ก ๆ (ขยุ้ม) คล้ายตีนสุนัขผุดขึ้นทั่วทั้งตัว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ลากสาดสามสหาย ให้ผุดขึ้นมาเปนเม็ด ๆ เหมือนเท้าสุนักข์มีศีแดงทั่วทั้งตัว เรียกว่าลากสาดสามสหาย บอกไว้ให้แพทย์พึงรู้ ...”."],
    [504,496,"ไข้รำเพรำพัด",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง มักไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันออกไป เช่น อาจมีไข้ จุกเสียดในท้อง อาเจียน ละเมอเพ้อพก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าไข้รำเพรำพัด คือให้รากให้จุกในอุทรแล ให้แดกขึ้นแลแดกลงเป็นกำลัง แลให้มะเมอเพ้อพกดังผีเข้า แพทย์ไม่รู้ว่าเปนไข้สันนิบาตนั้นหามิได้เลย ...”, ไข้ลมเพลมพัด รำเพรำพัด หรือ ลมเพลมพัด ก็เรียก."],
    [505,497,"ไข้เริมน้ำข้าว, ไข้เริมน้ำเข้า",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว ปวดศีรษะ ผิวหนังมีเม็ดเล็ก ๆ ผุดเรียงตัวกันแน่นจนเห็นเป็นแผ่นเดียวกันหลายกลุ่ม ภายในมีน้ำขุ่น ๆ เรียก เริมน้ำข้าว หรือ เริมน้ำเข้า ดังคัมภีร์ตักกศิลา[๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้เริมน้ำค้าง เริมน้ำเข้านั้นต่อไป มีลักษณให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้จับเชื่อมมัวแล้วให้ปวด แล้วให้ผุดขึ้นมาเปนแผ่นนิ้วหนึ่งสองนิ้วสามนิ้วสี่นิ้ว เปนเหล่า ๆ กัน น้ำใสเขาเรียกว่าเริมน้ำค้าง ถ้าน้ำขุ่นเขาเรียกว่าเริมน้ำเข้า ให้เร่งประทับยา บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [506,498,"ไข้เริมน้ำค้าง",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวเชื่อมมัว ปวดศีรษะ ผิวหนังมีเม็ดเล็ก ๆ ผุดเรียงตัวกันแน่นจนเห็นเป็นแผ่นเดียวกันหลายกลุ่ม ภายในมีน้ำใส ๆ เรียกเริมน้ำค้าง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้ จะว่าด้วยลักษณไข้เริมน้ำค้าง เริมน้ำเข้านั้นต่อไป มีลักษณให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้จับเชื่อมมัวแล้วให้ปวดแล้วให้ผุดขึ้นมาเปนแผ่น นิ้วหนึ่งสองนิ้วสามนิ้วสี่นิ้ว เปนเหล่า ๆ กัน น้ำใสเขาเรียกว่าเริมน้ำค้าง ถ้าน้ำขุ่น เขาเรียกว่าเริมน้ำเข้า ให้เร่งประทับยา บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [507,499,"ไข้ลมเพลมพัด","ดู ไข้รำเพรำพัด.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันออกไป เช่น อาจมีไข้ จุกเสียดในท้อง อาเจียน ละเมอเพ้อพก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าไข้รำเพรำพัด คือให้รากให้จุกในอุทรแล ให้แดกขึ้นแลแดกลงเป็นกำลัง แลให้มะเมอเพ้อพกดังผีเข้า แพทย์ไม่รู้ว่าเปนไข้สันนิบาตนั้นหามิได้เลย ...”, ไข้ลมเพลมพัด รำเพรำพัด หรือ ลมเพลมพัด ก็เรียก."],
    [508,500,"ไข้ละลอกแก้ว","ดูใน ละลอกแก้ว.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย ฝีนี้อาจมีขนาดตั้งแต่เล็กจนถึงใหญ่ ภายในอาจมีหนองใส เรียก ฝีละลอกแก้ว เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้สูง ทำให้เกิดไข้พิษ เรียก ไข้ละลอกแก้ว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ละลอกแก้ว เกิดในท่ามกลางไข้พิศม์ มีลักษณสัณฐานเกิดเท่าผลผักปลังก็มีเท่าเม็ดถั่วดำก็มี เท่าเม็ดถั่วเฃียวก็มี เท่าเม็ดจิ่งจ้อก็มี เปนเงาหนองก็มี ให้แพทยเร่งรักษาให้จงดี ...”."],
    [509,501,"ไข้ลากสาด","ดู ไข้รากสาด.","น.","ไข้กาฬกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัดมือเท้าเย็น ปวดศีรษะมาก ตาแดง เพ้อ มือกำเท้ากำ ตาเหลือกตาซ้อน หรืออาจมีอาการตัวเย็น เหงื่อออกมาก แต่ร้อนภายใน หอบ สะอึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง เชื่อมมัว ไม่มีสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการถ่ายเป็นเลือด ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งไข้รากสาดออกเป็น ๙ ชนิด เรียกชื่อแตกต่างกันไปตามลักษณะอาการที่ปรากฏให้เห็นทางผิวหนัง ได้แก่ ไข้รากสาดปานแดง ไข้รากสาดปานดำ ไข้รากสาดปานเขียว ไข้รากสาดปานเหลือง ไข้รากสาดปานขาว ไข้รากสาดปานม่วง ไข้รากสาดนางแย้ม ไข้รากสาดพะนันเมือง และไข้รากสาดสามสหาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๘-๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้กาลไข้ลากสาดมีเก้าประการให้เท้าเย็น มือเย็นให้ตัวร้อนเปนเปลวไฟ ให้ปวดเปนกำลัง ให้จักษุแดงเปนโลหิต ให้จับเพ้อพกให้ร่ำรี้ร่ำไร เปนปีสาจ์เข้าอยู่ ให้ชักมือกำเท้ากำจักษุเหลือกจักษุช้อน ให้ร้อนเปนตอนเย็นเปนตอนลางทีจับเหมือนหลับจับตัวเย็นให้เหื่อตก เอาผ้าบิดออกได้แต่ร้อนในอกเปนกำลัง ให้หอบให้สอึกลิ้นกระด้างคางแฃง ให้จับเชื่อมมัวไม่สะดีสมประดีลางทีกระทำพิศม์ภายในให้ลงเปนโลหิต ไอเปนโลหิตให้อาเจียนเปนโลหิต เปนเสมหะ โลหิตเหน้าก็มีผุดขึ้นมา เหมือนลายต้นกระดาษก็มี ผุดขึ้นมาเปนทรายขาวทั้งตัวก็มี ลายเหมือนงูลายสาบก็มี ลายเหมือนลายเลือดก็มี ลายเหมือนดีบุกก็มี ...”, ไข้ลากสาด ก็เรียก."],
    [510,502,"ไข้ลำลาบเพลิง",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ เชื่อมมัว ผิวหนังมีผื่นผุดขึ้นเป็นแผ่น ๆ ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนมาก เหมือนไฟไหม้ หรือ น้ำร้อนลวก หากรักษาไม่ถูกต้อง อาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะสำแดงลำลาบเพลิงต่อไปลักษณลำลาบเพลิงนั้น ให้ผุดขึ้นมาเปนแผ่น ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้ปวด เชื่อมมัวไป ทำพิศม์ต่าง ๆ วางยา ไม่ดีน้ำเหลืองแตกตาย ...”."],
    [511,503,"ไข้เลี่ยมสมุทร","ดูใน เลี่ยมสมุทร.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดฝีซึ่งอาจมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วดำ ขึ้นบริเวณริมฝีปากบนหรือล่าง เมื่อเม็ดฝีนี้แตก จะมีเลือดไหล เรียก ฝีเลี่ยมสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง เรียก ไข้เลี่ยมสมุทร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า หากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตายได้ ดังคัมภีร์ตักศิลา [๑/๗๔-๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณเลี่ยมสมุทเกิดแต่ริมสีปากทั้งสองเกิดริมสีปาก ข้างบนข้างล่างก็มี ลางทีเปนเม็ดเท่าเม็ดถั่วดำก็มี ให้แตกร้าว เปนโลหิตไหล ทำพิศมให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้แพทยเร่งประทับยาให้จงดี ถ้าทำไม่ดีตายแล ...”."],
    [512,504,"ไข้สังวาลพระอินทร์",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงขึ้นเป็นแถว พาดเฉียงบ่า ทำให้มีอาการหอบ สะอึก สะบัดร้อนสะท้านหนาว เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้สังวาลพระอินทร์มีลักษณ สัณฐานผุดขึ้นเปนเมดแดง ๆ เปนแถว ถ้าหญิงขึ้นซ้าย ถ้าชายขึ้นขวา สะภายแล่งคล้ายสังวาล ให้เปนพิศม์จับหอบแลสะอึก ให้สบัดร้อน สบัดหนาวถ้าแพทย์จะแก้ ให้ประกอบยาให้จงหนักจะได้สักส่วนหนึ่งจะเสียสักสามส่วน …”."],
    [513,505,"ไข้สันนิบาต","ดู สันนิบาต.","น.","๑. ความเจ็บป่วยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง, ไข้สันนิบาต หรือ สันนิปาติกาอาพาธา ก็เรียก. ๒. ชื่อความเจ็บป่วยพวกหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเทิ้ม ชักกระตุก เพ้อ เป็นต้น เช่น สันนิบาตลูกนก สันนิบาตหน้าเพลิง สันนิบาตหนังตาตก."],
    [514,506,"ไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน","ดู สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน.","น.","สันนิบาตอันเกิดที่ชายตับ ผู้ป่วยจะมีอาการตับโต ตับย้อยหรือหย่อน มีไข้ ตัวเย็น ท้องอืดเฟ้อ ผะอืดผะอม เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน เมื่อบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดก็ดี มักเกิดขึ้นที่ชายตับ ให้ตับใหญ่ออกมาคับโครง บางทีให้ตับนั้นหย่อนลงถึงตะคาก ให้จับเป็นเพลาดังเป็นไข้และให้เย็นไปทั้งตัวแล้วให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้ผะอืดผะอม ถ้าแลลักษณะดังนี้บังเกิดแก่บุคคลผู้ใด นามชื่อว่าไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน ...”, ไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน ก็เรียก."],
    [515,507,"ไข้สามฤดู","ดู ไข้เปลี่ยนฤดู.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของแต่ละฤดู ผู้ป่วยมักมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนไทยอาจแบ่งโรคนี้ตามฤดูกาลเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ไข้ในฤดูร้อน ไข้ในฤดูฝน และไข้ในฤดูหนาว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๕/๓๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... พระอาจารย์เจ้าจะแสดงซึ่งไข้ทั้งสามสืบต่อไป แลไข้ในคิมหันตฤดูนั้นคือ เดือน ๕, เดือน ๖, เดือน ๗, เดือน ๘ เป็นไข้เพื่อโลหิตเป็นใหญ่กว่าลม กว่าเสมหะทั้งปวงทุกประการ ไข้ในวัสสานะฤดูนั้นคือ เดือน ๙, เดือน ๑๐, เดือน ๑๑, เดือน ๑๒ นี้ ไข้เพื่อลมเป็นใหญ่กว่าเลือด และเสมหะทั้งปวง ทั้งสองประการ ไข้ในเหมันตฤดูนั้นคือ เดือน ๑-๒-๓-๔ นี้ไข้เพื่อกำเดา แลเพื่อดีพลุ่ง เป็นใหญ่กว่าเสมหะ แลลมทั้งสองประการ อาการมีต่าง ๆ ให้นอนละเมอฝันร้ายแลเพ้อไป ย่อมเป็นหวัด มองคร่อหิวหาแรงมิได้ ให้เจ็บปาก ให้เท้าเย็น, มือเย็นแลน้ำลายมากแลกระหายน้ำเนืองๆ แลให้อยากเนื้อพล่า ปลายำสดคาว ให้อยากกินหวาน, กินคาว มักให้บิดขี้เกียจคร้าน มักเป็นฝีพุพองเจ็บข้อเท้าข้อมือ ย่อมสะท้านหนาวดังนี้ ท่านให้วางยาอันร้อนจึงชอบโรคนั้นแล ...”, ไข้ตามฤดู ไข้สามฤดู ไข้หัวลม หรือ อุตุปริณามชาอาพาธา ก็เรียก."],
    [516,508,"ไข้สายฟ้าฟาด",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นเป็นริ้วสีแดง สีเขียว หรือสีดำ พาดลงมาตามตัว ทำให้มีไข้สูง ร้อนในกระหายน้ำ ปากขม ปากฟันแห้ง เชื่อมมัว เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้สายฟ้าฟาด ให้ผุดเปนริ้วลงมาตามตัวนิ้วหนึ่งสองนิ้ว ตามตัวแดงดังผลตำลึงสุกก็มี เขียวดังสีครามก็มี ดังสีผลว่าสุกก็มี ดังศีมินม่อก็มี เปนริ้วลงมาตามตัวผุดทั้งหน้าทั้งหลังทำพิศม์ร้อนในกระหายน้ำ ให้ปากขมปากแห้งฟันแห้ง ให้ร้อนเปนเปลวไปทั้งตัว ให้เชื่อมมัวเปนกำลังไม่มีสะติสมประดี ให้สลบลักษณไข้สายฟ้าฟาด ดังนี้ ให้แพทย์เร่งแก้ให้จงดี จะได้สักส่วนหนึ่ง ตายสามส่วนบอกให้แพทย์พึงรู้ ...”."],
    [517,509,"ไข้สุริยสูตร",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้สูง มือเท้าเย็นเชื่อมมัว ไม่มีสติ ตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ หอบ สะอึก เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ไข้นี้จะกำเริบทำให้หมดสติเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๘] ตอนหนี่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้สุริยสูตร ลักษณอาการเหมือนกันกับไข้จันทรสูตรผิดกันแต่ลักษณพระอาทิตย์ ขึ้นแล้วทำพิศม์มากขึ้น จนพระอาทิตย์ตกลางทีให้สลบ บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [518,510,"ไขเสนียด","ดู น้ำครำ.","น.","๑. น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากน้ำเสียที่ขังอยู่ในพื้นดินที่เป็นแอ่ง เช่น ใต้ถุนครัว แพทย์โบราณมักเตรียมได้โดยการปักไม้หลักห่างจากแอ่งน้ำเสียนั้นประมาณ ๑ ศอก เมื่อยกไม้หลักออกจะมีน้ำใส ๆ ซึมออกมาในหลุมปัก ตักน้ำใส ๆ นั้นออกมาใช้ โดยทั่วไปก่อนใช้มักใช้เหล็กสรรพคุณเผาไฟให้ร้อนแดง จุ่มลงไปในน้ำนั้น เอาขึ้นทันที แล้วจึงนำน้ำนั้น ไปใช้เป็นน้ำกระสายยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีฃาวละลาย น้ำดอกไม้กวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเฃียว ละลาย น้ำครำแลสุรากวาด ฯ ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีแดง ละลายน้ำหัวหอมกวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเหลือง ละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดหายดีนัก ...”. ๒. นํ้าเสียที่ขังอยู่ในพื้นดินที่เป็นแอ่ง เช่น ใต้ถุนครัว ในท่อระบายน้ำเสีย, ไขเสนียด หรือ น้ำไขเสนียด ก็เรียก."],
    [519,511,"ไข้หงส์ระทด",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้สูง มือเท้าเย็นผิวหนังเกรียม ตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ เชื่อมมัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง หอบ สะอึก เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๗-๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงษ์รทด ให้จับเท้าเย็นตัวร้อนเปนเปลวเท้าเย็นมือเย็นให้เชื่อมมัว ไม่มีสติสมประดีให้หอบให้สอึก จับตัวแฃงไปเหมือนท่อนไม้ ท่อนฟืน ให้ลิ้นกระด้างคางแขงจับไม่เปนเวลาแต่ว่าไม่ผุดให้ตัวเกรียม ทั้งตัวถ้าแพทย์ผู้มีสะติปัญญาจะแก้ได้ จะเสียส่วนหนึ่งรอดส่วนหนึ่ง ...”."],
    [520,512,"ไข้หวัดน้อย",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดศีรษะมาก ไอ จาม มีน้ำมูก เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๘๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคนทั้งหลายใด เมื่อจะบังเกิดไข้เปนหวัดนั้น ให้สะบัดร้อนสท้านหนาว ปวดเปนกำลัง ระวิงระไวไอจาม ให้น้ำหมูกตก ลักษณอันหนึ่งเปนลักษณอันนี้ ไข้เพื่อหวัดน้อย อันว่าคนไข้ทั้งหลายนั้น ไม่กินยาก็หาย อาบน้ำก็หาย ใน ๓ วัน ๕ วัน ...”, ปัจจุบันเรียก ไข้หวัด."],
    [521,513,"ไข้หวัดใหญ่",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดศีรษะมาก ไอ จาม มีน้ำมูกมาก อาเจียน ปากแห้ง คอแห้ง เปรี้ยวปาก ขมปาก กินข้าวไม่ได้ เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๘๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคนไข้ทั้งหลายใด เมื่อจะเปนไข้นั้น ชื่อว่าหวัดใหญ่ ให้จับสบัดร้อนสท้านหนาว ให้ปวดศีรษะให้ไอให้จาม น้ำหมูกตกเปนกำลัง ให้ตัวร้อนให้อาเจียนให้ปากแห้งปากเปรี้ยวปากขมกินเข้าไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอ เปนกำลังแลทำพิศม์ ฅอแห้งปากแห้งเพดานแห้งจะหมูกแห้งน้ำหมูกแห้งไม่มี บางทีกระทำให้น้ำมูกไหล บางทีแปรไปให้ย้อยเปนกำลัง เหตุดังนี้เพราะว่ามันสมองนั้นเหลว ออกไปหยดออกจากนาศิกทั้งสองข้าง หยดลงไปปะทะกับสอเสมหะจึ่งให้ไอไปแก้มิฟัง ...”."],
    [522,514,"ไข้หัด","ดู ไข้ออกหัด.","น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวเชื่อมมัว ปวดศีรษะ หลังจากนั้นจะมีเม็ดคล้ายเม็ดทรายยอดแหลมผุดขึ้นทั่วตัว หากไม่มีเม็ดยอดผุดขึ้นมา โบราณเรียก หัดหลบ หรือ ไข้หัดหลบใน ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะแสดงไข้ออกหัดออกเหือดต่อไป ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีศะวันหนึ่งสองวัน ผุดขึ้นมาเปนเม็ดทรายไปทั่วทั้งตัวมียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าในท้องให้ลง ลักษณหัดเหือดมีลักษณคล้ายคลึงกัน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้หัดก็เรียก."],
    [523,515,"ไข้หัดหลบใน","ดูใน ไข้ออกหัด.","น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวเชื่อมมัว ปวดศีรษะ หลังจากนั้นจะมีเม็ดคล้ายเม็ดทรายยอดแหลมผุดขึ้นทั่วตัว หากไม่มีเม็ดยอดผุดขึ้นมา โบราณเรียก หัดหลบ หรือ ไข้หัดหลบใน ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะแสดงไข้ออกหัดออกเหือดต่อไป ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีศะวันหนึ่งสองวัน ผุดขึ้นมาเปนเม็ดทรายไปทั่วทั้งตัวมียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าในท้องให้ลง ลักษณหัดเหือดมีลักษณคล้ายคลึงกัน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้หัดก็เรียก."],
    [524,516,"ไข้หัวลม","ดู ไข้เปลี่ยนฤดู.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของแต่ละฤดู ผู้ป่วยมักมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนไทยอาจแบ่งโรคนี้ตามฤดูกาลเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ไข้ในฤดูร้อน ไข้ในฤดูฝน และไข้ในฤดูหนาว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๕/๓๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... พระอาจารย์เจ้าจะแสดงซึ่งไข้ทั้งสามสืบต่อไป แลไข้ในคิมหันตฤดูนั้นคือ เดือน ๕, เดือน ๖, เดือน ๗, เดือน ๘ เป็นไข้เพื่อโลหิตเป็นใหญ่กว่าลม กว่าเสมหะทั้งปวงทุกประการ ไข้ในวัสสานะฤดูนั้นคือ เดือน ๙, เดือน ๑๐, เดือน ๑๑, เดือน ๑๒ นี้ ไข้เพื่อลมเป็นใหญ่กว่าเลือด และเสมหะทั้งปวง ทั้งสองประการ ไข้ในเหมันตฤดูนั้นคือ เดือน ๑-๒-๓-๔ นี้ไข้เพื่อกำเดา แลเพื่อดีพลุ่ง เป็นใหญ่กว่าเสมหะ แลลมทั้งสองประการ อาการมีต่าง ๆ ให้นอนละเมอฝันร้ายแลเพ้อไป ย่อมเป็นหวัด มองคร่อหิวหาแรงมิได้ ให้เจ็บปาก ให้เท้าเย็น, มือเย็นแลน้ำลายมากแลกระหายน้ำเนืองๆ แลให้อยากเนื้อพล่า ปลายำสดคาว ให้อยากกินหวาน, กินคาว มักให้บิดขี้เกียจคร้าน มักเป็นฝีพุพองเจ็บข้อเท้าข้อมือ ย่อมสะท้านหนาวดังนี้ ท่านให้วางยาอันร้อนจึงชอบโรคนั้นแล ...”, ไข้ตามฤดู ไข้สามฤดู ไข้หัวลม หรือ อุตุปริณามชาอาพาธา ก็เรียก."],
    [525,517,"ไข้เหือด","ดู ไข้ออกเหือด.","น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้ออกหัดแต่เม็ดที่ผุดขึ้นทั่วตัวยอดไม่แหลม ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะแสดงไข้ออกหัดออกเหือดต่อไป ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีศะวันหนึ่งสองวัน ผุดขึ้นมาเปนเม็ดทราย ไปทั่วทั้งตัวมียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าในท้องให้ลง ลักษณหัดเหือดมีลักษณคล้ายคลึงกัน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้เหือด ก็เรียก."],
    [526,518,"ไข้แหงน",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้ ชักจนอกแอ่น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า แพทย์มีเวลาเพียง ๑ วัน ที่จะรักษาให้หายได้ หากผู้ป่วยมีอาการตัวแอ่นมากจนเส้นท้องขาดก็จะตาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... ไข้แหงน นั้นให้จับชักแอ่นเข้า จนเส้นท้องขาดตาย ไข้สองประการนี้มีอายุ ที่แพทยจะแก้ได้นั้นแต่วันเดียว …”."],
    [527,519,"ไข้ออกหัด",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวเชื่อมมัว ปวดศีรษะ หลังจากนั้นจะมีเม็ดคล้ายเม็ดทรายยอดแหลมผุดขึ้นทั่วตัว หากไม่มีเม็ดยอดผุดขึ้นมา โบราณเรียก หัดหลบ หรือ ไข้หัดหลบใน ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะแสดงไข้ออกหัดออกเหือดต่อไป ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีศะวันหนึ่งสองวัน ผุดขึ้นมาเปนเม็ดทรายไปทั่วทั้งตัวมียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าในท้องให้ลง ลักษณหัดเหือดมีลักษณคล้ายคลึงกัน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้หัดก็เรียก."],
    [528,520,"ไข้ออกเหือด",null,"น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้ออกหัดแต่เม็ดที่ผุดขึ้นทั่วตัวยอดไม่แหลม ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะแสดงไข้ออกหัดออกเหือดต่อไป ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีศะวันหนึ่งสองวัน ผุดขึ้นมาเปนเม็ดทราย ไปทั่วทั้งตัวมียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าในท้องให้ลง ลักษณหัดเหือดมีลักษณคล้ายคลึงกัน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้เหือด ก็เรียก."],
    [529,521,"ไข้อิดำ",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีดำขนาดต่าง ๆ กัน ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มทั่วทั้งตัว มีอาการตัวร้อน มือเท้าเย็น ตาแดง ปวดศีรษะ เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... แลลักษณไข้พิศม์นั้นคืออิดำอิแดง ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเปนเปลวไฟให้จักษุแดงดังแสงโลหิตร้อนเปนตอนเย็นเปนตอนหนึ่งมิได้เสมอกัน ลางทีจับแต่รุ่งจนเที่ยง ลางทีจับแต่เที่ยงจบค่ำ ลางทีจับแต่ค่ำจนรุ่งลางทีให้ปวดศีศะให้ผุดเป็นแผ่นนิ้วหนึ่งก็มีสองนิ้วก็มี เท่าใบพุดทราก็มี ลางทีผุดขึ้นมาเท่าใบเทียนก็มีทั่วทั้งตัว แดงก็มีดำก็มี แดงนั้นเบากว่าดำ ...”, ไข้อีดำ ก็เรียก."],
    [530,522,"ไข้อิแดง",null,"น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีแดงขนาดต่าง ๆ กันขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มทั่วทั้งตัว มีอาการคล้ายไข้อิดำ แต่รุนแรงน้อยกว่า ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... แลลักษณไข้พิศม์นั้นคืออิดำอิแดง ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเปนเปลวไฟให้จักษุแดงดังแสงโลหิตร้อน เปนตอนเย็นเปนตอนหนึ่งมิได้เสมอกัน ลางทีจับแต่รุ่งจนเที่ยง ลางทีจับแต่เที่ยงจบค่ำ ลางทีจับแต่ค่ำจนรุ่ง ลางทีให้ปวดศีศะให้ผุดเป็นแผ่นนิ้วหนึ่งก็มีสองนิ้วก็มี เท่าใบพุดทราก็มี ลางทีผุดขึ้นมาเท่าใบเทียนก็มีทั่วทั้งตัว แดงก็มีดำก็มี แดงนั้นเบากว่าดำ ...”, ไข้อีแดง ก็เรียก."],
    [531,523,"ไข้อีดำ","ดู ไข้อิดำ.","น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีดำขนาดต่าง ๆ กัน ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มทั่วทั้งตัว มีอาการตัวร้อน มือเท้าเย็น ตาแดง ปวดศีรษะ เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... แลลักษณไข้พิศม์นั้นคืออิดำอิแดง ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเปนเปลวไฟให้จักษุแดงดังแสงโลหิตร้อนเปนตอนเย็นเปนตอนหนึ่งมิได้เสมอกัน ลางทีจับแต่รุ่งจนเที่ยง ลางทีจับแต่เที่ยงจบค่ำ ลางทีจับแต่ค่ำจนรุ่งลางทีให้ปวดศีศะให้ผุดเป็นแผ่นนิ้วหนึ่งก็มีสองนิ้วก็มี เท่าใบพุดทราก็มี ลางทีผุดขึ้นมาเท่าใบเทียนก็มีทั่วทั้งตัว แดงก็มีดำก็มี แดงนั้นเบากว่าดำ ...”, ไข้อีดำ ก็เรียก."],
    [532,524,"ไข้อีแดง","ดู ไข้อิแดง.","น.","ไข้พิษไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นสีแดงขนาดต่าง ๆ กันขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มทั่วทั้งตัว มีอาการคล้ายไข้อิดำ แต่รุนแรงน้อยกว่า ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... แลลักษณไข้พิศม์นั้นคืออิดำอิแดง ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเปนเปลวไฟให้จักษุแดงดังแสงโลหิตร้อน เปนตอนเย็นเปนตอนหนึ่งมิได้เสมอกัน ลางทีจับแต่รุ่งจนเที่ยง ลางทีจับแต่เที่ยงจบค่ำ ลางทีจับแต่ค่ำจนรุ่ง ลางทีให้ปวดศีศะให้ผุดเป็นแผ่นนิ้วหนึ่งก็มีสองนิ้วก็มี เท่าใบพุดทราก็มี ลางทีผุดขึ้นมาเท่าใบเทียนก็มีทั่วทั้งตัว แดงก็มีดำก็มี แดงนั้นเบากว่าดำ ...”, ไข้อีแดง ก็เรียก."],
    [533,525,"คชราช, คชราด",null,"น.","ชื่อโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เป็นแผลเรื้อรัง บางรายแผลนั้นบานเหวอะหวะออก มีกลิ่นเหม็น เป็นแม่แผลให้เกิดแผลอื่นจําพวกเดียวกันพุออกไปอีก ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ คชราดบอน และคชราดหูด ดังตำรา-ยาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๔๑]ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะคชราด ๒ จำพวก สืบต่อไปเป็นคำรบ ๒ คือคชราชบอนจำพวก ๑ คือคชราชหูดจำพวก ๑ อันจะบังเกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ...”, คุดทะราด ก็เรียก."],
    [534,526,"คชราดบอน",null,"น.","คชราดชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกองอาโปธาตุ เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วยมีตุ่มขึ้นตามผิวหนังมีอาการคันมาก เมื่อเกาจะเปื่อยเป็นน้ำเหลืองไหล ดังตำรา- ยาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคชราดบอนนั้น เมื่อแรกจะบังเกิดขึ้น ผุดขึ้นมาคล้ายดอกดาวเรือง กระทำให้คันเป็นกำลัง ครั้นเกาเข้า ก็เปื่อยออกเป็นน้ำเหลืองหยดย้อยไป มิสู้ร้ายนักเกิดแต่กองอาโปธาตุ ...”."],
    [535,527,"คชราดหูด",null,"น.","คชราดชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกองปัถวีธาตุร่วมกับวาโยธาตุ เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วยมีตุ่มหัวแข็งขึ้นที่ผิวหนัง มีอาการคันมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคชราดหูดนั้น เมื่อแรกจะบังเกิดผุดขึ้นมามีศีรษะนั้นแข็ง สัณฐานดุจหิดมีพิษน้อย กระทำให้คันเป็นกำลังเป็นประมาณ แต่ยอดจะได้แตกออกนั้นหามิได้ มักบังเกิดกับด้วยลมอันมีพิษนั้นเนืองๆ เกิดแต่กองปัถวีธาตุ วาโยธาตุ ระคนกันให้โทษ …”."],
    [536,528,"คณาเภสัช",null,"น.","ระบบวิชาความรู้ที่ว่าด้วยหมู่ยา พวกยา หรือกลุ่มยา จัดเป็นหลักวิชาด้านเภสัชกรรมไทย ๑ ใน ๔ หมวดวิชา อันได้แก่ เภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณาเภสัช และเภสัชกรรม แพทย์แผนไทยจัดตัวยาไว้เป็นหมู่หรือพวกเดียวกัน เรียกเป็นชื่อเดียวกัน เรียกเป็นคำตรงบ้าง คำศัพท์บ้าง เพื่อสะดวกในการตั้งตำรับยา ง่ายต่อการศึกษาจดจำ และเป็นภูมิรู้ของหมอ ตำราเภสัชกรรมไทยแบ่งคณาเภสัชเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ จุลพิกัด พิกัดยา และมหาพิกัด."],
    [537,529,"คนทา",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHarrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… รากคนทามีรสขมเฝื่อน แก้ไข้เส้น ไข้เหนือและไข้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้รากปรุงเป็นยารับประทานแก้ไข้ทุกชนิด และขับพิษไข้หัวให้ออกผื่นได้รวดเร็ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ตามกิ่งมีหนามแหลมโค้ง ยอดอ่อนมักมีขน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ช่อดอกแบบช่อกระจุกและช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๔-๕ ดอก หรือทวีคูณของ ๔ หรือ ๕ ดอก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลีบดอกรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปเกือบกลม แบน ผนังผลชั้นนอก คล้ายแผ่นหนัง ชั้นในแข็ง เมล็ดขนาดเล็ก เปลือกนอกบาง, กะลันทา โกทา สีฟัน สีฟันคนทา สีเตาะ หนามกะแท่ง หรือ หนามจี้ ก็เรียก."],
    [538,530,"ครรภ, ครรภ-, ครรภ์",null,"น.","ห้อง, ท้อง, เช่นหญิงมีครรภ์ (ใช้เฉพาะผู้หญิงที่มีลูกอยู่ในท้อง) ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าสัตรีทั้งปวงนั้นมีครรภ์อันตั้งขึ้นได้ ๑๕ วัน ก็ดี แลเดือนหนึ่งก็ดี สำแดงกายให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย ให้รู้ว่าตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว เพราะว่าเอนผ่านนั้นเขียว หัวนมนั้นคล้ำดำเข้าแล้วตั้งขึ้นเปนเมดรอบหัวนมนั้น ก็ให้แพทย์พึงรู้ว่าสัตรีผู้นั้นมีครรภโดยสังเขป …”."],
    [539,531,"ครรภ์ทวารกำเนิด","ดู ครรภ์วารกำเนิด, ครรภ์","น.","วาระกำเนิด. การตั้งครรภ์เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิไปจนถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งอาการแสดงออกของมารดาสามารถใช้ทำนายเพศ วันปฏิสนธิหรือวันคลอด และซางเจ้าเรือนของทารกในครรภ์ได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้ามิดังนั้นก็ให้มารดาฝันเหนวิปริต ก็รู้ว่าครรภตั้งแลครรภตั้งขึ้นแล้ว มิได้วิปริต ครบ ๗ วันก็ข้นเข้าดังน้ำล้างเนื้อ เมื่อไปอีก ๗ วันเปนชิ้นเนื้อ ไปอีก ๗ วันเปนสัณฐานดุจไข่ ไปอีก ๗ วันก็แตกออกเป็นปัญจสาขา ๕ แห่ง คือ ศีศะแล มือ แลเท้า ไปอีก ๗ วันก็เกิดเกษาโลมานขาทันตาลำดับกันไปดังนี้ ในขณเมื่อครรภตั้งขึ้นได้เดือน ๑ กับ ๑๒ วันนั้น โลหิตจึ่งบังเกิดเวียนเข้าเปนตานกยุง ที่หัวใจเปนเครื่องรับดวงจิตรวิญญาณ ถ้าหญิงเวียนซ้าย ถ้าชายเวียนขวา แต่มิได้ปรากฎออกมา ครั้นเมื่อครรภถ้วนไตรมาสแล้ว โลหิตนั้นก็แตกออกไปตามปัญจสาขา เมื่อได้ ๔ เดือน จึงตั้งอาการ ๓๒ นั้น จึ่งบังเกิดตาแลหน้าผากก่อน สิ่งทั้งปวงจึงบังเกิดเปนอันดับกันไป เมื่อครรภได้ ๕ เดือนจึ่งมีจิตรแลเบญจขันธพร้อม …” [๑/๑๗๕] “… ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้มารดานั้นปวดศีรษะและให้เจ็บนม ให้อยากของอันหวาน ให้เมื่อยแขนทั้งสองข้างให้ตาฟางให้หูหนักให้เป็นลมมึนตึง แลให้อาเจียรลม เปล่า ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วก็ให้พึงรู้ว่าสัตวมาเอาปฏิสนธิวันจันทร เมื่อจะคลอดก็วันจันทร เพราะว่ากำเนิดซางน้ำเปน เจ้าเรือน กุมารผู้นั้นจึงแสดงเพศออกแก่มารดาดังนี้ ...”, ครรภ์ทวารกำเนิด หรือ คัพภวาระกำเนิด ก็เรียก."],
    [540,532,"ครรภประสูติ, ครรภ์ประสูติ",null,"น.","การคลอดบุตร การดูแลช่วยเหลือมารดาและทารกขณะคลอด ตลอดจนการดูแลทารกแรกเกิด จนถึงอายุ ๑๒ เดือน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... ตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ตราบเท่าถ้วยทศมาศ คือ ๑๐ เดือน เป็นกำหนดตามธรรมดาประเพณี ยังมีลมจำพวกหนึ่งชื่อว่ากัมมัชชวาต ก็บังเกิดพัดกำเริบแห่งเส้นและเอ็นที่รัดรึงตัวกุมารนั้นไว้ ก็ให้กลับเอาศีรษะลงเบื้องต่ำ ฤกษยามดีแล้ว กุมารและกุมารีทั้งหลายนั้นก็คลอดออกจากครรภ์แห่งมารดานั้น ... ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาได้เดือน ๑ ท่านให้เอาใบกระเพรา ใบเสนียด ใบตานหม่อน บอระเพ็ด บดละลายน้ำท่าให้กินประจำท้อง กันสำรอกเด็กในเดือน ๑ ดีนัก ...”."],
    [541,533,"ครรภ์ปรามาศ, ครรภ์ปรามาส, ครรภ์ปะรามาศ",null,"น.","การตั้งครรภ์อันเกิดจากการลูบท้องบริเวณรอบสะดือของพรหม ๒ องค์ ที่มีชื่อว่า พรหมจารี ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… เมื่อแผ่นดินแลเขาพระเมรุตั้งขึ้นแล้วนั้น พระอิศรผู้เปนเจ้าเธออาราธนาพรหม ๒ องค์ ทรงนามว่าพรหมอาจารีย ลงมากินง้วนดิน ครั้นกินแล้วก็ทรงครรภ์คลอดบุตรได้ ๑๒ คน อันพวกนี้เกิดด้วยครรปรามาศ คือว่าเอามือลูบนาภีก็มีครรภ เกิดบุตรแพร่ไปทั้ง ๔ ทวีป แตกเปนภาษาต่างๆ กัน ...”, เขียนว่า ครรภ์ปะรามาศ หรือ ครรภ์-ปะรามาศ ก็มี. (มาจากคำ ครรภ์ แปลว่า ท้อง และปรามาส แปลว่า การลูบคลำ การจับต้อง)."],
    [542,534,"ครรภปรามาศ, ครรภปะรามาศ","ดู ครรภ์ปรามาศ, ครรภ์ปรามาส,","น.","ครรภ์ปะรามาศ. การตั้งครรภ์อันเกิดจากการลูบท้องบริเวณรอบสะดือของพรหม ๒ องค์ ที่มีชื่อว่า พรหมจารี ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… เมื่อแผ่นดินแลเขาพระเมรุตั้งขึ้นแล้วนั้น พระอิศรผู้เปนเจ้าเธออาราธนาพรหม ๒ องค์ ทรงนามว่าพรหมอาจารีย ลงมากินง้วนดิน ครั้นกินแล้วก็ทรงครรภ์คลอดบุตรได้ ๑๒ คน อันพวกนี้เกิดด้วยครรปรามาศ คือว่าเอามือลูบนาภีก็มีครรภ เกิดบุตรแพร่ไปทั้ง ๔ ทวีป แตกเปนภาษาต่างๆ กัน ...”, เขียนว่า ครรภ์ปะรามาศ หรือ ครรภ์-ปะรามาศ ก็มี. (มาจากคำ ครรภ์ แปลว่า ท้อง และปรามาส แปลว่า การลูบคลำ การจับต้อง)."],
    [543,535,"ครรภ์ปริมณฑล",null,"น.","การดูแลรักษาพยาบาลมารดาและทารกในระยะตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้ว่าด้วยครรภ-ปริมณฑลต่อไปตามเรื่องดังนี้ ถ้าสัตรีผู้ใดมีครรภตั้งแต่ได้ ๓ เดือนขึ้นไปถึง ๑๐ เดือนเปนไข้ดุจดังกล่าวมาแต่หนหลังจะแก้ด้วยสิ่งใดๆ ก็มิฟัง ท่านให้แต่งยาขนานนี้กิน ...”."],
    [544,536,"ครรภ์รักษา",null,"น.","การดูแลรักษาพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ให้เป็นปรกติดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้าสัตรีภาพมีครรภได้เดือนหนึ่งก็ดี ถ้าไข้รำเพรำพัด คือให้รากให้จุกในอุทร แลให้แดกขึ้นแลแดกลงเปนกำลัง แลให้มะเมอเพ้อพกดังผีเข้า แพทยไม่รู้ว่าเปนไข้สันนิบาตนั้นหามิได้เลย บังเกิดโทษในครรภรักษานั้นเอง ถ้าจะแก้ให้ทำตามบุราณเสียก่อน ท่านให้ทำบัตร ๔ มุม เอาแป้งคลึงท้องด้วยมนต์ …”."],
    [545,537,"ครรภ์วารกำเนิด, ครรภ์วาระกำเนิด",null,"น.","การตั้งครรภ์เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิไปจนถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งอาการแสดงออกของมารดาสามารถใช้ทำนายเพศ วันปฏิสนธิหรือวันคลอด และซางเจ้าเรือนของทารกในครรภ์ได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้ามิดังนั้นก็ให้มารดาฝันเหนวิปริต ก็รู้ว่าครรภตั้งแลครรภตั้งขึ้นแล้ว มิได้วิปริต ครบ ๗ วันก็ข้นเข้าดังน้ำล้างเนื้อ เมื่อไปอีก ๗ วันเปนชิ้นเนื้อ ไปอีก ๗ วันเปนสัณฐานดุจไข่ ไปอีก ๗ วันก็แตกออกเป็นปัญจสาขา ๕ แห่ง คือ ศีศะแล มือ แลเท้า ไปอีก ๗ วันก็เกิดเกษาโลมานขาทันตาลำดับกันไปดังนี้ ในขณเมื่อครรภตั้งขึ้นได้เดือน ๑ กับ ๑๒ วันนั้น โลหิตจึ่งบังเกิดเวียนเข้าเปนตานกยุง ที่หัวใจเปนเครื่องรับดวงจิตรวิญญาณ ถ้าหญิงเวียนซ้าย ถ้าชายเวียนขวา แต่มิได้ปรากฎออกมา ครั้นเมื่อครรภถ้วนไตรมาสแล้ว โลหิตนั้นก็แตกออกไปตามปัญจสาขา เมื่อได้ ๔ เดือน จึงตั้งอาการ ๓๒ นั้น จึ่งบังเกิดตาแลหน้าผากก่อน สิ่งทั้งปวงจึงบังเกิดเปนอันดับกันไป เมื่อครรภได้ ๕ เดือนจึ่งมีจิตรแลเบญจขันธพร้อม …” [๑/๑๗๕] “… ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้มารดานั้นปวดศีรษะและให้เจ็บนม ให้อยากของอันหวาน ให้เมื่อยแขนทั้งสองข้างให้ตาฟางให้หูหนักให้เป็นลมมึนตึง แลให้อาเจียรลม เปล่า ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วก็ให้พึงรู้ว่าสัตวมาเอาปฏิสนธิวันจันทร เมื่อจะคลอดก็วันจันทร เพราะว่ากำเนิดซางน้ำเปน เจ้าเรือน กุมารผู้นั้นจึงแสดงเพศออกแก่มารดาดังนี้ ...”, ครรภ์ทวารกำเนิด หรือ คัพภวาระกำเนิด ก็เรียก."],
    [546,538,"ครรภ์วิปลาส",null,"น.","ครรภ์ที่ตกหรือแท้งไป ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๙] ตอนหนึ่งว่า “... บัดนี้จะว่าด้วยลักษณครรภวิปลาศต่อไป ... อันว่าหญิงจำพวกใดก็ทรงไว้ซึ่งครรภอันบังเกิดซึ่งกามวิตกนั้นหนาไป ด้วยไฟราคอันเป็นสมุฐานนั้นกล้านัก อันว่าสัตวทั้งหลายก็มิอาจตั้งมูลปฏิสนธินั้นขึ้นได้ ก็มีอันตรายนั้นต่างๆ ก็มีด้วยประการดังนี้ อันว่าสตรีจำพวกใดควรจะกินก็กิน ซึ่งของอันเผ็ดและร้อนเปนต้นต่างๆ ซึ่งของอันจะให้ลงท้องนั้น เปนต้นต่างๆ คือยาที่จะให้แสลงโรคนั้นต่างๆ เปนลักษณะแห่งธาตุน้ำกำเริบแห่งบุคคลผู้นั้นแท้จริง ก็มีอุปมาดุจดังประไลยกัลป์ อันจะพัดให้ฉิบหายเสียซึ่งสัตวอันจะมาเอาปฏิสนธินั้น ในครรภแห่งสตรีภาพผู้นั้น ก็มิอาจตั้งมูลปฏิสนธิขึ้นได้ด้วยประการดังนี้ …อันว่าสตรีผู้ใดมีจิตรนั้นมักมากไป ด้วยความโกรธก็วิ่งไปมาโดยเร็ว เมื่อลักขณะโกรธบางทีก็ทิ้งทอดซึ่งตัวเองลงยกมือขึ้นทั้ง ๒ ประหารซึ่งตนเอง อนึ่งโสดอันว่าหญิงปากร้ายมิได้รู้จักซึ่งโทษแห่งตน ย่อมด่าตัดพ้อเปนอันหยาบช้า ซึ่งตัว แห่งตนก็ดี ซึ่งบุคคลผู้อื่นก็ดี เขากระทำโทษคือว่าทุบถองตีโบยด้วยกำลังแรงนั้นต่างๆ สตรีผู้นั้นก็เจบช้ำ ซึ่งครรภแห่งหญิงผู้นั้นก็ตกไป ด้วยประการดังนี้ อันว่าหญิงจำพวกใด ก็ทรงไว้ซึ่งครรภก็ดี คือภูตปีศาจหากกระทำโทษต่างๆ ครรภนั้นก็มิได้ตั้งขึ้น บางทีต้องสาตราคมคุนไสคนเขากระทำก็ดี อันว่าลูกอันอยู่ในครรภนั้นก็ตกไปแท้จริงด้วยประการดังนี้ ...”."],
    [547,539,"ครั่ง",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรังของแมลงสกุล Laccifera ในวงศ์Lacciferidae หลายชนิด เช่น L. chinensis Mahdihassan, L. lacca Kerr เป็นก้อนร่วน เปราะ สีแดงคล้ำ มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ขี้ครั่งรสฝาดหวาน แก้ไอบำรุงโลหิต ห้ามเสมหะ คุมธาตุ และแก้ข้อหักข้อซ้น …” และคัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ครั่ง รู้แก้ไอ แก้ข้อซ้นและช้ำ ...”, ขี้ครั่ง ครั่งดุ้น หรือ ครั่งดิบ ก็เรียก. (อ. lac)."],
    [548,540,"ครั่งดิบ, ครั่งดุ้น","ดู ครั่ง.","น.","เครื่องยาที่เป็นรังของแมลงสกุล Laccifera ในวงศ์Lacciferidae หลายชนิด เช่น L. chinensis Mahdihassan, L. lacca Kerr เป็นก้อนร่วน เปราะ สีแดงคล้ำ มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ขี้ครั่งรสฝาดหวาน แก้ไอบำรุงโลหิต ห้ามเสมหะ คุมธาตุ และแก้ข้อหักข้อซ้น …” และคัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ครั่ง รู้แก้ไอ แก้ข้อซ้นและช้ำ ...”, ขี้ครั่ง ครั่งดุ้น หรือ ครั่งดิบ ก็เรียก. (อ. lac)."],
    [549,541,"คร้าน",null,"ว.","มีความรู้สึกไม่อยากจะทำหรือคิดหรือไม่อยากแสดงอาการใด ๆ."],
    [550,542,"ครีบ",null,"น.","เนื้อเยื่อที่เป็นแผ่นติดกันเป็นพืด อาจอยู่ใต้ท้องหรือสันหลังของสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ปลิง ปลา หรือใช้เรียก บางสิ่งที่มีลักษณะเช่นนั้น."],
    [551,543,"ครีบกรด","ดู ฝีครีบกรด.","น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มแข็งสีแดง ขนาดตั้งแต่เมล็ดงาถึงถั่วเขียวขึ้นที่ครีบลิ้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่าทำให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง เจ็บ ๆ คัน ๆ หากรักษาไม่ทัน ยอดฝีแตกออก จะเปื่อยเป็นขุม ลามไปทั่วลิ้นทั้งด้านบนและด้านล่าง อาจบวมทะลุไปถึงบริเวณใต้คาง มีเลือดและ หนองไหล กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค บังเกิดภายในอันชื่อว่าครีบกรด อันบังเกิดขึ้นตามครีบชิวหานั้นเป็นคำรบ ๖ เมื่อแรกจะขึ้นนั้นมีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียวและเมล็ดงา แข็งขึ้นมาเหมือนหัวหูดแล้วจำเริญขึ้น มีพรรณะ แดงดังชาดจิ้ม มีอาการกระทำให้ชิวหานั้นกระด้าง ให้เจ็บๆ คันๆ ท่านให้เร่งเกลื่อนเสียแต่ยังอ่อนอยู่นั้น อย่าให้ทันยอดแตกออกได้ ถ้าจำเริญแก่เข้าแล้วก็แตกออกเปื่อยลามเป็นขุมๆ มีประเภทเหมือนยวงสะท้อน ลามไปในชิวหาพื้นและพื้นล่าง บางทีบวมทะลุลงไปใต้คางเป็นบุพโพโลหิตไหลมิได้ขาดเหม็นเหมือนทรากอาศพ ถ้าผู้เป็นดังนี้เป็นกรรมของผู้นั้น ...”, ครีบกรด ก็เรียก."],
    [552,544,"คลึง",null,"ก.","ใช้มือหรือส่วนของมือ แขน ศอก เข่า เท้าหรือส่วนของเท้า หรืออวัยวะอื่นใด หรือวัสดุอุปกรณ์อื่น กดแล้วหมุนหรือเคลื่อนไปมา สำหรับบำบัดโรคหรืออาการบางอย่างเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย."],
    [553,545,"คลื่นไส้",null,"ก.","ปั่นป่วนในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ชวนให้อาเจียน."],
    [554,546,"คลื่นเหียน",null,"ก.","มีอาการคลื่นไส้ จะอาเจียน ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์[๕๑/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... ไข้ใดให้คลื่นเหียน แลอาเจียรน้ำลายครัน ...”."],
    [555,547,"คลู","ดู ขลู่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบ กิ่งอ่อน และช่อดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pluchea indica (L.) Less. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐๔] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาต้ม รับประทานขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ และใช้เปลือกบางของต้นขูดขนให้สะอาด ทำเป็นเส้นคล้ายยาสูบ มวนสูบแก้ริดสีดวงจมูก และต้ม เอาไอรมทวารหนัก กับรับประทานแก้ริดสีดวง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pluchea indica (L.) Less. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า Indian fleabane เป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง ๒ เมตร ยอดอ่อนมีขน ลำต้นค่อนข้างตรง สีเขียวแกมม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับหรือรูปไข่ แผ่นใบค่อนข้างหนา ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกย่อยแบบช่อกระจุกแน่น สีชมพูอมม่วงอ่อน มีดอก ๒ แบบ ดอกกลางเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี ๓-๗ ดอก ขนาดใหญ่กว่าดอกวงนอก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน ขนาดเล็กมาก รูปรีหรือรูปทรงกระบอก มีขนเป็นพู่สั้นตอนปลาย, คลู หนาดงัว หนาดงั่ว หนาดงิ้ว หรือ หนาดวัว ก็เรียก."],
    [556,548,"ค้อนฆ้อง","ดู ชิงชี่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [557,549,"คะลำ","ดู ขะลำ.","น.","คำสั่งสอน คำแนะนำ ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติเป็นต้น, กะลำ หรือ คะลำ ก็เรียก."],
    [558,550,"คัณฑมาลา, คัณทมาลา, คันฑมาลา, คันทมาลา",null,"น.","๑.โรคฝีกลุ่มหนึ่ง เกิดภายนอกร่างกาย แรกเริ่มเกิดจากการกระทบชอกช้ำในระหว่างการคลอด เมื่อโตขึ้นอาจเกิดฝีชนิดนี้ บริเวณลำคอ ใต้หู หรือโคนขากรรไกร ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๗ ชนิด เรียกชื่อแตกต่างกันไปตามบริเวณที่เกิดฝี ได้แก่ คัณฑมาลา คันทณุรุด คันธชรต ขันทสอรพิด ขันทามรชิด คันทาพดทสอน และสาคันทามอระ-เบญจา ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๑๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... เมื่อแต่แรกจะปฏิสนธิแลประสูตรออกมาจากอุทร แลลมกรรมมัชวาตพัดเอาเท้าขึ้นเอาศีศะลง เมื่อมันออกทบลงมันให้ฅอนั้นรทดเอนฅอนั้นหัก เมื่ออยู่นานมามันก็ให้เปนลูกหนูแล้วมันแปรเปนคันทมาลา ฝีนั้นขึ้นข้างขวาชื่อว่าคันทสูตร เมื่อยืดมามันแก่เปนสังกตัม แต่เมื่อเปนลูกหนูให้เอายาทั้งนี้ทา ... ผิจะใคร่รู้คดีฝีคันทมาลานี้มีชื่อ ๗ ประการแล ฯ อนึ่งคันทมาลาบันจบเอารากฃวัน อนึ่งคันทณุรุดเกิดในฅอ อนึ่งชื่อคันธชารต มันเกิดในกลางฅอซ้าย อนึ่งชื่อขันทาสอรพิดนั้นมันเกิดให้ฟางตาข้างซ้าย อนึ่งชื่อขันทามรชิดมันเกิดในต้นหูข้างซ้าย อนึ่งชื่อคันทาพดทสอนมันเกิดแต่ฅอฃ้างซ้าย อนึ่งชื่อสาคันทามอระเบญจา มันเกิดในบังหึงข้างซ้ายเท่าทั้งนี้ย่อมมีชื่อต่าง ๆ กัน ดังกล่าวมาแต่หลังนั้น ...”. ๒. ฝีที่เกิดเป็นแถวบริเวณตั้งแต่คอถึงไหปลาร้า, ฝีคัณฑมาลา ก็เรียก."],
    [559,551,"คัณฑมาลาตัวผู้, คัณทมาลาตัวผู้, คันฑมาลาตัวผู้, คันทมาลาตัวผู้",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่งขึ้นบริเวณ ลำคอข้างขวา ตำราการแพทย์แผนไทยว่า หากรักษาตั้งแต่หัวฝียังเล็ก ๆ อยู่อาจหายได้ ดังตำราประชุมแผนฝี [๔๔/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ฝีขึ้นคอข้างขวา ชื่อคันทมาลาตัวผู้ ขึ้นข้างซ้ายตัวเมีย เอายาดำ ๑ หญ้ายองไฟ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ข่า ๑ บดด้วยน้ำปูนใส ชโลมแต่หัวยังเล็ก ๆ อยู่ หายแล ...”, ฝีคัณฑมาลาตัวผู้ ฝีคัณทมาลาตัวผู้ฝีคันฑมาลาตัวผู้ หรือ ฝีคันทมาลาตัวผู้ ก็เรียก."],
    [560,552,"คัณฑมาลาตัวเมีย, คัณทมาลาตัวเมีย, คันฑมาลาตัวเมีย,คันทมาลาตัวเมีย",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง ขึ้นบริเวณลำคอข้างซ้าย ตำราการแพทย์แผนไทยว่า หากรักษาตั้งแต่หัวฝียังเล็ก ๆ อยู่ อาจหายได้ ดังตำราประชุมแผนฝี [๔๔/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ฝีขึ้นคอข้างขวา ชื่อคันทมาลาตัวผู้ ขึ้นข้างซ้ายตัวเมีย เอายาดำ ๑ หญ้ายองไฟ ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ข่า ๑ บดด้วยน้ำปูนใส ชโลมแต่หัวยังเล็กๆ อยู่ หายแล ...”, ฝีคัณฑมาลาตัวเมีย ฝีคัณทมาลาตัวเมีย ฝีคันฑมาลาตัวเมีย หรือ ฝีคันทมาลาตัวเมีย ก็เรียก."],
    [561,553,"คัณฑสูตร, คันทสูตร",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดเป็นเม็ดเรียงกันบริเวณฝีเย็บหรือรอบทวารหนัก, ฝีคัณฑสูตร หรือ ฝีคันทสูตร ก็เรียก."],
    [562,554,"คัดเม็ง","ดู กะเม็ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในวงศ์ Asteraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเม็ง ต้นนั้นรู้แก้ลมให้กระจายแลแก้โลหิตอันกระทำให้ร้น ดอกนั้นรู้แก้ดีอันฟุ้งซ่านให้บริบูรณ์ ลูกนั้นรู้ แก้ลมให้กระจาย รากนั้นรู้แก้ลมอันวิงเวียนอยู่ในอุทรให้ขึ้นเบื้องบน …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… ต้นแก้ลมให้กระจาย คือแก้จุกเสียดแน่นอืดเฟ้อ, แก้โลหิตซึ่งทำให้ร้อน, ดอกแก้น้ำดีซ่าน, ลูกขับผายลม, รากขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ... กะเม็งมีรสร้อน ห้ามเลือด ... ต้นกะเม็งใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ใช้ใบและรากเป็นยาถ่ายและทำให้อาเจียน, รากขับลมให้ผายเรอ,เป็นยาบำรุงแก้โรคตับและม้ามพิการได้ดี ... ”. ๒. พืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata (L.) L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า false daisy herb, trailing eclipta herb, white head herb เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแตกกิ่งทอดไปตามพื้นหรือตั้งขึ้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก ขอบเรียบหรือจักห่าง ๆ ๒-๓ จักช่วงปลายใบ แผ่นใบทั้ง ๒ ด้านสาก ไม่มีก้านใบหรือมีก้านสั้นมาก ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายกิ่ง หรือ ๑-๓ ช่อตามซอกใบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน, กะเม็งตัวเมีย หรือ คัดเม็ง ก็เรียก."],
    [563,555,"คัณทณุรุต, คันทณุรุด, คันทาณุรุต",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดบริเวณลำคอ."],
    [564,556,"คันทาพดทสอน [คันทาพดทะสอน]",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นบริเวณลำคอข้างซ้าย."],
    [565,557,"คันทามอรชิด","ดู ขันทามรชิด.","น.","ฝีชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นบริเวณกกหูด้านซ้าย, คันทามอรชิด ก็เรียก."],
    [566,558,"คันทาสอรพิด","ดู ขันทาสอรพิด.","น.","ฝีชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้ตาข้างซ้ายฝ้าฟาง, คันทาสอรพิด ก็เรียก."],
    [567,559,"คันธชารต",null,"น.","ฝีชนิดหนึ่ง เกิดบริเวณกลางลำคอด้านซ้าย, ขันธชารต ก็เรียก."],
    [568,560,"คัพภวาระกำเนิด","ดู ครรภ์วารกำเนิด, ครรภ์วาระกำเนิด.","น.","การตั้งครรภ์เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิไปจนถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งอาการแสดงออกของมารดาสามารถใช้ทำนายเพศ วันปฏิสนธิหรือวันคลอด และซางเจ้าเรือนของทารกในครรภ์ได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้ามิดังนั้นก็ให้มารดาฝันเหนวิปริต ก็รู้ว่าครรภตั้งแลครรภตั้งขึ้นแล้ว มิได้วิปริต ครบ ๗ วันก็ข้นเข้าดังน้ำล้างเนื้อ เมื่อไปอีก ๗ วันเปนชิ้นเนื้อ ไปอีก ๗ วันเปนสัณฐานดุจไข่ ไปอีก ๗ วันก็แตกออกเป็นปัญจสาขา ๕ แห่ง คือ ศีศะแล มือ แลเท้า ไปอีก ๗ วันก็เกิดเกษาโลมานขาทันตาลำดับกันไปดังนี้ ในขณเมื่อครรภตั้งขึ้นได้เดือน ๑ กับ ๑๒ วันนั้น โลหิตจึ่งบังเกิดเวียนเข้าเปนตานกยุง ที่หัวใจเปนเครื่องรับดวงจิตรวิญญาณ ถ้าหญิงเวียนซ้าย ถ้าชายเวียนขวา แต่มิได้ปรากฎออกมา ครั้นเมื่อครรภถ้วนไตรมาสแล้ว โลหิตนั้นก็แตกออกไปตามปัญจสาขา เมื่อได้ ๔ เดือน จึงตั้งอาการ ๓๒ นั้น จึ่งบังเกิดตาแลหน้าผากก่อน สิ่งทั้งปวงจึงบังเกิดเปนอันดับกันไป เมื่อครรภได้ ๕ เดือนจึ่งมีจิตรแลเบญจขันธพร้อม …” [๑/๑๗๕] “… ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน มักให้มารดานั้นปวดศีรษะและให้เจ็บนม ให้อยากของอันหวาน ให้เมื่อยแขนทั้งสองข้างให้ตาฟางให้หูหนักให้เป็นลมมึนตึง แลให้อาเจียรลม เปล่า ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้วก็ให้พึงรู้ว่าสัตวมาเอาปฏิสนธิวันจันทร เมื่อจะคลอดก็วันจันทร เพราะว่ากำเนิดซางน้ำเปน เจ้าเรือน กุมารผู้นั้นจึงแสดงเพศออกแก่มารดาดังนี้ ...”, ครรภ์ทวารกำเนิด หรือ คัพภวาระกำเนิด ก็เรียก."],
    [569,561,"คัมภีร์",null,"น.","๑. หนังสือ ตำรา หรือจารึกที่มีมาแล้วช้านานและมีคุณค่าทางการแพทย์แผนไทย หรือทางศาสนา โหราศาสตร์ เป็นต้น. ๒. ลักษณนามเรียกหนังสือ ตำรา หรือจารึกเหล่านี้ เช่น ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ เล่ม ๑ มีคัมภีร์แพทย์แผนไทย ๔ คัมภีร์."],
    [570,562,"คัมภีร์กระษัย",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรมที่เรียก “โรคกระษัย” โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่มีสาเหตุจากกองธาตุ มี ๘ ประการ และกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคอีก ๑๘ ประการ รวมทั้งตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [571,563,"คัมภีร์จะละนะสังคหะ",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งในตำราเวชสาตร์วัณ์ณณา เล่ม ๒ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงลักษณะอุจจาระธาตุ ๔ ประการ และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [572,564,"คัมภีร์ฉันทศาสตร, คัมภีร์ฉันทศาสตร์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ต้นฉบับใช้ชื่อว่า “ตำราแพทย์ที่เรียบเรียงขึ้นใหม่ ฉันทศาสตร์” แต่งเป็นร้อยกรอง ผู้เรียบเรียงตำรานี้คือ พระยาวิชยาธิบดี (กล่อม) เจ้าเมืองจันทบูรณ์ (ปัจจุบันคือจังหวัดจันทบุรี) มีเนื้อหาสำคัญที่รวบรวมจากคัมภีร์โบราณหลายคัมภีร์ เช่น บทไหว้ครู จรรยาแพทย์ธาตุสมุฏฐาน กาลสมุฏฐาน ลักษณะชีพจร ลักษณะน้ำนมดีและชั่ว ซาง ไข้ ทับ ป่วง สันนิบาตสองคลอง มรณญาณสูตร."],
    [573,565,"คัมภีร์ชวดาร",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคลม ลมมีพิษ ลมมีพิษมาก และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [574,566,"คัมภีร์ตักกศิลา, คัมภีร์ตักกะศิลา",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ในตอนต้นของตำราว่า “... กล่าวกลอนสอนไว้ ตามในตำรา เมืองตักกะศิลา ครั้งห่าลงเมือง พระฤๅษีเมตตา เห็นเวทนา ฝูงคนตายเปลือง จึงไว้ตำรา มีมาตามเรื่อง เป็นบุญไปเบื้อง น่าชั่วกัลป์ปา ...” มีเนื้อหาสำคัญว่าด้วยไข้ประเภทต่าง ๆ รวมทั้งลักษณะอาการและชื่อเรียก เช่น ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เหนือ ไข้ประดง ไข้รากสาด รวมทั้งตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [575,567,"คัมภีร์ทิพมาลา",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงลักษณะฝีภายใน ๒๑ ประเภท และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [576,568,"คัมภีร์ทุลาวะสา",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงความผิดปรกติของน้ำปัสสาวะและตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [577,569,"คัมภีร์ธาตุบรรจบ",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ผู้แต่งตำรานี้คือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคเกี่ยวกับอุจจาระและมหาภูตรูป ตั้งแต่สาเหตุของโรค ความผิดปรกติของการถ่ายอุจจาระ ลักษณะ สี และกลิ่นของอุจจาระ รวมทั้งตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [578,570,"คัมภีร์ธาตุวิภังค์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งคล้ายคลึงกับคัมภีร์โรคนิทาน ผู้แต่งตำรานี้คือ หมอชีวก-โกมารภัจจ์ มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคที่เกิดจากความผิดปรกติของธาตุทั้ง ๔ พิการตามฤดู ๔ รวมถึงตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [579,571,"คัมภีร์ธาตุวิวรณ์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงความผิดปรกติของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟในร่างกาย ที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านของฤดูต่าง ๆ ในรอบปี การรักษาธาตุทั้ง ๔ ให้เป็นปรกติ รวมถึงการใช้ตำรับยาแก้โรค มูลเหตุการเกิดโรค ๖ ประการ ข้อห้าม ๑๑ ประการสำหรับผู้ป่วย ไข้เอกโทษ ไข้ทุวันโทษ ไข้ตรีโทษ และรสยา ๘ รส."],
    [580,572,"คัมภีร์ธาตุอภิญญาณ",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงลักษณะของโรคที่เกิดกับธาตุทั้ง ๔ อันทำให้อุจจาระมีสีดำ แดง ขาว เขียวและตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [581,573,"คัมภีร์ปฐมจินดา, คัมภีร์ปฐมจินดาร์, คัมภีร์ปถมจินดา, คัมภีร์","ดู คัมภีร์ประถมจินดา, คัมภีร์ประถมจินดาร์.","น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ผู้แต่งตำรานี้คือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ในตอนต้นของตำราว่า “... ซึ่งพระคัมภีร์แพทย์อันวิเศษชื่อประถมจินดา อันเปนหลักเปนประธานแห่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งปวง อันพระอาจารย์โกมารภัจแต่งไว้ ...” มีเนื้อหาสำคัญ ได้แก่ การเกิดขึ้นของโลกและมนุษย์ การตั้งครรภ์ การดูแลครรภ์ การแท้ง การคลอดลูก วิธีการฝังรก โรคที่เกิดขณะอยู่ไฟ การดูแลเด็ก โรคในวัยเด็ก และตำรับยาที่ใช้ในโรคแม่และเด็ก เป็นต้น, เขียนว่า คัมภีร์ปฐมจินดา คัมภีร์ปฐมจินดาร์ คัมภีร์ปถมจินดา หรือ คัมภีร์ ปถมจินดาร์ ก็มี."],
    [582,574,"คัมภีร์ประถมจินดา, คัมภีร์ประถมจินดาร์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ผู้แต่งตำรานี้คือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ในตอนต้นของตำราว่า “... ซึ่งพระคัมภีร์แพทย์อันวิเศษชื่อประถมจินดา อันเปนหลักเปนประธานแห่งพระคัมภีร์ฉันทศาสตร์ทั้งปวง อันพระอาจารย์โกมารภัจแต่งไว้ ...” มีเนื้อหาสำคัญ ได้แก่ การเกิดขึ้นของโลกและมนุษย์ การตั้งครรภ์ การดูแลครรภ์ การแท้ง การคลอดลูก วิธีการฝังรก โรคที่เกิดขณะอยู่ไฟ การดูแลเด็ก โรคในวัยเด็ก และตำรับยาที่ใช้ในโรคแม่และเด็ก เป็นต้น, เขียนว่า คัมภีร์ปฐมจินดา คัมภีร์ปฐมจินดาร์ คัมภีร์ปถมจินดา หรือ คัมภีร์ ปถมจินดาร์ ก็มี."],
    [583,575,"คัมภีร์แผนนวด",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มี ๒ เล่ม พบรวบรวมไว้ในตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงรัชกาลที่ ๕ เล่ม ๒ ตำรานี้เล่มที่ ๑ ว่าด้วยแผนภาพรูปคน แสดงจุดและเส้น ซึ่งแพทย์ใช้วิธีกดหรือนวดร่างกายเพื่อรักษาอาการของโรค และมีแผนภาพแสดงตำแหน่งในร่างกายเมื่อมีความผิดปรกติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเจ็บไข้ ตอนท้ายกล่าวถึงชื่อของเส้นต่าง ๆ ทั่วกายมนุษย์ เล่มที่ ๒ ว่าด้วยส่วนสำคัญในตัวคนที่เรียกว่า อาการ ๓๒ ประการอธิบายลักษณะอวัยวะภายใน การแบ่งชนิดและตำแหน่งที่ตั้ง จากนั้นบอกตำรายารักษาโรคต่าง ๆ และตอนท้ายกล่าวถึงยาม อันเป็นตำราทำนายบอกเวลาและเหตุการณ์เมื่อจะเดินทางไปในที่ต่าง ๆ."],
    [584,576,"คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยชุดหนึ่ง มี ๓ เล่ม ขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) เป็นผู้เรียบเรียง พิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์อุตสาหกรรมการพิมพ์ พระนคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณเล่ม ๑ มี ๓๕๒ หน้า เนื้อหาว่าด้วยคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย คัมภีร์สรรพคุณยา คัมภีร์มรณญาณสูตร คัมภีร์โรคนิทาน เล่ม ๑ ว่าด้วยอุจจาระธาตุ คัมภีร์อติสารและยาแก้บิด ว่าด้วยไข้ทับระดู ระดูทับไข้และยาแก้ ว่าด้วยไข้อีเสาและยาแก้และคัมภีร์ไข้ตักกะศิลา, คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม ๒ มี ๒๙๔ หน้า เนื้อหาว่าด้วยฉันทศาสตร์ คัมภีร์ปฐมจินดาร์ คัมภีร์มหาโชตรัต คัมภีร์ชวดาร และคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร,คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม ๓ มี ๒๗๒ หน้า เนื้อหา ว่าด้วยคัมภีร์ฉันทศาสตร์ คัมภีร์มุขโรค คัมภีร์กษัย คัมภีร์อภัยสันตา ตำราอุทรโรค ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การเจ็บป่วยของร่างกาย โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย และยาแก้ เป็นต้น."],
    [585,577,"คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคฝีภายนอก ๒ ประเภท คือ ฝีหัวคว่ำ และ ฝีหัวหงาย รวมทั้งตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [586,578,"คัมภีร์มรณญาณสูตร",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งในคัมภีร์วรโยคสาร ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งมีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงนิมิตหรืออาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นสิ่งบ่งบอกว่าจะถึงแก่ความตายเมื่อใด."],
    [587,579,"คัมภีร์มหาโชตรัต",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ผู้แต่งตำรานี้คือ ท้าวสหัมบดีพรหม มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย การเกิดระดู ความผิดปรกติของระดู และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [588,580,"คัมภีร์มัญชุสารวิเชียร",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคลมที่เป็นดานหรือโรคลมที่เป็นก้อนแข็ง ๑๐ ประการ และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [589,581,"คัมภีร์มุขโรค",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคที่เกิดในปากและคอ ๑๙ ประการ และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [590,582,"คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ของผู้ชายและผู้หญิง ได้แก่ ทุลาวะสา ๑๒ ประการ ปรเมหะ ๒๐ ประการ และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [591,583,"คัมภีร์โรคนิทาน",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งคล้ายคลึงกับคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ผู้แต่งตำรานี้คือ หมอชีวก-โกมารภัจจ์ มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรค ได้แก่ สาเหตุจากความผิดปรกติของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อิทธิพลของฤดูกาล รวมถึงการใช้ตำรับยาแก้โรค (มาจากคำว่า นิทาน แปลว่า มูลเหตุ สาเหตุ ต้นเหตุ)."],
    [592,584,"คัมภีร์โรคนิทานคำฉันท์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งผู้เรียบเรียงตำรานี้คือ พระยาวิชยาธิบดี (กล่อม) เจ้าเมืองจันทบูรณ์ มีลักษณะเป็นร้อยกรอง เนื้อหาสำคัญรวบรวมจากคัมภีร์โบราณหลายคัมภีร์ กล่าวถึงโรคที่เกิดจากความผิดปรกติของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ สาเหตุการเจ็บป่วย อิทธิพลของฤดูกาล ตำรับยาที่ใช้แก้โรคและอาการ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเส้นสิบกับการก่อให้เกิดโรค และอาการที่แก้ได้ด้วยการนวด."],
    [593,585,"คัมภีร์วรโยคสาร",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ผู้แต่งเป็นชาวลังกาชื่อมหาอำมาตย์อมรเสก มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงหน้าที่และลักษณะของแพทย์ ๓๐ ประการ คุณลักษณะแพทย์ที่ดี ลักษณะผู้ป่วย นิมิตดี-ร้าย โรคและการรักษา รสของสมุนไพร การเก็บสมุนไพร รวมทั้งสรรพคุณ หรือคุณค่าของอาหาร เป็นต้น."],
    [594,586,"คัมภีร์วิถีกุฐโรค",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงสาเหตุของโรคเรื้อน ๗ อย่าง และโรคเรื้อน ๑๓ ประเภท และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [595,587,"คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรค ๔ ประการ ได้แก่ ธาตุ อุตุ อายุ และกาล."],
    [596,588,"คัมภีร์สรรพคุณ, คัมภีร์สรรพคุณยา","ดู คัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณแลมหาพิกัด.","น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึง เภสัชวัตถุ สรรพคุณของสมุนไพร ๑๑๓ ชนิด ที่ใช้ปรุงยาพิกัดยา มหาพิกัด เครื่องยาที่ใช้รักษาโรคต่าง ๆ, คัมภีร์สรรพคุณ หรือ คัมภีร์สรรพคุณยา ก็เรียก."],
    [597,589,"คัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณแลมหาพิกัด",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึง เภสัชวัตถุ สรรพคุณของสมุนไพร ๑๑๓ ชนิด ที่ใช้ปรุงยาพิกัดยา มหาพิกัด เครื่องยาที่ใช้รักษาโรคต่าง ๆ, คัมภีร์สรรพคุณ หรือ คัมภีร์สรรพคุณยา ก็เรียก."],
    [598,590,"คัมภีร์สิทธิสารสงเคราะห์",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง เนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคที่เกิดในเด็ก ได้แก่ ลำบองราหูที่เกิดในเดือนต่าง ๆ ซาง ลักษณะสันนิบาต และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [599,591,"คัมภีร์อติสาร",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคอุจจาระร่วง และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [600,592,"คัมภีร์อภัยสันตา",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคต้อ ๑๙ ประการ และตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [601,593,"คัมภีร์อุทรโรค",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคมาน ท้องโตและตำรับยาที่ใช้แก้."],
    [602,594,"คาย",null,"ว.","อาการที่รู้สึกว่าผงหรือขนละเอียดแหลมคมกระทบตัวทําให้รู้สึกระคายคัน."],
    [603,595,"คำเงาะ","ดู คำไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bixa orellana L. ในวงศ์ Bixaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกมีรสหวาน บำรุงหนองและเลือดให้สมบูรณ์ แก้แสบร้อนคันตามผิวหนัง แก้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิตแก้โลหิตจาง และเป็นยาสมานแก้บิด แก้ไตพิการ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bixa orellana L. ในวงศ์ Bixaceae มีชื่อสามัญว่า lipstick tree, annatto tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกสีน้ำตาล มียางสีส้ม กิ่งอ่อนมีเกล็ดเล็ก ๆ หนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ ปลายเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจหรือมน ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ช่อกระจะ หรือช่อแยกแขนง ออกที่ยอดหรือปลายกิ่ง ดอกสีชมพูหรือชมพูแกมแดง กลีบดอกมี ๕-๗ กลีบ รูปไข่กลับ ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ มักแบนเล็กน้อยทางด้านข้าง มีขนยาวคล้ายขนเงาะ สีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่กลับ มักเป็นเหลี่ยมสีแดงส้มถึงสีน้ำตาลอมแดง มีสารสีแดงชื่อบิกซิน (bixin) ใช้แต่งสีและย้อมผ้า, คำเงาะ หรือ คำแสด ก็เรียก."],
    [604,596,"คำดีควาย","ดู ประคำดีควาย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... แช่น้ำล้างหน้า รักษาผิว ลูกต้มเอาฟองสุมศีรษะเด็กแก้หวัด คัดจมูก แก้รังแค ถ้าสุมให้ดำเกรียมทำยารับประทานแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้หอบหืด แก้พิษไข้ ลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้เซื่องซึม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... ผลมะคำดีควายรสขม แก้กาฬภายใน ดับพิษทุกอย่าง แพทย์ตามชนบทใช้ผลมะคำดีควายสุมให้เป็นถ่าน แล้วปรุงเป็นยารับประทาน ดับพิษร้อนภายใน, แก้พิษไข้, พิษทรางของเด็ก และใช้รวมกับเม็ดมะกอนสุม รับประทานเป็นยาแก้หอบ เนื่องจากปอดชื้น ปอดบวม ...”. ๒. พืชมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีชื่อสามัญว่า soap nut เป็นไม้ต้นขนาดกลาง แยกเพศต่างต้น เปลือกสีเทา แตกกิ่งก้านสาขามากตรงส่วนบนของลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓-๗ ใบ ใบย่อยรูปรีกว้างถึงรูปไข่ ปลายมน หรือเว้าตื้น ผิวใบเกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบเลี้ยงมี ๕ กลีบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลมี ๓ พู โดยทั่วไปจะฝ่อไป ๑-๒ พู รูปค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะแห้งผิวย่นมีสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด ค่อนข้างกลม สีดำเป็นมัน, คำดีควาย ประคำดีกระบือ หรือ มะคำดีควาย ก็เรียก."],
    [605,597,"คำไทย",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bixa orellana L. ในวงศ์ Bixaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกมีรสหวาน บำรุงหนองและเลือดให้สมบูรณ์ แก้แสบร้อนคันตามผิวหนัง แก้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิตแก้โลหิตจาง และเป็นยาสมานแก้บิด แก้ไตพิการ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bixa orellana L. ในวงศ์ Bixaceae มีชื่อสามัญว่า lipstick tree, annatto tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกสีน้ำตาล มียางสีส้ม กิ่งอ่อนมีเกล็ดเล็ก ๆ หนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ ปลายเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจหรือมน ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ช่อกระจะ หรือช่อแยกแขนง ออกที่ยอดหรือปลายกิ่ง ดอกสีชมพูหรือชมพูแกมแดง กลีบดอกมี ๕-๗ กลีบ รูปไข่กลับ ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ มักแบนเล็กน้อยทางด้านข้าง มีขนยาวคล้ายขนเงาะ สีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่กลับ มักเป็นเหลี่ยมสีแดงส้มถึงสีน้ำตาลอมแดง มีสารสีแดงชื่อบิกซิน (bixin) ใช้แต่งสีและย้อมผ้า, คำเงาะ หรือ คำแสด ก็เรียก."],
    [606,598,"คำฝอย",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกย่อยแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกมีรสหวานบำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้เป็นปกติ แก้แสบร้อนคันตามผิวหนัง แพทย์ตามชนบททุกจังหวัด ใช้เกสรดอกไม้นี้ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี และใช้เมล็ดเป็นยาถ่ายขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ใช้ทาแก้บวม ขับโลหิตประจำเดือน ตำป่นพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร น้ำมันในเมล็ดทาแก้อัมพาต และขัดข้อ ดอกบำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู ดอกแห้ง แก้ดีพิการ ...” และตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณแห่งโกฏกุสุมภ์ รู้แก้ไข้สอึกแลไข้ไอ แก้หอบให้เสียดแทงสองราวข้าง แก้ริดสีดวง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carthamus tinctorius L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า safflower เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นเป็นสันแตกกิ่งก้านมาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปรี ขอบใบหยักเป็นซี่ฟัน ปลายซี่เป็นติ่งหนามแหลม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกที่ปลายยอด มีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อแรกบานกลีบดอกสีเหลือง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม ผลแห้งเมล็ดล่อน เมล็ดรูปสามเหลี่ยมสีขาว ขนาดเล็ก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู นอกจากนี้ ยังใช้เป็นสีย้อมหรือแต่งสีอาหารได้, โกฐกุสุมภ์ ก็เรียก."],
    [607,599,"คำรบ",null,"น.","ครั้งที่ เช่น เป็นคำรบ ๑๑ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๓]ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะคือกระไสยเต่านั้นเปนคำรบ ๑๑ ...”."],
    [608,600,"คำแสด","ดู คำไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bixa orellana L. ในวงศ์ Bixaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกมีรสหวาน บำรุงหนองและเลือดให้สมบูรณ์ แก้แสบร้อนคันตามผิวหนัง แก้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิตแก้โลหิตจาง และเป็นยาสมานแก้บิด แก้ไตพิการ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bixa orellana L. ในวงศ์ Bixaceae มีชื่อสามัญว่า lipstick tree, annatto tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกสีน้ำตาล มียางสีส้ม กิ่งอ่อนมีเกล็ดเล็ก ๆ หนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ ปลายเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจหรือมน ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ช่อกระจะ หรือช่อแยกแขนง ออกที่ยอดหรือปลายกิ่ง ดอกสีชมพูหรือชมพูแกมแดง กลีบดอกมี ๕-๗ กลีบ รูปไข่กลับ ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ มักแบนเล็กน้อยทางด้านข้าง มีขนยาวคล้ายขนเงาะ สีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่กลับ มักเป็นเหลี่ยมสีแดงส้มถึงสีน้ำตาลอมแดง มีสารสีแดงชื่อบิกซิน (bixin) ใช้แต่งสีและย้อมผ้า, คำเงาะ หรือ คำแสด ก็เรียก."],
    [609,601,"คิมหันตฤดู","ดูใน ฤดู ๓, ฤดู ๔ และ ฤดู ๖.","น.","- การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๓ ฤดู ฤดูละ ๔ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ คิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ วสันตฤดู (ฤดูฝน) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น คิมหันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานเตโช.\n- การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจกำหนดไว้ต่างกัน ตำราเวชศึกษาแบ่งเป็น ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ส่วนคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ แบ่งเป็น คิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๑๑ ถึงเดือนอ้าย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วสันตเหมันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป.\n- การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปี เป็น ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วัสสานฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ."],
    [610,602,"คุ",null,"ว.","ไหม้ระอุอยู่ข้างใน."],
    [611,603,"คุดทะราด","ดู คชราช, คชราด.","น.","ชื่อโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เป็นแผลเรื้อรัง บางรายแผลนั้นบานเหวอะหวะออก มีกลิ่นเหม็น เป็นแม่แผลให้เกิดแผลอื่นจําพวกเดียวกันพุออกไปอีก ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ คชราดบอน และคชราดหูด ดังตำรา-ยาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๔๑]ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะคชราด ๒ จำพวก สืบต่อไปเป็นคำรบ ๒ คือคชราชบอนจำพวก ๑ คือคชราชหูดจำพวก ๑ อันจะบังเกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ...”, คุดทะราด ก็เรียก."],
    [612,604,"คุมธาตุ",null,"ก.","ทำให้อุจจาระธาตุเป็นปรกติ มักหมายถึงการทำให้หายจากอาการท้องเสีย ท้องเดิน."],
    [613,605,"คุยหฐาน","ดู องคชาต.","น.","อวัยวะสืบพันธุ์ของชาย, คุยหฐาน หรือ องค์กำเนิดก็เรียก."],
    [614,606,"คุละมะ",null,"น.","ลมจำพวกหนึ่ง พัดเสมหะให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน หรือ ดานในทรวงอก ช่องท้อง หรือบริเวณต้นขา ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดของลม ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มี ๑๐ ชนิด ได้แก่ ลมทักษิณะคุละมะ ลมวามะกะคุละมะ ลมกุปะคุละมะ ลมโลหะคุละมะ ลมเสลศะมะกะคุละมะ ลมกฤตคุละมะ ลมปิตตะคุละมะ ลมรัตตะคุละมะ ลมทัษฐะคุละมะ และลมปะระวาตะคุละมะ."],
    [615,607,"คุลิการ, คุลีการ",null,"ก.","คลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วปั้นก้อน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๔๐๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาตาแก้ต้อสายโลหิตขนานนี้ท่านให้เอาบรเพช ขมิ้นอ้อย รากบานไม่รู้โรยฃาว รากหญ้างวงช้าง คุลิการรวม ยา ๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ...”."],
    [616,608,"คูถ",null,"น.","อุจจาระ."],
    [617,609,"คูถทวาร",null,"น.","ทวารหนัก."],
    [618,610,"คูถเสมหะ",null,"น.","เมือกที่เคลือบอยู่ที่ผนังด้านในของลำไส้ถึงทวารหนัก. ดู สมุฏฐานเสมหะ ประกอบ."],
    [619,611,"คูถเสมหะพิการ",null,"น.","อาการของโรคที่อุจจาระเป็นมูกเลือด หรืออาจมีเลือดกับน้ำเหลืองออกมาทางทวารหนัก มักทำให้มีอาการแน่น อาเจียน เป็นลม กินอาหารไม่ได้ หรือมีอาการหน้ามืดร่วมด้วย."],
    [620,612,"คูน",null,"น.","๑. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia fistula L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกนอกสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล เรียบหรือแตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน แผ่นใบเกลี้ยง ค่อนข้างบาง ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่ ผลเป็นฝัก ห้อยลง รูปทรงกระบอก ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีดำ ภายในฝักมีเยื่อบางกั้นเป็นช่องตามขวาง แต่ละช่องมีเมล็ด ๑ เมล็ด รูปรี แบน สีน้ำตาลเป็นมัน, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ดอก ฝัก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... มีรสหวานเอียนเล็กน้อย เนื้อในฝัก รับประทานเป็นยาระบาย ถ่ายไม่สะดวกไม่มวนไม่ไซ้ท้อง เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ใบฆ่าพยาธิ์ ดอกแก้แผลเรื้อรัง กะพี้แก้รำมะนาด แก่นขับไส้เดือน รากขับพยาธิ์ คือ คุดทะราด ...”, ลมแล้ง ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea Hook.f. ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้า ลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว หรือม่วง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด ก้านใบกินได้, ตูน ทูน ออดิบ หรือ ออกดิบ ก็เรียก."],
    [621,613,"เค็ม",null,"ว.","รสอย่างรสเกลือสมุทร เกลือสินเธาว์ เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสเค็มจะมีสรรพคุณซึมซาบไปตามผิวหนัง รักษาเนื้อไม่ให้เน่า รักษาบาดแผล แก้เถาดานในท้อง บิดมูกเลือด เป็นต้น, ลวณะ ก็เรียก."],
    [622,614,"เค็มปาก",null,"ว.","อาการที่รู้สึกเค็มในปาก ใน “แผนนวด” ของตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕] มีจุดนวดบนเส้นสุมนาสำหรับแก้เค็มปากเลือกปาก."],
    [623,615,"เครือข้าวสาร","ดู ข้าวสาร.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRaphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ยอดปรุงเป็นยารักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว รากแก้ไข้ แก้โลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถา ผิวเกลี้ยง มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายเป็นหางยาว โคนเว้า ขอบเรียบ ก้านเล็กและเรียว ช่อดอกออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝัก รูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาว, ข้าวสารเครือ ข้าวสารดอกเล็ก เครือข้าวสาร เคือคิก เมื่อยสาน หรือ สานเคือ ก็เรียก."],
    [624,616,"เครือเขาเขียว","ดู รางจืด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Lindl. ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า babbler’s vine, blue trumpet vine เป็นไม้เลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลมเป็นติ่ง โคนเว้า มน ตัดหรือรูปลิ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนอมสีฟ้า โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ภายในหลอดสีขาว ปากหลอดผาย ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก ปลายเรียวเป็นจะงอยคล้ายปากแหลม เมล็ดค่อนข้างกลม แป้น ผิวขรุขระ, ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตำบลกล่าวว่า รสเย็นถอนพิษและยาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง ...”, เครือเขาเขียว เครือยาเขียว น้ำแน้ รางเย็น หรือ แหน่นแน้ ก็เรียก."],
    [625,617,"เครือเขาหนัง","ดู เถาวัลย์เปรียง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... เถามีรสเฝื่อนเอียนเล็กน้อย ถ่ายเส้นและกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีชื่อสามัญว่า hog creeper เป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งห้อยลง เถามีขนสั้นนุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ช่อดอกแบบช่อกระจะเทียมหรือแบบช่อแยกแขนงเทียม ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สีม่วง กลีบดอกสีขาว สีชมพูหรือสีออกม่วง ผลเป็นฝักแบน รูปไข่หรือรูปรี ถึงรูปขอบขนานแกมรูปแถบ โคนสอบแคบ ปลายแหลม แก่ไม่แตกมีปีกแคบด้านเดียว เมล็ดรูปไต เกลี้ยงหรือมีรอยย่น, \n  เครือเขาหนัง หรือ เถาตาปลา ก็เรียก."],
    [626,618,"เครือเขาเอ็น","ดู เถาเอ็นอ่อน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [627,619,"เครือเขาฮอ","ดู บอระเพ็ด.","บ.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menisper-maceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “...จะกล่าวสรรพคุณใบบอระเพ็ดแลชิงช้าชาลีนั้นมีคุณดุจกัน ต้นนั้นรู้แก้พิษฝีดาด แลรู้แก้ไข้เหนืออันบังเกิดเพื่อโลหิต แลรู้แก้ฝีกาฬอันบังเกิดเพื่อฝีดาด แลรู้แก้ไข้ตรีโทษ รู้กระทำให้เกิดกำลังรู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ลมแลแก้กระหายน้ำอันเป็นเพื่อโลหิต แลรู้แก้สะอึกแก้ธาตุกำเริบ ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิคือมะเร็ง ดอกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิในอุทรให้ออกมา แลฆ่าแม่พยาธิในฟันในหูให้ออกมา ลูกนั้นรู้แก้เสมหะให้ออกมา รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเป็นเพื่อไข้เหนือให้ออกมา กล่าวสังเขปคุณบอระเพ็ดชิงช้าชาลีมาสิ้นแต่เท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... เถาแก้พิษฝีดาษ, แก้ไข้เหนือ, ไข้พิษ, แก้ฝีกาฬ, โรคแทรกของไข้ทรพิษ, แก้ไข้ทุกชนิด, บำรุงกำลัง, บำรุงไฟธาตุ, แก้ร้อนใน, แก้สะอึก, ใบฆ่าพยาธิ์, ดอกฆ่าพยาธิ์ในท้อง, ในฟัน, ในหู, ให้ตก, ลูกแก้เสมหะเป็นพิษ รากแก้ไข้พิษอย่างแรง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถาเป็นตุ่ม มียางขาว รสขม มีรากอากาศยาวคล้ายเส้นด้าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปค่อนข้างกลม ปลายเรียวแหลม โคนรูปหัวใจลึก แผ่นใบคล้ายกระดาษ ช่อดอกคล้ายช่อกระจะ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งแก่เมื่อใบหลุดร่วงหมด ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ออกเป็นช่อ ผลแก่สีส้ม รูปรี ผนังผลชั้นในสีขาว ผิวย่นเล็กน้อยหรือเกือบเรียบ มีสันที่ด้านบน มีช่องเปิดรูปรีเล็ก, เครือเขาฮอ จุ่งจิง เจตมูลหนาม หรือ เจตมูลย่าน ก็เรียก."],
    [628,620,"เครื่องยา",null,"น.","สิ่งต่าง ๆ อันเป็นส่วนผสมในตำรับยา ซึ่งเตรียมไว้ สำหรับใช้ปรุงยา ได้จากพืช สัตว์ แร่ธาตุ หรือจุลชีพ เช่น ตำรับยาเบญจโลกวิเชียร ประกอบด้วยเครื่องยา ๕ สิ่ง ได้แก่ รากคนทา รากย่านาง รากชิงชี่ รากมะเดื่ออุทุมพร และรากไม้เท้ายายม่อม ในปริมาณเท่า ๆ กัน."],
    [629,621,"เครือเถาเอ็น","ดู เถาเอ็นอ่อน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [630,622,"เครือยาเขียว","ดู รางจืด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Lindl. ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า babbler’s vine, blue trumpet vine เป็นไม้เลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลมเป็นติ่ง โคนเว้า มน ตัดหรือรูปลิ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนอมสีฟ้า โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ภายในหลอดสีขาว ปากหลอดผาย ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก ปลายเรียวเป็นจะงอยคล้ายปากแหลม เมล็ดค่อนข้างกลม แป้น ผิวขรุขระ, ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตำบลกล่าวว่า รสเย็นถอนพิษและยาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง ...”, เครือเขาเขียว เครือยาเขียว น้ำแน้ รางเย็น หรือ แหน่นแน้ ก็เรียก."],
    [631,623,"เครือหมาน้อย","ดู กรุงเขมา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta(Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๙]ตอนหนึ่งว่า “... คุณกรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิต แก้กำเดา ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... กรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิตแก้กำเดา แก้จักษุโรค ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๗]ตอนหนึ่งว่า “... รากกรุงเขมากลิ่นหอมและสุขุม แก้ไข้,แก้ดีรั่ว, ดีล้น, น้ำดีซ่าน, และเป็นยาบำรุงอวัยวะให้แข็งแรง (อายุวัฒนะ) ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา ทั้งเถา กิ่ง ใบ และช่อดอกมีขนนุ่มปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับมีหลายรูป เช่น รูปกลม รูปหัวใจ รูปไต ก้นปิด ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งหนาม ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือ สีเหลืองอ่อน ผลค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีขาว มีขน มีเมล็ดเดียวขนาดเล็ก แข็ง รูปโค้งหรือรูปเกือกม้า ผิวขุรขระ, ขงเขมาพระพาย หรือ เครือหมาน้อย ก็เรียก."],
    [632,624.1,"เคล็ด",null,"ก.","อาการที่กล้ามเนื้อ ข้อ เส้นเอ็นขัดตึงเล็กน้อย เช่น ขาเคล็ด คอเคล็ด."],
    [633,624.2,"เคล็ด",null,"น.","การกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งที่เชื่อกันว่าเป็นการปัดเป่าหรือกันภัยหรือเหตุร้ายที่จะมีมา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้ากุมารเลี้ยงยากท่านให้เอาดอกชุมเห็ดเทศ ขมิ้นอ้อยบดทาตัวกุมารดีนักภาค ๑ ท่านให้เอาไพล ๓ ชิ้น พริกไทย ๓ เม็ด บดแล้วจึ่งเสก ด้วยคาถานี้ (สัพ์เพเทวา ปิสาเจว อาฬกาทโยปิจขัค์ค ตาลปัต์ต ทิสวา สัพ์เพยัก์ขา ปลายันติ) แล้วพ่นกระหม่อมทารักแร้ ทาท้องน้อย แล้วจึ่งทำยาผูกข้อมือ กันสารพัด ตานทรางทั้งปวง ...”."],
    [634,625,"เคล้น",null,"ก.","ใช้นิ้วมือ ฝ่ามือ ส้นมือ กดลงที่ส่วนของร่างกาย แล้วบีบเน้นไปมา."],
    [635,626,"เคือคิก","ดู ข้าวสาร.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRaphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ยอดปรุงเป็นยารักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว รากแก้ไข้ แก้โลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถา ผิวเกลี้ยง มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายเป็นหางยาว โคนเว้า ขอบเรียบ ก้านเล็กและเรียว ช่อดอกออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝัก รูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาว, ข้าวสารเครือ ข้าวสารดอกเล็ก เครือข้าวสาร เคือคิก เมื่อยสาน หรือ สานเคือ ก็เรียก."],
    [636,627,"แค",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesbania grandiflora (L.) Poirในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาล มักแตกตามยาวเป็นร่องตื้น ๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๑๐-๒๐ คู่ ช่อดอกสั้นออกตามซอกใบ ห้อยลง ดอกแบบดอกถั่ว มีขนาดใหญ่ สีขาวหรือสีแดง ต้นดอกสีแดงเรียก แคแดง ส่วนต้นดอกสีขาวเรียก แคขาว ผลเป็นฝักกลมเรียวไปหาปลาย เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น ๒ ซีก, เปลือกต้น และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณเปลือกแคมีรศฝาดแลเคมรู้ปิดธาตุ ใบนั้นมีรศจืด เจริญใจให้ผ่องแผ้ว เปลือกแลใบทั้ง ๒ สิ่งนี้คุณเสมอกัน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เปลือกต้มหรือฝนรับประทานแก้ท้องร่วง, แก้บิด, แก้มูกเลือด, คุมธาตุ, ภายนอกใช้ชะล้างบาดแผล ใบรับประทานแก้ไข้เปลี่ยนอากาศเปลี่ยนฤดู (แก้ไข้หัวลม) ...”, แคบ้าน ก็เรียก."],
    [637,628,"แคขาว","ดูใน แค.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesbania grandiflora (L.) Poirในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาล มักแตกตามยาวเป็นร่องตื้น ๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๑๐-๒๐ คู่ ช่อดอกสั้นออกตามซอกใบ ห้อยลง ดอกแบบดอกถั่ว มีขนาดใหญ่ สีขาวหรือสีแดง ต้นดอกสีแดงเรียก แคแดง ส่วนต้นดอกสีขาวเรียก แคขาว ผลเป็นฝักกลมเรียวไปหาปลาย เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น ๒ ซีก, เปลือกต้น และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณเปลือกแคมีรศฝาดแลเคมรู้ปิดธาตุ ใบนั้นมีรศจืด เจริญใจให้ผ่องแผ้ว เปลือกแลใบทั้ง ๒ สิ่งนี้คุณเสมอกัน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เปลือกต้มหรือฝนรับประทานแก้ท้องร่วง, แก้บิด, แก้มูกเลือด, คุมธาตุ, ภายนอกใช้ชะล้างบาดแผล ใบรับประทานแก้ไข้เปลี่ยนอากาศเปลี่ยนฤดู (แก้ไข้หัวลม) ...”, แคบ้าน ก็เรียก."],
    [638,629,"แคแดง","ดูใน แค.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesbania grandiflora (L.) Poirในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาล มักแตกตามยาวเป็นร่องตื้น ๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๑๐-๒๐ คู่ ช่อดอกสั้นออกตามซอกใบ ห้อยลง ดอกแบบดอกถั่ว มีขนาดใหญ่ สีขาวหรือสีแดง ต้นดอกสีแดงเรียก แคแดง ส่วนต้นดอกสีขาวเรียก แคขาว ผลเป็นฝักกลมเรียวไปหาปลาย เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น ๒ ซีก, เปลือกต้น และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณเปลือกแคมีรศฝาดแลเคมรู้ปิดธาตุ ใบนั้นมีรศจืด เจริญใจให้ผ่องแผ้ว เปลือกแลใบทั้ง ๒ สิ่งนี้คุณเสมอกัน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เปลือกต้มหรือฝนรับประทานแก้ท้องร่วง, แก้บิด, แก้มูกเลือด, คุมธาตุ, ภายนอกใช้ชะล้างบาดแผล ใบรับประทานแก้ไข้เปลี่ยนอากาศเปลี่ยนฤดู (แก้ไข้หัวลม) ...”, แคบ้าน ก็เรียก."],
    [639,630,"แคบ้าน","ดู แค.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesbania grandiflora (L.) Poirในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาล มักแตกตามยาวเป็นร่องตื้น ๆ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๑๐-๒๐ คู่ ช่อดอกสั้นออกตามซอกใบ ห้อยลง ดอกแบบดอกถั่ว มีขนาดใหญ่ สีขาวหรือสีแดง ต้นดอกสีแดงเรียก แคแดง ส่วนต้นดอกสีขาวเรียก แคขาว ผลเป็นฝักกลมเรียวไปหาปลาย เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น ๒ ซีก, เปลือกต้น และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณเปลือกแคมีรศฝาดแลเคมรู้ปิดธาตุ ใบนั้นมีรศจืด เจริญใจให้ผ่องแผ้ว เปลือกแลใบทั้ง ๒ สิ่งนี้คุณเสมอกัน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เปลือกต้มหรือฝนรับประทานแก้ท้องร่วง, แก้บิด, แก้มูกเลือด, คุมธาตุ, ภายนอกใช้ชะล้างบาดแผล ใบรับประทานแก้ไข้เปลี่ยนอากาศเปลี่ยนฤดู (แก้ไข้หัวลม) ...”, แคบ้าน ก็เรียก."],
    [640,631,"แคมหอม","ดู แฝกหอม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแฝกหอม ต้นนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต ใบนั้นรู้แก้ไข้อันกระทำให้ร้อน ดอกนั้นรู้แก้ไข้โลหิต อันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นรู้แก้ไข้อภิญญาณแลแก้เหื่อ แก้สาบ แลรู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่ทรวง แลรู้แก้โลหิต แก้ดี แก้ไข้พิศม์ แก้คุธราช ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๕๙] ตอนหนึ่งว่า “... รากแฝกหอมรสหอมเย็น, ทำดวงจิตให้ชุ่มชื่น แพทย์ตามชนบทใช้รากแฝกหอมปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้, ทำให้หาวเรอ, แก้ปวดท้องจุกเสียด, แก้ท้องอืด, แก้ไข้เพื่อลม, และขับปัสสาวะ ทำให้เย็น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า vetiver เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรงคล้ายทรงกระบอกตัน รากเป็นกระจุก มีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้าใต้ดิน แผ่นใบด้านล่างเกลี้ยง ยกเว้นบนเส้นกลางใบมีขนสาก ด้านบนตามขอบใบมีขนสาก ที่โคนใบมีขนละเอียด ใบมีนวล ใบด้านบนสีซีดกว่าด้านล่าง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง โผล่พ้นกอ แต่ละแขนงช่อมีช่อกระจะขนาดเล็ก ผลแบบผลแห้งไม่แตก เมล็ดรูปขอบขนาน โคนมน ปลายแหลม มีหนามสั้น, แกงหอม หรือ แคมหอม ก็เรียก."],
    [641,632,"แคว้งค่า","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [642,633,"ไคนกคุ่ม","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [643,634,"ไคร","ดู ตะไคร้.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าและกาบใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... ตะไคร้มีกลิ่นหอม รสปร่าแก้คาวและแก้เบื่ออาหาร, บำรุงไฟธาตุให้เจริญ, แก้โรคทางปัสสาวะ (แก้กษัย) ขับลมในลำไส้, ทำให้เจริญอาหาร ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า lemon grass, lapine เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นขึ้นเป็นกอ แตกใบหนาแน่นที่โคน ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ใบรูปแถบ ปลายเรียวแหลม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง แตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกย่อยแบน ออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้าน และอีกช่อหนึ่งมีก้าน ดอกบนเป็นดอกเพศผู้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าพบดอก, ไคร จะไคร ตะไคร้แกง หรือ สิงไค ก็เรียก."],
    [644,635,"ไคร้เครือ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAristolochia pierrei Lecomte. ในวงศ์ Aristolochiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณรากไคร้เครือแล มูลกาทั้ง ๒ มีรศเผดขมเสมอกันแก้กำเดาแก้ไข้เพื่อลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย[๔๕/๑๒๘] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขม ขื่นปร่า แก้พิษไข้, พิษกาฬ, เจริญอาหาร, ชูกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ราก ปรุงเป็นยาแก้ไข้จับสั่น, ไข้คลั่งเพ้อ, ไข้เชื่อมซึม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aristolochia pierrei Lecomte.วงศ์ Aristolochiaceae เป็นไม้เถา อายุหลายปี รากยาว เลื้อย อวบ รูปทรงกระบอก ขดไปมา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหอกถึงใบหอกกว้าง โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ ผิวด้านบนมีขนสั้นละเอียด ด้านล่างมีขนประปราย ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบและที่ปลายยอด กลีบดอกเชื่อมติดกัน สีน้ำตาลแกมสีม่วง ผลแบบผลแห้งแตก ผลแก่จะแตกตามยาวจากขั้วไปยังโคน เมล็ดสีดำ รูปสามเหลี่ยมหรือรูปหัวใจกลับ มีปีก."],
    [645,636,"ฆานโรโค",null,"น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่จมูกและประสาทรับรู้กลิ่น ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์. (มาจากคำ ฆานะ แปลว่า จมูก, ประสาทที่รับรู้กลิ่น กับ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [646,637,"ฆานะโรค",null,"น.","ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในจมูก ผู้ป่วยจะหายใจขัด มีเม็ดขึ้นในจมูก เมื่อเม็ดนั้นแตกจะทำให้ปวดแสบปวดร้อนมาก น้ำมูกไหลอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๓] ตอนหนึ่งว่า “… ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าฆานะ กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดขึ้นในนาสิกนั้น เป็นคำรบ ๓ มีอาการกระทำให้หายใจขัด บางทีเป็นเม็ดยอดขึ้นในนาสิก แล้วแตกลำลาบออกเหม็นคาวคอ กระทำพิษให้ปวดแสบ ปวดร้อนเป็นกำลัง บางทีให้น้ำมูกไหลอยู่เป็นนิจ ใสดุจน้ำฝน ให้เหม็นคาวคอยิ่งนัก ...”, ริดสีดวงจมูก ก็เรียก."],
    [647,638,"ฆ่าฤทธิ์",null,"ก.","ทำให้ตัวยาที่มีพิษมาก มีพิษน้อยลงหรือหมดไป จนไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยา โดยทั่วไปมักใช้กับตัวยาที่มีพิษตัวยาที่ต้องฆ่าฤทธิ์ก่อนนำมาปรุงยา เช่น สลอด หัวงูเห่าชาดก้อน."],
    [648,639,"งวด",null,"ก.","ลดลงไป, พร่องลงไป, แห้งลงไป, เช่น อาหารงวด."],
    [649,640,"งัดเส้น","ดู ดึงเส้น.","ก.","ใช้นิ้วมือกดลงบนกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นตามร่างกายแล้วดึงขึ้น, งัดเส้น จก หรือ จกงัด ก็เรียก."],
    [650,641,"งาย",null,"น.","เวลาเช้า เช่น พ่อแผนจะไปแต่ในงาย สายแล้วสํารับไม่ยกมา."],
    [651,642,"งูทับทางขาว","ดู งูทับสมิงคลา.","น.","งูพิษชนิด Bungarus candidus (Linnaeus) ในวงศ์ Elapidae หัวสีดํา ตัวมีลายเป็นปล้องสีดำ สลับขาว เขี้ยวพิษผนึกแน่นกับขากรรไกรบน ขยับหรือพับเขี้ยวไม่ได้ ตัวยาวประมาณ ๑ เมตร, งูทับทางขาว ก็เรียก."],
    [652,643,"งูทับสมิงคลา",null,"น.","งูพิษชนิด Bungarus candidus (Linnaeus) ในวงศ์ Elapidae หัวสีดํา ตัวมีลายเป็นปล้องสีดำ สลับขาว เขี้ยวพิษผนึกแน่นกับขากรรไกรบน ขยับหรือพับเขี้ยวไม่ได้ ตัวยาวประมาณ ๑ เมตร, งูทับทางขาว ก็เรียก."],
    [653,644,"งูปูติมุข",null,"น.","งูจำพวกหนึ่งที่เมื่อกัดแล้วทำให้เนื้อเน่าเปื่อย เช่น งูกะปะ.(มาจากคำ ปูติ แปลว่า เน่า, มุข แปลว่า ปาก)."],
    [654,645,"งูเหลือม",null,"น.","สัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Python reticulates (Schneider) ในวงศ์ Pythoninae มีชื่อสามัญว่า reticulated python หรือ regal python งูนี้ไม่มีพิษ เป็นงูที่มีขนาดใหญ่และยาว ลำตัวหนา ตอนกลางลำตัวป่อง มีเกล็ดปกคลุม โดยทั่วไปเกล็ดสีเหลืองปนน้ำตาล มีลวดลาย อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบริเวณหัวมีสีเหลืองปนน้ำตาล มีเส้นสีดำเล็ก ๆ พาดผ่านกลางหัว กระดูก ดี และน้ำมันของงูเหลือมมีสรรพคุณทางยา."],
    [655,646,"เง่า","ดู เหง้า.","น.","๑. ลําต้นที่อยู่ใต้ดินของพืชบางชนิด เช่น ขิง กระวาน ที่จมอยู่ใต้ดิน. ๒. ต้นเดิม, ต้นวงศ์. เขียนว่า เง่า ก็มี."],
    [656,647,"แง่ง",null,"น.","ส่วนที่ยื่นออกมาจากเหง้า เช่น ขิง ข่า กะทือ เป็นต้น."],
    [657,648,"จก, จกงัด","ดู ดึงเส้น.","ก.","ใช้นิ้วมือกดลงบนกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นตามร่างกายแล้วดึงขึ้น, งัดเส้น จก หรือ จกงัด ก็เรียก."],
    [658,649,"จตุกาลเตโช",null,"น.","ธาตุไฟ ๔ ประการ ได้แก่ ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) ไฟที่ทำให้ร้อนภายใน (ปริทัยหัคคี) ไฟที่เผาร่างกายให้แก่คร่ำคร่า (ชิรณัคคี) และไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น (สันตัปปัคคี). (มาจากคำ จตุ แปลว่า สี่, กาล แปลว่า เวลา กับ เตโช แปลว่า ไฟ)."],
    [659,650,"จตุกาลธาตุ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทยจำกัดจำนวนตัวยาแก้ธาตุตามเวลาไว้ ๔ อย่าง คือ เหง้าว่านน้ำ รากเจตมูลเพลิง รากแคแตร รากพนมสวรรค์ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีสรรพคุณแก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด แก้เสมหะ เป็นต้น."],
    [660,651,"จตุทิพย์คันธา",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดจำนวนตัวยาอันมีกลิ่นหอมดังยาทิพย์ไว้ ๔ อย่าง คือ ดอกพิกุลรากชะเอมเทศ รากมะกล่ำเครือ รากขิงแครง ตำราสรรพคุณ ยาไทยว่า มีสรรพคุณบำรุงธาตุและหัวใจ แก้เสมหะ แก้พรรดึกเป็นต้น."],
    [661,652,"จตุผลาธิกะ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดจำนวนผลไม้อันให้คุณไว้ ๔ อย่าง คือ ลูกสมอไทยลูกสมอพิเภก ลูกมะขามป้อม และลูกสมอเทศ ตำราสรรพคุณ ยาไทยว่า มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ลม แก้โรคตา บำรุงธาตุ เป็นต้น."],
    [662,653,"จตุวาตผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดจำนวนตัวยาแก้ลมไว้ ๔ อย่าง ได้แก่ เหง้าขิงแห้ง กระลำพัก อบเชยเทศ และโกฐหัวบัว ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้พรรดึก ขับผายลม บำรุงธาตุ เป็นต้น."],
    [663,654,"จรดพระธรณี","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [664,655,"จวงดง","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [665,656,"จ้อยนาง","ดู ย่านาง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา มีรอยแผลเป็นตามเถาและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่ ดอกเป็นช่อแยกเพศต่างช่อร่วมต้น อาจเป็นแบบช่อกระจะเทียม ช่อกระจุกมีก้าน มีดอก ๑-๓ ดอก ออกตามซอกใบหรือตามเถา ช่อดอกเพศผู้สีเหลือง เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลีบดอกเล็กมาก มี ๓ หรือ ๖ กลีบ ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบเลี้ยงชั้นในรูปกลม กลีบดอกมี ๖ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง เมล็ดรูปเกือกม้า ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากปรุงเป็นยาต้มรับประทาน เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ, ไข้เหนือ, ... เป็นยาขับกระทุ้งพิษได้ดี มักใช้รวมกับรากเท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ เรียกว่ายา ๕ ราก หรือแก้ว ๕ ดวง ...” รากย่านางเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง หรือ ย่านนาง ก็เรียก. เขียนว่า หญ้านาง ก็มี."],
    [666,657,"จะเกร็ง","ดู เหงือกปลาหมอ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ A. ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๕๗] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ทั้งต้นทั้งรากต้มอาบภายนอกแก้พิษไข้หัวให้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังทุกชนิด ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดเอาพอกปิดหัวฝีหรือแผลเรื้อรังถอนพิษดี รับประทานภายในเป็นยาแก้พิษฝีดาษและฝีทั้งปวง เป็นยาตัดรากด้วย ...” อย่างไรก็ตาม ใบเหงือกปลาหมอเป็นตัวยาอย่างหนึ่งในยาชื่ออดุลยวิถาร [๑/๑๓๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อว่าอดุลยวิถาร แก้พิศม์กำเดาอาโปธาตุกำเริบ ท่านให้เอาชะมด ๑ ... ผักบุ้งร้วม ๑ ใบเหงือกปลาหมอ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท ...” และเป็นตัวยาในยาแกงแก้กษัยปลาหมอ [๔/๓๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแกง แก้กระษัยปลาหมอแต่ยังอ่อนอยู่นั้น เอาปลาหมอ ๓ ตัว เอาทั้งเกล็ด ... แล้วจึงเอาใบเหงือกปลาหมออ่อนมาใส่ลงเป็นผัก กินแก้กระษัยปลาหมอหายดีนัก ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ Acanthus ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า sea holly เป็นไม้พุ่ม ขึ้นตามป่าชายเลนและบริเวณน้ำกร่อย อาจมีหนามตามข้อ ใบเป็นเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปขอบขนาน ขอบใบจักซี่ฟันห่าง ๆ ปลายซี่เป็นหนามแหลม ผิวเรียบเป็นมัน เนื้อเหนียวแข็ง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีจุดประสีแดงหรือม่วง หรือสีม่วงอ่อนถึงสีม่วงแกมฟ้า ผลเป็นฝัก รูปไข่หรือทรงกระบอก, แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง หรือ อีเกร็ง ก็เรียก."],
    [667,658,"จะไคร","ดู ตะไคร้.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าและกาบใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... ตะไคร้มีกลิ่นหอม รสปร่าแก้คาวและแก้เบื่ออาหาร, บำรุงไฟธาตุให้เจริญ, แก้โรคทางปัสสาวะ (แก้กษัย) ขับลมในลำไส้, ทำให้เจริญอาหาร ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า lemon grass, lapine เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นขึ้นเป็นกอ แตกใบหนาแน่นที่โคน ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ใบรูปแถบ ปลายเรียวแหลม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง แตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกย่อยแบน ออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้าน และอีกช่อหนึ่งมีก้าน ดอกบนเป็นดอกเพศผู้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าพบดอก, ไคร จะไคร ตะไคร้แกง หรือ สิงไค ก็เรียก."],
    [668,659,"จะโปง","ดู จับโปง.","น.","โรคชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการปวดบวมตามข้อ มีน้ำใสในข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ จับโปงน้ำ และ จับโปงแห้ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๒/๙๖] ตอนหนึ่งว่า ถ้าแลให้เสียดเข่าชื่อว่าลมจะโปงสะคริวก็ว่า ...” , จะโปง ลมจะโปง หรือ ลมจับโปง ก็เรียก."],
    [669,660,"จักขุโรโค","ดู จักษุโรโค.","น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่ตา ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ เช่น ตาแดง ตาแฉะ ริดสีดวงตา, จักขุโรโค ก็เรียก. (มาจากคำ จักษุ หรือจักขุ แปลว่า ตา และ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [670,661,"จักร์ทราสูนย์","ดูใน นาภี.","น.","๑. สะดือ. ๒. ท้อง, อุทร ก็เรียก. ๓. บริเวณรอบสะดือ (ตามหลักวิชานวดไทย), จักร์ทราสูนย์ จักราศูนย์ หรือจักราสูรย์ ก็เรียก."],
    [671,662,"จักรวาลฟ้าครอบ, จักระวาฬฟ้าครอบ",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่งใช้แก้ไข้กาฬต่าง ๆ แก้พิษต่าง ๆ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๖-๗] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อว่าจักระวาฬฟ้าครอบ แก้พิศม์ไข้กาลทั้งปวงสาระพิศม์ อันใด ๆ ก็ดี พิศม์กาลภายในภายนอกให้กลุ้มในใจก็ดี แลพิศม์กาลทั้งปวง ๗๐๐ จำพวก ที่มิได้ขึ้นมาทำพิศม์คุดอยู่ในหัวใจ แลตับแลปอดทั้งภายในก็ดี แลหลบอยู่ตามผิวหนังภายในก็ดี แลพิศม์ฝีดาษฝีศีศะเดียวก็ดีตานทรางก็ดี ท่านให้ทำยาขนานใหญ่นี้ไว้แก้ เว้นไว้แต่บุราณกรรม์นั้นแล แต่ประจุบันกรรม์หายสิ้นแล ท่านแพทย์ทั้งปวงจงเร่งทำยาขนานนี้ขึ้นไว้ใช้เถิดถึงจะสู้กันกับกาล ๗๐๐ จำพวกได้ ท่านให้เอาเขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวหมู ๑ เขี้ยวหมี ๑ เงี่ยงปลาฉนาก ๑ เงี่ยงปลากะเบน ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ เขากุย ๑ เขาแพะ ๑ เขาแกะ ๑ ทั้งนี้ขั้วให้เกรียม หวายตะค้า ๑หวายตะมอย ๑ เจตภังคี ๑ สังกะระนี ๑ ดอกสัตบุต ๑สัตตบงกช ๑ สัตบัน ๑ บัวหลวง ๑ บัวขม ๑ บัวเผื่อน ๑ จงกลนี ๑ พิกุล ๑ บุนนาค ๑ สาระพี ๑ มะลิซ้อน ๑ มะลิลา ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกกะดังงา ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ใบภิมเสน ๑ ภิมเสนเกลด ๑ การะบูร ๑ น้ำประสานทอง ๑ โกฏทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สมุลแว้ง ๑ เหดกะถินขาว ๑ เหดกะถินพิมาน ๑ เหดมะพร้าว ๑ เหดตาล ๑ เหดงูเห่า ๑ เหดมะขาม ๑ เหดไม้รัง ๑ เหดไม้แดง ๑ เหดตับเต่า ๑ ศีศะมะหากาลทั้ง ๕ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค สาระพัดดี เปนน้ำกระสายบดปั้นแท่งไว้ แก้กาล ๗๐๐ จำพวก แก้ได้ทุกประการ น้ำกกระสายยักใช้ตามแต่ชอบโรคนั้นเถิด แก้ในวะสันตะระดูแล …”."],
    [672,663,"จักราศูนย์, จักราสูรย์","ดูใน นาภี.","น.","๑. สะดือ. ๒. ท้อง, อุทร ก็เรียก. ๓. บริเวณรอบสะดือ (ตามหลักวิชานวดไทย), จักร์ทราสูนย์ จักราศูนย์ หรือจักราสูรย์ ก็เรียก."],
    [673,664,"จักษุโรโค",null,"น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่ตา ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ เช่น ตาแดง ตาแฉะ ริดสีดวงตา, จักขุโรโค ก็เรียก. (มาจากคำ จักษุ หรือจักขุ แปลว่า ตา และ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [674,665,"จังออน",null,"น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่ตา ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ เช่น ตาแดง ตาแฉะ ริดสีดวงตา, จักขุโรโค ก็เรียก. (มาจากคำ จักษุ หรือจักขุ แปลว่า ตา และ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [675,666,"จังออน",null,"น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่ตา ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ เช่น ตาแดง ตาแฉะ ริดสีดวงตา, จักขุโรโค ก็เรียก. (มาจากคำ จักษุ หรือจักขุ แปลว่า ตา และ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [676,667,"จังออน",null,"น.","หน่วยในมาตราตวงตามวิธีประเพณีของไทย ๘ กำมือเท่ากับ ๑ จังออน, ๒ จังออน เท่ากับ ๑ แล่ง."],
    [677,668,"จันทกระลา, จันทกลา",null,"น.","ลมประจำเส้นอิทา, จันทะกาลา ก็เรียก."],
    [678,669,"จันทน์","ดู จันทน์ขาว.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าSantalum album L. ในวงศ์ Santalaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณจันทน์ขาว มีรศอันขมหวาน รู้กระทำให้เกิดปัญญา แลราษี รู้แก้ไข้อันบังเกิดแก่ตับแลดี แลแก้กระหายน้ำ ...” และคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... จันทน์ขาวแก้ไข้เพื่อให้เหมนคาวคอ ...” จัดอยู่ในจุลพิกัดจันทน์ทั้ง ๒ เป็นต้น, จันทน์เทศ ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalumalbum L. ในวงศ์ Santalaceae มีชื่อสามัญว่า sandalwood, sweet chandan, white sandalwood เป็นไม้ต้นขนาดเล็กกึ่งเบียน ลำต้นเมื่ออ่อนเกลี้ยง มีเหลี่ยม เมื่อแก่รูปคล้ายทรงกระบอก เปลือกขรุขระ แตกเป็นร่อง ตามแนวนอนใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ดอกตูมรูปลูกข่าง เมื่อบาน สีขาวนวล แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีม่วง มีกลิ่นหอม ผลรูปกลมหรือเกือบกลม ผิวเกลี้ยง เมล็ดรูปกลมหรือรูปไข่กลับ, จันทน์ หรือ จันทน์หิมาลัย ก็เรียก."],
    [679,670,"จันทน์ขาว",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าSantalum album L. ในวงศ์ Santalaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณจันทน์ขาว มีรศอันขมหวาน รู้กระทำให้เกิดปัญญา แลราษี รู้แก้ไข้อันบังเกิดแก่ตับแลดี แลแก้กระหายน้ำ ...” และคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... จันทน์ขาวแก้ไข้เพื่อให้เหมนคาวคอ ...” จัดอยู่ในจุลพิกัดจันทน์ทั้ง ๒ เป็นต้น, จันทน์เทศ ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalumalbum L. ในวงศ์ Santalaceae มีชื่อสามัญว่า sandalwood, sweet chandan, white sandalwood เป็นไม้ต้นขนาดเล็กกึ่งเบียน ลำต้นเมื่ออ่อนเกลี้ยง มีเหลี่ยม เมื่อแก่รูปคล้ายทรงกระบอก เปลือกขรุขระ แตกเป็นร่อง ตามแนวนอนใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ดอกตูมรูปลูกข่าง เมื่อบาน สีขาวนวล แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีม่วง มีกลิ่นหอม ผลรูปกลมหรือเกือบกลม ผิวเกลี้ยง เมล็ดรูปกลมหรือรูปไข่กลับ, จันทน์ หรือ จันทน์หิมาลัย ก็เรียก."],
    [680,671,"จันทน์แดง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าPterocarpus santalinus L.f. ในวงศ์ Leguminosae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... จันทน์แดงแก้ไข้พิศม์แลไข้อาโปธาตุกำเริบ ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณจันทน์แดง มีรศอันขม เยน รู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่ทรวงแลดี รู้กระทำให้ชื่นใจ รู้แก้ไข้ลักปิด แลบาดแผล ...” เนื่องจากจันทน์แดงหายาก ราคาแพงและต้องนำเข้าจากประเทศอินเดีย แพทย์แผนไทยจึงใช้ลักจั่น [Dracaena cocchinchinensis (Lour.) S.C.] แทน จนเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าลักจั่น คือ จันทน์แดง และจัดอยู่ในจุลพิกัดจันทน์ทั้ง ๒ เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pterocarpus santalinus L. f. ในวงศ์ Leguminosae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า chandam, chandan, raktachandana, red sanders, red sandalwood, saunders wood, red saunders, red santal, rubywood เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ เปลือกต้นสีน้ำตาลดำ แตกเป็นแผ่นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า เมื่อมีแผลจะมียางสีแดงเข้มไหลออกมา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง สีเหลือง ผลค่อนข้างกลมแบน ขอบมีปีกโดยรอบเมื่อแก่ไม่แตก เมล็ดเกลี้ยงสีน้ำตาลแดง, รักตจันทน์ หรือ รัตจันทน์ ก็เรียก."],
    [681,672,"จันทน์ทั้ง ๒",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างสีพวกหนึ่ง ประกอบด้วยแก่นจันทน์ขาว ซึ่งได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalum album L. ในวงศ์ Santalaceae และแก่นจันทน์แดง ซึ่งได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pterocarpus santalinus L. f. ในวงศ์ Leguminosae ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า พิกัดนี้มีรสขมหวานเย็น สรรพคุณแก้ไข้ตัวร้อนด้วยพิษไข้ เจริญไฟธาตุให้สมบูรณ์."],
    [682,673,"จันทน์เทศ","ดู จันทน์ขาว (ความหมายที่ ๑). ","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าSantalum album L. ในวงศ์ Santalaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณจันทน์ขาว มีรศอันขมหวาน รู้กระทำให้เกิดปัญญา แลราษี รู้แก้ไข้อันบังเกิดแก่ตับแลดี แลแก้กระหายน้ำ ...” และคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... จันทน์ขาวแก้ไข้เพื่อให้เหมนคาวคอ ...” จัดอยู่ในจุลพิกัดจันทน์ทั้ง ๒ เป็นต้น, จันทน์เทศ ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalumalbum L. ในวงศ์ Santalaceae มีชื่อสามัญว่า sandalwood, sweet chandan, white sandalwood เป็นไม้ต้นขนาดเล็กกึ่งเบียน ลำต้นเมื่ออ่อนเกลี้ยง มีเหลี่ยม เมื่อแก่รูปคล้ายทรงกระบอก เปลือกขรุขระ แตกเป็นร่อง ตามแนวนอนใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ดอกตูมรูปลูกข่าง เมื่อบาน สีขาวนวล แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีม่วง มีกลิ่นหอม ผลรูปกลมหรือเกือบกลม ผิวเกลี้ยง เมล็ดรูปกลมหรือรูปไข่กลับ, จันทน์ หรือ จันทน์หิมาลัย ก็เรียก.\n๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myristica fragrans Houtt. วงศ์ Myristicaceae มีชื่อสามัญว่า nutmeg tree เป็นไม้ต้น สูง ๘-๑๘ เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ดอกขนาดเล็กรูปคนโทคว่ำ สีเหลืองอ่อน แยกเพศ ส่วนใหญ่มักอยู่ต่างต้นผลรูป เกือบกลมถึงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง ๔-๕ เซนติเมตร สีเหลืองหรือสีเหลืองอมแดง เมื่อแก่แตกเป็น ๒ ซีก เมล็ด และแอริล (aril) ใช้ทำยา เมล็ดมีเปลือกแข็ง สีน้ำตาล เรียก ลูกจันทน์ (nutmeg) มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงหุ้ม ซึ่งเมื่อแห้งมีสีเหลืองอมน้ำตาลถึงสีน้ำตาลอ่อน เรียก ดอกจันทน์ หรือรกจันทน์ (mace) เป็นพืชพื้นเมืองของหมู่เกาะโมลุกกะ ปัจจุบันปลูกได้ทั่วไปในประเทศเขตร้อน. ดู ลูกจันทน์ และ ดอกจันทน์ ประกอบ."],
    [683,674,"จันทน์ผา",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dracaena cochinchinensis (Lour.) S. C. Chen ในวงศ์ Asparagaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่งหรือแตกกิ่งน้อย ปล้องสั้นกว่าความกว้าง ของต้นมาก เปลือกเกลี้ยง สีขาวแกมสีเทา เมื่ออายุมากขึ้น จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน สลับถี่เป็นกระจุกตามปลายยอดหรือปลายกิ่ง แผ่นใบคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ค่อนข้างโปร่งออกตามปลายกิ่ง โค้งห้อยลง ดอกออกเป็นกระจุก สีขาว คล้ายน้ำนม บริเวณกลางดอกเป็นจุดสีแดงสด ผลแบบ ผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปเกือบกลม เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง."],
    [684,675,"จันทน์ลีลา","ดู จันทลีลา.","น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้ มีตัวยา วิธีปรุงวิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยาจันทลีลา แก้สารพัดไข้ทั้งปวง ถึงอับจน ถึงชักตาตั้งไปก็ดี ใช่บุราณกรรมแล้วหาย ท่านให้เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐจุฬาลัมพา ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ลูกกระดอม ๑ บอระเพ็ด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ เอาเสมอภาค แทรกพิมเสน ชะมด บดละลายน้ำซาวข้าวก็ได้ …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จันทลิลา หรือ จันทน์ลีลา ก็เรียก."],
    [685,676,"จันทน์หิมาลัย","ดู จันทน์ขาว.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าSantalum album L. ในวงศ์ Santalaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณจันทน์ขาว มีรศอันขมหวาน รู้กระทำให้เกิดปัญญา แลราษี รู้แก้ไข้อันบังเกิดแก่ตับแลดี แลแก้กระหายน้ำ ...” และคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... จันทน์ขาวแก้ไข้เพื่อให้เหมนคาวคอ ...” จัดอยู่ในจุลพิกัดจันทน์ทั้ง ๒ เป็นต้น, จันทน์เทศ ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Santalumalbum L. ในวงศ์ Santalaceae มีชื่อสามัญว่า sandalwood, sweet chandan, white sandalwood เป็นไม้ต้นขนาดเล็กกึ่งเบียน ลำต้นเมื่ออ่อนเกลี้ยง มีเหลี่ยม เมื่อแก่รูปคล้ายทรงกระบอก เปลือกขรุขระ แตกเป็นร่อง ตามแนวนอนใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ดอกตูมรูปลูกข่าง เมื่อบาน สีขาวนวล แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีม่วง มีกลิ่นหอม ผลรูปกลมหรือเกือบกลม ผิวเกลี้ยง เมล็ดรูปกลมหรือรูปไข่กลับ, จันทน์ หรือ จันทน์หิมาลัย ก็เรียก."],
    [686,677,"จันทลิลา","ดู จันทลีลา, จันทน์ลีลา.","น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้ มีตัวยา วิธีปรุงวิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยาจันทลีลา แก้สารพัดไข้ทั้งปวง ถึงอับจน ถึงชักตาตั้งไปก็ดี ใช่บุราณกรรมแล้วหาย ท่านให้เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐจุฬาลัมพา ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ลูกกระดอม ๑ บอระเพ็ด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ เอาเสมอภาค แทรกพิมเสน ชะมด บดละลายน้ำซาวข้าวก็ได้ …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จันทลิลา หรือ จันทน์ลีลา ก็เรียก."],
    [687,678,"จันทลีลา",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้ มีตัวยา วิธีปรุงวิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยาจันทลีลา แก้สารพัดไข้ทั้งปวง ถึงอับจน ถึงชักตาตั้งไปก็ดี ใช่บุราณกรรมแล้วหาย ท่านให้เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐจุฬาลัมพา ๑ จันทน์ทั้งสอง ๑ ลูกกระดอม ๑ บอระเพ็ด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ เอาเสมอภาค แทรกพิมเสน ชะมด บดละลายน้ำซาวข้าวก็ได้ …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จันทลิลา หรือ จันทน์ลีลา ก็เรียก."],
    [688,679,"จันทะกาลา","ดู จันทกระลา, จันทกลา.","น.","ลมประจำเส้นอิทา, จันทะกาลา ก็เรียก."],
    [689,680,"จับ",null,"ก.","ใช้มือหรือนิ้วมือสัมผัสหรือกำยึดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย."],
    [690,681,"จับชีพจร",null,"ก.","ใช้นิ้วมือแตะและกดเบา ๆ ลงบนเส้นเลือดแดงบางเส้น เช่น เส้นเลือดแดงที่ข้อมือ ข้อพับ ลำคอ ข้อเท้า เพื่อประเมินกำลังของเลือดลมหรือวินิจฉัยโรคหรืออาการ."],
    [691,682,"จับโปง",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการปวดบวมตามข้อ มีน้ำใสในข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ จับโปงน้ำ และ จับโปงแห้ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๒/๙๖] ตอนหนึ่งว่า ถ้าแลให้เสียดเข่าชื่อว่าลมจะโปงสะคริวก็ว่า ...” , จะโปง ลมจะโปง หรือ ลมจับโปง ก็เรียก."],
    [692,683,"จับโปงน้ำ","ดู จับโปง ประกอบ.","น.","จับโปงชนิดหนึ่ง มีการอักเสบรุนแรงของข้อเข่าหรือข้อเท้า ทำให้มีอาการปวด บวม แดง ร้อน และอาจมีไข้ร่วมด้วย จึงมักเรียกว่า ไข้จับโปง."],
    [693,684,"จับโปงแห้ง","ดู จับโปง ประกอบ.","น.","จับโปงชนิดหนึ่ง มีการอักเสบเรื้อรังของข้อเข่า หรือข้อเท้า ทำให้มีอาการบวมบริเวณข้อเล็กน้อย."],
    [694,685,"จับเส้น",null,"ก.","กด คลึง ดึงกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นในกล้ามเนื้อ."],
    [695,686,"จามจุรี","ดู ซิก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [696,687,"จารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร",null,"น.","๑. ตำราการแพทย์แผนไทยประเภทที่สลักลงบนแผ่นหินอ่อนสีเทา รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างยาวด้านละ ๓๓ เซนติเมตร เท่ากันทุกแผ่น แต่ละแผ่นมีอักษรสลักด้านเดียว จัดเรียงบรรทัดตามมุมแหลมจำนวน ๑๗ บรรทัด เหมือนกันทุกแผ่น มีเนื้อหาว่าด้วย แผนนวด แผนปลิง โรคที่พบบ่อย ๆ พร้อมตำรับยาแก้ เป็นต้น ตำรานี้จัดทำขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๔ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำไว้ติดประดับอยู่ที่ผนังด้านนอกของระเบียงพระวิหารพระพุทธ-ไสยาสน์ และที่ผนังศาลารายหน้าพระอุโบสถ เดิมมี ๙๒ แผ่น ปัจจุบันเหลือเพียง ๕๐ แผ่น. ๒. หนังสือเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง มี ๔๕๒ หน้า พิมพ์ที่บริษัทอาทิตย์ โพรดักส์ กรุ๊ป จำกัด โดยกรมศิลปากรได้จัดพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และอนุรักษ์ฟื้นฟูตำราการแพทย์แผนไทยให้แพร่หลาย ทั้งนี้ในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาสำคัญดังที่อธิบายในความนำตอนหนึ่งว่า “... การจัดพิมพ์ได้ทำตามวิธีการอ่านจารึก โดยวิธีการคัดถ่ายถอดอักษรเป็นคำจารึกด้วยอักษรไทยปัจจุบัน และทำคำอ่านจารึกพร้อมด้วยคำอธิบายศัพท์ในจารึก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศัพท์เฉพาะด้านการแพทย์แผนไทย เกี่ยวกับชื่อโรค ชื่อสมุฏฐาน และอาการของโรค ชื่อสมุนไพร พร้อมสรรพคุณทางยา พิกัดสมุนไพร วิธีปรุงเครื่องยา และวิธีใช้ยา เป็นต้น กับได้ทำดรรชนีรวมเรื่องไว้ท้ายเล่มด้วย ส่วนการจัดลำดับเรื่องนั้น ยังคงจัดตามลำดับแผ่นจารึก ซึ่งติดประดับอยู่ที่ผนัง โดยเริ่มจากศาลารายหน้าพระอุโบสถด้านซ้ายไปขวานับเป็นจารึกแผ่นที่ ๑ ถึง แผ่นที่ ๘ ต่อไปเริ่ม แผ่นที่ ๙ ที่ระเบียงมุมซ้ายด้านหน้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เรียงไปทางขวา วนรอบพระวิหาร ถึงแผ่นที่ ๕๐ ...”."],
    [697,688,"จำกัด",null,"ก.","กำหนดไว้โดยเฉพาะ เช่น โหราทั้ง ๕ จำกัดตัวยา ๕ อย่างได้แก่ โหราอมฤต โหรามิคสิงคลี โหราเท้าสุนัข โหราบอน และโหราเดือยไก่."],
    [698,689,"จำปา",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre var. champaca ในวงศ์ Magnoliaceaeมีชื่อสามัญว่า champaca, champac, champak, orange champaka เป็นไม้ต้น กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม มีช่องอากาศเล็ก ๆ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมและมีติ่งแหลม โคนมนหรือแหลมขอบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา ด้านบนมีขนเล็กน้อย ด้านล่าง มีขนนุ่ม ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ กลิ่นหอม ผลแบบผลกลุ่ม มีผลย่อย ๑๐-๓๐ ผล ผลย่อยแบบผลแตกแนวเดียว ก้านผลย่อยสั้นมาก ผลย่อยค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ถึงรูปรี มีเมล็ด ๑-๖ เมล็ด รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี, ใบ ดอก เมล็ด เปลือก กระพี้ แก่น และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณจำปา ใบนั้นรู้แก้ไข้อภิญญาณ ดอกนั้นรู้ตั้งซึ่งโลหิตอันกระทำให้เยน แลกระจายเสียซึ่งโลหิตแลแก้สาบในสริระกายอันบังเกิดด้วยโทษ มีหนังอันเสีย เปลือกนั้นรู้กระจายซึ่งบุพโพ กระพี้นั้นรู้แก้เสมหะในลำคอ แก่นนั้นรู้ แก้ลักปิด รากนั้นรู้แก้ลมในไส้ ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... ดอกใช้ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิต ดอกและลูกบำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียน และไข้ ขับปัสสาวะ ใบแก้โรคประสาท แก้ป่วง รากแห้ง และเปลือกหุ้มรากผสมกับนมสำหรับบ่มฝี เนื้อไม้บำรุงประจำเดือนสตรี น้ำมันได้จากดอก ทาแก้ปวดศีรษะ และตาบวม เปลือกจากต้นแก้ไข้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖๐] ตอนหนึ่งว่า “… ดอกจำปามีรสขม ใช้รักษาโรคเรื้อนและหิด ฝี ดอกและเมล็ดของจำปามีรสขมและเย็น แก้ไข้และแก้โรคธาตุเสีย คลื่นเหียนวิงเวียน และแก้ไข้ ...”."],
    [699,690,"จำเริญ",null,"ก.","๑. เติบโต, งอกงาม, มากขึ้น, สมบูรณ์. ๒. ทิ้ง เช่นจำเริญยา, ตัด เช่น จำเริญเกศา."],
    [700,691,"จำเริญยา",null,"ก.","ทิ้งยา โดยนิยมนำออกไปทิ้งนอกชายคาบ้าน ตามโคนต้นไม้ เชื่อว่าจะทำให้คนป่วยหายเร็วขึ้น."],
    [701,692,"จำหระ",null,"น.","แถบ ซีก (ใช้กับร่างกาย) เช่น จำหระเบื้องซ้าย จำหระเบื้องขวา, ตำหระ ก็เรียก."],
    [702,693,"จิงจ้อ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAniseia martinicensis (Jacq.) Choisy ในวงศ์ Convolvulaceae มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคุณแห่งรากจิงจ้อนั้น รู้แก้ซึ่งเสมหะ ลม ดี และรู้กระทำให้อาหารงวด รู้ประหารเสียซึ่งเตโชอันกล้าให้ถอยลง ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... จิงจ้อเหลืองแลขาว มีรสอันร้อน แก้ฟกบวม แก้ลมพรรดึก แลย่อยอาหาร แก้เสมหะ แก้โลหิต แก้กำเดา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAniseia martinicensis (Jacq.) Choisy ในวงศ์ Convolvulaceae เป็นไม้เถาเลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน โคนใบมน ปลายใบหยักเว้าเล็กน้อย ดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือบางครั้งออกเป็นคู่ กลีบดอกสีขาว รูประฆัง มีขน ปลายกลีบเป็นติ่งแหลม ผลแบบผลแห้งแตก สีน้ำตาล รูปไข่ มีเมล็ด ๒-๔ เมล็ด มีขนปกคลุม."],
    [703,694,"จิตรมหาวงษ์","[จิดมะหาวง]","น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ปากเปื่อยลิ้นเปื่อย คอเปื่อย มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อจิตรมหาวงษ์ แก้ฅอเปื่อย ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย แลแก้ไอ ท่านให้เอารากมะกล่ำต้น ๑ รากมะกล่ำเครือ ๑ ราก มะขามป้อม ๑ เนระภูสี ๑ เขากวาง ๑ เขากุย ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ จันทน์ทั้ง ๒ น้ำประสารทองสตุ ๑ ยาทั้งนี้เสมอ ภาคทำแท่งไว้ ละลายน้ำผึ้งทาหายแล …”."],
    [704,695,"จิตุบาทวาโย",null,"น.","โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราว่าเกิดจากอโธคมาวาต เกิดบริเวณลำคอ ผู้ป่วยมักเป็นคางทูม หายใจขัด หอบ สวิงสวาย ท้องขึ้นอืดเฟ้อ หากเป็นนานถึง ๒ ปี กับ ๔ เดือน จะทำให้ตาบอด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๐๗] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่า จิตุบาทวาโยเป็นคำรบ ๔ นั้น เกิดแต่อโธคมาวาตตลอดลำคอ มักเป็นคางทูม ให้หายใจขัดอกและให้หายใจสะอื้น และกระทำให้หอบเป็นกำลัง มักเกิดเป็นพิษให้ร้อนในอก ให้สวิงสวายให้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อไปอุจจาระมิได้สะดวก ถ้าเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ครบถึง ๒ ปีกับ ๔ เดือนจะให้เสียจักษุ ...”."],
    [705,696,"จืด",null,"ว.","รสอย่างรสรากหญ้าคา เหง้าสับปะรด รากรางจืด เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสจืดจะมีสรรพคุณแก้เสมหะ ขับปัสสาวะ พิษไข้ ดับพิษปวดร้อน แก้ทางเตโชธาตุ เป็นต้น."],
    [706,697,"จุก",null,"ก.","อาการที่บังเกิดแน่นอยู่ในอกหรือในท้อง เช่น กินมากจนจุก."],
    [707,698,"จุกอก",null,"น.","อาการเจ็บแน่นในทรวงอก."],
    [708,699,"จุ่งจิง","ดู บอระเพ็ด.","บ.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menisper-maceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “...จะกล่าวสรรพคุณใบบอระเพ็ดแลชิงช้าชาลีนั้นมีคุณดุจกัน ต้นนั้นรู้แก้พิษฝีดาด แลรู้แก้ไข้เหนืออันบังเกิดเพื่อโลหิต แลรู้แก้ฝีกาฬอันบังเกิดเพื่อฝีดาด แลรู้แก้ไข้ตรีโทษ รู้กระทำให้เกิดกำลังรู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ลมแลแก้กระหายน้ำอันเป็นเพื่อโลหิต แลรู้แก้สะอึกแก้ธาตุกำเริบ ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิคือมะเร็ง ดอกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิในอุทรให้ออกมา แลฆ่าแม่พยาธิในฟันในหูให้ออกมา ลูกนั้นรู้แก้เสมหะให้ออกมา รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเป็นเพื่อไข้เหนือให้ออกมา กล่าวสังเขปคุณบอระเพ็ดชิงช้าชาลีมาสิ้นแต่เท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... เถาแก้พิษฝีดาษ, แก้ไข้เหนือ, ไข้พิษ, แก้ฝีกาฬ, โรคแทรกของไข้ทรพิษ, แก้ไข้ทุกชนิด, บำรุงกำลัง, บำรุงไฟธาตุ, แก้ร้อนใน, แก้สะอึก, ใบฆ่าพยาธิ์, ดอกฆ่าพยาธิ์ในท้อง, ในฟัน, ในหู, ให้ตก, ลูกแก้เสมหะเป็นพิษ รากแก้ไข้พิษอย่างแรง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถาเป็นตุ่ม มียางขาว รสขม มีรากอากาศยาวคล้ายเส้นด้าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปค่อนข้างกลม ปลายเรียวแหลม โคนรูปหัวใจลึก แผ่นใบคล้ายกระดาษ ช่อดอกคล้ายช่อกระจะ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งแก่เมื่อใบหลุดร่วงหมด ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ออกเป็นช่อ ผลแก่สีส้ม รูปรี ผนังผลชั้นในสีขาว ผิวย่นเล็กน้อยหรือเกือบเรียบ มีสันที่ด้านบน มีช่องเปิดรูปรีเล็ก, เครือเขาฮอ จุ่งจิง เจตมูลหนาม หรือ เจตมูลย่าน ก็เรียก."],
    [709,700,"จุณ",null,"น.","ของที่ป่น ของที่ละเอียด ผง."],
    [710,701,"จุนสี","[จุนนะสี]","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปแผ่นหรือรูปแท่งของเกลือทองแดงที่เกิดในธรรมชาติในทางเคมีเป็น copper sulphate pentahydrate (CuSO4• 5H2O) มีชื่อสามัญว่า chalcanthite, bluestone, blue vitriol, verdigris มีสีเขียว (ปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า) ใส หน้าตัดเป็นเงาวาว ความแข็ง ๒.๕ ความถ่วงจำเพาะ ๒.๑-๒.๓ เนื้อเปราะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเปรี้ยวฝาดเย็น ใช้ภายนอกช่วยกัดล้างเม็ดฝี กัดหัวหูด และคุดทะราด ผสมกับขี้ผึ้งปิดแผล สำหรับกัดฝ้า กัดหนอง, กำมะถันเขียว ชินสี สีนายวน สียายอน หรือ หินเขียว ก็เรียก, เขียนว่า จุณสี ก็มี."],
    [711,702,"จุณสี","ดู จุนสี.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปแผ่นหรือรูปแท่งของเกลือทองแดงที่เกิดในธรรมชาติในทางเคมีเป็น copper sulphate pentahydrate (CuSO4• 5H2O) มีชื่อสามัญว่า chalcanthite, bluestone, blue vitriol, verdigris มีสีเขียว (ปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า) ใส หน้าตัดเป็นเงาวาว ความแข็ง ๒.๕ ความถ่วงจำเพาะ ๒.๑-๒.๓ เนื้อเปราะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเปรี้ยวฝาดเย็น ใช้ภายนอกช่วยกัดล้างเม็ดฝี กัดหัวหูด และคุดทะราด ผสมกับขี้ผึ้งปิดแผล สำหรับกัดฝ้า กัดหนอง, กำมะถันเขียว ชินสี สีนายวน สียายอน หรือ หินเขียว ก็เรียก, เขียนว่า จุณสี ก็มี."],
    [712,703,"จุนสีสะตุ",null,"น.","จุนสีที่ปราศจากน้ำผลึกในโมเลกุล มีสีขาว โบราณ เตรียมโดยนำไปตากแดดไว้จนสีซีดและขาวในที่สุด."],
    [713,704,"จุล",null,"ว.","เล็ก น้อย."],
    [714,705,"จุลพิกัด",null,"น.","พิกัดตัวยาน้อยอย่าง เรียกชื่อตรงตามตัวยานั้น มักเป็นตัวยาเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่แหล่งกำเนิด สี ขนาด รูปร่างลักษณะ และรส เช่น ขี้เหล็กทั้ง ๒ จันทน์ทั้ง ๒ เปล้า ทั้ง ๒ เกลือทั้ง ๒ รากมะปรางทั้ง ๒."],
    [715,706,"เจตพังคี",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cladogynos orientalis Zipp. ex Span. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย[๔๕/๑๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... รากเจตพังคีมีรสเผ็ดขื่นเฝื่อน นิด ๆ มีกลิ่นหอมระเหย แก้ท้องขึ้นปวดแน่นในท้อง, ขับผายลม, ทำให้เรอ ภายนอกใช้ฝนกับน้ำปูนใสทาท้องเด็กอ่อน หรือบางทีใช้รวมกับมหาหิงคุ์, การบูร, ทำให้ผายลมแก้ท้องอืดขึ้นเฟ้อ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cladogynos orientalis Zipp. ex Span. ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม สูงได้ถึง ๒ เมตร ลำต้นและใบมีขนรูปดาวสีขาวปกคลุมหนา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปไข่กลับ ดอกเป็นช่อกระจะ ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมช่อกลีบดอกสีขาวนวล ผลแบบผลแห้งแตก รูปทรงกลมมี ๓ พู, ใบหลังขาว ปังคี หรือ พังคี ก็เรียก."],
    [716,707,"เจตมูล, เจตมูลเพลิง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. ในวงศ์ Plumbaginaceaeมีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเจตมูลเพลิงมีรศร้อนแก้ฤษดวงทวารหนัก แก้ตัวร้อนแก้บวมแก้คุทราด มีคุณเสมอกันกับดีปลี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงแดง ใบนั้นรู้แก้คุณผี ดอกนั้นรู้แก้คุณยาที่บุคคลกระทำไว้นั้น ต้นนั้นรู้แก้โลหิตอันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นมีรศอันร้อนรู้กระจายเสียซึ่งวาโย กระทำให้ตัวพยาธิตาย รู้แก้คุธราชแลริดสีดวง รู้กระทำให้อาหารงวด แลรู้ปลุกธาตุ ... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงขาว ใบนั้นรู้แก้เสมหะ ดอกนั้นรู้แก้พยาธิอันบังเกิดแต่จักษุ ต้นนั้นรู้ชำระโลหิตอันดำให้ตกเสีย รากนั้นรู้กระจายเสียซึ่งวาโยอันอัดอั้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้แต่รากอย่างเดียวรับประทานเป็นยาบำรุงไฟธาตุ, กระตุ้นเตือนลำไส้และกระเพาะอาหารให้ทำการช่วยบดย่อย ดีขึ้น, และขับน้ำย่อยอาหาร, ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีสาร พิกัดเบญจกูล ตรีปิตผล เป็นต้น. ๒. พืชในสกุล Plumbago วงศ์ Plumbaginaceae ๓ ชนิด ชนิดแรกคือ เจตมูลเพลิงแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวแดง หรือ ปิดปีแดง มีชื่อสามัญว่า rose-coloured leadwort เป็นไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ ลำต้นอ่อน มักเอนลู่ลงคลุมดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แคบถึงรูปไข่แกมรูปรี ช่อดอกแบบช่อกระจะเชิงลด ดอกรูปดอกเข็ม สีแดงเข้ม ชนิดที่ ๒ คือ เจตมูลเพลิงขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. zeylanica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวขาว หรือ ปิดปีขาว มีชื่อสามัญว่า white leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีขาว และชนิดสุดท้าย คือ เจตมูลเพลิงฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. capensis Thunb. มีชื่อสามัญว่า cape leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีฟ้า ชนิดหลังนี้นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับจากประเทศแอฟริกาใต้รู้จักกันในชื่อ พยับหมอก, ไฟใต้ดิน หรือลุกใต้ดิน ก็เรียก."],
    [717,708,"เจตมูล, เจตมูลเพลิง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. ในวงศ์ Plumbaginaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเจตมูลเพลิงมีรศร้อนแก้ฤษดวงทวารหนัก แก้ตัวร้อนแก้บวมแก้คุทราด มีคุณเสมอกันกับดีปลี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงแดง ใบนั้นรู้แก้คุณผี ดอกนั้นรู้แก้คุณยาที่บุคคลกระทำไว้นั้น ต้นนั้นรู้แก้โลหิตอันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นมีรศอันร้อนรู้กระจายเสียซึ่งวาโย กระทำให้ตัวพยาธิตาย รู้แก้คุธราชแลริดสีดวง รู้กระทำให้อาหารงวด แลรู้ปลุกธาตุ ... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงขาว ใบนั้นรู้แก้เสมหะ ดอกนั้นรู้แก้พยาธิอันบังเกิดแต่จักษุ ต้นนั้นรู้ชำระโลหิตอันดำให้ตกเสีย รากนั้นรู้กระจายเสียซึ่งวาโยอันอัดอั้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้แต่รากอย่างเดียวรับประทานเป็นยาบำรุงไฟธาตุ, กระตุ้นเตือนลำไส้และกระเพาะอาหารให้ทำการช่วยบดย่อย ดีขึ้น, และขับน้ำย่อยอาหาร, ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีสาร พิกัดเบญจกูล ตรีปิตผล เป็นต้น. ๒. พืชในสกุล Plumbago วงศ์ Plumbaginaceae ๓ ชนิด ชนิดแรกคือ เจตมูลเพลิงแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวแดง หรือ ปิดปีแดง มีชื่อสามัญว่า rose-coloured leadwort เป็นไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ ลำต้นอ่อน มักเอนลู่ลงคลุมดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แคบถึงรูปไข่แกมรูปรี ช่อดอกแบบช่อกระจะเชิงลด ดอกรูปดอกเข็ม สีแดงเข้ม ชนิดที่ ๒ คือ เจตมูลเพลิงขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. zeylanica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวขาว หรือ ปิดปีขาว มีชื่อสามัญว่า white leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีขาว และชนิดสุดท้าย คือ เจตมูลเพลิงฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. capensis Thunb. มีชื่อสามัญว่า cape leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีฟ้า ชนิดหลังนี้นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับจากประเทศแอฟริกาใต้ รู้จักกันในชื่อ พยับหมอก, ไฟใต้ดิน หรือลุกใต้ดิน ก็เรียก."],
    [718,709,"เจตมูลเพลิงขาว","ดูใน เจตมูล, เจตมูลเพลิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. ในวงศ์ Plumbaginaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเจตมูลเพลิงมีรศร้อนแก้ฤษดวงทวารหนัก แก้ตัวร้อนแก้บวมแก้คุทราด มีคุณเสมอกันกับดีปลี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงแดง ใบนั้นรู้แก้คุณผี ดอกนั้นรู้แก้คุณยาที่บุคคลกระทำไว้นั้น ต้นนั้นรู้แก้โลหิตอันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นมีรศอันร้อนรู้กระจายเสียซึ่งวาโย กระทำให้ตัวพยาธิตาย รู้แก้คุธราชแลริดสีดวง รู้กระทำให้อาหารงวด แลรู้ปลุกธาตุ ... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงขาว ใบนั้นรู้แก้เสมหะ ดอกนั้นรู้แก้พยาธิอันบังเกิดแต่จักษุ ต้นนั้นรู้ชำระโลหิตอันดำให้ตกเสีย รากนั้นรู้กระจายเสียซึ่งวาโยอันอัดอั้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้แต่รากอย่างเดียวรับประทานเป็นยาบำรุงไฟธาตุ, กระตุ้นเตือนลำไส้และกระเพาะอาหารให้ทำการช่วยบดย่อย ดีขึ้น, และขับน้ำย่อยอาหาร, ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีสาร พิกัดเบญจกูล ตรีปิตผล เป็นต้น. ๒. พืชในสกุล Plumbago วงศ์ Plumbaginaceae ๓ ชนิด ชนิดแรกคือ เจตมูลเพลิงแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวแดง หรือ ปิดปีแดง มีชื่อสามัญว่า rose-coloured leadwort เป็นไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ ลำต้นอ่อน มักเอนลู่ลงคลุมดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แคบถึงรูปไข่แกมรูปรี ช่อดอกแบบช่อกระจะเชิงลด ดอกรูปดอกเข็ม สีแดงเข้ม ชนิดที่ ๒ คือ เจตมูลเพลิงขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. zeylanica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวขาว หรือ ปิดปีขาว มีชื่อสามัญว่า white leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีขาว และชนิดสุดท้าย คือ เจตมูลเพลิงฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. capensis Thunb. มีชื่อสามัญว่า cape leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีฟ้า ชนิดหลังนี้นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับจากประเทศแอฟริกาใต้ รู้จักกันในชื่อ พยับหมอก, ไฟใต้ดิน หรือลุกใต้ดิน ก็เรียก."],
    [719,710,"เจตมูลเพลิงแดง","ดูใน เจตมูล, เจตมูลเพลิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. ในวงศ์ Plumbaginaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเจตมูลเพลิงมีรศร้อนแก้ฤษดวงทวารหนัก แก้ตัวร้อนแก้บวมแก้คุทราด มีคุณเสมอกันกับดีปลี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงแดง ใบนั้นรู้แก้คุณผี ดอกนั้นรู้แก้คุณยาที่บุคคลกระทำไว้นั้น ต้นนั้นรู้แก้โลหิตอันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นมีรศอันร้อนรู้กระจายเสียซึ่งวาโย กระทำให้ตัวพยาธิตาย รู้แก้คุธราชแลริดสีดวง รู้กระทำให้อาหารงวด แลรู้ปลุกธาตุ ... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเจตมูลเพลิงขาว ใบนั้นรู้แก้เสมหะ ดอกนั้นรู้แก้พยาธิอันบังเกิดแต่จักษุ ต้นนั้นรู้ชำระโลหิตอันดำให้ตกเสีย รากนั้นรู้กระจายเสียซึ่งวาโยอันอัดอั้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้แต่รากอย่างเดียวรับประทานเป็นยาบำรุงไฟธาตุ, กระตุ้นเตือนลำไส้และกระเพาะอาหารให้ทำการช่วยบดย่อย ดีขึ้น, และขับน้ำย่อยอาหาร, ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีสาร พิกัดเบญจกูล ตรีปิตผล เป็นต้น. ๒. พืชในสกุล Plumbago วงศ์ Plumbaginaceae ๓ ชนิด ชนิดแรกคือ เจตมูลเพลิงแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวแดง หรือ ปิดปีแดง มีชื่อสามัญว่า rose-coloured leadwort เป็นไม้พุ่ม ไม่ผลัดใบ ลำต้นอ่อน มักเอนลู่ลงคลุมดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แคบถึงรูปไข่แกมรูปรี ช่อดอกแบบช่อกระจะเชิงลด ดอกรูปดอกเข็ม สีแดงเข้ม ชนิดที่ ๒ คือ เจตมูลเพลิงขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. zeylanica L. มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นว่า ปิดปิวขาว หรือ ปิดปีขาว มีชื่อสามัญว่า white leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีขาว และชนิดสุดท้าย คือ เจตมูลเพลิงฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า P. capensis Thunb. มีชื่อสามัญว่า cape leadwort มีลักษณะคล้ายชนิดแรก แต่ดอกสีฟ้า ชนิดหลังนี้นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับจากประเทศแอฟริกาใต้ รู้จักกันในชื่อ พยับหมอก, ไฟใต้ดิน หรือลุกใต้ดิน ก็เรียก."],
    [720,711,"เจตมูลเพลิงทั้ง ๒",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างสีพวกหนึ่ง ประกอบด้วยรากเจตมูลเพลิงแดง ซึ่งได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago indica L. และรากเจตมูลเพลิงขาว ซึ่งได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plumbago zeylanica L. ในวงศ์Plumbaginaceae ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสร้อน สรรพคุณบำรุงธาตุ ขับลม ขับโลหิตระดู กระจายเลือดลม แก้ริดสีดวง เป็นต้น."],
    [721,712,"เจตมูลย่าน, เจตมูลหนาม","ดู บอระเพ็ด.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menisper-maceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “...จะกล่าวสรรพคุณใบบอระเพ็ดแลชิงช้าชาลีนั้นมีคุณดุจกัน ต้นนั้นรู้แก้พิษฝีดาด แลรู้แก้ไข้เหนืออันบังเกิดเพื่อโลหิต แลรู้แก้ฝีกาฬอันบังเกิดเพื่อฝีดาด แลรู้แก้ไข้ตรีโทษ รู้กระทำให้เกิดกำลังรู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ลมแลแก้กระหายน้ำอันเป็นเพื่อโลหิต แลรู้แก้สะอึกแก้ธาตุกำเริบ ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิคือมะเร็ง ดอกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิในอุทรให้ออกมา แลฆ่าแม่พยาธิในฟันในหูให้ออกมา ลูกนั้นรู้แก้เสมหะให้ออกมา รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเป็นเพื่อไข้เหนือให้ออกมา กล่าวสังเขปคุณบอระเพ็ดชิงช้าชาลีมาสิ้นแต่เท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... เถาแก้พิษฝีดาษ, แก้ไข้เหนือ, ไข้พิษ, แก้ฝีกาฬ, โรคแทรกของไข้ทรพิษ, แก้ไข้ทุกชนิด, บำรุงกำลัง, บำรุงไฟธาตุ, แก้ร้อนใน, แก้สะอึก, ใบฆ่าพยาธิ์, ดอกฆ่าพยาธิ์ในท้อง, ในฟัน, ในหู, ให้ตก, ลูกแก้เสมหะเป็นพิษ รากแก้ไข้พิษอย่างแรง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถาเป็นตุ่ม มียางขาว รสขม มีรากอากาศยาวคล้ายเส้นด้าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปค่อนข้างกลม ปลายเรียวแหลม โคนรูปหัวใจลึก แผ่นใบคล้ายกระดาษ ช่อดอกคล้ายช่อกระจะ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งแก่เมื่อใบหลุดร่วงหมด ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ออกเป็นช่อ ผลแก่สีส้ม รูปรี ผนังผลชั้นในสีขาว ผิวย่นเล็กน้อยหรือเกือบเรียบ มีสันที่ด้านบน มีช่องเปิดรูปรีเล็ก, เครือเขาฮอ จุ่งจิง เจตมูลหนาม หรือ เจตมูลย่าน ก็เรียก."],
    [722,713,"เจริญไฟธาตุ",null,"ก.","ช่วยให้การย่อยอาหารเป็นไปตามปรกติ."],
    [723,714.1,"เจริญอาหาร",null,"ก.","บริโภคอาหารได้มากขึ้น."],
    [724,714.2,"เจริญอาหาร",null,"ว.","ที่ทำให้บริโภค อาหารได้มาก ที่ทำให้รู้สึกอยากอาหาร เช่น ยาเจริญอาหาร."],
    [725,715,"เจียดยา",null,"ก.","ซื้อยาหรือเครื่องยา."],
    [726,716,"เจือ",null,"ก.","นำส่วนน้อยประสมลงไปในส่วนมากให้ระคนปนกัน, ตามปรกติใช้กับของเหลว เช่น ใช้น้ำเย็นเจือน้ำร้อน, เจือแทรก ก็เรียก."],
    [727,717,"เจือแทรก","ดู เจือ.","ก.","นำส่วนน้อยประสมลงไปในส่วนมากให้ระคนปนกัน, ตามปรกติใช้กับของเหลว เช่น ใช้น้ำเย็นเจือน้ำร้อน, เจือแทรก ก็เรียก."],
    [728,718,"แจง",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maerua siamensis Pax ในวงศ์ Capparaecae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง เปลือกเกลี้ยง สีเทาดํา เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ มีใบย่อย ๓-๕ ใบ ใบย่อยรูปไข่กลับ รูปใบหอก หรือรูปขอบขนาน สีเขียวเข้ม ปลายมนหรือแหลม โคนมน ผิวเรียบ ก้านใบย่อยสั้น ดอกออกเป็นช่อกระจุกสั้นหรือเป็นดอกเดี่ยว ตามกิ่งหรือที่ปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก สีเขียวอมขาว ไม่มีกลีบดอก ผลแบบผลมีเนื้อ รูปรี หรือรูปทรงกลม เบี้ยวเล็กน้อย เมื่อสุกมีสีเหลืองเข้ม มีเมล็ดรูปไต ๒-๓ เมล็ด, ใบ เปลือกต้น ราก และทั้งห้าใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... รากใช้ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงกำลังแก้ปัสสาวะพิการ แก้กะษัย แก้ปวดเมื่อย ขับปัสสาวะ เปลือก ราก ใบ ต้มรับประทานแก้น้ำดีซ่าน หน้ามืด ตาฟาง แก้ไข้จับสั่น ใบและยอดตำโขลกสีฟัน เป็นยาฆ่าแมลง ทำให้ฟันทน รักษาไข้ ...”, แกง ก็เรียก."],
    [729,719,"ใจตีน, ใจเท้า",null,"น.","๑. กลางฝ่าเท้า. ๒. ตำแหน่งกลางฝ่าเท้าสำหรับใช้นวดแก้โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๔/๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... เบื้องนี้จะบอกเพศพึงสังเกตบอกวิทยา อำมะพาธนวดบาทา กลางใจตีนเป็น ที่ตั้ง ...”."],
    [730,720,"ใจมือ",null,"น.","๑. กลางฝ่ามือ ตำแหน่งกลางฝ่ามือ สำหรับใช้นวดแก้อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ดังพระตำหรับแผนฝีดาษ [๒/๑๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าเปิดยานี้แล้วละบองยังมิลดให้เอายานี้บิ์ดเข้าไว้กลางใจมือใจเท้าทั้งหมดนั้นเถิดให้ดูดละบองกลับลงมา แลยานี้ดีนักได้ใช้แล้ว …”. ๒. หน่วยใน มาตราตวงตามวิธีประเพณีของไทย ๑๕๐ เมล็ดข้าว เท่ากับ ๑ ใจมือ, ๔ ใจมือ เท่ากับ ๑ กำมือ, ๘ กำมือ เท่ากับ ๑ จังออน."],
    [731,721,"ฉกาลวาโย",null,"น.","ธาตุลม ๖ ประการ ได้แก่ ลมพัด ตั้งแต่ปลายเท้าถึงศีรษะ (อุทธังคมาวาตา) ลมพัดตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า (อโธคมาวาตา) ลมพัดในท้องแต่พัดนอกลำไส้ (กุจฉิสยาวาตา) ลมพัดในลำไส้และกระเพาะอาหาร (โกฏฐาสยาวาตา) ลมพัดทั่วสรีระกาย (อังคมังคานุสารีวาตา) และลมหายใจเข้าออก (อัสสาสะปัสสาสะวาตา). (มาจากคำ ฉ แปลว่า หก, กาล แปลว่า เวลา กับ วาโย แปลว่า ลม)."],
    [732,722,"ฉลิว","ดู เฉลว.","น.","๑. เครื่องจักสานชนิดหนึ่ง ทำด้วยตอก หรือหวายหักขัดกันเป็นมุมตั้งแต่ ๓ มุมขึ้นไป แพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์สำหรับปักหม้อยา เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และป้องกันการละลาบละล้วงเครื่องยาในหม้อยา มักทำกัน ๔ แบบ คือ เฉลว ๓ มุม หมายถึง ไตรสรณคมน์ (มะ อะ อุ), เฉลว ๔ มุม หมายถึง ธาตุทั้ง ๔ (ปถวี อาโป วาโย และเตโช), เฉลว ๕ มุม หมายถึง พระเจ้าห้าพระองค์ (นะโมพุทธายะ) และเฉลว ๘ มุม หมายถึง อักขระอิติปิโสแปดทิศ. ๒. โบราณใช้ปักเป็นเครื่องหมายที่สิ่งของซึ่งจะขาย ปักบอกเขต หรือปักบอกเขตด่านเสียค่าขนอน, ฉลิว หรือ ตาเหลว ก็เรียก."],
    [733,723,"ฉะดัด","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [734,724,"ฉับพลัน",null,"ว.","ทันทีทันใด, ทันทีทันควัน."],
    [735,725,"เฉลว",null,"น.","๑. เครื่องจักสานชนิดหนึ่ง ทำด้วยตอก หรือหวายหักขัดกันเป็นมุมตั้งแต่ ๓ มุมขึ้นไป แพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์สำหรับปักหม้อยา เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และป้องกันการละลาบละล้วงเครื่องยาในหม้อยา มักทำกัน ๔ แบบ คือ เฉลว ๓ มุม หมายถึง ไตรสรณคมน์ (มะ อะ อุ), เฉลว ๔ มุม หมายถึง ธาตุทั้ง ๔ (ปถวี อาโป วาโย และเตโช), เฉลว ๕ มุม หมายถึง พระเจ้าห้าพระองค์ (นะโมพุทธายะ) และเฉลว ๘ มุม หมายถึง อักขระอิติปิโสแปดทิศ. ๒. โบราณใช้ปักเป็นเครื่องหมายที่สิ่งของซึ่งจะขาย ปักบอกเขต หรือปักบอกเขตด่านเสียค่าขนอน, ฉลิว หรือ ตาเหลว ก็เรียก."],
    [736,726,"เฉียด","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [737,727,"เฉียบพลัน",null,"ว.","อาการที่เริ่มอย่างรวดเร็ว รุนแรง และในระยะเวลาสั้น ๆ (มักใช้แก่อาการของโรค) เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน."],
    [738,728,"ชง",null,"ก.","เทนํ้าร้อนลงบนเครื่องยา เป็นต้น เพื่อให้รสหรือตัวยาออก ดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๑/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาธาตุบรรจบ … สรรพคุณ แก้โรคธาตุพิการ ท้องเดินให้ใช้เปลือกแค หรือเปลือกลูกทับทิมกับ น้ำปูนใส ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ใช้หัวกระเทียม ๓ กลีบ ทุบชงน้ำชา หรือใช้กระเพราแดง ต้มเป็นกระสาย ...”."],
    [739,729,"ชลาพุช, ชลาพุชะ",null,"น.","สัตว์ที่เกิดในครรภ์ และคลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน โค ช้าง, ชลามพุช หรือ ชลามพุชะ ก็เรียก."],
    [740,730,"ชลามพุช, ชลามพุชะ","ดู ชลาพุช, ชลาพุชะ.","น.","สัตว์ที่เกิดในครรภ์ และคลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน โค ช้าง, ชลามพุช หรือ ชลามพุชะ ก็เรียก."],
    [741,731,"ชโลม, ชะโลม",null,"ก.","ทำให้เปียกชุ่ม ในทางการแพทย์แผนไทย ใช้ผ้าชุบน้ำยาแล้วเช็ดตัวให้เปียก เช่น ชโลมยา ชโลมน้ำ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๑] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าให้ร้อน ยาขนานนี้ท่านให้เอา ใบไซรย้อย ใบญ่าแพรก ใบพรมมิ ใบตำลึง ดินประสิวขาว ศริยา ๕ สิ่งนี้บดละลายน้ำซาวเข้าชะโลมหาย กินก็ได้ใช้มามากแล้ว ...”."],
    [742,732,"ชะดามังสี","ดู โกฐชฎามังสี.","น.","เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nardostachys grandiffora DC. ในวงศ์ Valerianaceae มีชื่อสามัญว่า jatamansi มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศ เมืองไทย [๔๕/๗๙) ตอนหนึ่งว่า \"...... โกฏชะฎามังษี ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า รู้กระจายหนองซึ่งเป็นก้อนอยู่ในร่างกาย รู้ฆ่าแม่พยาธิให้ออกจากร่างกาย และแก้ไส้ด้วนไส้ลาม ... ขับโลหิตของสตรีที่เน่าเหม็น แก้ดีพิการ แก้พิษทั้งปวง....\" จัดอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง ๙, ชะดามังสี ก็เรียก."],
    [743,733,"ชะพลู","ดู ช้าพลู.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper sarmentosum Roxb.ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงหรือทอดนอนมีไหลงอกเป็นต้นใหม่ได้ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบ รูปขอบขนาน โคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบที่อยู่ตอนล่างของลำต้นรูปหัวใจ เส้นแขนงใบเห็นชัดเจน แผ่นใบด้านบนมีขนตามเส้นใบ ดอกแยกเพศออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ปลายยอด ช่อดอกตั้งตรง รูปทรงกระบอกมีดอกขนาดเล็กอัดเรียงกันแน่น ผลแบบผลมีเนื้อ รูปเกือบกลม สีเขียว, ราก ใบ ผล และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งช้าพลู รากนั้นรู้แก้อุระเสมหะผลนั้นรู้แก้ศอเสมหะ ใบนั้นรู้แก้เสมหะให้งวด ...” คัมภีร์ สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งช้าพลู ราก, แก้คูธเสมหะ ต้น, แก้อุระเสมหะ ผล, แก้สอเสมหะ, ใบ, กระทำเสมหะให้งวด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๙-๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบท ใช้รากปรุงเป็นยาแก้ธาตุพิการ, แก้ธาตุน้ำพิการ, บำรุงธาตุ ...”. รากช้าพลูจะเป็นตัวยาประจำธาตุน้ำ ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากและดอก ปรุงเป็นยารับประทานขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ และเป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ปวดเมื่อย และธาตุน้ำพิการ ...”, ชะพลู ผักอีเลิด หรือ นมวา ก็เรียก."],
    [744,734,"ชะมด, ชะมดเช็ด",null,"น.","เครื่องยาสัตว์วัตถุชนิดหนึ่ง เป็นเมือกหรือไขที่ได้จากสัตว์จำพวกกระจง ในวงศ์ Viverridae หลายชนิดสัตว์ที่ให้ชะมดเช็ด มีชื่อสามัญว่า civet cat ที่สำคัญ คือ ๑. ชะมดเช็ด [Viverricula malaccensis (Gmelin)] ๒. ชะมดแผง หางปล้อง (V. zibetha Linnaeus) และ ๓. ชะมดแผงสันหางดำ (V. megaspila Blyth) มีลักษณะเป็นน้ำมันข้นหรือไขกึ่งแข็งกึ่งเหลว สีขาวนวลเมื่อเก็บใหม่ (แพทย์แผนไทยเรียก ชะมดสด) แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน และเป็นสีดำแข็งเมื่อทิ้งไว้นานหลายเดือน มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชะมด รู้แก้อภิญญาณโรค แก้โรคโลหิตอันกระทำให้ร้อน แก้โลหิตอันอยู่โดยรอบคอบในอุทร แลแก้โลหิตอันตีขึ้นเบื้องบน รู้รงับธาตุอันกำเริบ รู้ตั้งซึ่งศรีรู้ทำลายซึ่งลม รู้แก้ปวดแสบแลหืดไอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๒] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ผสมชะมดนี้เป็นกระสายยารับประทาน ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า แก้โลหิตพิการทำให้ตัวร้อน, แก้โลหิตตีขึ้นเบื้องบน, แก้ธาตุพิการ, ขับผายลม, แก้หืดไอ น้ำมันของชะมด เป็นน้ำมันที่ให้ความหอมชุ่มชื่นดีกว่าของหอมใด ๆ ทั้งสิ้น แก้ลมให้หาวเรอ, วิงเวียนศีรษะ, แก้โรคตา, แก้เสมหะแห้ง ... ชะมดเช็ดมีรสหอมเย็น คาวเล็กน้อย รู้บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น บำรุงน้ำดี ดับพิษโลหิต ...” ก่อนนำมาใช้ทำยา แพทย์แผนไทยจะนำมาฆ่าฤทธิ์ โดยการห่อในใบพลู แล้วลนด้วยเทียนไข ให้น้ำมันไหลออกมา น้ำมันที่ไหลออกมานี้เมื่อเย็นลงจะเป็นไขกึ่งแข็งกึ่งเหลว มีกลิ่นหอม."],
    [745,735,"ชะมดเชียง",null,"น.","เครื่องยาสัตว์วัตถุชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งคัดหลั่งแห้งที่ได้จากต่อมกลิ่นซึ่งอยู่ระหว่างสะดือกับอวัยวะเพศผู้ของกวางชะมด (musk deer) ในวงศ์ Cervidae หลายชนิด สัตว์ที่ให้ชะมดเชียง มีชื่อสามัญว่า musk, deer musk ที่สำคัญ คือ ๑. กวางชะมดไซบีเรีย (Moschus moschiferus Linnaeus) ๒. กวางชะมดเขาสูง [M. chrysogaster (Hodgson)] ๓. กวางชะมดป่า (M. berezovskii Flerov) และ ๔. กวางชะมดดำ (M. fuscus Li) มีลักษณะเป็นก้อนขนาดเล็ก สีดำ เมื่อถูกความชื้นจะเหนียว มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวและหอม รสเผ็ดขมและเค็ม อาจพบอยู่ใน ๒ ลักษณะ คือ ในบรรจุภัณฑ์ หรือในต่อมกลิ่น ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงหนังรูปกลมแป้นหรือรูปกลมรี มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ[๒/๓๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกรุงเขมาแลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิตแก้กำเดา ...” และดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๒] ตอนหนึ่งว่า “… ชะมดเชียงมีรสขมเล็กน้อย แก้ลม, โลหิต, กำเดา, แก้โรคตา, แก้โรคไองอ, โรคเส้นประสาท, หอบหืด, เป็นยาเร่งในโรคไข้รากสาดน้อย, ปอดบวม, หลอดลมอักเสบ, ...”."],
    [746,736,"ชะมดทั้ง ๒",null,"น.","จุลพิกัดประเภทต่างถิ่นกำเนิดพวกหนึ่ง จำกัดตัวยา ๒ ชนิด คือ ชะมดเช็ด และ ชะมดเชียง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก ตำราสรรพคุณยาไทยว่า พิกัดนี้มีรสหอมสุขุม (หอมร้อนเผ็ดขมเล็กน้อย) สรรพคุณบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น บำรุงกำลัง เป็นต้น."],
    [747,737,"ชะมดสด","ดูใน ชะมด, ชะมดเช็ด.","น.","เครื่องยาสัตว์วัตถุชนิดหนึ่ง เป็นเมือกหรือไขที่ได้จากสัตว์จำพวกกระจง ในวงศ์ Viverridae หลายชนิดสัตว์ที่ให้ชะมดเช็ด มีชื่อสามัญว่า civet cat ที่สำคัญ คือ ๑. ชะมดเช็ด [Viverricula malaccensis (Gmelin)] ๒. ชะมดแผง หางปล้อง (V. zibetha Linnaeus) และ ๓. ชะมดแผงสันหางดำ (V. megaspila Blyth) มีลักษณะเป็นน้ำมันข้นหรือไขกึ่งแข็งกึ่งเหลว สีขาวนวลเมื่อเก็บใหม่ (แพทย์แผนไทยเรียก ชะมดสด) แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน และเป็นสีดำแข็งเมื่อทิ้งไว้นานหลายเดือน มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชะมด รู้แก้อภิญญาณโรค แก้โรคโลหิตอันกระทำให้ร้อน แก้โลหิตอันอยู่โดยรอบคอบในอุทร แลแก้โลหิตอันตีขึ้นเบื้องบน รู้รงับธาตุอันกำเริบ รู้ตั้งซึ่งศรีรู้ทำลายซึ่งลม รู้แก้ปวดแสบแลหืดไอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๒] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ผสมชะมดนี้เป็นกระสายยารับประทาน ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า แก้โลหิตพิการทำให้ตัวร้อน, แก้โลหิตตีขึ้นเบื้องบน, แก้ธาตุพิการ, ขับผายลม, แก้หืดไอ น้ำมันของชะมด เป็นน้ำมันที่ให้ความหอมชุ่มชื่นดีกว่าของหอมใด ๆ ทั้งสิ้น แก้ลมให้หาวเรอ, วิงเวียนศีรษะ, แก้โรคตา, แก้เสมหะแห้ง ... ชะมดเช็ดมีรสหอมเย็น คาวเล็กน้อย รู้บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น บำรุงน้ำดี ดับพิษโลหิต ...” ก่อนนำมาใช้ทำยา แพทย์แผนไทยจะนำมาฆ่าฤทธิ์ โดยการห่อในใบพลู แล้วลนด้วยเทียนไข ให้น้ำมันไหลออกมา น้ำมันที่ไหลออกมานี้เมื่อเย็นลงจะเป็นไขกึ่งแข็งกึ่งเหลว มีกลิ่นหอม."],
    [748,738,"ชะแมบ","ดู กำลังวัวเถลิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อไม้และเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือกปรุงเป็นยารับประทานบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือก ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต, ทำธาตุให้บริบูรณ์, บำรุงเส้นเอ็นแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และบำรุงกำลัง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒ เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลไหม้ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน โคนมน ปลายเรียวแหลม ขอบเป็นคลื่น แผ่นใบบาง ก้านใบสั้น ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก สีขาว ก้านสั้น, ชะแมบ ช้าวัวเถลิง ปูน หรือ แหลขี้ควาย ก็เรียก."],
    [749,739,"ชะรักป่า","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [750,740,"ชะลุกะ",null,"น.","ปลิง, ชัลลุกะ หรือ ชัลลุกา ก็เรียก."],
    [751,741,"ชะลูด",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alyxia reinwardtii Blume ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ตามเถามีช่องระบายอากาศเป็นจุด ๆ เห็นได้ชัด มีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงรอบข้อ ข้อละ ๓-๔ ใบ รูปรีหรือรูปไข่กลับปลายมนหรือแหลมเล็กน้อย ขอบม้วนลง ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบช่อละ ๖-๘ ดอก ขนาดเล็ก สีขาว กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลมีเนื้อ เปลือกนอกนุ่ม แต่เมล็ดในแข็ง รูปรีหรือรูปไข่ เมื่อสุกมีสีม่วงอมดำ เถาสดเมื่อลอกเปลือกนอกสีดำออกจะได้เปลือกชั้นในสีขาว นำมาผึ่งแดดให้แห้งจะมีกลิ่นหอมมาก โบราณใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม, ราก ใบ ดอก และผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณชะลูดขาว ใบนั้นรู้แก้ไข้จับ ลูกนั้นรู้แก้ไข้อันกล้า ดอกนั้นรู้แก้ไข้ อันเสียจริต แลแก้คุดทะราด แก้สะอึก แก้ดี แก้เสมหะแก้ไข้พิศม์ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๓๕]ตอนหนึ่งว่า “... ชลูดขาวนั้น ใบ, แก้ไข้จับ ผล, แก้ไข้อันกำเริบ ดอก, แก้ไข้อันหาสติมิได้ แลแก้ลมอุทธังคมาวาต ราก, แก้ลมหทัยวาต แก้เสมหะแลไข้พิษ ...”, ชะลูดขาว นูด หรือ ลูด ก็เรียก."],
    [752,742,"ชะลูดขาว","ดู ชะลูด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alyxia reinwardtii Blume ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ตามเถามีช่องระบายอากาศเป็นจุด ๆ เห็นได้ชัด มีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงรอบข้อ ข้อละ ๓-๔ ใบ รูปรีหรือรูปไข่กลับปลายมนหรือแหลมเล็กน้อย ขอบม้วนลง ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบช่อละ ๖-๘ ดอก ขนาดเล็ก สีขาว กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลมีเนื้อ เปลือกนอกนุ่ม แต่เมล็ดในแข็ง รูปรีหรือรูปไข่ เมื่อสุกมีสีม่วงอมดำ เถาสดเมื่อลอกเปลือกนอกสีดำออกจะได้เปลือกชั้นในสีขาว นำมาผึ่งแดดให้แห้งจะมีกลิ่นหอมมาก โบราณใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม, ราก ใบ ดอก และผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณชะลูดขาว ใบนั้นรู้แก้ไข้จับ ลูกนั้นรู้แก้ไข้อันกล้า ดอกนั้นรู้แก้ไข้ อันเสียจริต แลแก้คุดทะราด แก้สะอึก แก้ดี แก้เสมหะแก้ไข้พิศม์ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๓๕]ตอนหนึ่งว่า “... ชลูดขาวนั้น ใบ, แก้ไข้จับ ผล, แก้ไข้อันกำเริบ ดอก, แก้ไข้อันหาสติมิได้ แลแก้ลมอุทธังคมาวาต ราก, แก้ลมหทัยวาต แก้เสมหะแลไข้พิษ ...”, ชะลูดขาว นูด หรือ ลูด ก็เรียก."],
    [753,743,"ชะเอม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia myriophylla Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อยMimosoideae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะ สรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณชะเอมป่ามีรศอันหวาน แก้ระหายน้ำ ชะเอมเทศมีรศอันขมแลหวานยิ่งแก้ระหายน้ำ แก้คอแห้ง แก้ไข้ทั้งปวงแก้จักษุโรคแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชะเอมไทย ใบนั้นรู้แก้โลหิตให้ตกเสีย ลูกนั้นรู้แก้ให้เสมหะแห้ง ดอกนั้นรู้แก้ดีแลโลหิต เครือนั้นรู้แก้โรคในคอ รู้แก้ลม แก้ลักปิด และให้เจริญกำลังแลรู้เจริญซึ่งอายุ รู้กระทำให้ผิวหนึ่งนั้นผ่องใน รู้แก้จักษุโรค รู้ตั้งไว้ซึ่งโลหิตแล ดีให้บริบูรณ์ รู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะอันผูกเปนรัง แลมีรศอันหวานเย็น …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใบขับโลหิตระดู ดอกช่วยย่อยอาหาร ทำให้เสมหะงวดเข้า แก้ดีและโลหิต เนื้อไม้แก้โรคในคอ แก้ลมแก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงธาตุและกำลังบำรุงกล้ามเนื้อให้เจริญ ขับเสมหะแก้น้ำลายเหนียว ... รากมีรสหวานคล้ายชะเอมเทศ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia myriophylla Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Mimosoideae มีชื่อสามัญว่า albizia myriophylla vine เป็นไม้เถาขนาดใหญ่หรือไม้พุ่มรอเลื้อย เถามีขนสั้นหนานุ่มหรือขนประปราย เมื่อแก่เกือบเกลี้ยง มีหนามสั้นโค้งที่โคนใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงสลับ ช่อดอก แบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง สีขาวนวลถึงสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยหรือรูประฆัง ผลเป็นฝักแห้งแตก แบนยาว เมื่อแก่สีน้ำตาล เมล็ดรูปกลมถึงรูปไข่กลับ ป่องกลางเล็กน้อย, ชะเอมไทย ชะเอมป่า หรือ ส้มป่อยหวาน ก็เรียก."],
    [754,744,"ชะเอมขาไก่","ดู ชะเอมจีน.","น.","เครื่องยาที่เป็นรากและเหง้าแห้งของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๓ ชนิด คือ ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Glycyrrhiza uralensis Fisch., ชนิด G. inflata Bat. หรือชนิด G. glabra L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีชื่อสามัญว่า Chinese Licorice มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ผลของชะเอมมีรสหวาน บำรุงกำลัง แก้คอแห้งทำให้อกใจชุ่มชื่น ใบทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีพิการ ดอกแก้คันแก้พิษฝีดาษ ต้นขับลมลงเบื้องต่ำ รากขับเลือดเน่า บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น แก้กำเดา ... แก้เสมหะเป็นพิษ (แก้ไอ) ทำให้ชุ่มคอ ปรุงแต่งรสยาให้รับประทานง่าย ...”, ชะเอมขาไก่ ก็เรียก."],
    [755,745,"ชะเอมจีน",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากและเหง้าแห้งของพืชชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๓ ชนิด คือ ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Glycyrrhiza uralensis Fisch., ชนิด G. inflata Bat. หรือชนิด G. glabra L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีชื่อสามัญว่า Chinese Licorice มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ผลของชะเอมมีรสหวาน บำรุงกำลัง แก้คอแห้งทำให้อกใจชุ่มชื่น ใบทำให้เสมหะแห้ง แก้ดีพิการ ดอกแก้คันแก้พิษฝีดาษ ต้นขับลมลงเบื้องต่ำ รากขับเลือดเน่า บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น แก้กำเดา ... แก้เสมหะเป็นพิษ (แก้ไอ) ทำให้ชุ่มคอ ปรุงแต่งรสยาให้รับประทานง่าย ...”, ชะเอมขาไก่ ก็เรียก."],
    [756,746,"ชะเอมเทศ",null,"น.","เครื่องยาที่เป็นรากและเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Glycyrrhiza glabra L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae ซึ่งมีหลายพันธุ์ (variety) ที่สำคัญได้แก่ ชะเอมสเปน (G. glabra L. var. typica Regel et Herder) และชะเอมรัสเซีย (G. glabra L. var. glandulifera Waldst. et Kit.) มีชื่อสามัญว่า licorice มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณชะเอมป่ามีรศอันหวาน แก้ระหายน้ำ ชะเอมเทศมีรศอันขมแลหวานยิ่ง แก้ระหายน้ำ แก้คอแห้ง แก้ไข้ทั้งปวงแก้จักษุโรคแล ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชะเอมเทศ ใบนั้นรู้แก้อุปัทวะทั้งปวง แลกระทำให้เสมหะแห้งแลแก้ดี ดอกนั้นรู้แก้คันฝีดาษ แลแก้พิศม์ฝีดาษ ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งลมอันพัดเบื้องบน รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเน่าในอุทร แก้เสมหะแลลมแลรู้เจริญซึ่งอายุ ...”, เฌอเอม ก็เรียก."],
    [757,747,"ชะเอมไทย, ชะเอมป่า","ดู ชะเอม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia myriophylla Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อยMimosoideae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะ สรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณชะเอมป่ามีรศอันหวาน แก้ระหายน้ำ ชะเอมเทศมีรศอันขมแลหวานยิ่งแก้ระหายน้ำ แก้คอแห้ง แก้ไข้ทั้งปวงแก้จักษุโรคแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชะเอมไทย ใบนั้นรู้แก้โลหิตให้ตกเสีย ลูกนั้นรู้แก้ให้เสมหะแห้ง ดอกนั้นรู้แก้ดีแลโลหิต เครือนั้นรู้แก้โรคในคอ รู้แก้ลม แก้ลักปิด และให้เจริญกำลังแลรู้เจริญซึ่งอายุ รู้กระทำให้ผิวหนึ่งนั้นผ่องใน รู้แก้จักษุโรค รู้ตั้งไว้ซึ่งโลหิตแล ดีให้บริบูรณ์ รู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะอันผูกเปนรัง แลมีรศอันหวานเย็น …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใบขับโลหิตระดู ดอกช่วยย่อยอาหาร ทำให้เสมหะงวดเข้า แก้ดีและโลหิต เนื้อไม้แก้โรคในคอ แก้ลมแก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงธาตุและกำลังบำรุงกล้ามเนื้อให้เจริญ ขับเสมหะแก้น้ำลายเหนียว ... รากมีรสหวานคล้ายชะเอมเทศ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia myriophylla Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Mimosoideae มีชื่อสามัญว่า albizia myriophylla vine เป็นไม้เถาขนาดใหญ่หรือไม้พุ่มรอเลื้อย เถามีขนสั้นหนานุ่มหรือขนประปราย เมื่อแก่เกือบเกลี้ยง มีหนามสั้นโค้งที่โคนใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงสลับ ช่อดอก แบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง สีขาวนวลถึงสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยหรือรูประฆัง ผลเป็นฝักแห้งแตก แบนยาว เมื่อแก่สีน้ำตาล เมล็ดรูปกลมถึงรูปไข่กลับ ป่องกลางเล็กน้อย, ชะเอมไทย ชะเอมป่า หรือ ส้มป่อยหวาน ก็เรียก."],
    [758,748,"ชัน",null,"น.","ยางไม้ ชันที่ใช้เป็นยา เช่น ชันตะเคียนตาแมว. (อ. resin)."],
    [759,749,"ชันน้ำมัน",null,"น.","ยางไม้ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมหรือน้ำมันระเหยง่าย เช่น ยางสน (turpentine) กำยาน (benzoin). (อ. oleoresin)."],
    [760,750,"ชันสน",null,"น.","ชันที่ได้จากการกลั่นเอาน้ำมันสนออกจากยางสนแล้ว ที่อุณหภูมิห้องเป็นของแข็ง เปราะ สีเหลืองถึงสีดำ ใช้เป็นส่วนผสมในหมึกพิมพ์ น้ำมันชักเงา เป็นต้น. (อ. rosin หรือ colophony)."],
    [761,751,"ชัลลุกะ, ชัลลุกา","ดู ปลิง.","น.","ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในวงศ์ Hirudinidae ตัวยืดหดได้ คล้ายทาก เกาะคนหรือสัตว์เลือดอุ่นเพื่อดูดกินเลือด อาศัยอยู่ในน้ำจืดมีหลายชนิด เช่น ปลิงใหญ่ (Hirudinaria manillensis) ปลิงเข็ม (Limnatis spp.) ในทางการแพทย์แผนไทยนำปลิงมาใช้ดูดเลือดเพื่อบำบัดโรคหรืออาการบางอย่าง เรียกวิธีการนี้ว่า “ปล่อยปลิง” ตำราปล่อยปลิงว่า ปลิงมี ๔ ประเภท คือ กษัตริยชาติ พรหมชาติ สุติชาติ และเพชรชาติ นอกจากนี้หมอพื้นบ้านไทยใช้ปลิงที่ดูดเลือดจากควายเผือก มัดปลายด้านหนึ่งไว้ ปลายอีกด้านหนึ่งใส่พริกไทยและดีปลีจนเต็มแล้วมัดให้แน่น นำไปตากแดดจนแห้ง ใช้ฝนกับเหล้าสำหรับสตรีคลอดบุตรที่เลือดลมตีขึ้นจนหมดสติให้ฟื้นขึ้นมา, ชะลุกะ ชัลลุกะ หรือ ชัลลุกา ก็เรียก."],
    [762,752,"ช้าพลู",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper sarmentosum Roxb.ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงหรือทอดนอนมีไหลงอกเป็นต้นใหม่ได้ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบ รูปขอบขนาน โคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบที่อยู่ตอนล่างของลำต้นรูปหัวใจ เส้นแขนงใบเห็นชัดเจน แผ่นใบด้านบนมีขนตามเส้นใบ ดอกแยกเพศออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ปลายยอด ช่อดอกตั้งตรง รูปทรงกระบอกมีดอกขนาดเล็กอัดเรียงกันแน่น ผลแบบผลมีเนื้อ รูปเกือบกลม สีเขียว, ราก ใบ ผล และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งช้าพลู รากนั้นรู้แก้อุระเสมหะผลนั้นรู้แก้ศอเสมหะ ใบนั้นรู้แก้เสมหะให้งวด ...” คัมภีร์ สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งช้าพลู ราก, แก้คูธเสมหะ ต้น, แก้อุระเสมหะ ผล, แก้สอเสมหะ, ใบ, กระทำเสมหะให้งวด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๙-๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบท ใช้รากปรุงเป็นยาแก้ธาตุพิการ, แก้ธาตุน้ำพิการ, บำรุงธาตุ ...”. รากช้าพลูจะเป็นตัวยาประจำธาตุน้ำ ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากและดอก ปรุงเป็นยารับประทานขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ และเป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ปวดเมื่อย และธาตุน้ำพิการ ...”, ชะพลู ผักอีเลิด หรือ นมวา ก็เรียก."],
    [763,753,"ชายชู้","ดู ชิงชี่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [764,754,"ช้าวัวเถลิง","ดู กำลังวัวเถลิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อไม้และเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือกปรุงเป็นยารับประทานบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือก ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต, ทำธาตุให้บริบูรณ์, บำรุงเส้นเอ็นแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และบำรุงกำลัง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒ เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลไหม้ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน โคนมน ปลายเรียวแหลม ขอบเป็นคลื่น แผ่นใบบาง ก้านใบสั้น ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก สีขาว ก้านสั้น, ชะแมบ ช้าวัวเถลิง ปูน หรือ แหลขี้ควาย ก็เรียก."],
    [765,755,"ช้าหมักหลอด",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสเบื่อเอียน เป็นยาเบื่อพยาธิ แก้ตาลซางดีสำหรับเด็ก และเป็นยา\n  รักษาลำไส้ด้วย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ตาลหม่อนมีรสหวานชุ่มเย็น แก้พิษตานทราง, และบำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น, คุมธาตุ, ขับไส้เดือนในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย กิ่งเล็กเรียว เป็นสันตามยาว มีขนสีเทาเงิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายมน โคนมนหรือสอบแคบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบค่อนข้างหนาด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีเทาเงิน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงคล้ายช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น มีวงริ้วประดับเรียงซ้อนหลายวง ดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก กลีบเลี้ยงเป็นขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปรีแกมรูปไข่, ซ้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น หรือ ตาลขี้นก ก็เรียก."],
    [766,756,"ช้ำ",null,"ว.","น่วมระบมเพราะถูกกระทบกระแทกอย่างแรงหรือบ่อย ๆ,เป็นรอยจ้ำ ๆ อย่างรอยฟกช้ำดำเขียว."],
    [767,757,"ช้ำใน",null,"น.","การบาดเจ็บภายในเนื่องจากถูกกระทบกระแทกอย่างแรงหรือบ่อย ๆ."],
    [768,758,"ชำระ",null,"ก.","ชะล้าง ล้าง ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๐] ตอนหนึ่งว่า“… ถ้าจะแก้ให้เอารังมดแดงรัง ๑ ใบมัดกา ๑ เทียนดำ ๑ สมอเทศ ๑ รากตองแตก ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่ง ๑ ตำลึง ศีศะหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาวองคุลี ๑ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรกดีเกลือตามธาตุหนัก เบา ชำระบุพโพร้ายเสียก่อน ...”."],
    [769,759,"ช้ำรั่ว",null,"น.","โรคทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์กลุ่มหนึ่ง เกิดกับผู้หญิง ผู้ป่วยมีอาการปวดแสบปวดร้อนภายในช่องคลอด และช่องทวารเบา กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เจ็บและขัดถึงบริเวณหัวหน่าว ตำราการแพทย์แผนไทยว่า อาจเกิดจากสาเหตุ ๔ ประการ ได้แก่ ๑) เกิดจากการคลอดบุตรแล้วอยู่ไฟไม่ได้ ทำให้เสมหะ โลหิตเดินไม่สะดวก มดลูกเน่า ๒) เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป ๓) เกิดจากฝีในมดลูก ทำให้มีหนองหรือน้ำเหลืองไหลออกมา และ ๔) น้ำเหลืองที่เกิดจากทางเดินปัสสาวะอักเสบไหลออกมาทำให้เกิดแผลเปื่อยลามที่ทวารเบาปัสสาวะไหลกะปริบกะปรอย ปวดแสบ ขัดหัวหน่าว ดังคัมภีร์ มุจฉาปักขันทิกา [๒/๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะว่าด้วยโรคอันเกิดสำหรับสัตรีที่เรียกว่าช้ำรั่วมีอยู่ ๔ ประการ คือ เกิดเพราะคลอดบุตรมดลูกเน่า ๑ คือ เกิดเพราะส้องเสพย์กับ ด้วยบุรุศเกินประมาณ ๑ คือเปนฝีในมดลูกแลเปนบุพโพ จางๆ เปนน้ำเหลืองดังน้ำคาวปลา ๑ คือเปนเพราะน้ำเหลือง นั้นร้ายจึ่งกัดทวารเบานั้นเปื่อยไป แล้วให้ปัศสาวะนั้นหยดๆ ย้อยๆ ให้ปวดแสบนัก ให้ขัดหัวเหน่า ๑ รวมเปน ๔ ประการ …” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่าเกิดจาก “กิมิชาติ”."],
    [770,760,"ชิงช้าชาลี",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTinospora baenzigeri Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณใบบอระเพ็ดแลชิงช้าชาลีนั้นมีคุณดุจกัน ต้นนั้นรู้แก้พิษฝีดาด แลรู้แก้ไข้เหนืออันบังเกิดเพื่อโลหิต แลรู้แก้ฝีกาฬอันบังเกิดเพื่อฝีดาด แลรู้แก้ไข้ตรีโทษ รู้กระทำให้เกิดกำลัง รู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ลมแลแก้กระหายน้ำอันเป็นเพื่อโลหิต แลรู้แก้สะอึกแก้ธาตุกำเริบ ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิคือมะเร็ง ดอกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิในอุทรให้ออกมา แลฆ่าแม่พยาธิในฟันในหูให้ออกมา ลูกนั้นรู้แก้เสมหะให้ออกมา รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเป็นเพื่อไข้เหนือให้ออกมา ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นมีรสขม แก้พิษฝีดาษ, แก้ไข้เหนือ อันบังเกิดเพื่อโลหิต, แก้ฝีกาฬ อันบังเกิดเพื่อฝีดาษ, แก้ไข้บำรุงกำลัง,บำรุงไฟธาตุ, ทำให้เจริญอาหาร, ทำให้เลือดในกายเย็น, แก้สะอึก, ใบฆ่าแม่พยาธิ์, แก้มะเร็ง, ดอกขับพยาธิ์ในท้อง, ในฟัน, ในหู, ใบสดตำพอกฝีทำให้เย็น แก้ปวด ถอนพิษแพทย์ตำบลกล่าวว่า บำรุงน้ำดี, ดับพิษทั้งปวง ...”. ๒. พืชที่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora baenzigeri Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีชื่อสามัญว่า heart-leaved, moonseed vine เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง มีช่องอากาศเป็นตุ่มอยู่ทั่วไป มียางขาว รสขม มีรากอากาศยาวคล้ายเส้นด้าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม โคนเว้าเป็นรูปหัวใจลึกหรือตื้น แผ่นใบคล้ายกระดาษ ช่อดอกคล้ายช่อกระจะ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งแก่เมื่อใบหลุดร่วงหมด กลีบดอกรูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ออกเป็นช่อ แต่ละผลรูปค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีเหลืองสด เมล็ดรูปรีกว้าง สีเทาดำ โคนมน ปลายค่อนข้างเป็นสัน ผิวเป็นตุ่มหรือเกือบเกลี้ยง, เถาจุงจาลิง เถาจุ้งจะริง หรือ เถาจุ้งจะริงตัวแม่ ก็เรียก."],
    [771,761,"ชิงชี่",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [772,762,"ชินสี","ดู จุนสี.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปแผ่นหรือรูปแท่งของเกลือทองแดงที่เกิดในธรรมชาติในทางเคมีเป็น copper sulphate pentahydrate (CuSO4• 5H2O) มีชื่อสามัญว่า chalcanthite, bluestone, blue vitriol, verdigris มีสีเขียว (ปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า) ใส หน้าตัดเป็นเงาวาว ความแข็ง ๒.๕ ความถ่วงจำเพาะ ๒.๑-๒.๓ เนื้อเปราะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเปรี้ยวฝาดเย็น ใช้ภายนอกช่วยกัดล้างเม็ดฝี กัดหัวหูด และคุดทะราด ผสมกับขี้ผึ้งปิดแผล สำหรับกัดฝ้า กัดหนอง, กำมะถันเขียว ชินสี สีนายวน สียายอน หรือ หินเขียว ก็เรียก, เขียนว่า จุณสี ก็มี."],
    [773,763,"ชิรณัคคี",null,"น.","ไฟเผาร่างกายให้แก่คร่ำคร่า ทำให้ร่างกายเหี่ยวแห้งทรุดโทรมชราภาพ ทุพพลภาพไป เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๔ ชนิดของธาตุไฟ."],
    [774,764,"ชิวหาโรโค",null,"น.","กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่ลิ้น ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ เช่น ลิ้นแตก ลิ้นเปื่อย. (มาจากคำ ชิวหา แปลว่า ลิ้น และ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [775,765,"ชีลา","ดู ลูกผักชี.","น.","น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำผลผักชี (ผักชีลา) ห่อผ้าขาวบาง ต้มกับน้ำจนเดือด รินเอาน้ำใช้ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น."],
    [776,766,"ชุมเห็ดเทศ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบเพสลาดแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ชุมเห็ดเทศรสเบื่อเอียน ถ่ายพยาธิ์ในท้อง และถ่ายเสมหะ, รู้ถ่ายเองปิดเอง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า seven golden candlestick, candlestick senna leaf เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อกระจะ สีเหลือง ออกตามปลายกิ่งหรือตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีใบประดับสีเหลือง ประกบหุ้มดอกขณะตูม ร่วงง่าย กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กว้างเกือบกลม ผลแบบผลแห้งแตก เป็นฝักรูปสี่เหลี่ยม มีครีบตามความยาวฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลดำ มีเมล็ดจำนวนมาก เป็นเหลี่ยมค่อนข้างแบน เปลือกแข็งสีเทาเข้มอมสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมสีดำ, ขี้คาก ชุมเห็ดใหญ่ ลับมืนหลวง หรือ หมากกะลิงเทศ ก็เรียก."],
    [777,767,"ชุมเห็ดใหญ่","ดู ชุมเห็ดเทศ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบเพสลาดแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ชุมเห็ดเทศรสเบื่อเอียน ถ่ายพยาธิ์ในท้อง และถ่ายเสมหะ, รู้ถ่ายเองปิดเอง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า seven golden candlestick, candlestick senna leaf เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อกระจะ สีเหลือง ออกตามปลายกิ่งหรือตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีใบประดับสีเหลือง ประกบหุ้มดอกขณะตูม ร่วงง่าย กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กว้างเกือบกลม ผลแบบผลแห้งแตก เป็นฝักรูปสี่เหลี่ยม มีครีบตามความยาวฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลดำ มีเมล็ดจำนวนมาก เป็นเหลี่ยมค่อนข้างแบน เปลือกแข็งสีเทาเข้มอมสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมสีดำ, ขี้คาก ชุมเห็ดใหญ่ ลับมืนหลวง หรือ หมากกะลิงเทศ ก็เรียก."],
    [778,768,"เชลยศักดิ์",null,"ว.","อยู่นอกทําเนียบนอกทะเบียนของราชการ ใช้เรียกอาชีพต่าง ๆ ของราษฎรที่ไม่ได้ขึ้นทำเนียบ หรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนเช่น หมอเชลยศักดิ์ ช่างเชลยศักดิ์ นักสืบเชลยศักดิ์."],
    [779,769,"เชียกใหญ่","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [780,770,"เชียด","ดู ฝี.","น.","โรคจำพวกหนึ่ง มักเป็นต่อมขนาดต่าง ๆ บวมขึ้น อาจกลัดหนองข้างใน เกิดได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ผู้ป่วยมักจะมีไข้ เจ็บปวดบริเวณที่เป็น เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของฝี มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามลักษณะหรือสาเหตุที่เกิด เช่น ฝีกาล ฝีวัณโรค ฝีหัวคว่ำ ฝียอดเดียว อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์แผนไทย ฝีบางชนิดอาจหมายถึง มะเร็ง หรือ ฝีมะเร็ง, เชียด เซียด หรือ เทรียด ก็เรียก, ราชาศัพท์ว่า พระยอด."],
    [781,771.1,"เชื่อม",null,"น.","อาการอย่างหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคบางชนิดมีลักษณะอาการหน้าหมอง ซึม มึนงง ตาปรือ คล้ายจะเป็นไข้หรือเป็นอาการที่เกิดจากพิษไข้หรือพิษของโรคบางชนิด."],
    [782,771.2,"เชื่อม",null,"ว.","มีอาการเงื่องหงอยมึนซึมคล้ายเป็นไข้ ตำราการแพทย์ แผนไทยมักใช้คำนี้ร่วมกับคำอื่นที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับ อาการที่แสดงออกให้เห็นเด่นชัด ได้แก่ เชื่อมซึม เชื่อมมึน และเชื่อมมัว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๔/๕๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น ประถมจินดา [๒/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... กาลเกิดขึ้นแต่หทัยลงไป ๔ ๕ เวลา ๙ ๑๐ เวลา ก็ดี ให้ลงเปนโลหิตสดสดออกมาก่อน แล้วจึ่งลามลงมาถึงหัวตับ แลหัวตับนั้นขาดออกมาเปนลิ่มแท่งให้ดำดังถ่านไฟอุจาระดังขี้เทา ให้ระสำระสาย บางทีให้เชื่อมมึนให้มือเท้าเยนให้เคลิบเคลิ้มหาสติมิได้ แลคนสมมุติว่าผีเข้าอยู่นั้นหามิได้เลย คือ ไข้หมู่นี้เอง กระทำดุจผีตะกละเข้าสิง ...” และคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... โลหิตพิการให้คลั่งเพ้อพก ให้ร้อน เหื่อพิการ มักให้เชื่อมซึม มันข้นพิการมักให้ตัวชาสากไป ...”."],
    [783,772.1,"เชื่อมซึม","ดูใน เชื่อม.","น.","อาการอย่างหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคบางชนิดมีลักษณะอาการหน้าหมอง ซึม มึนงง ตาปรือ คล้ายจะเป็นไข้หรือเป็นอาการที่เกิดจากพิษไข้หรือพิษของโรคบางชนิด."],
    [784,772.2,"เชื่อมซึม","ดูใน เชื่อม.","ว.","มีอาการเงื่องหงอยมึนซึมคล้ายเป็นไข้ ตำราการแพทย์ แผนไทยมักใช้คำนี้ร่วมกับคำอื่นที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับ อาการที่แสดงออกให้เห็นเด่นชัด ได้แก่ เชื่อมซึม เชื่อมมึน และเชื่อมมัว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๔/๕๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น ประถมจินดา [๒/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... กาลเกิดขึ้นแต่หทัยลงไป ๔ ๕ เวลา ๙ ๑๐ เวลา ก็ดี ให้ลงเปนโลหิตสดสดออกมาก่อน แล้วจึ่งลามลงมาถึงหัวตับ แลหัวตับนั้นขาดออกมาเปนลิ่มแท่งให้ดำดังถ่านไฟอุจาระดังขี้เทา ให้ระสำระสาย บางทีให้เชื่อมมึนให้มือเท้าเยนให้เคลิบเคลิ้มหาสติมิได้ แลคนสมมุติว่าผีเข้าอยู่นั้นหามิได้เลย คือ ไข้หมู่นี้เอง กระทำดุจผีตะกละเข้าสิง ...” และคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... โลหิตพิการให้คลั่งเพ้อพก ให้ร้อน เหื่อพิการ มักให้เชื่อมซึม มันข้นพิการมักให้ตัวชาสากไป ...”."],
    [785,773.1,"เชื่อมมัว","ดูใน เชื่อม.","น.","อาการอย่างหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคบางชนิดมีลักษณะอาการหน้าหมอง ซึม มึนงง ตาปรือ คล้ายจะเป็นไข้หรือเป็นอาการที่เกิดจากพิษไข้หรือพิษของโรคบางชนิด."],
    [786,773.2,"เชื่อมมัว","ดูใน เชื่อม.","ว.","มีอาการเงื่องหงอยมึนซึมคล้ายเป็นไข้ ตำราการแพทย์ แผนไทยมักใช้คำนี้ร่วมกับคำอื่นที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับ อาการที่แสดงออกให้เห็นเด่นชัด ได้แก่ เชื่อมซึม เชื่อมมึน และเชื่อมมัว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๔/๕๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น ประถมจินดา [๒/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... กาลเกิดขึ้นแต่หทัยลงไป ๔ ๕ เวลา ๙ ๑๐ เวลา ก็ดี ให้ลงเปนโลหิตสดสดออกมาก่อน แล้วจึ่งลามลงมาถึงหัวตับ แลหัวตับนั้นขาดออกมาเปนลิ่มแท่งให้ดำดังถ่านไฟอุจาระดังขี้เทา ให้ระสำระสาย บางทีให้เชื่อมมึนให้มือเท้าเยนให้เคลิบเคลิ้มหาสติมิได้ แลคนสมมุติว่าผีเข้าอยู่นั้นหามิได้เลย คือ ไข้หมู่นี้เอง กระทำดุจผีตะกละเข้าสิง ...” และคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... โลหิตพิการให้คลั่งเพ้อพก ให้ร้อน เหื่อพิการ มักให้เชื่อมซึม มันข้นพิการมักให้ตัวชาสากไป ...”."],
    [787,774.1,"เชื่อมมึน","ดูใน เชื่อม.","น.","อาการอย่างหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคบางชนิดมีลักษณะอาการหน้าหมอง ซึม มึนงง ตาปรือ คล้ายจะเป็นไข้หรือเป็นอาการที่เกิดจากพิษไข้หรือพิษของโรคบางชนิด."],
    [788,774.2,"เชื่อมมึน","ดูใน เชื่อม.","ว.","มีอาการเงื่องหงอยมึนซึมคล้ายเป็นไข้ ตำราการแพทย์ แผนไทยมักใช้คำนี้ร่วมกับคำอื่นที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับ อาการที่แสดงออกให้เห็นเด่นชัด ได้แก่ เชื่อมซึม เชื่อมมึน และเชื่อมมัว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๔/๕๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้หงระทด ให้จับตัวร้อนเป็นเปลว เท้าเย็น ประถมจินดา [๒/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... กาลเกิดขึ้นแต่หทัยลงไป ๔ ๕ เวลา ๙ ๑๐ เวลา ก็ดี ให้ลงเปนโลหิตสดสดออกมาก่อน แล้วจึ่งลามลงมาถึงหัวตับ แลหัวตับนั้นขาดออกมาเปนลิ่มแท่งให้ดำดังถ่านไฟอุจาระดังขี้เทา ให้ระสำระสาย บางทีให้เชื่อมมึนให้มือเท้าเยนให้เคลิบเคลิ้มหาสติมิได้ แลคนสมมุติว่าผีเข้าอยู่นั้นหามิได้เลย คือ ไข้หมู่นี้เอง กระทำดุจผีตะกละเข้าสิง ...” และคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... โลหิตพิการให้คลั่งเพ้อพก ให้ร้อน เหื่อพิการ มักให้เชื่อมซึม มันข้นพิการมักให้ตัวชาสากไป ...”."],
    [789,775,"โชน",null,"ว.","ไหม้ทั่วเต็มที่ เช่น ไฟลุกโชน."],
    [790,776,"ไชยเพท, ไชยเภท",null,"น.","รูปที่เริ่มกำเนิดขึ้นภายในครรภ์มารดา นับตั้งแต่วันที่ ๗ หลังจากวันปฏิสนธิ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ครั้นโลหิตตั้งขึ้นได้แล้วอยู่ ๗ วันก็บังเกิดเปนปฐมังกะละกะลมนั้นก็เรียกว่าไชยเพท คือ มีรดูล้างน้าที่ ๑ ถ้ามิดังนั้นก็ให้มารดาฝันเหนวิปริต ก็รู้ว่า ครรภตั้งแลครรภตั้งขึ้นแล้ว ...”."],
    [791,777,"ซ่วง","ดู ส้วง.","น.","ช่อง, โพรง, (โดยมากมักใช้กับทวารหนัก), เขียนว่า ซ่วงหรือ ทร่วง ก็มี."],
    [792,778,"ซะแฮ้ง","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [793,779,"ซาง",null,"น.","โรคเด็กประเภทหนึ่ง มักเกิดในเด็กเล็ก ทำให้มีอาการตัวร้อน เชื่อมซึม ปากแห้ง อาเจียน กินอาหารไม่ได้ ท้องเดิน มีเม็ดขึ้นในปาก ในคอ ลิ้นเป็นฝ้า เป็นต้น แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ซางเจ้าเรือน และ ซางจร ทั้งซางเจ้าเรือนและซางจรจะทำให้มีอาการแตกต่างกันตามวันเกิดของเด็ก, เขียนว่า ทราง ก็มี."],
    [794,780,"ซางกระดูก","ดู ซางจร ประกอบ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกซางช้างอันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันศุกร์ เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีเม็ดขึ้นที่โคนลิ้น เมื่อตั้งยอดได้ ๒ วัน ก็จะหลบเข้าไปในท้อง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องเดิน มือเท้าเย็น หลังจากนั้นแม่ซางก็จะเลื่อนขึ้นมาที่ต้นลิ้น กลายเป็นยอดแข็งเหมือนตาปลา หากเป็นเช่นนี้ตำราว่าให้แกะออกแล้วป้ายยาก็จะหายได้ ดังคัมภีร์ประถม-จินดา [๒/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณทรางกระดูกตั้งยอดขึ้นเปนดังนี้ ครั้นถึง ๒ วันหลบหายเข้าไปในท้องจึ่งทำให้ลงท้องให้มือเท้าให้เยน แม่ทรางนั้นจึ่งกลับขึ้นมาขึ้นต้นลิ้นยอดหนึ่ง แฃงดังตาปลา ถ้าแพทยรู้แท้แล้ว ท่านให้แกะให้แทงออกเสียก่อน แล้วจึ่งเอายาป้ายเถิดหาย …”."],
    [795,781,"ซางกระตัง",null,"น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกหรือเกิดต่อจากซางสะกออันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพุธ โรคนี้จะเกิดกับทารกที่มีอายุมากกว่า ๑ เดือน โดยจะเกิดต่อจากเขม่า ซางจรชนิดนี้มีแม่ซาง ๓ เม็ด แต่ละเม็ดมีบริวาร ๑๐ เม็ด แม่ซางและบริวารจะทยอยขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการแตกต่างกัน เช่น เมื่อแม่ซางทั้ง ๓ เม็ดขึ้นพร้อมกันแล้วกระจายไปที่กระเพาะปัสสาวะ จะทำให้มีอาการปัสสาวะขัด ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐๙] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณทรางกระตังนั้นมีแม่ ๓ ยอด มีบริวาร ๓๐ ยอด เมื่อกุมารอยู่ในเรือนเพลิงนั้นเขม่าหามีไม่ ครั้นได้เดือน ๑ ออกจากเรือนเพลิงแล้วเขม่าจึงขึ้น ครั้นสิ้นเขม่าแล้วแม่ทรางขึ้นรายกันขึ้น ขึ้นในนาภียอด ๑ บริวารขึ้น ด้วย ๑๐ ยอด ขึ้นในฅอยอด ๑ บริวาณขึ้นด้วย ๑๐ ยอดครั้นกุมารได้เดือน ๑ กับ ๑๕ วัน บริวาร ๑๐ ยอดซึ่งขึ้นอยู่ในนาภีนั้นก็รายกันขึ้นมาในลำไส้อ่อน ลำไส้แก่ จนถึงทรวงอก ทรางบริวาร ๑๐ ยอด ซึ่งขึ้นอยู่ในทรวงอกนั้น ก็ถอยลงไปขึ้นในเภาะน้ำ เภาะข้าวบ้าง แลทรางบริวาร ๑๐ ยอดซึ่งขึ้นอยู่ในฅอนั้น ก็รายกันออกไปขึ้นเพดาน ขึ้นริมฝีปากบ้าง แลขึ้นลิ้นกพุ้งแก้มนั้นบ้างหนา ๓ ชั้นดุจดังญ่ายองไฟ ถ้าขึ้นพร้อมกันทั้ง ๓ แห่งดังกล่าวมานี้ ทรางที่ขึ้นในลำไส้นั้นก็ทำให้เปนบิด ทรางที่ขึ้นในเภาะเข้านั้นทำให้ขัดเบา ทรางที่ขึ้นในเภาะเข้านั้นก็ทำให้จุกเสียดมิให้หยากอาหารนอนไม่หลับ ทรางที่ขึ้นคอนั้นทำให้ฅอแห้ง ร้องไห้มิออก ทรางที่ขึ้นเพดานนั้นทำให้ปวดสีสะหายใจขัดดูดนมมิได้ ...”. ดู ซางจร ประกอบ."],
    [796,782,"ซางกระแนะ, ซางกระแหนะ","ดู ซางจร ประกอบ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกซางแดงอันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร ซางชนิดนี้มีแม่ซาง ๓ เม็ด มีบริวาร ๓๐ เม็ด แม่ซางทั้ง ๓ เม็ดนั้นจะขึ้นที่ปลายลิ้น ๑ เม็ด ต้นคาง ๑ เม็ด และทรวงอกหรือโคนลิ้น ๑ เม็ด โดยมีบริวารล้อมแม่ซางตำแหน่งละ ๑๐ เม็ด เด็กที่ป่วยเป็นซางชนิดนี้จะดูดนมไม่ได้ ลิ้นกระด้างคางแข็งมือกำ เท้างอ ถ้าแม่ซางเลื่อนลงไปในท้อง จะทำให้มีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือดใส ร่างกายจะซูบผอม เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องมาก เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณะทรางกระแนะนั้นตั้งยอดขึ้นเปนดังนี้ ให้แพทยพึงรู้ ฯ อันว่าลักษณทรางเหนบนั้นตั้งขึ้นเปนดังนี้ สันถานยอดนั้นเลกกลางยอดนั้นดำ ริมยอดนั้นแดง ครั้นหลบลงเข้าท้องจึ่งทำให้ตกมูกเลือด ทรางจำพวกนี้ร้ายนัก ...”, ซางเหนบ ก็เรียก."],
    [797,783,"ซางกราย","ดู ซางจร ประกอบ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกหรือต่อจากซางเพลิง อันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ เด็กที่ป่วยจะมีเม็ดยอดที่เป็นแม่ซาง ๔ เม็ด ขึ้นที่หัวหน่าว ๒ เม็ด ท้อง ๒ เม็ด และมีเม็ดยอดที่เป็นบริวารอีก ๔๐ เม็ด เมื่อเริ่มมีอาการจะมีลักษณะเหมือนผด เมื่อเป็นมากเม็ดยอดที่เป็นแม่ซางจะมารวมกันที่ท้อง ทำให้มีอาการตัวร้อน อาเจียน กินอาหารไม่ได้นอนสะดุ้ง ถ่ายเป็นมูกเลือด เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐๑] ตอนหนึ่งว่า “… เมื่อสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนแล้ว ทรางกรายจึ่งผุดขึ้นมาจากกระดูกสันหลังจึ่งตั้งทราง อันว่าลักษณทรางกรายนั้นมีแม่ ๔ ยอด ขึ้นอยู่หัวเหน่า ๒ ยอด ขึ้นอยู่ในนาภี ๒ ยอด มีบริวาร ๔๐ ยอด ครั้นอายุได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือน จึ่งทรางบริวารนั้นก็กระจายออกมานอกเนื้อเปนดุจยอดผด แล้วจึ่งทำให้กุมารผู้นั้น บิดตัวนอนสดุ้งอยู่ประมาณ ๓ วัน แล้วก็จมลงไปขึ้นจับในลำไส้แก่ ครั้นได้ ๓ เดือน แม่ทรางที่ขึ้นอยู่ในหัวเหน่านั้น ก็เลื่อนขึ้นมาตั้งใน นาภีอีกยอด ๑ เปน ๓ ยอดด้วยกันทั้งเก่า ครั้นเมื่ออายุได้ ๘ เดือน แม่ทรางที่ตั้งขึ้นอยู่ในหัวเหน่านั้น ก็เลื่อนขึ้นมาตั้งในนาภีอีกยอด ๑ เปน ๔ ยอดด้วยกันทั้งเก่านั้น ในเมื่อแม่ทรางทั้ง ๔ ยอดขึ้นมาประชุมพร้อมกันในนาภีแล้วเมื่อใด ก็ทำให้ตัวร้อนให้ลง ให้ราก ให้กระหายน้ำให้กินเข้า กินนมมิได้ ครั้นเมื่ออายุกุมารได้ขวบ ๑ กับ ๗ ๘ เดือน จึ่งบริวาร ๔๐ ยอดนั้น ก็แบ่งกันมาขึ้นประจำอยู่หัวเหน่า ๑๐ ขึ้นประจำอยู่นาภี ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่กะเภาะเข้า ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่ลิ้น ๑๐ ยอด เปน ๔๐ ยอดด้วยกันดังนี้ …”."],
    [798,784,"ซางกำเนิด","ดู ซางเจ้าเรือน.","น.","ซางที่เกิดกับทารกตั้งแต่อายุครรภ์ได้ ๓ เดือนจนอายุได้ ๕ ขวบ ๖ เดือน, ซางกำเนิด ก็เรียก."],
    [799,785,"ซางขโมย","ดู ซางโจร.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์ มีแม่ซาง ๘ ยอดมักเกิดกับเด็กตั้งแต่อายุ ๓ วัน ไปจนถึง ๑ ขวบกับ ๖ เดือน เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการแสดงออกที่ปาก ลิ้น และเพดานปากเป็นเม็ดยอดสีเหลืองขอบแดง แล้วเปื่อยลามไปทั้งตัว ผู้ป่วยมีอาการท้องเดินไม่หยุด อุจจาระมีสีและกลิ่นเหมือนน้ำไข่เน่า น้ำคาวปลา หรือน้ำล้างเนื้อ อุจจาระอาจเป็นมูกหรือเป็นเลือดด้วย ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๗ วัน หากรักษาไม่หายอาการอาจรุนแรงขึ้นถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา ๑/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักขณทรางโจรนั้น ข้างขึ้นตั้งเหนือสดือข้างแรมตั้งใต้สดือ ทรางโจรนี้มีแม่ ๘ ยอด เมื่อออกจากครรภมารดาได้ ๓ วัน แม่ทรางขึ้นในกลางสันหลังแห่งกุมารนั้น ๔ ยอด ไปขึ้นในกระหม่อมนั้น ๔ ยอด แลเมื่อกุมารได้ ๓ เดือนทรางนั้นก็สำแดงออกมาที่ปากที่ลิ้นนั้นก็ดีที่เพดานก็ดี ตั้งขึ้นเปนเมดเข้าสารหักศีเหลืองตีนขอบนั้นแดง แลสำแดงออกนอกตัวลายดังปลากทิง แลทรางจำพวกนี้มีแม่มีตัวดังตัวไร ปากนั้นดำซ่านอยู่ทุกขุมขนทั้งตัวกุมารนั้น จำพวกหนึ่งอยู่ในลำไส้ ตัวยาวปากดำดำประมาณเท่าเส้นด้าย จำพวกหนึ่งเกิดขึ้นเปนอุปปาติกใหญ่เท่าปลายไม้มวน คนสมมติว่าเปนไส้เดือน เกิดแก่กุมารตั้งแต่เดือน ๑ ขึ้นไป เมื่อกุมารได้ ๖ เดือนทรางนั้นจึงสำแดงออกมาให้เปื่อยเปนขุม ๆ ไปทั่วทั้งตัว แล้วจึ่งกระทำโทษให้ลงท้องยามิหยุดเลย แล้วจึ่งแม่ทรางที่กระหม่อม ๔ ยอดนั้น ก็เลื่อนลงมายอด ๑ มาขึ้นกลางสันหลัง ประจบเข้ากันเปน ๕ ยอดแล้วที่ตัวกุมารเปื่อยนั้นก็หายลงไปเอง เมื่อกุมารได้ ๙ เดือนแม่ทรางที่กระหม่อมนั้นก็เลื่อนลงมาอีกยอด ๑ มาขึ้นในกลางสันหลัง บันจบเข้ากันกับเก่าเปน ๖ ยอดด้วยกัน เมื่อกุมารได้ขวบ ๑แม่ทรางที่กระหม่อมนั้นก็เลื่อนลงมาอีกยอด ๑ มาขึ้น ในกลางสันหลัง บันจบเข้ากันเปน ๗ ยอด เมื่อกุมารอายุได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนแม่ทรางที่กระหม่อมนั้น ก็เลื่อนลงมาอิกยอด ๑ มาขึ้นในกลางสันหลังบันจบกันเปน ๘ ยอดพร้อมกันให้ลงเปนน้ำไข่เน่าเปนดังน้ำคาวปลาเปนดังน้ำล้างเนื้อก็ดีเปนมูกเปนเลือดก็ดี ถ้าแพทยวางยาถูกแล้วให้พิจารณาดูกำเนิดทรางโจรซึ่งกระทำโทษนั้นต่าง ๆ … ”, ซางขโมย ก็เรียก."],
    [800,786,"ซางข้าวเปลือก, ซางเข้าเปลือก","ดู ซางจร ประกอบ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกซางโคอันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี ซางชนิดนี้จะมีแม่ซาง ๕ เม็ดขึ้นที่กระหม่อม กลางหลัง ท้อง และรักแร้ทั้งสองข้าง แม่ซางแต่ละเม็ดมีบริวาร ๑๐ เม็ด รวม ๕๐ เม็ดผู้ป่วยมีอาการปากร้อนและท้องเสีย จากนั้นจะมีอาการ มือเท้าเย็น เมื่อแม่ซางทยอยเลื่อนไปที่ท้องจนครบ ๕ เม็ด บริวารทั้ง ๕๐ ก็จะทยอยขึ้นทั้งตัว ทำให้เกิดผื่นคันเหมือนคายข้าวเปลือก ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย อาเจียน ท้องอืดมือกำ เท้างอ ลิ้นกระด้างคางแข็ง ดูดนมไม่ได้ ถ้าไม่หาย ใน ๓-๗ วัน อาการจะรุนแรงถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักขณทรางเข้าเปลือก ซึ่งเปนทรางจรมาแซกทรางโคเจ้าเรือนสำรับกันนั้นต่อไปให้แพทยทั้งหลายพึงรู้โดยสังเขปดังนี้ อันว่าลักขณกำเนิดทรางเข้าเปลือกนั้น มีแม่ ๕ ยอดมีบริวาร ๕๐ ยอด แม่ทรางขึ้นประจำอยู่กระหม่อมนั้นยอด ๑ แม่ทรางขึ้นประจำอยู่กลางหลังนั้นยอด ๑ แม่ทรางขึ้นประจำอยู่นาภีนั้นยอด ๑ แม่ทรางขึ้นประจำอยู่รักแร้ทั้ง ๒ ข้างละยอด มีบริวารขึ้นประจำอยู่แห่งละสิบ ๆ ยอด ทรางจำพวกนี้เกิดเพื่อกำเดาเมื่อจะบังเกิดนั้นให้ปากร้อนให้ลงท้องก่อน ทรางจำพวกนี้จึงมาเกิดขึ้นมันให้ตีนให้มือเยนแต่เจบเปนดังนี้ครั้ง ๑ แม่ทรางที่อยู่ในกระหม่อมนั้น จึ่งเลื่อนลงมาตั้งในนาภีอีกยอด ๑ เปน ๒ ยอดด้วยกัน ให้กุมารนั้นเจบอีกครั้ง ๑ แม่ทรางที่อยู่กลางสันหลังยอด ๑ นั้นก็เลื่อนลงมาตั้งอยู่นาภีเปน ๓ ยอด จึ่งทำให้กุมารเจบลงอีกครั้ง ๑ แม่ทรางที่อยู่รักแร้ข้างละยอดนั้น ก็ลงมาตั้งอยู่นาภีเปน ๕ ยอดด้วยกันขึ้นเปนดังนี้ เรียงกันลงมาไต้สดือถึงหัวเหน่า อันว่าทรางบริวาร ๕๐ ยอดนั้น ก็รายกันไปขึ้นทั้งตัวบางทีให้พรึงขึ้นดังคายเข้าเปลือกให้คันสน่อย ถ้ารู้มิถึงก็ว่าออกหัดบางทีผุดขึ้นดังปานดำปานแดงก็มี บางทีผุดขึ้นดังเอาหวายฟาด บางทีผุดขึ้นดังตีด้วยนิ้วมือ ดำแดงเขียวก็มี รากนักมักให้ลงท้องให้ท้องขึ้นให้ชักเท้ากำมือ ให้ลิ้นกระด้างคางแฃงให้ดูดนมมิได้ แลให้เปนไปใน ๓ วัน ๗ วัน วันที่ ๑ พ้นกว่านั้นเปนอาการ ท่านตัด ...”. ดู ซางจร"],
    [801,787,"ซางโค","ดู ซางเจ้าเรือน ประกอบ.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีแม่ซาง ๔ เม็ด มีบริวาร ๕๐ เม็ด เกิดกับทารก ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟ ทารกจะมีไข้มีผื่นเหมือนผดขึ้นทั้งตัวแม่ซางและบริวารจะกระจายขึ้นไปตามอวัยวะต่าง ๆ ตามลำดับช่วงอายุ ทำให้มีอาการแตกต่างกันไป เช่น เมื่อขึ้นไปที่ปากและลิ้นจะทำให้ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย ไอ ท้องเสีย ฯลฯ ซางชนิดนี้อาจรักษาให้หายได้ใน ๑๕ วัน แต่ถ้ารักษาไม่หายอาจมีอาการรุนแรงถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักขณทรางโคนั้น มีแม่ ๔ ยอดบริวาร ๕๐ ยอด ในเมื่อตั้งอยู่ในครรภมารดานั้น ข้างขึ้นตั้งอยู่เหนือสดือข้างแรมตั้งอยู่ไต้สดือ เมื่อคลอดจะมีเขม่าครั้นหล่นลงไปทรางจึ่งเกิด ตัวกุมารจะพรึงขึ้นดังยอดผดจะให้ปิดตัวลงท้อง เมื่อได้ ๓ เดือน แม่ทราง ๔ ยอดนั้นก็รายกันไปขึ้น ขึ้นที่ปลายลิ้นยอด ๑ ขึ้นอยู่ต้นลิ้นยอด ๑ ขึ้นอยู่สองข้างลิ้นข้างละยอดจึ่งทำให้ลิ้นให้ปากเปื่อยแล้วให้ไอ ให้รากเปนกำลัง เมื่อได้ หกเดือนทรางยอดเอกซึ่งตั้งอยู่ปลายลิ้นนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งอยู่ในนาภีชายตับทรางบริวารก็ ไปขึ้นในกเภาะเข้า ๑๐ ยอด ยัง ๔๐ ยอดนั้นก็ไปตั้งอยู่ปลายลิ้นแลเพดาน ทรางยอดเอกซึ่งลงไปตั้งอยู่ในนาภีชายตับนั้น ก็ทำให้ลง ให้ราก ให้กระหายน้ำ ถ้าแพทยยาวางถูกไปได้ถึง ๗ เดือน ทรางยอดเอกที่ต้นลิ้นนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งอยู่ริมสดือข้างขวา ทรางบริวารก็ไปขึ้นในเภาะน้ำ ก็ทำให้ลง ให้ราก ให้กระหายน้ำ เมื่อได้ ๑๑ เดือน ทรางเอกที่ขึ้นสองข้างลิ้นนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งในนาภีซ้ายยอด ๑ ขวายอด ๑ ทรางบริวารซึ่งเหลืออยู่ ๓๐ ยอดนั้น ก็ไปขึ้นใส้อ่อน ๑๐ ยอด ใส้แก่ ๑๐ ยอดขึ้นหัวเหน่า ๑๐ ยอด ก็กระทำให้กุมารป่วยเจบครั้ง ๑ เมื่อได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนจะให้ตกมูกตกเลือด ให้เปนต่าง ๆ ...”, ซางวัว ก็เรียก."],
    [802,788,"ซางจร",null,"น.","๑. ซางที่เกิดแทรกขึ้นระหว่างซางเจ้าเรือน ทำให้อาการรุนแรงขึ้น, ซางแทรก ก็เรียก. ๒. ซางที่เกิดต่อเนื่องจากซางเจ้าเรือน ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ซางกราย เป็นซางจรที่อาจเกิดต่อเนื่องจากซางเพลิง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐๑] ตอนหนึ่งว่า “… เมื่อสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนแล้ว ทรางกรายจึ่งผุดขึ้นมาจากกระดูกสันหลังจึ่งตั้งทราง ...”."],
    [803,789,"ซางเจ้าเรือน",null,"น.","ซางที่เกิดกับทารกตั้งแต่อายุครรภ์ได้ ๓ เดือนจนอายุได้ ๕ ขวบ ๖ เดือน, ซางกำเนิด ก็เรียก."],
    [804,790,"ซางโจร","ดู ซาง เจ้าเรือน ประกอบ.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์ มีแม่ซาง ๘ ยอดมักเกิดกับเด็กตั้งแต่อายุ ๓ วัน ไปจนถึง ๑ ขวบกับ ๖ เดือน เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการแสดงออกที่ปาก ลิ้น และเพดานปากเป็นเม็ดยอดสีเหลืองขอบแดง แล้วเปื่อยลามไปทั้งตัว ผู้ป่วยมีอาการท้องเดินไม่หยุด อุจจาระมีสีและกลิ่นเหมือนน้ำไข่เน่า น้ำคาวปลา หรือน้ำล้างเนื้อ อุจจาระอาจเป็นมูกหรือเป็นเลือดด้วย ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๗ วัน หากรักษาไม่หายอาการอาจรุนแรงขึ้นถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา ๑/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักขณทรางโจรนั้น ข้างขึ้นตั้งเหนือสดือข้างแรมตั้งใต้สดือ ทรางโจรนี้มีแม่ ๘ ยอด เมื่อออกจากครรภมารดาได้ ๓ วัน แม่ทรางขึ้นในกลางสันหลังแห่งกุมารนั้น ๔ ยอด ไปขึ้นในกระหม่อมนั้น ๔ ยอด แลเมื่อกุมารได้ ๓ เดือนทรางนั้นก็สำแดงออกมาที่ปากที่ลิ้นนั้นก็ดีที่เพดานก็ดี ตั้งขึ้นเปนเมดเข้าสารหักศีเหลืองตีนขอบนั้นแดง แลสำแดงออกนอกตัวลายดังปลากทิง แลทรางจำพวกนี้มีแม่มีตัวดังตัวไร ปากนั้นดำซ่านอยู่ทุกขุมขนทั้งตัวกุมารนั้น จำพวกหนึ่งอยู่ในลำไส้ ตัวยาวปากดำดำประมาณเท่าเส้นด้าย จำพวกหนึ่งเกิดขึ้นเปนอุปปาติกใหญ่เท่าปลายไม้มวน คนสมมติว่าเปนไส้เดือน เกิดแก่กุมารตั้งแต่เดือน ๑ ขึ้นไป เมื่อกุมารได้ ๖ เดือนทรางนั้นจึงสำแดงออกมาให้เปื่อยเปนขุม ๆ ไปทั่วทั้งตัว แล้วจึ่งกระทำโทษให้ลงท้องยามิหยุดเลย แล้วจึ่งแม่ทรางที่กระหม่อม ๔ ยอดนั้น ก็เลื่อนลงมายอด ๑ มาขึ้นกลางสันหลัง ประจบเข้ากันเปน ๕ ยอดแล้วที่ตัวกุมารเปื่อยนั้นก็หายลงไปเอง เมื่อกุมารได้ ๙ เดือนแม่ทรางที่กระหม่อมนั้นก็เลื่อนลงมาอีกยอด ๑ มาขึ้นในกลางสันหลัง บันจบเข้ากันกับเก่าเปน ๖ ยอดด้วยกัน เมื่อกุมารได้ขวบ ๑แม่ทรางที่กระหม่อมนั้นก็เลื่อนลงมาอีกยอด ๑ มาขึ้น ในกลางสันหลัง บันจบเข้ากันเปน ๗ ยอด เมื่อกุมารอายุได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนแม่ทรางที่กระหม่อมนั้น ก็เลื่อนลงมาอิกยอด ๑ มาขึ้นในกลางสันหลังบันจบกันเปน ๘ ยอดพร้อมกันให้ลงเปนน้ำไข่เน่าเปนดังน้ำคาวปลาเปนดังน้ำล้างเนื้อก็ดีเปนมูกเปนเลือดก็ดี ถ้าแพทยวางยาถูกแล้วให้พิจารณาดูกำเนิดทรางโจรซึ่งกระทำโทษนั้นต่าง ๆ … ”, ซางขโมย ก็เรียก."],
    [805,791,"ซางช้าง","ดู ซางเจ้าเรือน ประกอบ.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันศุกร์ ซางชนิดนี้มีแม่ซาง๘-๙ ยอด มีบริวาร ๘๐ ยอด เกิดกับเด็กตั้งแต่เมื่อออกจากเรือนไฟได้ ๓ เดือน แม่ซางและบริวารจะขึ้นกระจายไปตามแขน ขา ชายโครง กลางหลัง ทำให้มีอาการ ไอ คอแห้ง เจ็บคอ อาเจียนเป็นลมเปล่า คอเปื่อย คันทั้งตัว มีแผลพุพอง หากขึ้นที่กระเพาะอาหารและลำไส้จะทำให้กินอาหารไม่ได้ เบื่ออาหาร ท้องผูกเป็นพรรดึก โรคนี้อาจรักษาให้หายได้ใน ๑๖ วัน แต่ถ้ารักษาไม่หายอาจมีอาการรุนแรงถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๖๐] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณทรางช้างนั้น … ครั้นออกจากเรือนไฟได้ ๓ เดือนจึ่งมีแม่ทรางขึ้นตั้งอยู่ในนาภีนั้น ๓ ยอดขึ้นในเพดานนั้น ๒ ยอด ๓ ยอดบ้าง ขึ้นในอกนั้น ๓ ยอดเมื่อได้ ๖ เดือนจึ่งแม่ทรางอยู่ในเพดาน ๒ ยอด ๓ ยอดนั้นก็เลื่อนลงมาขึ้น ฅอจึ่งมีบริวาร ๘๐ ยอด รายกันมาขึ้นลำขาทั้ง ๒ ข้าง ขึ้นหัวเหน่าทั้ง ๒ ข้าง ขึ้นลำแฃนทั้ง ๒ ข้าง ขึ้นข้างโครงแลกลางสันหลังบ้าง เมื่อขึ้นพร้อมกันดังนี้แล้วจึ่งแม่ทรางที่เพดาน ซึ่งเลื่อนลงมาขึ้นฅอนั้นจึ่งกระทำให้ไอให้ฅอแห้ง ให้เจบฅอให้รากลมเปล่าให้ฟกให้พรึงรอบฅอให้เปื่อยให้เน่า ให้คันทั้งตัวให้พุให้พอง ครั้นได้ ๙ เดือน ก็แห้งลงเอง …”."],
    [806,792,"ซางแดง","ดู ซางเจ้าเรือนประกอบ.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีเม็ดยอดที่เป็นแม่ซาง ๖ เม็ด ขึ้นที่กระหม่อม ๓ เม็ด กลางสันหลัง ๓ เม็ด และมีเม็ดยอดที่เป็นบริวาร ๗๒ เม็ด แม่ซางยอดเอกจะมีสีแดง หากเกิดที่สันหลังจะมีอาการแสดงออกที่คอ คาง ขาหนีบ รักแร้ และทวารหนัก ทำให้เด็กที่ป่วยมีอาการท้องเสีย อาเจียน กระหายน้ำ เชื่อมมึน ไอ ผอมเหลือง กินอาหารไม่ได้ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๓ วัน เมื่อรักษาหายแล้ว อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก แต่ถ้ารักษาไม่หายจะมีอาการรุนแรงขึ้น ซางชนิดนี้โบราณจัดเป็นซางที่มีพิษมาก แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ซางแดงตัวผู้ และ ซางแดงตัวเมีย และว่าซางแดงตัวผู้มีพิษร้ายแรงมาก รักษายาก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ลักษณทรางแดงนี้มีแม่นั้น ๖ ยอด อยู่ในกระหม่อม ๓ ยอด อยู่กลางสันหลัง ๓ ยอด มีบริวารอยู่ ๗๒ ยอดเมื่ออยู่ในเรือนไฟหาเขม่ามิได้เหตุว่าแม่ทรางนั้น เลื่อนขึ้นมาเกิดเพดานฃ้างบนนั้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ยอดก็ดี จึ่งไม่มีเขม่าในเรือนไฟ ครั้นออกไฟแล้วจึ่งเขม่าตานทรางนั้นมีมาครั้นถ้วน ๓ เดือนแม่ทรางจึ่งลงมาจากกระหม่อมยอด ๑ ขึ้น สันหลังยอด ๑ เปน ๒ ยอดด้วยกัน จึ่งสำแดงออกมาที่ฅอ คาง ฃาหนีบ รักแร้ ฃ้างนอกแลทวารหนักก็ดี ยอดนั้นแดงคือทรางแดงสำแดงออกมาให้ลำบากแก่กุมารแก่กุมารีทั้งปวงนั้น จึงทำให้ลงให้ราก ให้กระหายน้ำแลให้เชื่อม ให้มึน มีพิศม์ให้ไอแลให้ฅอแห้งให้ผอมเหลือง ให้ตกมูกตกเลือดกินเข้ากินนมมิได้ ถ้าแพทยเหนดังนี้แล้วให้พิจารณาดูให้รู้จักว่าตัวผู้ตัวเมีย แลลักษณเปนแลตายดีแลร้ายทั้งปวง …”."],
    [807,793,"ซางแดงตัวผู้","ดูใน ซางแดง.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีเม็ดยอดที่เป็นแม่ซาง ๖ เม็ด ขึ้นที่กระหม่อม ๓ เม็ด กลางสันหลัง ๓ เม็ด และมีเม็ดยอดที่เป็นบริวาร ๗๒ เม็ด แม่ซางยอดเอกจะมีสีแดง หากเกิดที่สันหลังจะมีอาการแสดงออกที่คอ คาง ขาหนีบ รักแร้ และทวารหนัก ทำให้เด็กที่ป่วยมีอาการท้องเสีย อาเจียน กระหายน้ำ เชื่อมมึน ไอ ผอมเหลือง กินอาหารไม่ได้ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๓ วัน เมื่อรักษาหายแล้ว อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก แต่ถ้ารักษาไม่หายจะมีอาการรุนแรงขึ้น ซางชนิดนี้โบราณจัดเป็นซางที่มีพิษมาก แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ซางแดงตัวผู้ และ ซางแดงตัวเมีย และว่าซางแดงตัวผู้มีพิษร้ายแรงมาก รักษายาก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ลักษณทรางแดงนี้มีแม่นั้น ๖ ยอด อยู่ในกระหม่อม ๓ ยอด อยู่กลางสันหลัง ๓ ยอด มีบริวารอยู่ ๗๒ ยอดเมื่ออยู่ในเรือนไฟหาเขม่ามิได้เหตุว่าแม่ทรางนั้น เลื่อนขึ้นมาเกิดเพดานฃ้างบนนั้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ยอดก็ดี จึ่งไม่มีเขม่าในเรือนไฟ ครั้นออกไฟแล้วจึ่งเขม่าตานทรางนั้นมีมาครั้นถ้วน ๓ เดือนแม่ทรางจึ่งลงมาจากกระหม่อมยอด ๑ ขึ้น สันหลังยอด ๑ เปน ๒ ยอดด้วยกัน จึ่งสำแดงออกมาที่ฅอ คาง ฃาหนีบ รักแร้ ฃ้างนอกแลทวารหนักก็ดี ยอดนั้นแดงคือทรางแดงสำแดงออกมาให้ลำบากแก่กุมารแก่กุมารีทั้งปวงนั้น จึงทำให้ลงให้ราก ให้กระหายน้ำแลให้เชื่อม ให้มึน มีพิศม์ให้ไอแลให้ฅอแห้งให้ผอมเหลือง ให้ตกมูกตกเลือดกินเข้ากินนมมิได้ ถ้าแพทยเหนดังนี้แล้วให้พิจารณาดูให้รู้จักว่าตัวผู้ตัวเมีย แลลักษณเปนแลตายดีแลร้ายทั้งปวง …”."],
    [808,794,"ซางแดงตัวเมีย","ดูใน ซางแดง.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีเม็ดยอดที่เป็นแม่ซาง ๖ เม็ด ขึ้นที่กระหม่อม ๓ เม็ด กลางสันหลัง ๓ เม็ด และมีเม็ดยอดที่เป็นบริวาร ๗๒ เม็ด แม่ซางยอดเอกจะมีสีแดง หากเกิดที่สันหลังจะมีอาการแสดงออกที่คอ คาง ขาหนีบ รักแร้ และทวารหนัก ทำให้เด็กที่ป่วยมีอาการท้องเสีย อาเจียน กระหายน้ำ เชื่อมมึน ไอ ผอมเหลือง กินอาหารไม่ได้ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๓ วัน เมื่อรักษาหายแล้ว อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก แต่ถ้ารักษาไม่หายจะมีอาการรุนแรงขึ้น ซางชนิดนี้โบราณจัดเป็นซางที่มีพิษมาก แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ซางแดงตัวผู้ และ ซางแดงตัวเมีย และว่าซางแดงตัวผู้มีพิษร้ายแรงมาก รักษายาก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ลักษณทรางแดงนี้มีแม่นั้น ๖ ยอด อยู่ในกระหม่อม ๓ ยอด อยู่กลางสันหลัง ๓ ยอด มีบริวารอยู่ ๗๒ ยอดเมื่ออยู่ในเรือนไฟหาเขม่ามิได้เหตุว่าแม่ทรางนั้น เลื่อนขึ้นมาเกิดเพดานฃ้างบนนั้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ยอดก็ดี จึ่งไม่มีเขม่าในเรือนไฟ ครั้นออกไฟแล้วจึ่งเขม่าตานทรางนั้นมีมาครั้นถ้วน ๓ เดือนแม่ทรางจึ่งลงมาจากกระหม่อมยอด ๑ ขึ้น สันหลังยอด ๑ เปน ๒ ยอดด้วยกัน จึ่งสำแดงออกมาที่ฅอ คาง ฃาหนีบ รักแร้ ฃ้างนอกแลทวารหนักก็ดี ยอดนั้นแดงคือทรางแดงสำแดงออกมาให้ลำบากแก่กุมารแก่กุมารีทั้งปวงนั้น จึงทำให้ลงให้ราก ให้กระหายน้ำแลให้เชื่อม ให้มึน มีพิศม์ให้ไอแลให้ฅอแห้งให้ผอมเหลือง ให้ตกมูกตกเลือดกินเข้ากินนมมิได้ ถ้าแพทยเหนดังนี้แล้วให้พิจารณาดูให้รู้จักว่าตัวผู้ตัวเมีย แลลักษณเปนแลตายดีแลร้ายทั้งปวง …”."],
    [809,795,"ซางทับกำเดา","ดู ทับกำเดา.","น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของไข้กำเดาอันเนื่องจากเคยมีอุปัทวเหตุพลัดตกหกล้มมาก่อน ทำให้ร่างกายบอบช้ำ มีไข้ ตัวร้อน เป็นต้น เมื่อมีซางมาแทรกจะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ท้องร่วง ถ่ายอุจจาระเป็น ส่าเหล้า เป็นมูกเลือด ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้ ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๔๑/๙-๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งบังคับไว้ว่า กุมารากุมารี ล้มอกตีสีข้างฟัด ชอกช้ำขัดในกายา อยู่นานมา จับไข้ ตัวร้อนไปเปนเพลา ดูหน้าตาไม่มีศรี ยังทวีด้วยอาการ ตับบันดานตกจากที่ สองโทษทวีระคนกัน ให้ท้องนั้นร่วงลงมา เปนส่าเหล้าแลไข้เหน้า เบื้องปลายเล่าเปนมูกเลือด ไม่ห่างเหือดเวลา นอนหลับตาเบ่งปวด ตัวร้อนรวดรุ่มไป หนึ่งหายใจสอื้นขัด ตีนมือสะบัดเย็นแลร้อนทำยอกย้อนให้ฉงน อาการกลมีนา ๆ แม้ขัดดังเช่นว่า โทษแท้เที่ยงตาย ...”, ซางทับกำเดา ก็เรียก."],
    [810,796,"ซางทับสำรอก","ดู ทับสำรอก.","น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการสำรอกอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่าง (สำรอกเป็นสีเขียว สำรอกเป็นสีเหลือง สำรอกเป็นเสมหะ หรือสำรอกเป็นเมล็ดมะเขือ) อยู่แล้วเมื่อซางแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ไอ นอนผวา ไม่ดื่มกิน สะบัดร้อนสะท้านหนาว มีไข้ เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๗-๘] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งทรางทับสำรอก อาจาริย์บอกไว้แจ้ง สำรอกแห่งกุมาร มีอาการ ๔ อย่าง เหลืองเขียวบ้าง เสมหะ เปนเมล็ดมะเขือก็มี ยังทวีด้วยทรางแทรก อาการแปลกต่อไป ขึ้นคอไอนอนผวา ไม่นำพาซึ่งนมเข้า ตัวนั้นเล่าบางทีร้อน บางทีผ่อนให้หนาว แลบางคราวเปนท่อน เย็นแล้ว ร้อนไม่เหมือนกัน หนึ่งตามันมักดูบน ทรางระคนกับสำรอก อาการบอกจะแจ้งใจ ...”, ซางทับสำรอก ก็เรียก."],
    [811,797,"ซางแทรก","ดู ซางจร.","น.","๑. ซางที่เกิดแทรกขึ้นระหว่างซางเจ้าเรือน ทำให้อาการรุนแรงขึ้น, ซางแทรก ก็เรียก. ๒. ซางที่เกิดต่อเนื่องจากซางเจ้าเรือน ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ซางกราย เป็นซางจรที่อาจเกิดต่อเนื่องจากซางเพลิง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐๑] ตอนหนึ่งว่า “… เมื่อสิ้นกำหนดทรางเพลิงเจ้าเรือนแล้ว ทรางกรายจึ่งผุดขึ้นมาจากกระดูกสันหลังจึ่งตั้งทราง ...”."],
    [812,798,"ซางนางริ้น","ดู ซางจร ประกอบ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกหรือเกิดต่อจากซางโจรอันป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันเสาร์ ซางชนิดนี้มีแม่ ซาง ๔ เม็ด มีบริวาร ๕๖ เม็ด เกิดได้กับเด็กตั้งแต่ออกจากเรือนไฟ แม่ซางแต่ละเม็ดและบริวารจะทยอยรายขึ้นตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายตามช่วงอายุ ทำให้เกิดอาการแตกต่างกันไป เช่น เมื่อผู้ป่วยอายุได้ ๓ เดือน แม่ซางและบริวารจะไปขึ้นที่คอ ทำให้คอแห้ง ลิ้นขาว ดูดนมไม่ได้ ซางชนิดนี้อาจเกิดแทรกซางอื่นได้ทุกซาง ดังคัมภีร์ประถมจินดา[๑/๓๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณทรางนางริ้นนั้น มีแม่ ๔ ยอด มีบริวารนั้น ๕๖ ยอด ตั้งแต่กุมารออกจากเรือนเพลิง บางทีขึ้นทรากทรางโจรบางทีต่อสิ้นทรางโจร จึ่งตั้งขึ้นอยู่สดือนั้นยอด ๑ บริวารมาขึ้นด้วย ๘ ยอดขึ้นอยู่ทรวงอกนั้นยอด ๑ บริวารมาขึ้นด้วย ๑๒ ยอดขึ้นอยู่ลิ้นนั้น ยอด ๑ บริวารมาขึ้นด้วย ๑๖ ยอด รายกันลงมาตามลำคอ ถึงทรวงอก ขึ้นอยู่ทรวงอกนั้นยอด ๑ บริวารมาขึ้นด้วย ๒๐ ยอด รายกันไปขึ้นตามหัวเหน่าแลไส้อ่อน ไส้แก่ เมื่อกุมารได้ ๓ เดือนแม่ทรางอันอยู่ในลำคอนั้นกระทำให้ฅอแห้ง ให้ลิ้นนั้นขาวดูดนมมิได้ เมื่อกุมารได้ ๖ เดือนบริวารทรางขึ้นลิ้นไก่ ๓ ยอดนั้น กระทำให้ไอเปนกำลัง บริวารทรางทั้งนั้นก็รายกันลงไปบันจบเอาแม่ทรางที่อยู่ทรวงอกนั้น แล้วจึ่งกระทำให้กระหายน้ำ ให้ฅอนั้นแห้งให้เชื่อมหลับตาไป บริวารทรางซึ่งอยู่ในทรวงอกนั้น ก็รายกันมาถึงชายโครง ชายตับ บันจบกันกับแม่ทรางที่อยู่ในสดือนั้น กระทำให้ตกมูก ตกเลือดสด ๆออกมา บางทีให้เปนเสมหะ เปนโลหิตเน่าออกมาบ้าง แล้วก็ให้ ตับหย่อนลงมาย้อยชายโครง ให้จับเปนเวลาให้ตาแดงเปนสายโลหิต ถ้าวางยาผิดตายถ้าวางยาถูกเข้าค่อยงดต่อไปเมื่ออายุกุมารได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือน ทรางที่ในเภาะเยี่ยวนั้น ก็กระทำให้ขัดเบา บางทีเบาตกออกมาดังน้ำเข้า ดังดินสีพอง ก็มีดังน้ำหนองก็มี ให้เจบปวดดิ้นเสือกไปมาให้เบานั้นหยด ๆ ไปบางทีให้ฟกขึ้นที่ปลายองคชาต บางทีให้ฟกขึ้นที่หัวเหน่า ให้เปนหนอง แลหนองนั้นก็กลายเปนปรวดเข้าคือลูกนิ่วบ้า ...”."],
    [813,799,"ซางน้ำ","ดู ซางเจ้าเรือนประกอบ.","น.","โรคนี้จะมีเม็ดยอดสีแดงขนาดใหญ่ที่เป็นแม่ซาง ๑๙ เม็ดขึ้นตามแขน หน้าแข้ง กลางหลัง และแก้ม ไม่มีเม็ดยอดที่เป็นบริวาร โรคนี้อาจเกิดกับเด็กตั้งแต่ระยะที่เป็นทารกในครรภ์ จนถึงหลังคลอด ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๒ วัน แต่ถ้ารักษาไม่หาย แม่ซางจะทยอยขึ้นกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ เมื่อเด็กมีอายุ ๒ ขวบ ๖ เดือน มักมีอาการหนักขึ้น เม็ดยอดจะแตกเป็นน้ำเหลือง เป็นแผลเปื่อยทั่วตัว นานเข้าจะทำให้ไข้ ปวดท้อง ท้องร่วง เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐๔]ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักขณทรางน้ำนั้นมีแม่ ๑๙ ยอด ในเมื่อครรภมารดาตั้งขึ้นได้ ๓ เดือนนั้นมักให้มารดาปวดศีศะแลเจบนม แลให้อยากของอันหวานแลให้เมื่อยแฃนทั้ง ๒ ข้าง ให้หูหนักตาฟางมักให้เปนลมมึนตึง แลให้รากให้กระหายน้ำเปนกำลังไปจนถึงกำหนดคลอด อันว่าแม่ทรางน้ำทั้ง ๑๙ ยอดนั้น มีสัณฐานยอดแต่ละยอดโตเท่าใบพุทรา มีสีอันแดงดังผลผักปลังห่าม ขึ้นที่ต้นแค่งต้นขา แลกลางหลัง ขึ้นน่าแข้งแลแก้มทั้ง ๒ ข้าง รายกันขึ้นละยอดจนอายุได้ ๒ ขวบกับ ๖ เดือน ย่อมแตกเปนน้ำเหลืองเปื่อยไปรอบตัว ครั้นว่าแห้งลงก็หลบเข้าไปทำพายใน จึ่งกระทำให้หัวตัวร้อนแล้วก็ทำให้เจบท้อง ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้แต่งยากระทุ้งให้กิน ให้ออกเสียให้สิ้นเชิงแล้ว จึ่งวางยาทุเลาให้เกินไป ๔ ๕ เวลาจึงจะหายขาด อันลักขณทรางน้ำนี้หาบริวารมิได้ ท่านให้เกรงแต่ทรางจรกับหละละออง ถ้าผู้มาแขกนั้นร้ายอยู่แล้ว เจ้าเรือนก็พลอยฉิบหายด้วยทรางจรนั้น …”."],
    [814,800,"ซางฝ้าย","ดู ซางจร ประกอบ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกซางน้ำอันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันจันทร์ ไม่มีแม่ซางเกิดขึ้นตามผิวหนัง แต่ขึ้นที่เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ไรฟัน และลิ้น เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการลิ้นเป็นฝ้าขาว มีไข้สูง ปากร้อน ปากแห้งไม่มีน้ำลาย หุบปากไม่ลง กินอาหารไม่ได้ อาเจียน ท้องเดินอุจจาระเหม็นเหมือนไข่เน่า เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา[๑/๓๓๔] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักขณทรางฝ้ายนั้นหาเมด ยอดมิได้ จำเภาะขึ้นเพดาน กะพุ้งแก้ม ไรฟัน แลขึ้นลิ้นฃาว ดาษไปดังยวงฝ้าย มีไยดุจสีสำลีดีดแล้วจึ่งกระทำพิศม์ให้ร้อนไปทั่วทั้งตัว ให้ปากนั้นร้อนให้ปากแห้งหาน้ำลายมิได้ แล้วให้หุบปากมิลงอ้าปากร้องอยู่ กินเข้ากินนมมิได้มักให้รากเปนกำลัง แล้วกระทำให้ลงท้องเหมนดังไข่เหน้า ถ้าแพทย์เห็นดังนี้แล้ว ให้พิจารณาดูให้แม่นแท้ คือ ทรางฝ้ายกระทำโทษดุจกล่าวมาดังนี้ ...”."],
    [815,801,"ซางเพลิง, ซางไฟ","ดู ซางเจ้าเรือน ประกอบ.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะเริ่มมีเม็ดยอดที่เป็นแม่ซาง ๔ เม็ด เกิดที่บริเวณฝ่าเท้าเมื่ออายุได้ ๗ วัน และมีเม็ดยอดที่เป็นบริวารอีก ๔๐ เม็ด ขึ้นที่หน้าแข้งข้างละ ๒๐ เม็ด ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๑ วัน แต่ถ้ารักษาไม่หายและมีอาการคงอยู่ แม่ซางและบริวารจะกระจายออกไป ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น เมื่อแม่ซางและบริวารกระจายขึ้นไปจากกลางหน้าแข้งถึงหัวเข่าเป็นเม็ดสีแดงลามออกไปเหมือนไฟไหม้ ทำให้มีอาการปวด เมื่อมีอาการรุนแรงขึ้นอาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๙๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณทรางเพลิงนั้น มีแม่๔ ยอดมีบริวาร ๔๐ ยอด เมื่อคลอดจากครรภมารดานั้น เขม่าขึ้นแต่ในเรือนเพลิง ครั้นได้ ๗ วันแล้วก็หายไป ด้วยแม่ทรางเพลิงจะมาบังเกิด ในฝ่าเท้าแห่งกุมารผู้นั้นถ้าเปนชายแม่ทรางเพลิงขึ้นฝ่าเท้าขวา ๓ ยอด ซ้ายยอด ๑ ถ้าเปนหญิงแม่ทรางเพลิงขึ้นฝ่าเท้าซ้าย ๓ ยอด ขวายอด ๑ แลบริวาร ๔๐ ยอดนั้น ก็มาขึ้นน่าแค่งอยู่ฃ้างละ ๒๐ ยอดครั้นออกจากเรือนเพลิงได้ ๓ เดือนแล้วนั้น แม่ทรางที่ฝ่าเท้าก็เลื่อนขึ้นตั้งอยู่นาภียอด ๑ เมื่อได้ ๔ เดือนนั้น จึ่งกระทำให้หลังเท้านั้นฟกขึ้นสน่อย ให้เมื่อยข้อเท้ากินเข้าให้ระคายฅอให้นอนนานตื่น ครั้นได้ ๖ เดือน แม่ทรางจึ่งขึ้นอีกยอด ๑ เปน ๒ ยอดเข้ากัน จึ่งเปนเมดพรึงขึ้นมาข้างนอกเนื้อสี ดุจผลลูกหว้าสุก อยู่ไปได้ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ วันบางแล้วก็ดาษจมหายไป ครั้นได้ ๘ เดือน แม่ทรางซึ่งมาในนาภีอีกยอด ๑ บันจบกันเข้าเปน ๓ ยอด บริวารขึ้นอยู่ที่ข้อเข่าตลอดถึงข้อเท้า ครั้นได้ ๙ เดือน แม่ทรางก็เลื่อนขึ้นมานาภีอีกยอด ๑ เปน ๔ ยอดด้วยกัน จึ่งบริวาร ๔๐ ยอดนั้นก็กระจายกันออกไป ขึ้นกลางแค่งกลางขา แลหัวเข่าบ้าง จึ่งตั้งยอดแดง ดังผลมะไฟแล้วก็ดำด้านลงขอบแดงลามออกไปดุจเพลิงไหม้ แลหนังนั้นก็พองเลื่อนเข้าหากัน ครั้นว่าสุกออกพร้อมกัน แล้วก็กระทำให้ปวดแต่เท้าตลอดถึงลำแค่งขา ตะโพก บั้นเอว ก็ดี ถ้าแลแพทย์เหนดังนี้แล้วอย่าให้รักษาเลย …”,"],
    [816,802,"ซางวัว","ดู ซางโค.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีแม่ซาง ๔ เม็ด มีบริวาร ๕๐ เม็ด เกิดกับทารก ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟ ทารกจะมีไข้มีผื่นเหมือนผดขึ้นทั้งตัวแม่ซางและบริวารจะกระจายขึ้นไปตามอวัยวะต่าง ๆ ตามลำดับช่วงอายุ ทำให้มีอาการแตกต่างกันไป เช่น เมื่อขึ้นไปที่ปากและลิ้นจะทำให้ลิ้นเปื่อย ปากเปื่อย ไอ ท้องเสีย ฯลฯ ซางชนิดนี้อาจรักษาให้หายได้ใน ๑๕ วัน แต่ถ้ารักษาไม่หายอาจมีอาการรุนแรงถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักขณทรางโคนั้น มีแม่ ๔ ยอดบริวาร ๕๐ ยอด ในเมื่อตั้งอยู่ในครรภมารดานั้น ข้างขึ้นตั้งอยู่เหนือสดือข้างแรมตั้งอยู่ไต้สดือ เมื่อคลอดจะมีเขม่าครั้นหล่นลงไปทรางจึ่งเกิด ตัวกุมารจะพรึงขึ้นดังยอดผดจะให้ปิดตัวลงท้อง เมื่อได้ ๓ เดือน แม่ทราง ๔ ยอดนั้นก็รายกันไปขึ้น ขึ้นที่ปลายลิ้นยอด ๑ ขึ้นอยู่ต้นลิ้นยอด ๑ ขึ้นอยู่สองข้างลิ้นข้างละยอดจึ่งทำให้ลิ้นให้ปากเปื่อยแล้วให้ไอ ให้รากเปนกำลัง เมื่อได้ หกเดือนทรางยอดเอกซึ่งตั้งอยู่ปลายลิ้นนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งอยู่ในนาภีชายตับทรางบริวารก็ ไปขึ้นในกเภาะเข้า ๑๐ ยอด ยัง ๔๐ ยอดนั้นก็ไปตั้งอยู่ปลายลิ้นแลเพดาน ทรางยอดเอกซึ่งลงไปตั้งอยู่ในนาภีชายตับนั้น ก็ทำให้ลง ให้ราก ให้กระหายน้ำ ถ้าแพทยยาวางถูกไปได้ถึง ๗ เดือน ทรางยอดเอกที่ต้นลิ้นนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งอยู่ริมสดือข้างขวา ทรางบริวารก็ไปขึ้นในเภาะน้ำ ก็ทำให้ลง ให้ราก ให้กระหายน้ำ เมื่อได้ ๑๑ เดือน ทรางเอกที่ขึ้นสองข้างลิ้นนั้น ก็เลื่อนลงไปตั้งในนาภีซ้ายยอด ๑ ขวายอด ๑ ทรางบริวารซึ่งเหลืออยู่ ๓๐ ยอดนั้น ก็ไปขึ้นใส้อ่อน ๑๐ ยอด ใส้แก่ ๑๐ ยอดขึ้นหัวเหน่า ๑๐ ยอด ก็กระทำให้กุมารป่วยเจบครั้ง ๑ เมื่อได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือนจะให้ตกมูกตกเลือด ให้เปนต่าง ๆ ...”, ซางวัว ก็เรียก."],
    [817,803,"ซางสะกอ","ดู ซางเจ้าเรือนประกอบ.","น.","ซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันพุธ โรคนี้เกิดกับทารกได้ตั้งแต่แรกเกิด ทารกจะมีเม็ดยอดที่เป็นแม่ซางขึ้นบริเวณท้องส่วนบน ๔ เม็ด มีบริวาร ๔๐ เม็ด (บางตำราว่า ๔๒ เม็ด) ซึ่งอาจรักษาให้หายได้ใน ๑๔ วัน แต่ถ้ารักษาไม่หายและมีอาการคงอยู่ถึง ๓ เดือน เม็ดยอดจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ถ้ากระจายไปที่ลำไส้จะทำให้ท้องผูก ปัสสาวะขัด เมื่อเป็นอยู่นานและรักษาไม่ถูกต้องอาจทำให้ถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๕๕] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณทรางสกอนี้มีแม่ ๔ ยอดขึ้น ประจำในนาภีทั้ง ๔ ยอด เมื่ออยู่ในเรือนไฟนั้น ๓ วันเขม่าจึงขึ้นมีบริวาร ๔๒ ยอด ขึ้นกำกับแม่ทั้ง ๔ ยอดนั้นจึ่งบริวาร ข้างละ ๑๐ ยอด นั้นลงมาประจำอยู่ทวารหนักนั้น ๔ ยอด ประจำอยู่ม้ามนั้น ๕ ยอดอยู่กระหม่อมนั้นยอด ๑ ครั้นออกจากเรือนไฟ แล้วจึ่งเปนเขม่า ตาน ทราง เมื่อได้ ๓ เดือน จึงบริวารทั้งนั้นกระจายออกทั่วทั้งตัว แลลำไส้แลทรางซึ่งประจำทวารหนัก ๔ ยอดนั้นมักให้เปนพรรดึก แลให้ขัดอุจาร ขัดปสาว แลทรางซึ่งประจำม้าม ๕ ยอดนั้นก็กระจายออกยอดอกแล้วก็สำแดงออกมาที่ฅอ ที่ลิ้น ที่ปาก ขึ้นอยู่ ๓ เดือน ถ้าแพทยเหนดังนี้แล้วให้พิจารณาดูให้รู้จัก ว่ากำเนิดทรางสกอวางยาจึ่งจะชอบโรค ถ้าแลมิรู้จักกำเนิดทรางสกอ วางยามิต้องด้วยโรค ถ้าแลวางยาผิดเข้าไปเมื่อใด กุมารผู้นั้นก็จะแตกตายแต่ใน ๒ เดือนเปนอันเที่ยง …”."],
    [818,804,"ซางเหนบ","ดู ซางกระแนะ, ซางกระแหนะ.","น.","ซางจรชนิดหนึ่ง เกิดแทรกซางแดงอันเป็นซางเจ้าเรือนประจำเด็กเกิดวันอังคาร ซางชนิดนี้มีแม่ซาง ๓ เม็ด มีบริวาร ๓๐ เม็ด แม่ซางทั้ง ๓ เม็ดนั้นจะขึ้นที่ปลายลิ้น ๑ เม็ด ต้นคาง ๑ เม็ด และทรวงอกหรือโคนลิ้น ๑ เม็ด โดยมีบริวารล้อมแม่ซางตำแหน่งละ ๑๐ เม็ด เด็กที่ป่วยเป็นซางชนิดนี้จะดูดนมไม่ได้ ลิ้นกระด้างคางแข็งมือกำ เท้างอ ถ้าแม่ซางเลื่อนลงไปในท้อง จะทำให้มีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือดใส ร่างกายจะซูบผอม เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องมาก เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณะทรางกระแนะนั้นตั้งยอดขึ้นเปนดังนี้ ให้แพทยพึงรู้ ฯ อันว่าลักษณทรางเหนบนั้นตั้งขึ้นเปนดังนี้ สันถานยอดนั้นเลกกลางยอดนั้นดำ ริมยอดนั้นแดง ครั้นหลบลงเข้าท้องจึ่งทำให้ตกมูกเลือด ทรางจำพวกนี้ร้ายนัก ...”, ซางเหนบ ก็เรียก."],
    [819,805,"ซ้าซา","ดู กัญชาเทศ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leonurus sibiricus Lในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า siberian motherwort เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม มีขนละเอียดปกคลุมทั้งต้น สูงประมาณ ๑ เมตร มีข้อห่าง ๆ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเรียงสลับ โคนและปลายสอบแหลม ขอบหยักลึกเป็น ๓ แฉก ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกรอบข้อบริเวณซอกใบ สีชมพูเข้มหรือสีขาว กลีบดอกรูปปาก กลีบบนรูปลิ้นปลายโค้งขึ้น กลีบล่างแยกเป็น ๓ แฉก ปลายโค้งลง ผลรูปถ้วย, ใบและผลใช้ทำยา ในตำรับยาทากระหม่อมที่เข้ากัญชาเทศ ใช้แก้นอนไม่หลับ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๕๑/๒๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาทากระหม่อมแก้นอนไม่หลับ ขนานนี้ท่านให้เอา หรดานทอง ๑ สลึง ดอกลำโพงกาสลัก ๒ สลึง กัญชาเทศ ๓ สลึง มูลโค ๒ สลึง ใบพิมเสน ๑ สลึง บดด้วยน้ำดอกไม้ทากระหม่อมแก้นอนมิหลับหายดีนัก ...”, ซ้าซา หรือ ส่าน้ำ ก็เรียก."],
    [820,806,"ซำซา","ดู มะกา.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bridelia ovata Decne. ในวงศ์ Phyllanthaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ก้านใบสั้นและโป่งพอง ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบหรือตามปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมช่อ ผลค่อนข้างกลม ราก ใบ และเปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบอ่อน ต้มเป็นยาขับเสมหะ สะกดลมขึ้นเบื้องสูงให้ต่ำลง บำรุงน้ำเหลือง แก้ไข้ แก้ระดู แก้มุตกิด แก้เหน็บชา รากแก้ไข้ เมล็ดทำให้ฟันแน่น ใบเป็นยาระบาย แต่ทำให้คลื่นเหียน ถ้าจะใช้ใบสดต้องปิ้งไฟเสียก่อน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบมะการับประทานเป็นยาถ่ายเสมหะและโลหิต ชักลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ แพทย์ชนบท ใช้ใบมะกา เป็นยาระบายเสมหะและถ่ายไข้ ถ่ายพิษตานทรางเด็ก, ใบมะกาสด, ไซ้ท้อง, และทำให้คลื่นเหียน, ก่อนใช้ต้องปิ้งไฟพอกรอบจึงใช้ โดยมากใช้ในยาต้ม เปลือกต้นมะการับประทานเป็นยาสมานลำไส้ ...”, ซำซา มัดกา มาดกา หรือ มะกาต้น ก็เรียก."],
    [821,807,"ซิก",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [822,808,"ซึก","ดู ซิก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [823,809,"เซียด","ดู ฝี.","น.","โรคจำพวกหนึ่ง มักเป็นต่อมขนาดต่าง ๆ บวมขึ้น อาจกลัดหนองข้างใน เกิดได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ผู้ป่วยมักจะมีไข้ เจ็บปวดบริเวณที่เป็น เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของฝี มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามลักษณะหรือสาเหตุที่เกิด เช่น ฝีกาล ฝีวัณโรค ฝีหัวคว่ำ ฝียอดเดียว อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์แผนไทย ฝีบางชนิดอาจหมายถึง มะเร็ง หรือ ฝีมะเร็ง, เชียด เซียด หรือ เทรียด ก็เรียก, ราชาศัพท์ว่า พระยอด."],
    [824,810,"ไซ้ท้อง",null,"น.","อาการไม่สบายภายในช่องท้อง ปวดมวนหรือปวดเสียดในท้อง อาจเกิดจากอาหารหรือยาบางชนิด เช่น ยาถ่าย แพทย์แผนไทยมักแก้ด้วยตัวยาที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กระวาน กานพลู ขิง ข่า."],
    [825,811,"เฌอเอม","ดู ชะเอมเทศ.","น.","เครื่องยาที่เป็นรากและเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Glycyrrhiza glabra L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae ซึ่งมีหลายพันธุ์ (variety) ที่สำคัญได้แก่ ชะเอมสเปน (G. glabra L. var. typica Regel et Herder) และชะเอมรัสเซีย (G. glabra L. var. glandulifera Waldst. et Kit.) มีชื่อสามัญว่า licorice มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณชะเอมป่ามีรศอันหวาน แก้ระหายน้ำ ชะเอมเทศมีรศอันขมแลหวานยิ่ง แก้ระหายน้ำ แก้คอแห้ง แก้ไข้ทั้งปวงแก้จักษุโรคแล ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชะเอมเทศ ใบนั้นรู้แก้อุปัทวะทั้งปวง แลกระทำให้เสมหะแห้งแลแก้ดี ดอกนั้นรู้แก้คันฝีดาษ แลแก้พิศม์ฝีดาษ ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งลมอันพัดเบื้องบน รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเน่าในอุทร แก้เสมหะแลลมแลรู้เจริญซึ่งอายุ ...”, เฌอเอม ก็เรียก."],
    [826,812,"ดอก",null,"น.","๑. ส่วนหนึ่งของพรรณไม้ที่ผลิออกจากต้นหรือกิ่ง มีหน้าที่ทำให้เกิดผลและเมล็ดเพื่อสืบพันธุ์ มีเกสรและเรณูเป็นเครื่อง สืบพันธุ์ เรียกเต็ม ๆ ว่า ดอกไม้. ๒. ลักษณนามสำหรับใช้เรียกดอกไม้ เช่น ดอกบัว ๑ ดอก."],
    [827,813,"ดอกจันทน์",null,"น.","เยื่อหุ้มเมล็ดแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myristica fragrans Houtt. วงศ์ Myristicaceae ปลายเป็นริ้ว โปร่ง ลักษณะคล้ายแผ่นหนัง กว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๕ เซนติเมตร สีน้ำตาลแดง กลิ่นหอม ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ขับลม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้เป็นเครื่องเทศ. ดู จันทน์เทศ และ ลูกจันทน์ ประกอบ. (อ. mace)."],
    [828,814,"ดอกไม้",null,"น.","๑. ฟันน้ำนม ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๐๐] ตอนหนึ่งว่า “... เมื่อดอกไม้ (คือฟัน) ขึ้น ซางจึงพลอยทำโทษครั้ง ๑ ...”. ๒. ส่วนหนึ่งของพรรณไม้ที่ผลิออกจากต้นหรือกิ่ง มีหน้าที่ทำให้เกิดผลและเมล็ดเพื่อสืบพันธุ์ มีเกสรและเรณูเป็นเครื่องสืบพันธุ์."],
    [829,815,"ดอง",null,"ก.","แช่หรือหมักเครื่องยาไว้ในนํ้าส้ม นํ้าเกลือ สุรา เป็นต้นเพื่อให้ตัวยาละลายออกมา."],
    [830,816,"ดองดึง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าGloriosa superba L. ในวงศ์ Colchicaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… ดองดึงมีคุณเสมอกับทนดี แก้ลมพรรดึก แก้ดารเสมหะ ชำระเสมหะแห้งแล ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๖๐] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งดองดึงนั้น รู้แก้โรคเรื้อนและมะเร็งคชราดบาดแผลและรู้สังหารเสียซึ่งลมอันผูก ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณดองดึง รู้แก้โรคทั้งปวงและบาดแผล แก้คุธราชพยาธิแลมะเรง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๖] ตอนหนึ่งว่า“… ศีรษะของดองดึง แก้โรคเรื้อน และคุดทะราด, บาดแผล และขับผายลม ...”, ดองดึงหัวขวาน ดองดึงหัวผาล หรือหัวขวาน ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gloriosa superba L. ในวงศ์ Colchicaceae มีชื่อสามัญว่า climbing lily,flame lily, gloriosa lily, glory lily, superb lily เป็นไม้เลื้อยลำต้นมีข้อปล้อง ลำต้นใต้ดินเป็นหัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โดยเฉพาะ ใบที่อยู่บริเวณใกล้ยอดมักมีปลายเรียวยื่นยาว โค้งม้วนงอหรือเป็นมือเกาะ แผ่นใบเกลี้ยง สีเขียวเป็นมัน ก้านใบสั้นมาก ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ หรือเหนือซอกใบ สีเหลือง แซมสีแดงถึงสีส้ม หรือสีแดง สีของกลีบแตกต่างตามพันธุ์ โคนกลีบและขอบกลีบสีเขียวอมเหลือง หรือสีเหลือง กลางกลีบถึงปลายกลีบสีส้มถึงสีแดง หรือมีสีแดงตามเส้นกลางกลีบ เมื่อดอกบานกลีบโค้งงอกลับไปในทิศตรงข้ามกับเกสรเพศผู้และเพศเมียและมีสีเข้มขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมล็ดค่อนข้างกลมหรือรูปรี ขนาดเล็ก สีแดง."],
    [831,817,"ดองดึงหัวขวาน, ดองดึงหัวผาล","ดู ดองดึง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าGloriosa superba L. ในวงศ์ Colchicaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… ดองดึงมีคุณเสมอกับทนดี แก้ลมพรรดึก แก้ดารเสมหะ ชำระเสมหะแห้งแล ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๖๐] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งดองดึงนั้น รู้แก้โรคเรื้อนและมะเร็งคชราดบาดแผลและรู้สังหารเสียซึ่งลมอันผูก ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณดองดึง รู้แก้โรคทั้งปวงและบาดแผล แก้คุธราชพยาธิแลมะเรง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๖] ตอนหนึ่งว่า“… ศีรษะของดองดึง แก้โรคเรื้อน และคุดทะราด, บาดแผล และขับผายลม ...”, ดองดึงหัวขวาน ดองดึงหัวผาล หรือหัวขวาน ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gloriosa superba L. ในวงศ์ Colchicaceae มีชื่อสามัญว่า climbing lily,flame lily, gloriosa lily, glory lily, superb lily เป็นไม้เลื้อยลำต้นมีข้อปล้อง ลำต้นใต้ดินเป็นหัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โดยเฉพาะ ใบที่อยู่บริเวณใกล้ยอดมักมีปลายเรียวยื่นยาว โค้งม้วนงอหรือเป็นมือเกาะ แผ่นใบเกลี้ยง สีเขียวเป็นมัน ก้านใบสั้นมาก ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ หรือเหนือซอกใบ สีเหลือง แซมสีแดงถึงสีส้ม หรือสีแดง สีของกลีบแตกต่างตามพันธุ์ โคนกลีบและขอบกลีบสีเขียวอมเหลือง หรือสีเหลือง กลางกลีบถึงปลายกลีบสีส้มถึงสีแดง หรือมีสีแดงตามเส้นกลางกลีบ เมื่อดอกบานกลีบโค้งงอกลับไปในทิศตรงข้ามกับเกสรเพศผู้และเพศเมียและมีสีเข้มขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมล็ดค่อนข้างกลมหรือรูปรี ขนาดเล็ก สีแดง."],
    [832,818,"ดัด",null,"ก.","ทำส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่คด โค้ง งอ หรือติดขัด ให้ตรงหรือเข้าที่ เพื่อป้องกันหรือบำบัดโรคหรืออาการบางอย่าง หรือฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย."],
    [833,819,"ดัดกาย",null,"น.","ท่าการนวดไทยกลุ่มหนึ่ง ใช้การดัด ดึง บิดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อให้ยืดเหยียดหรือคลายออก เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย มีอยู่หลายท่า มักตั้งชื่อท่าแตกต่างกันไป ตามแต่ละสำนัก เช่น พับปีกไก่ ฉีกทุเรียน นางแอ่นลิ่วลม สิงห์ก้มสะบัดคอ."],
    [834,820,"ดับพิษร้อน",null,"ก.","ทำให้ไข้ลด มักใช้คู่กับ ถอนพิษไข้ เป็นดับพิษร้อนถอนพิษไข้."],
    [835,821,"ด่าง","ว.","น.","๑. น้ำขี้เถ้าที่เกรอะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็ม กร่อย ชำระล้างลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับมุตกิด แก้นิ่ว แก้โรคกระษัย ใช้ผสมยา หรือกัดสิ่งของ, ด่าง ก็เรียก.\n๒. ทั่วไปหมายถึง สารประกอบจำพวกไฮดรอกไซด์ของโลหะแอลคาไล ซึ่งละลายน้ำได้ดี มีรสฝาดถูมือลื่นคล้ายสบู่."],
    [836,822,"ด่างทั้ง ๖","ดู น้ำด่าง ๖ ประการ.","น.","น้ำขี้เถ้าที่เกรอะ ได้จากขี้เถ้าของพืช ๖ ชนิด ได้แก่ ด่างไม้สำโรง ด่างไม้ขี้เหล็ก ด่างไม้ตาตุ่ม ด่างไม้ขี้หนอน ด่างงวงตาล และด่างหญ้าพันงู ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็ม เฝื่อน ชำระล้างลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับมุตกิด แก้นิ่ว แก้โรคกระษัย ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… ให้แก้ด้วยยาเนาวหอย อันมีอยู่ในลักษณว่าด้วยกระไสยจุกในเคารบ ๕ โน้นแล้ว ให้เอาน้ำกระสายด่าง ๖ ประการนี้ให้กิน ด่างสำโรง ด่างงวงตาล ด่างไม้มูลหนอน ด่างไม้มูลเหลกทั้ง ๕ ด่างหญ้าพันงูแดง ด่างไม้ตาตุ่ม ด่างทั้ง ๖ ประการนี้เปนน้ำกระสายละลายยาเนาวหอยกิน ...”, ด่างทั้ง ๖ ก็เรียก."],
    [837,823,"ด่างทั้ง ๗","ดู น้ำด่าง ๗ ประการ.","น.","น้ำขี้เถ้าที่เกรอะ ได้จากขี้เถ้าของพืช ๗ ชนิด ได้แก่ ด่างสำโรง ด่างงวงตาล ด่างไม้ขี้หนอน ด่างเบญจเหล็ก ด่างพันงูแดง ด่างตาตุ่ม และด่างผักโขมหนาม ใช้ผสมยา โดยเฉพาะสำหรับตำรับยานวหอย ดังตำรายาศิลาจารึกใน-วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้เมื่อยังอ่อนอยู่นั้น ให้แก้ด้วยยาเนาวหอยอันอยู่ในศิลาว่าด้วยกระษัยจุกเป็นคำรบ ๕ และละลายน้ำด่าง ๗ ประการนี้ให้กิน คือ ด่างสำโรง, ด่างวงตาล, ด่างไม้ขี้หนอน, ด่างเบญจ เหล็ก, ด่างพันงูแดง, ด่างตาตุ่ม, ด่างผักโขมหนาม ด่างทั้ง ๗ นี้เป็นน้ำกระสายละลายยาเนาวหอยกิน ๗ วัน แล้วจึงแต่งยาให้กินต่อไป …”, ด่างทั้ง ๗ ก็เรียก."],
    [838,824,"ดาน",null,"ว.","แข็ง แน่น, เรียกสิ่งที่มีลักษณะแข็งเป็นดานอยู่ในท้อง เช่นดานเลือด ดานลม."],
    [839,825,"ดินประสิว",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปปริซึม ใสไม่มีสี หรือเป็นผง หรือเป็นผงผลึกสีขาว ในทางเคมีเป็นเกลือไนเทรตของโพแทสเซียม (KNO3, potassium nitrate) ที่บริสุทธิ์หรือเกือบบริสุทธิ์ อาจได้จากธรรมชาติโดยเตรียมจากมูลค้างคาว ปัจจุบันที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๔] “... ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ดินประสิว, มีรสเค็มปร่า, เย็น ขับลมที่คั่งค้างตามเส้น ถอนพิษขับปัสสาวะ ภายนอกใช้ทาแก้คันตามผิวหนัง ในเภสัชตำรับกล่าวว่า กรดดินประสิวเป็นยากัดผิวหนังอย่างแรง ใช้จี้หูดหรือเนื้องอก รับประทานภายในใช้ ๑๐% แก้โรคอาหารไม่ย่อย ...”, ดินประสิวขาว (ดินประสิวบริสุทธิ์) หรือ ดินประสิวเหนือ (ดินประสิวที่ผลิตจากแหล่งผลิตทางภาคเหนือของประเทศไทย) ก็เรียก. (อ. nitrate of potash,nitre, sal petrae, saltpeter, saltpeter)."],
    [840,826,"ดินประสิวขาว, ดินประสิวเหนือ","ดู ดินประสิว.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปปริซึม ใสไม่มีสี หรือเป็นผง หรือเป็นผงผลึกสีขาว ในทางเคมีเป็นเกลือไนเทรตของโพแทสเซียม (KNO3, potassium nitrate) ที่บริสุทธิ์หรือเกือบบริสุทธิ์ อาจได้จากธรรมชาติโดยเตรียมจากมูลค้างคาว ปัจจุบันที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๔] “... ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ดินประสิว, มีรสเค็มปร่า, เย็น ขับลมที่คั่งค้างตามเส้น ถอนพิษขับปัสสาวะ ภายนอกใช้ทาแก้คันตามผิวหนัง ในเภสัชตำรับกล่าวว่า กรดดินประสิวเป็นยากัดผิวหนังอย่างแรง ใช้จี้หูดหรือเนื้องอก รับประทานภายในใช้ ๑๐% แก้โรคอาหารไม่ย่อย ...”, ดินประสิวขาว (ดินประสิวบริสุทธิ์) หรือ ดินประสิวเหนือ (ดินประสิวที่ผลิตจากแหล่งผลิตทางภาคเหนือของประเทศไทย) ก็เรียก. (อ. nitrate of potash,nitre, sal petrae, saltpeter, saltpeter)."],
    [841,827,"ดีเกลือ",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ในทางเคมีเป็นเกลือซัลเฟตของโซเดียม (sodium sulfate decahydrate) มีสูตรโมเลกุลว่า Na2SO4•10H2O เป็นผลึกรูปปริซึม รูปลูกบาศก์ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างไม่แน่นอน ขนาดต่าง ๆ กัน ไม่มีสีและโปร่งใส หรือเกือบเป็นสีขาวและโปร่งแสง เนื้อเปราะและแตกง่าย รอยแตกเป็นมันวาว เมื่อถูกอากาศผิวจะมีผงสีขาวเกาะติดอยู่ ไม่มีกลิ่น ได้จากการทำนาเกลือในขั้นตอนก่อนเกลือแกงตกผลึก รสขมจัด มีสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๑/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... ดีเกลือ ถ่ายพิษไข้และน้ำเหลืองเสีย ...”, ดีเกลือไทย ก็เรียก. (อ. glauber’s salt, mirabilite, sal mirabilis, natrium sulfas, natrii sulphas, sodii sulphas),"],
    [842,828,"ดีเกลือไทย","ดู ดีเกลือ.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ในทางเคมีเป็นเกลือซัลเฟตของโซเดียม (sodium sulfate decahydrate) มีสูตรโมเลกุลว่า Na2SO4•10H2O เป็นผลึกรูปปริซึม รูปลูกบาศก์ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างไม่แน่นอน ขนาดต่าง ๆ กัน ไม่มีสีและโปร่งใส หรือเกือบเป็นสีขาวและโปร่งแสง เนื้อเปราะและแตกง่าย รอยแตกเป็นมันวาว เมื่อถูกอากาศผิวจะมีผงสีขาวเกาะติดอยู่ ไม่มีกลิ่น ได้จากการทำนาเกลือในขั้นตอนก่อนเกลือแกงตกผลึก รสขมจัด มีสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๑/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... ดีเกลือ ถ่ายพิษไข้และน้ำเหลืองเสีย ...”, ดีเกลือไทย ก็เรียก. (อ. glauber’s salt, mirabilite, sal mirabilis, natrium sulfas, natrii sulphas, sodii sulphas),"],
    [843,829,"ดีเกลือฝรั่ง",null,"น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นเกลือซัลเฟตของแมกนีเซียม ในทางเคมีเป็น magnesium sulfate heptahydrate มีสูตรโมเลกุลว่า MgSO•7HO เป็นผงละเอียดหรือเป็นผลึกรูปเข็ม รูปปริซึม หรือรอมบิก ใส สีขาวหรือไม่มีสี ละลายน้ำได้ดี ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสขมเฝื่อนเย็น ใช้ถ่ายพรรดึก ถ่ายพิษไข้ ถ่ายกระษัย ถ่ายเสมหะ ขับเมือกมันในลำไส้ ใช้เป็นยาถ่าย เป็นต้น. (อ. epsom salts, bitter salt)."],
    [844,830,"ดีคน","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [845,831,"ดีงูหว้า","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [846,832,"ดีงูเหลือม",null,"น.","ถุงน้ำดีของงูเหลือมที่แห้งสนิท ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า มีรสขม ใช้บดปรุงเป็นกระสายยา ช่วยให้ตัวยาแล่นเร็ว ดับพิษตานทรางในเด็ก ใช้ฝนกับยาหยอดตาแก้ตาแฉะ ตามัว ตาฟาง ตาแดง และแก้ปวดตา. ดู งูเหลือม ประกอบ."],
    [847,833,"ดีปลี",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นช่อผลแก่จัด (จวนสุก) และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper retrofractum Vahl ในวงศ์ Piperaceae มีชื่อสามัญว่า java long pepper มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… คุณรากดีปลีมีรศเผด แก้ตัวร้อน แก้พิศม์คุทราดให้บิ์ดธาตุ ผลดีปลีมีรศเสมอกันกับรากแก้ลม เจริญไฟธาตุ แก้หืดไอแก้เสมห …” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง-วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณแห่งดีปลีนั้น มีรศอันเผ็ดขม รู้แก้หืดแล ไอ แก้ลมวิงเวียน รากแลผลนั้นมีคุณดุจกัน กล่าวสังเขปคุณ แห่งดีปลีมาสิ้นแต่เท่านี้ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper retrofractum Vahl ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้เถาอายุหลายปี ลำต้นรูปทรงกระบอก อวบ เกลี้ยง มีข้อป่องออกเป็นช่วง ๆ อาจมีรากออกตามข้อสำหรับยึดเกาะ ทั้งต้นมีกลิ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ตั้งขึ้นหรือกางออก มีช่อดอกเพศผู้และช่อดอกสมบูรณ์เพศ ดอกไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ผลเป็นช่ออวบ รูปทรงกระบอก ปลายมน ผลย่อยแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลมกว้าง อัดกันแน่นและเชื่อมติดกัน สีเขียวเข้ม แก่จัดสีส้มแดง เมื่อสุกนิ่ม สีแดงเข้ม, ดีปลีเชือกก็เรียก."],
    [848,834,"ดีปลีเชือก","ดู ดีปลี.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นช่อผลแก่จัด (จวนสุก) และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper retrofractum Vahl ในวงศ์ Piperaceae มีชื่อสามัญว่า java long pepper มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… คุณรากดีปลีมีรศเผด แก้ตัวร้อน แก้พิศม์คุทราดให้บิ์ดธาตุ ผลดีปลีมีรศเสมอกันกับรากแก้ลม เจริญไฟธาตุ แก้หืดไอแก้เสมห …” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง-วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณแห่งดีปลีนั้น มีรศอันเผ็ดขม รู้แก้หืดแล ไอ แก้ลมวิงเวียน รากแลผลนั้นมีคุณดุจกัน กล่าวสังเขปคุณ แห่งดีปลีมาสิ้นแต่เท่านี้ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper retrofractum Vahl ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้เถาอายุหลายปี ลำต้นรูปทรงกระบอก อวบ เกลี้ยง มีข้อป่องออกเป็นช่วง ๆ อาจมีรากออกตามข้อสำหรับยึดเกาะ ทั้งต้นมีกลิ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ตั้งขึ้นหรือกางออก มีช่อดอกเพศผู้และช่อดอกสมบูรณ์เพศ ดอกไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ผลเป็นช่ออวบ รูปทรงกระบอก ปลายมน ผลย่อยแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลมกว้าง อัดกันแน่นและเชื่อมติดกัน สีเขียวเข้ม แก่จัดสีส้มแดง เมื่อสุกนิ่ม สีแดงเข้ม, ดีปลีเชือกก็เรียก."],
    [849,835,"ดึง",null,"ก.","เหนี่ยว ฉุด และรั้ง เพื่อยืดเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือพังผืดของข้อต่อที่ยึดติดกัน ให้คลายออกหรือให้เข้าที่."],
    [850,836,"ดึงกระดูก",null,"ก.","เหนี่ยว ฉุด และรั้ง เพื่อให้กระดูกเข้าที่."],
    [851,837,"ดึงเส้น",null,"ก.","ใช้นิ้วมือกดลงบนกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นตามร่างกายแล้วดึงขึ้น, งัดเส้น จก หรือ จกงัด ก็เรียก."],
    [852,838,"ดูกไทร, ดูกใส","ดู ขันทองพยาบาท.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… เนื้อไม้มีรสเฝื่อนเมา แก้ลมเป็นพิษ,แก้ประดง, แก้พิษในกระดูก, แก้โรคผิวหนัง, ฆ่าพยาธิ์, แก้โรคเรื้อน, มะเร็ง คุดทะราด, กลากเกลื้อน, โรคผิวหนัง ทุกชนิด, แก้ลมพิษ แก้กามโรค, เปลือกแก้โรคตับพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflora (A. Juss.) Baill. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีชื่อสามัญว่า suregada wood เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เปลือกค่อนข้างเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือมน โคนแหลมเป็นครีบลงมาหาก้านใบ แผ่นใบมีต่อมน้ำมันอยู่ทั่วไป ดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตรงข้ามกับใบ ไม่มีกลีบดอก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋มตื้น เปลือกหนาสีเหลือง มีเมล็ด ๓ เมล็ด ค่อนข้างกลม, ขนุนดง ดูกไทร หรือ ดูกใส ก็เรียก."],
    [853,839,"เด็ก",null,"น.","ผู้มีอายุ ๑๕ ปีลงมา ตำราการแพทย์แผนไทยมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกเด็กอยู่หลายคำ เช่น ทารก กุมาร กุมารา กุมารี ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้ไม่ได้มีการแบ่งช่วงอายุไว้ชัดเจน และอาจใช้ปะปนกันไป อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ใช้เกณฑ์อายุ ๑๕ ปีลงมา ตามคัมภีร์ประถมจินดา."],
    [854,840,"เด็กโต",null,"น.","เด็กที่พ้นเขตซางแล้ว (ตามคัมภีร์ประถมจินดา) อย่างไรก็ตาม เด็กโต ตามคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยและตำราเวชศึกษา หมายถึง เด็กที่มีอายุ ๘ ขวบ ถึง ต่ำกว่า ๑๖ ปี."],
    [855,841,"เด็กเล็ก",null,"น.","เด็กที่อยู่ในเขตซาง (ตามคัมภีร์ประถมจินดา) อย่างไรก็ตาม เด็กเล็ก ตามคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยและตำราเวชศึกษา หมายถึง เด็กที่มีอายุไม่ถึง ๘ ขวบ."],
    [856,842,"เดื่อเกลี้ยง, เดื่อน้ำ","ดู มะเดื่ออุทุมพร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus racemosa L. ในวงศ์ Moraceae เป็นไม้ต้น แตกกิ่งก้านมาก มีพูพอน มียางสีขาวนวล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปไข่กลับ รูปขอบขนานสั้น หรือรูปใบหอก ก้านใบยาว สีน้ำตาล ช่อดอกเกิดตามต้นและกิ่งใหญ่ ๆ ที่ไม่มีใบ ช่อดอกย่อยรูปค่อนข้างกลมถึงรูปคนโท เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงอมส้ม ผิวมักมีช่องอากาศแกมตุ่ม เมล็ดรูปเลนส์ เรียบหรือมีสันเล็กน้อยเปลือกต้นและรากแห้งใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นมะเดื่อชุมพร มีรสฝาด รับประทานแก้ท้องร่วง และชะล้างบาดแผลเป็นยาสมานดี รากใช้เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ กล่อมเสมหะและโลหิต แก้ไข้หัว, ไข้กาฬ, ไข้พิษทุกชนิด ...” รากมะเดื่ออุทุมพรเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, มะเดื่อชุมพร เดื่อเกลี้ยง เดื่อน้ำ หรือ มะเดื่อน้ำ ก็เรียก."],
    [857,843,"โด่ไม่รู้ล้ม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [858,844,"ตกฟาก",null,"ก.","เกิด, เรียกเวลาที่เด็กออกพ้นครรภ์มารดาว่า เวลาตกฟาก (พื้นเรือนโบราณโดยมากเป็นฟาก)."],
    [859,845,"ตกมูกตกเลือด","ดู ตกมูกเลือด.","ก.","อาการที่ถ่ายอุจจาระมีมูกและเลือดปน, ตกมูกตกเลือด ก็เรียก."],
    [860,846,"ตกมูกเลือด",null,"ก.","อาการที่ถ่ายอุจจาระมีมูกและเลือดปน, ตกมูกตกเลือด ก็เรียก."],
    [861,847,"ตกเลือด",null,"ก.","อาการที่เลือดออกผิดธรรมดาเนื่องจากแท้งลูกมีโลหิตระดูมากผิดปรกติ มีเลือดออกมากผิดปรกติหลังคลอด เป็นต้น, ราชาศัพท์ว่า ตกพระโลหิต."],
    [862,848,"ตโจ",null,"น.","หนัง เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน, เขียนว่าตะโจ ก็มี."],
    [863,849,"ต้น",null,"น.","๑. ลำของต้นไม้เป็นชื่อรวมทั่วไปของต้นไม้และพืชผักต่าง ๆ เช่น ต้นมะขาม ต้นผักชี ต้นข้าว, ลักษณนามว่า ต้น เช่น มะม่วงต้นหนึ่ง ผักชี ๒ ต้น. ๒. เบื้องต้นของสิ่งที่มีลักษณะกลมยาว เช่น ต้นขา ต้นแขน ต้นคอ. ๓. ตอนแรก ๆ เช่น ต้นไข้ ปลายฝนต้นหนาว."],
    [864,850,"ต้นกราม",null,"น.","ฟันกรามบริเวณขากรรไกรด้านใน."],
    [865,851,"ต้นมะละกอฝรั่ง","ดู ฝิ่นต้น.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเปลือกต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าJatropha multifida L. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง)[๒๔/๒๑๑] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกมีรสฝาด คุมธาตุ แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน แก้ลงแดง แก้ปวดเบ่ง แก้เมื่อยปวดตามร่างกาย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๕๗] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกมีรสฝาด ปรุงรับประทานเป็นยาคุมธาตุ, แก้ท้องร่วง, แก้อาเจียน, แก้ลงแดง, แก้ปวดเบ่ง, แก้เมื่อยปวดตามอวัยวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha multifida L. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีชื่อสามัญว่า coral bush เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก มีน้ำยางใสหรือสีออกขาวขุ่น ลำต้นกึ่งอวบน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน มักเวียนถี่ตามปลายกิ่ง รูปค่อนข้างกลม ปลายแหลม โคนใบเว้าแหลมหรือเว้ารูปหัวใจ ขอบแผ่นใบเว้าเป็นพูลึกเข้าหาโคนใบ ๙-๑๒ พู ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีนวล ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ดอกแยกเพศร่วมช่อ ดอกเพศผู้สีแดงคล้ำ กลีบเลี้ยง ๕ กลีบ รูปไข่ ดอกเพศเมียรูปร่างคล้ายดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ มี ๓ พู สุกสีเหลือง เมล็ดรูปทรงรีแกมรูปไข่ ถึงเกือบกลม, ต้นมะละกอฝรั่ง ก็เรียก."],
    [866,852,"ต้ม",null,"ก.","เอาของเหลว เช่น น้ำ ใส่ภาชนะแล้วทำให้ร้อน ให้เดือด หรือ ให้สุก เช่น ต้มยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๖๑] ตอนหนึ่งว่า“... ขนานหนึ่งเอาใบพลวง ๑ รากกล้วยแดง ๑ รากกล้วยตีบ หอม ๑ รากกล้วยหอม ๑ รากตาเสือ ๑ เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายแล ...”."],
    [867,853,"ต้ม ๓ เอา ๑","ดูใน ยาต้ม.","น.","ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง เตรียมได้โดยการเอาตัวยาผสมกันตามตำรับยา ใส่หม้อขนาดพอเหมาะ เติมน้ำให้ท่วมตัวยา แล้วต้มให้เดือดตามกำหนด เช่น ต้ม ๓ เอา ๑ หมายถึง ต้มให้เดือด แล้วเคี่ยวจนน้ำงวดไป ๒ ส่วน เหลือเพียง ๑ ส่วน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... ขนานหนึ่งเอาใบพลวง ๑ รากกล้วยแดง ๑ รากกล้วยตีบหอม ๑ รากกล้วยหอม ๑ รากตาเสือ ๑ เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายแล ...”. ยาหม้อ ก็เรียก."],
    [868,854,"ตริตบาทวาโย",null,"น.","โรคลมจรชนิดหนึ่ง ในคัมภีร์ใบลาน หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๑๒๗๕ เรื่อง คัมภีร์ลม (หอสมุดแห่งชาติ) ให้คำอธิบายว่า เกิดที่กระหม่อมและคอหอย ผู้ป่วยจะเป็นคางทูม หายใจขัด เป็นต้น ดังความตอนหนึ่งว่า “... ลมอนึ่งชื่อตริตบาทวาโย ขึ้นในกม่อมแล คอหอย ให้เปนคางทูม หายใจขัดอก ...”."],
    [869,855,"ตรีกฏุก, ตรีกะฏุก, ตรีกระฏุก",null,"น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดของเผ็ดร้อน ๓ อย่าง ได้แก่ ขิงแห้ง พริกไทย และดีปลี ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณแก้วาตะ เสมหะ ปิตตะ ในกองธาตุ ฤดู อายุ และกองสมุฏฐาน."],
    [870,856,"ตรีกาลพิศม์, ตรีกาลพิษ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาแก้พิษตามเวลาไว้ ๓ อย่าง คือ รากกระชาย รากข่า และรากกะเพรา."],
    [871,857,"ตรีเกษรมาศ, ตรีเกษรามาศ, ตรีเกสรมาศ, ตรีเกสรามาศ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาที่มีรสเสมอเกสรไว้ ๓ อย่าง คือ ผลมะตูมอ่อน เปลือกฝิ่นต้น และเกสรบัวหลวง."],
    [872,858,"ตรีคันทวาต, ตรีคันธวาต",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีกลิ่นหอมสำหรับแก้ลมไว้๓ อย่าง คือ ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ และกานพลู."],
    [873,859,"ตรีฉินทลามกา, ตรีฉินทลามะกา",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาสำหรับแก้อุจจาระธาตุลามกไว้ ๓ อย่าง คือ โกฐน้ำเต้า สมอไทย และรงทอง."],
    [874,860,"ตรีชะวาสังข์",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ปถวีธาตุพิการ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อตรีชะวาสังข์ แก้ปัถวีธาตุ พิการคือ สมองกระดูกม้าม ให้เอากระเทียม ๑ ใบสะเดา ๑ ใบคนทีสอ ๑เปลือกต้นตีนเปด ๑ เบญจกูล ๑ จันทน์ทั้ง ๒ สมอทั้ง ๓ ผล จันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ตรีกะฏุก ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละส่วน เปลือกกันเกรา ๒ ส่วน เปลือกสมุลแว้ง ๓ ส่วน ตำผงละลายน้ำผึ้งกินแก้ปัถวีธาตุ ๒๐ ประการแล …”."],
    [875,861,"ตรีชาติ","ดู ตรีธาตุ.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันเป็นวัตถุไว้ ๓ อย่าง คือ ดอกจันทน์ กระวาน และอบเชย, ตรีชาติ ก็เรียก."],
    [876,862,"ตรีญาณรศ, ตรีญาณรส",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่ง ในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันทำให้รู้รสอาหารไว้ ๓ อย่าง คือ ไส้หมาก รากสะเดา และเถาบอระเพ็ด."],
    [877,863,"ตรีทะเวติคันธา",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีกลิ่นหอม ๒ ชนิด ชนิดละ ๓ อย่าง คือ ดอกบุนนาค แก่นบุนนาค รากบุนนาค กับดอกมะซาง แก่นมะซาง รากมะซาง, ตรีเทวตรีคันธา หรือ ตรีเทวตรีสุคนธ์ ก็เรียก."],
    [878,864,"ตรีทิพรศ, ตรีทิพรส",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีรสดีไว้ ๓ อย่าง คือ โกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย."],
    [879,865,"ตรีทุรวสา, ตรีทุระวะสะ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทยจำกัดตัวยาแก้ความผิดปรกติของมันเหลวไว้ ๓ อย่าง คือ ผลโหระพาเทศ ผลกระวาน และผลราชดัด."],
    [880,866,"ตรีเทวตรีคันธา","ดู ตรีทะเวติคันธา.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีกลิ่นหอม ๒ ชนิด ชนิดละ ๓ อย่าง คือ ดอกบุนนาค แก่นบุนนาค รากบุนนาค กับดอกมะซาง แก่นมะซาง รากมะซาง, ตรีเทวตรีคันธา หรือ ตรีเทวตรีสุคนธ์ ก็เรียก."],
    [881,867,"ตรีเทวตรีสุคนธ์","ดู ตรีทะเวติคันธา.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีกลิ่นหอม ๒ ชนิด ชนิดละ ๓ อย่าง คือ ดอกบุนนาค แก่นบุนนาค รากบุนนาค กับดอกมะซาง แก่นมะซาง รากมะซาง, ตรีเทวตรีคันธา หรือ ตรีเทวตรีสุคนธ์ ก็เรียก."],
    [882,868,"ตรีโทษ",null,"ว.","อันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ"],
    [883,869,"ตรีธาตุ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันเป็นวัตถุไว้ ๓ อย่าง คือ ดอกจันทน์ กระวาน และอบเชย, ตรีชาติ ก็เรียก."],
    [884,870,"ตรีธารทิพย์, ตรีธาระทิพย์",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีรสดังน้ำทิพย์ไว้ ๓ อย่าง คือ รากไทรย้อย รากราชพฤกษ์ และรากมะขามเทศ."],
    [885,871,"ตรีปิตตผล, ตรีปิตตะผล, ตรีปิตผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีสรรพคุณแก้ดีไว้ ๓ อย่าง คือ เจตมูลเทศ ผักแพวแดง และรากกะเพรา."],
    [886,872,"ตรีผลธาตุ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันให้คุณแก่ธาตุทั้ง ๔ ไว้ จำนวน ๓ อย่าง คือ รากกะทือ รากไพล และรากไคร้หอม, เขียนว่า ตรีผละธาตุ ก็มี."],
    [887,873,"ตรีผลสมุฏฐาน",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีผลเป็นที่ตั้งไว้ ๓ อย่าง คือ ผลมะตูม ผลยอ และผลผักชีลา, เขียนว่า ตรีผละสมุฏฐาน."],
    [888,874,"ตรีผลสุคติสมุฏฐาน","ดู ตรีสุคติสมุฏฐาน.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันทำให้มีสรรพคุณเป็นที่ตั้งไว้ ๓ อย่าง คือ รากแคแดง รากเพกา และรากมะเดื่ออุทุมพร, ตรีผลสุคติสมุฏฐาน ก็เรียก."],
    [889,875,"ตรีผละธาตุ","ดู ตรีผลธาตุ.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันให้คุณแก่ธาตุทั้ง ๔ ไว้ จำนวน ๓ อย่าง คือ รากกะทือ รากไพล และรากไคร้หอม, เขียนว่า ตรีผละธาตุ ก็มี."],
    [890,876,"ตรีผละสมุฐาน","ดู ตรีผลสมุฏฐาน.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีผลเป็นที่ตั้งไว้ ๓ อย่าง คือ ผลมะตูม ผลยอ และผลผักชีลา, เขียนว่า ตรีผละสมุฏฐาน."],
    [891,877,"ตรีผลา",null,"น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดผลไม้ ๓ อย่าง ได้แก่ สมอพิเภก สมอไทย และมะขามป้อม ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม ในตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ระบุชนิดของผลไม้ ๓ อย่าง แตกต่างกันไป คือ มีสมอเทศ แทนมะขามป้อม พิกัดนี้มีรสเปรี้ยว ฝาด สรรพคุณแก้ปิตตะ วาตะ เสมหะในกองธาตุ ฤดู อายุ และกองสมุฏฐาน. (คำนี้แพทย์แผนไทยนิยมอ่านว่า ตรีผะหลา)."],
    [892,878,"ตรีพิศม์จักร",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทยจำกัดตัวยาอันมีรสซึมซาบได้เร็วเหมือนกงจักรไว้ ๓ อย่าง คือ กานพลู ผักชีล้อม และผลจันทน์เทศ."],
    [893,879,"ตรีเพชรสมคุณ, ตรีเพชร์สมะคุณ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีคุณเสมอเพชร ไว้ ๓ อย่าง คือ ว่านหางจระเข้ ฝักราชพฤกษ์ และรงทอง."],
    [894,880,"ตรีมธุรส",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีรสเลิศไว้ ๓ อย่าง คือ น้ำผึ้ง น้ำตาล และน้ำมันเนย, ตรีมธุระ ก็เรียก."],
    [895,881,"ตรีมธุระ","ดู ตรีมธุรส.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีรสเลิศไว้ ๓ อย่าง คือ น้ำผึ้ง น้ำตาล และน้ำมันเนย, ตรีมธุระ ก็เรียก."],
    [896,882,"ตรีรัตตะกุลา",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีตระกูลไว้ ๓ อย่าง คือ เทียนดำ ผักชีลา และขิงสด, ตรีสัตกุลา หรือ ตรีสัตตะกุลา ก็เรียก."],
    [897,883,"ตรีโลหกะ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดธาตุสำเร็จรูปไว้ ๓ อย่าง คือ เงิน ทอง และทองเหลือง (ส. ตฺริโลหก)."],
    [898,884,"ตรีโลหะ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันเป็นธาตุที่ถลุงแล้วไว้ ๓ อย่าง คือ ทองแดง ทองเหลือง และทองหล่อ."],
    [899,885,"ตรีวาตผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีสรรพคุณแก้ลมไว้ ๓ อย่าง คือ ผลสะค้าน รากพริกไทย และข่า."],
    [900,886,"ตรีสมอ",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดสมอไว้ ๓ อย่าง คือ สมอพิเภก สมอไทย และสมอเทศ."],
    [901,887,"ตรีสัตกุลา, ตรีสัตตะกุลา","ดู ตรีรัตตะกุลา.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีตระกูลไว้ ๓ อย่าง คือ เทียนดำ ผักชีลา และขิงสด, ตรีสัตกุลา หรือ ตรีสัตตะกุลา ก็เรียก."],
    [902,888,"ตรีสันฑฆาต, ตรีสันทฆาต, ตรีสันทะฆาฎ","ดู สันฑฆาต ประกอบ.","น.","โรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกระทบกระแทกอย่างแรงจนชอกช้ำ เป็นอาการต่อเนื่องจากเอกสันฑฆาตหรือโทสันฑฆาต เกิดเป็นเม็ดผุดขึ้นภายในบริเวณดี ตับ หรือลำไส้ ทำให้เป็นไข้ จุกเสียด ท้องพอง มีอาการเพ้อ คลั่ง ประดุจผีเข้าสิง ถ้าเป็นนาน ๗–๙ วัน โลหิตจะแตกออกตามทวารทั้ง ๙."],
    [903,889,"ตรีสันนิบาตผล","ดู ตรีสันนิปาตะผล.","น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาตไว้ ๓ อย่าง คือ ผลดีปลี รากกะเพรา และรากพริกไทย, ตรีสันนิบาตผล ก็เรียก."],
    [904,890,"ตรีสันนิปาตะผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาตไว้ ๓ อย่าง คือ ผลดีปลี รากกะเพรา และรากพริกไทย, ตรีสันนิบาตผล ก็เรียก."],
    [905,891,"ตรีสาร",null,"น.","๑. พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันให้คุณในฤดูหนาวไว้ ๓ อย่าง คือ เจตมูลเพลิง สะค้านและช้าพลู ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้รสเผ็ดร้อน สรรพคุณแก้เสมหะ ปิตตะ วาตะ ในกองธาตุ ฤดู อายุ และกองสมุฏฐาน. ๒. พิกัดยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย กำหนดตัวยาอันเป็นแก่นไว้ ๓ อย่าง คือ แก่นแสมสาร แก่นแสมทะเล และแก่นขี้เหล็ก."],
    [906,892,"ตรีสินธุรศ, ตรีสินธุรส",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีรสชื่นใจ (ประดุจได้ดื่มน้ำ) ไว้ ๓ อย่าง คือรากมะตูม เทียนขาว และน้ำตาลกรวด."],
    [907,893,"ตรีสุคติสมุฏฐาน",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันทำให้มีสรรพคุณเป็นที่ตั้งไว้ ๓ อย่าง คือ รากแคแดง รากเพกา และรากมะเดื่ออุทุมพร, ตรีผลสุคติสมุฏฐาน ก็เรียก."],
    [908,894,"ตรีสุคนธ์",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัด ตัวยาอันมีกลิ่นหอมไว้ ๓ อย่าง คือ ใบกระวาน อบเชยเทศ และรากพิมเสน."],
    [909,895,"ตรีสุรผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีรสกล้าไว้ ๓ อย่าง คือ สมุลแว้ง เนื้อไม้ และเทพทาโร."],
    [910,896,"ตรีเสมหผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทยจำกัดตัวยาอันมีสรรพคุณแก้เสมหะไว้ ๓ อย่าง คือ ผลช้าพลู รากดีปลี และรากมะกล่ำเครือ."],
    [911,897,"ตรีหอม",null,"น.","ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณดังตำราเวชศึกษา[๑๖/๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... ยาตรีหอม เอาลูกสมอเทศ ทุบเอา แต่เนื้อและเปลือกนอก หนัก ๔ บาท ลูกมะขามป้อมเอาแต่เนื้อและเปลือกนอก หนัก ๔ บาท ลูกสมอพิเภก เอาแต่เนื้อและเปลือกนอก หนัก ๔ บาท ลูกผักชีลา ๔ บาท ไคร้เครือ ๑ บาท โกฐสอ ๑ บาท ชะเอม ๑ บาท น้ำประสานทองเทศสะตุ ๑ บาท ลูกซัดคั่ว ๑ บาท ลูกสมอไทยเอาแต่เนื้อเปลือกนอก ๕ ตำลึง ๒ บาท โกฐน้ำเต้านึ่งให้สุก ๕ ตำลึง ๒ บาท ตากให้แห้งทำเป็นผง แก้อาหารในกะเพาะพิการ แก้ซาง แก้พิษเสมหะ น้ำสมอเทศ ต้มเป็นกระสาย แทรกเกลือ หรือดีเกลือก็ได้ …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖."],
    [912,898,"ตรีอมฤต, ตรีอมฤตย์",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันทำให้มีกำลังไว้ ๓ อย่าง คือ รากกล้วยตีบ รากกระดอม และรากมะกอกป่า."],
    [913,899,"ตรีอากาศผล",null,"น.","พิกัดตัวยาประเภทหนึ่งในตำรายาไทย จำกัดตัวยาอันมีสรรพคุณขับลมไว้ ๓ อย่าง คือ รากขิง กระลำพัก และอบเชยเทศ."],
    [914,900,"ตรึงบาดาล","ดู ปลาไหลเผือก.","น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [915,901,"ต้อ",null,"น.","โรคอย่างหนึ่งเกิดที่ลูกตาอาจทำให้ตาพิการหรือตาบอดได้ เกิดจากสาเหตุแตกต่างกันไป โดยทั่วไปผู้ป่วยมักเกิดความรำคาญ มีอาการตามัว มองเห็นไม่ชัด ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามีหลายชนิด เช่น ต้อหมอก ต้อแนะ ต้อฝี ต้อวาโย ต้อลิ้นสุนัขต้อก้นหอย ต้อสลัก ต้อกงเกวียน ต้อแก้ว ต้อเนื้อ ต้อแววนกยูง ต้อหมอก ต้อลาย ต้อกระจก ต้อหิน ต้อมะเกลือ ต้อไฟ ต้อหูด ต้อสีผึ้ง ต้อข้าวสาร."],
    [916,902,"ต้อกงเกวียน",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีจุดขึ้นที่หัวตา ปวดเคืองนัยน์ตา สาเหตุเกิดจากลมในท้อง ทำให้คลื่นเหียน ผะอืดผะอมเจ็บในท้อง ท้องขึ้น จุกเสียด มวนท้อง เป็นต้น ดังตำรายาศิลา จารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๙-๓๐๐] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกงเกวียนนั้นเป็นคำรบ ๑๖ บังเกิดมาแต่นาภี มักกระทำให้นาภีผะอืดผะอมให้เจ็บในท้อง ให้ท้องนั้นขึ้นบ่อย ๆ ให้เสียดให้มวนเป็นกำลัง และอาการซึ่งกล่าวมานี้ยิ่งไปด้วยวาโย มีกำลังกล้านัก ... ขนาน ๑ เอารากพันงูแดง รากพันงูขาว รากอัญชันขาว รากผักโหมหิน เมล็ดมะกล่ำต้น เอาเสมอภาคแช่น้ำไว้หยอดจักษุแก้ปวด เคืองต้อกงเกวียนหายดีนัก …”."],
    [917,903,"ต้อก้นหอย",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เริ่มต้นเกิดที่นิ้วหัวแม่เท้า เนื่องจากเดินมากและสะดุดบ่อย ๆ ผู้ป่วยจะมีอาการเคืองตา ตาพร่าบ่อย ๆ เมื่อเป็นอยู่นานตาดำจะมีหลุมลึกคล้ายก้นหอย ทำให้ตามัว มือเท้าเย็น เมื่อยต้นคอ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัด-พระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๐๑] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อก้นหอยนั้นเป็นคำรบ ๑๘ บังเกิดขึ้นมาแต่แม่เท้า เหตุว่าเดินนักมักสะดุด จึงเป็นกระทำให้สะเทือนที่รากจักษุ ให้จักษุนั้นพร่างไปบ่อย ๆ ครั้นนานไปจึงให้จักษุมัว มีอาการกระทำให้เท้าเย็นมือเย็นและเมื่อยต้นคอเป็นกำลัง …” และคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๖] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลดูเป็นละลอกเป็นหลุมท่ามกลางนั้น ชื่อว่าต้อก้นหอย ...” อีกตอนหนึ่งว่า [๒๐/๒๒] “... ต้อหนึ่งสวัดขึ้นชื่อว่า ต้อก้นหอย ...”."],
    [918,904,"ต้อกระจก",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมที่ฝ่าเท้า ผู้ป่วยมีอาการเมื่อยตั้งแต่เท้าจนถึงคอ เมื่อเป็นอยู่นาน ๒-๓ ปี จะมีอาการปวดศีรษะมาก แล้วมีจุดสีดำขึ้นเป็นแผ่นบาง ๆ ขึ้นที่ตาดำ ทำให้ตามัว มองเห็นไม่ชัด ตำราบางเล่มว่ามี ๗ ชนิด ได้แก่ ต้อนิลกระจก ต้อกระจกนกยูง ต้อกระจกหลังเบี้ย ต้อกระจกปรอท ต้อกระจกหิ่งห้อย ต้อกระจกแดง และต้อกระจกขาว ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยต้อกระจก ๗ ประการ คือต้อนิลกระจก ต้อกระจกนกยูง ต้อกระจกหลังเบี้ย ต้อกระจก ปรอด ต้อกระจกหิงห้อย ต้อกระจกแดง ต้อกระจกขาว รวมเป็นต้อกระจก ๗ ประการ ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่า มี ๙ ชนิด ได้แก่ ต้อนิลกระจก ต้อกระจกแดง ต้อกระจกขาว ต้อกระจกเขียว ต้อกระจกเหลือง ต้อกระจกปรอท ต้อกระจกแววนกยูง ต้อวิงกระจก และต้อเศษกระจก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/ ๒๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าต้อกระจกนั้นคือนิลกระจก กระจกแดง กระจกขาว กระจกเขียว กระจกเหลือง กระจกปรอท กระจกหลังเบี้ย วิงกระจกและต้อเศษกระจกนั้นเป็น ๙ ประการ ...” ส่วนตำราเวชสาตร์วัณ์ณณาว่า มี ๙ ชนิด ได้แก่ ต้อนิลกระจก ต้อกระจกนกยูง ต้อกระจกหลังเบี้ย ต้อกระจกปรอท ต้อกระจกหิ่งห้อย ต้อกระจกแดง ต้อกระจกขาว ต้อวิงกระจก และต้อเศษกระจก ดังตำราเวชศาสตร์วัณ์ณณา [๔๑/๘๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะต้อกระจก ๗ ประการ คือ ต้อนิลกระจก ๑ ต้อกระจกนกยูง ๑ ต้อกระจกหลังเบี้ย ๑ ต้อกระจกปรอด ๑ ต้อกระจกหิ่งห้อย ๑ ต้อกระจกแดง ๑ ต้อกระจกขาว ๑ เปน ๗ ประการด้วยกันดังนี้ ถ้ารักษาต้องด้วยโรคก็หาย แต่ต้อวิงกระจกแลต้อเศษกระจกนั้นรักษาไม่หาย ต้อทั้ง ๗ ประการนี้ เกิดเพื่อลมขึ้นมาแต่ฝ่าเท้าเมื่อขึ้นมานั้นให้เมื่อยตั้งแต่เท้าขึ้นมาถึงต้นคอ แต่เมื่อยอยู่ ดังนั้นประมาณสองปีสามปี แล้วจึงปวดศีษะดังจะแตก แล้วผุดขึ้นมาในจักษุ ต้อกระจกทั้ง ๙ ประการ ซึ่งกล่าวมานี้ต้องด้วยลักษณะตรีโทษ ...”."],
    [919,905,"ต้อกระจกขาว",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเริ่มต้นเกิดจากนิ้วหัวแม่เท้าทั้ง ๒ ข้าง ผู้ป่วยจะมีอาการเมื่อย ตั้งแต่บริเวณ ๒ เท้าขึ้นมา บางครั้งอาจมีอาการตึงบริเวณต้นคอ ปวดศีรษะ แล้วปวดเสียดนัยน์ตา ทำให้ตามัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๑-๒๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรคกล่าวคือต้อกระจกขาว นั้นเป็นคำรบ ๓ บังเกิดขึ้นแต่แม่เท้าทั้ง ๒ ข้าง กว่าจะตั้งดวงขึ้นมาตลอดแววจักษุนั้นได้ กระทำอาการต่างๆ คือ ให้เมื่อยขึ้นมาตามเท้าทั้ง ๒ ข้าง บางทีให้สะทกสะดุ้งไปทั้งกาย บางทีให้เมื่อยตึงต้นคอและให้ปวดศีรษะรุมไป แล้วให้เสียดแทงในดวงจักษุดังจะทำลาย และจักษุนั้นก็มัวเข้า อาการดังกล่าวมานี้ …”, ต้อกระจกน้ำข้าว ก็เรียก."],
    [920,906,"ต้อกระจกเขียว",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดจากหัวใจ (คัมภีร์อภัยสันตาว่า เกิดจากทรวงอก) ผู้ป่วยมีนัยน์ตาสีเขียวอมฟ้า บางครั้งมองเห็น เป็นหมอกควันสีเขียวหรือสีรุ้ง มีอาการหงุดหงิดง่าย อยากกินของเปรี้ยว หรือหวาน เป็นต้น เมื่อเป็นอยู่นาน ๑-๒ เดือน จะมีเยื่อบาง ๆ สีขาวขุ่นคลุมครึ่งหนึ่งของนัยน์ตา ทำให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ เพียงครึ่งเดียว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกระจกเขียวนั้นเป็นคำรบ ๔ อันบังเกิดขึ้นแต่ดวงหทัย มีสีเขียวดุจใบบัวอันอ่อน เมื่อแรกจะเกิดขึ้นมานั้นเหตุด้วยเดินทางไปเห็นหยาก เยื่อเชือกและไม้อันเล็กก็ดี เห็นเป็นงูขวางอยู่ก็ดี กระทำให้ตกใจกลัว บางทีเห็นเป็นเส้นด้ายและเส้นผมมาผ่านติดห้อยอยู่ที่หลังจักษุ เอามือไปหยิบดูก็หาถูกเส้นผมไม่ จึงรู้เป็นเอง บางทีอยู่ดี ๆ เป็นหิงห้อยวาวพรายออกไปจากจักษุก็มีอาการดังนี้ ถ้าเป็นเข้าบ่อย ๆ ไปจน ๑-๒ เดือน จึงตั้งเป็นหมอกควันเข้าทับแววจักษุครึ่งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นไปดูสิ่งใด ๆ ก็ดี ก็เห็นเป็นแต่ครึ่งซีกและลักษณะซึ่งกล่าวมานี้ …”."],
    [921,907,"ต้อกระจกแดง",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดจากฝ่าเท้า ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดคัน และร้อนบริเวณใจกลางฝ่าเท้า แล้วมีอาการร้อนแดง บริเวณเนื้อตัวและผิวหนังเหมือนถูกไฟไหม้ เมื่อยตั้งแต่สันหลังถึงต้นคอ ปวดศีรษะมาก อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ อยู่ประมาณ ๒-๓ เดือน (คัมภีร์อภัยสันตาว่า ๒-๓ ปี) แล้วจะมีเยื่อบาง ๆ รูปพระจันทร์ครึ่งซีกปกคลุมนัยน์ตา ทำให้ดวงตามืดมัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกระจกแดงนั้นเป็นคำรบ ๒ บังเกิดขึ้นแต่ฝ่าเท้ากระทำให้ปวดเคืองและคันกลางใจเท้าทั่วไปทั้งฝ่าเท้า ให้ร้อนดุจต้องเพลิงและมักให้ร้อนเนื้อ และผิวหนัง เมื่อยสันหลังตลอดถึงต้นคอและให้เสียดแทงขึ้น ทั้งสองข้างดังจะแตก กระทำอาการเป็น ๆ หาย ๆ ดังนี้ ประมาณ ๒-๓ เดือน แล้วก็ผุดเป็นขึ้นมาทับโอบเอาแววจักษุ มีสัณฐานดังพระจันทร์ครึ่งซีก จักษุนั้นก็มัวลงทุกวันจนมืด แลมิได้เห็น ดังกล่าวมานี้ ...”."],
    [922,908,"ต้อกระจกนกยูง","ดู ต้อกระจกแววนกยูง.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว มึนศีรษะ เมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้แววตาเหมือนแววนกยูง ทำให้ตามืดมัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค คือต้อกระจกแววนกยูงนั้นเป็นคำรบ ๗ อันบังเกิดขึ้นมาจากทรวงอก กระทำอาการให้เมื่อยทุกข้อ ดังจะหลุดให้ครั่นตัวและมักบิดตัวไปมา และให้บังเกิดโทสะ โมหะ และให้มึนตึงศีรษะเนืองๆ ลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้านานไปเป็นควันพัดเอาแววจักษุ เป็นดังแววนกยูง และจักษุนั้นก็มัวไป ...”, ต้อกระจกนกยูง หรือ ต้อแววนกยูง ก็เรียก."],
    [923,909,"ต้อกระจกน้ำข้าว","ดู ต้อกระจกขาว.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเริ่มต้นเกิดจากนิ้วหัวแม่เท้าทั้ง ๒ ข้าง ผู้ป่วยจะมีอาการเมื่อย ตั้งแต่บริเวณ ๒ เท้าขึ้นมา บางครั้งอาจมีอาการตึงบริเวณต้นคอ ปวดศีรษะ แล้วปวดเสียดนัยน์ตา ทำให้ตามัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๑-๒๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรคกล่าวคือต้อกระจกขาว นั้นเป็นคำรบ ๓ บังเกิดขึ้นแต่แม่เท้าทั้ง ๒ ข้าง กว่าจะตั้งดวงขึ้นมาตลอดแววจักษุนั้นได้ กระทำอาการต่างๆ คือ ให้เมื่อยขึ้นมาตามเท้าทั้ง ๒ ข้าง บางทีให้สะทกสะดุ้งไปทั้งกาย บางทีให้เมื่อยตึงต้นคอและให้ปวดศีรษะรุมไป แล้วให้เสียดแทงในดวงจักษุดังจะทำลาย และจักษุนั้นก็มัวเข้า อาการดังกล่าวมานี้ …”, ต้อกระจกน้ำข้าว ก็เรียก."],
    [924,910,"ต้อกระจกนิลปัด, ต้อกระจกนิลปัต, ต้อกระจกนิลปัฏ",null,"น.","โรค ต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตะสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีอาการตามืดมัว หาวนอน อยากกิน อาหารเปรี้ยวหวาน เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… ในลำดับนี้จะกล่าวแต่ต้อนิลกระจกนั้นก่อนเป็นปฐมและลักษณะต้อนิลกระจกนี้ บังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน มีสีอันดำวนดังก้นหอย คลุมเข้าทับเอาแววจักษุๆ ก็มัวมืด เข้าดังแดดบดและมักกระทำให้หาวนอนมักอยากบริโภคสิ่งของอันเปรี้ยวหวานยิ่งนัก …”, ต้อนิลกระจก ก็เรียก."],
    [925,911,"ต้อกระจกปรอด, ต้อกระจกปรอท",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดที่บริเวณขอบตับ ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แน่นหน้าอก หิวบ่อย เหนื่อยง่าย เมื่อเป็นอยู่นาน ๑-๓ ปี จะเกิดเงาเป็นดวงกลม ๆ ขึ้นที่แววตา ทำให้ตามืดมัว มองไม่เห็น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๖] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกระจกปรอทนั้นเป็นคำรบ ๖ อันบังเกิดขึ้นมาแต่ชายตับ กระทำให้เมื่อยทั่วสรรพางค์กาย มักให้แน่นหน้าอกและมักให้หิว ทำการสิ่งใด\n  มีแต่เมื่อยหอบเป็นต้น ลักษณะดังนี้ ถ้าเป็นนานมาถึงปีหนึ่ง๒ ปี ๓ ปี ก็ดี จึงตั้งเงาเข้าทับเอาแววจักษุเป็นดวงกมลอยู่ ดูสิ่งใดมิได้เห็น ...”. อย่างไรก็ตาม บางตำราว่าเริ่มต้นเกิดจากนิ้วหัวแม่เท้า ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อกระจกปรอด รากขึ้นมาแต่นิ้วเท้าใหญ่ข้างล่าง ...”. ต้อกระจกแววนกยูง น. โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว มึนศีรษะ เมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้แววตาเหมือนแววนกยูง ทำให้ตามืดมัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค คือต้อกระจกแววนกยูงนั้นเป็นคำรบ ๗ อันบังเกิดขึ้นมาจากทรวงอก กระทำอาการให้เมื่อยทุกข้อ ดังจะหลุด ให้ครั่นตัวและมักบิดตัวไปมา และให้บังเกิดโทสะ โมหะ และให้มึนตึงศีรษะเนืองๆ ลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้านานไปเป็นควันพัดเอาแววจักษุ เป็นดังแววนกยูง และจักษุนั้นก็มัวไป ...”, ต้อกระจกนกยูง หรือ ต้อแววนกยูง ก็เรียก."],
    [926,912,"ต้อกระจกหลังเบี้ย",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นต้อกระจกชนิดหนึ่งใน ๙ ชนิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... ในคัมภีร์แห่งอาจารย์จัดไว้คือต้อกระจก ๙ ประการ ต้ออันเศษ ๙ ประการ เป็น ๑๘ ประการด้วยกันดังนี้ ฯ อันว่าต้อกระจกนั้นคือนิลกระจก กระจกแดง กระจกขาว กระจกเขียว กระจกเหลือง กระจกปรอท กระจกหลังเบี้ย วิงกระจก และต้อเศษกระจกนั้น เป็น ๙ ประการ ...” อย่างไรก็ตาม บางตำราว่าเป็นต้อชนิดหนึ่งใน ๗ ชนิด ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๑๖/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะต้อกระจก ๗ ประการ คือต้อนิลกระจก ๑ ต้อกระจกนกยูง ๑ต้อกระจกหลังเบี้ย ๑ ต้อกระจกปรอท ๑ ต้อกระจกหิ่งห้อย ๑ ต้อกระจกแดง ๑ ต้อกระจกขาว ๑ เป็น ๗ ประการด้วยกัน ดังนี้ ถ้ารักษาต้องด้วยโรคจึงจะหาย ...”."],
    [927,913,"ต้อกระจกเหลือง",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตะสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีอาการตาเหลือง ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อเป็นอยู่นาน ๙-๑๐ เดือน บริเวณด้านล่างนัยน์ตาจะมีสีเหลืองเข้มขึ้น ทำให้มองต่ำได้ไม่ชัดเจน ดวงตาจะมัวและบอดในที่สุด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกระจกเหลืองนั้นเป็นคำรบ ๕ บังเกิดขึ้นเพื่อปิตตสมุฏฐานดุจจักษุไก่ กระทำอาการให้เมื่อยตัว บิดตัวไปมาหาย ๆ เป็น ๆ อยู่ดังนี้ และนานไปถึง ๙-๑๐ เดือน ที่สีเหลืองนั้นมาทับเอาจักษุข้างล่าง จะแลลงก็มิได้เห็นชัดว่าสิ่งอันใด ถ้าแลไปเบื้องบนจึงเห็นชัดว่าสิ่งอันนั้น ๆ และจักษุนั้นก็มัวไปทุกวัน ตราบเท่ามืดมิได้เห็นสิ่งอันใดเลย …”."],
    [928,914,"ตองแตก",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม แตกกิ่ง จากโคนต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน โดยทั่วไปรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนกลมหรือสอบแคบ มีต่อม ๒ ต่อม ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง หยักมน หรือจักลึกเป็นพู ๓-๕ พู ผิวใบทั้ง ๒ ด้าน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งเอน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง เล็กเรียว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกเพศผู้มีหลายดอก รูปกลมหรือรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศเมียรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยม ด้านนอกมีขนนุ่มสั้น ติดแน่นและขยายใหญ่ขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋ม มีกลีบเลี้ยงติดทน เมื่อแก่แตกตามยาวกลางพู แต่ละพูมี เมล็ด ๑ เมล็ด รูปไข่ สีน้ำตาล เนื้อคล้ายหินอ่อน มีจุกขั้ว, ราก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา ในตำรายาไทยพืชชนิดนี้ที่มีใบจักเป็นพูลึก ๓-๕ พู เรียก “ตองแตก” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งรากตองแตกนั้น มีรสอันจืด รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ รู้แก้ซึ่งเสมหะและฟกบวม รู้ทำลายเสียซึ่งอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “... ตองแตก นั้นมีรสจืด แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ แก้เสมหะแลฟกบวม ทำลายอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “… รากตองแตกถ่ายลมเป็นพิษถ่ายพิษพรรดึก ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (และมีคุณคล้ายหัวดองดึง) มีชนบางชาติให้ใบและเมล็ดของไม้นี้เป็นยาถ่าย แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ์ แก้ฟกบวม บางตำรับกล่าวว่าเมล็ดถ่ายแรงนัก รากถ่ายน้ำดีซ่าน ใบแช่น้ำกินแก้หิด ...”. พืชชนิดนี้ที่มีใบไม่จักลึกเป็นพู เรียก “ทนดี” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งทนดีนั้น รู้แก้\n  โรคอันบังเกิดแต่ลมและเสมหะ รู้แก้โรคในกองประเมหะ ๒๐ ให้ถอย รู้ดับเตโชธาตุและกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… ทนดีนั้น แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมแลเสมหะ แก้โรคในกองปรเมหะ ๒๐ ประการให้ถอย ดับเตโชธาตุ แลกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และพืชชนิดนี้ที่มีใบทั้ง ๒ แบบในต้นเดียวกัน เรียก “ตองแตกทนดี”."],
    [929,915,"ตองแตกทนดี","ดูใน ตองแตก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม แตกกิ่ง จากโคนต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน โดยทั่วไปรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนกลมหรือสอบแคบ มีต่อม ๒ ต่อม ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง หยักมน หรือจักลึกเป็นพู ๓-๕ พู ผิวใบทั้ง ๒ ด้าน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งเอน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง เล็กเรียว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกเพศผู้มีหลายดอก รูปกลมหรือรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศเมียรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยม ด้านนอกมีขนนุ่มสั้น ติดแน่นและขยายใหญ่ขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋ม มีกลีบเลี้ยงติดทน เมื่อแก่แตกตามยาวกลางพู แต่ละพูมี เมล็ด ๑ เมล็ด รูปไข่ สีน้ำตาล เนื้อคล้ายหินอ่อน มีจุกขั้ว, ราก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา ในตำรายาไทยพืชชนิดนี้ที่มีใบจักเป็นพูลึก ๓-๕ พู เรียก “ตองแตก” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งรากตองแตกนั้น มีรสอันจืด รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ รู้แก้ซึ่งเสมหะและฟกบวม รู้ทำลายเสียซึ่งอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “... ตองแตก นั้นมีรสจืด แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ แก้เสมหะแลฟกบวม ทำลายอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “… รากตองแตกถ่ายลมเป็นพิษถ่ายพิษพรรดึก ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (และมีคุณคล้ายหัวดองดึง) มีชนบางชาติให้ใบและเมล็ดของไม้นี้เป็นยาถ่าย แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ์ แก้ฟกบวม บางตำรับกล่าวว่าเมล็ดถ่ายแรงนัก รากถ่ายน้ำดีซ่าน ใบแช่น้ำกินแก้หิด ...”. พืชชนิดนี้ที่มีใบไม่จักลึกเป็นพู เรียก “ทนดี” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งทนดีนั้น รู้แก้\n  โรคอันบังเกิดแต่ลมและเสมหะ รู้แก้โรคในกองประเมหะ ๒๐ ให้ถอย รู้ดับเตโชธาตุและกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… ทนดีนั้น แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมแลเสมหะ แก้โรคในกองปรเมหะ ๒๐ ประการให้ถอย ดับเตโชธาตุ แลกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และพืชชนิดนี้ที่มีใบทั้ง ๒ แบบในต้นเดียวกัน เรียก “ตองแตกทนดี”."],
    [930,916,"ต้อนิลกระจก","ดู ต้อกระจกนิลปัด, ต้อกระจกนิลปัต, ต้อกระจกนิลปัฏ.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตะสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีอาการตามืดมัว หาวนอน อยากกิน อาหารเปรี้ยวหวาน เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… ในลำดับนี้จะกล่าวแต่ต้อนิลกระจกนั้นก่อนเป็นปฐมและลักษณะต้อนิลกระจกนี้ บังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน มีสีอันดำวนดังก้นหอย คลุมเข้าทับเอาแววจักษุๆ ก็มัวมืดเข้าดังแดดบดและมักกระทำให้หาวนอนมักอยากบริโภคสิ่งของอันเปรี้ยวหวานยิ่งนัก …”, ต้อนิลกระจก ก็เรียก."],
    [931,917,"ต้อเนื้อ",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เริ่มต้นเกิดจากหัวใจ ผู้ป่วยมีผื่นแดง ๆขึ้นเป็นแผ่นเล็ก ๆ ที่บริเวณหัวตาหรือหางตา นานเข้าจะกลายเป็นเยื่อสีเนื้อหรือสีเนื้ออมแดงปกคลุมตาดำ ทำให้ตาแดง ปวดเคือง และฟกบวม ลืมตาไม่ขึ้น เป็นต้น ดังตำรายาศิลารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๒] ตอนหนึ่งว่า “...ในที่นี้จะว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อเนื้อนั้นก่อนเป็นคำรบ ๑๐ บังเกิดขึ้นแต่ดวงหทัย เป็นดังชิ้นเนื้อทับเข้ามาถึงวงตาดำ กระทำให้ปวดเคือง ฟกบวม มีสีอันแดง ลืมจักษุมิขึ้นมานี้ ...” และคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ต้ออันหนึ่ง เมื่อแรกเห็นพรึงเป็นผื่น ๆ ขึ้นมาในหัวตา ชื่อว่าต้อเนื้อ ...”."],
    [932,918,"ต้อแนะ",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เกิดจากโลหิต ผู้ป่วยมีอาการตาแดง น้ำตาไหล ขนตาร่วง เป็นต้น ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๔] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อหนึ่งให้น้ำจักษุตก และขนจักษุร่วง ในจักษุแดง ชื่อต้อแนะ เกิดเพื่อโลหิต ให้เอาโลหิตออกเสียก่อนแล้วจึงใส่ยา ...”."],
    [933,919,"ต้อเบี้ย","ดู ต้อหลังเบี้ย.","น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดบริเวณท้องน้อย ผู้ป่วยมีอาการปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย เคืองตา ปวดตา ตาฟกบวม เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อหลังเบี้ยนั้นเป็นคำรบ ๑๑ บังเกิดขึ้นมาแต่ท้องน้อย มักให้ปวดถ่วงท้องน้อยเป็นกำลัง มีอาการกระทำต่าง ๆ ดุจกล่าวไว้ที่แผ่นศิลาที่ ๑๐ นั้น ...”, ต้อเบี้ย ก็เรียก."],
    [934,920,"ต้อฝี",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เกิดจากสันนิบาต ผู้ป่วยมีอาการตาแดง ตามัว มองแสงไฟไม่ได้ ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๔] ตอนหนึ่งว่า “... ต้ออันหนึ่งคู่กัน และเห็นเพลิงมิได้ ชื่อว่าต้อฝีเกิดเพื่อสันนิบาต ...”."],
    [935,921,"ต้อลิ้นสุนัข, ต้อลิ้นหมา",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เริ่มต้นเกิดจากบริเวณปลีน่อง ผู้ป่วยมีฝ้าสีขาวขึ้นบนตาดำ ทำให้ตามัว ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๑, ๖] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อลิ้นสุนัข รากขึ้นมาแต่ปลีน่อง ... ถ้าเป็นต้อขาว ๆ ชื่อว่าต้อลิ้นสุนัข ...”."],
    [936,922,"ต้อวิงกระจก","ดู ต้อกระจก ประกอบ.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเริ่มต้นเกิดจากไหปลาร้า ผู้ป่วยมีอาการง่วงเหงา หาวนอน วิงเวียน ตาพร่ามัวจนกระทั่งมองไม่เห็น บางครั้งดูเหมือนมีแมลงหวี่บินออกไปจากตา ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อวิงกระจกนั้นเป็นคำรบ ๘ บังเกิดขึ้นมาแต่รากขวัญ มักกระทำให้ซบเซาหาวนอน ให้วิงเวียนศีรษะเป็นกำลัง และดูสิ่งอันใดก็เวียนไป บางทีดุจแมลงหวี่บินออกไปจากจักษุ จักษุก็มัวไปทุก ๆ วัน จนแลดูสิ่งอันใดมิได้เห็น และลักษณะต้อวิงกระจกนี้เป็นอติสัยโรค รักษาไม่หาย …”."],
    [937,923,"ต้อแววนกยูง","ดู ต้อกระจกแววนกยูง.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว มึนศีรษะ เมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้แววตาเหมือนแววนกยูง ทำให้ตามืดมัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค คือต้อกระจกแววนกยูงนั้นเป็นคำรบ ๗ อันบังเกิดขึ้นมาจากทรวงอก กระทำอาการให้เมื่อยทุกข้อ ดังจะหลุดให้ครั่นตัวและมักบิดตัวไปมา และให้บังเกิดโทสะ โมหะ และให้มึนตึงศีรษะเนืองๆ ลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้านานไปเป็นควันพัดเอาแววจักษุ เป็นดังแววนกยูง และจักษุนั้นก็มัวไป ...”, ต้อกระจกนกยูง หรือ ต้อแววนกยูง ก็เรียก."],
    [938,924,"ต้อกระจกน้ำข้าว","ดู ต้อกระจกขาว.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเริ่มต้นเกิดจากนิ้วหัวแม่เท้าทั้ง ๒ ข้าง ผู้ป่วยจะมีอาการเมื่อย ตั้งแต่บริเวณ ๒ เท้าขึ้นมา บางครั้งอาจมีอาการตึงบริเวณต้นคอ ปวดศีรษะ แล้วปวดเสียดนัยน์ตา ทำให้ตามัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๑-๒๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรคกล่าวคือต้อกระจกขาว นั้นเป็นคำรบ ๓ บังเกิดขึ้นแต่แม่เท้าทั้ง ๒ ข้าง กว่าจะตั้งดวงขึ้นมาตลอดแววจักษุนั้นได้ กระทำอาการต่างๆ คือ ให้เมื่อยขึ้นมาตามเท้าทั้ง ๒ ข้าง บางทีให้สะทกสะดุ้งไปทั้งกาย บางทีให้เมื่อยตึงต้นคอและให้ปวดศีรษะรุมไป แล้วให้เสียดแทงในดวงจักษุดังจะทำลาย และจักษุนั้นก็มัวเข้า อาการดังกล่าวมานี้ …”, ต้อกระจกน้ำข้าว ก็เรียก."],
    [939,925,"ต้อกระจกนิลปัด, ต้อกระจกนิลปัต, ต้อกระจกนิลปัฏ",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตะสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีอาการตามืดมัว หาวนอน อยากกิน อาหารเปรี้ยวหวาน เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… ในลำดับนี้จะกล่าวแต่ต้อนิลกระจกนั้นก่อนเป็นปฐมและลักษณะต้อนิลกระจกนี้ บังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน มีสีอันดำวนดังก้นหอย คลุมเข้าทับเอาแววจักษุๆ ก็มัวมืดเข้าดังแดดบดและมักกระทำให้หาวนอนมักอยากบริโภคสิ่งของอันเปรี้ยวหวานยิ่งนัก …”, ต้อนิลกระจก ก็เรียก."],
    [940,926,"ต้อกระจกปรอด, ต้อกระจกปรอท",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดที่บริเวณขอบตับผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แน่นหน้าอก หิวบ่อย เหนื่อยง่าย เมื่อเป็นอยู่นาน ๑-๓ ปี จะเกิดเงาเป็นดวงกลม ๆ ขึ้นที่แววตา ทำให้ตามืดมัว มองไม่เห็น ดังตำรายาศิลาจารึก\n  ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๖] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกระจกปรอทนั้นเป็นคำรบ ๖ อันบังเกิดขึ้นมาแต่ชายตับ กระทำให้เมื่อยทั่วสรรพางค์กาย มักให้แน่นหน้าอกและมักให้หิว ทำการสิ่งใดมีแต่เมื่อยหอบเป็นต้น ลักษณะดังนี้ ถ้าเป็นนานมาถึงปีหนึ่ง ๒ ปี ๓ ปี ก็ดี จึงตั้งเงาเข้าทับเอาแววจักษุเป็นดวงกมลอยู่ ดูสิ่งใดมิได้เห็น ...”. อย่างไรก็ตาม บางตำราว่าเริ่มต้นเกิด จากนิ้วหัวแม่เท้า ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อกระจกปรอด รากขึ้นมาแต่นิ้วเท้าใหญ่ข้างล่าง ...”."],
    [941,927,"ต้อกระจกแววนกยูง",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว มึนศีรษะ เมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้แววตาเหมือนแววนกยูง ทำให้ตามืดมัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค คือต้อกระจกแววนกยูงนั้นเป็นคำรบ ๗ อันบังเกิดขึ้นมาจากทรวงอก กระทำอาการให้เมื่อยทุกข้อ ดังจะหลุดให้ครั่นตัวและมักบิดตัวไปมา และให้บังเกิดโทสะ โมหะ และให้มึนตึงศีรษะเนืองๆ ลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้านานไปเป็นควันพัดเอาแววจักษุ เป็นดังแววนกยูง และจักษุนั้นก็มัวไป ...”, ต้อกระจกนกยูง หรือ ต้อแววนกยูง ก็เรียก."],
    [942,928,"ต้อกระจกหลังเบี้ย",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นต้อกระจกชนิดหนึ่งใน ๙ ชนิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... ในคัมภีร์แห่งอาจารย์จัดไว้คือต้อกระจก ๙ ประการ ต้ออันเศษ ๙ ประการ เป็น ๑๘ ประการด้วยกันดังนี้ ฯ อันว่าต้อกระจกนั้นคือนิลกระจก กระจกแดง กระจกขาว กระจกเขียว กระจกเหลือง กระจกปรอท กระจกหลังเบี้ย วิงกระจก และต้อเศษกระจกนั้น เป็น ๙ ประการ ...” อย่างไรก็ตาม บางตำราว่าเป็นต้อชนิดหนึ่งใน ๗ ชนิด ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๑๖/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะต้อกระจก ๗ ประการ คือต้อนิลกระจก ๑ ต้อกระจกนกยูง ๑ ต้อกระจกหลังเบี้ย ๑ ต้อกระจกปรอท ๑ ต้อกระจกหิ่งห้อย ๑ ต้อกระจกแดง ๑ ต้อกระจกขาว ๑ เป็น ๗ ประการด้วยกัน ดังนี้ ถ้ารักษาต้องด้วยโรคจึงจะหาย ...”."],
    [943,929,"ต้อกระจกเหลือง",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตะสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีอาการตาเหลือง ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการเหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อเป็นอยู่นาน ๙-๑๐ เดือน บริเวณด้านล่างนัยน์ตาจะมีสีเหลืองเข้มขึ้น ทำให้มองต่ำได้ไม่ชัดเจน ดวงตาจะมัวและบอดในที่สุด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อกระจกเหลืองนั้นเป็นคำรบ ๕ บังเกิดขึ้นเพื่อปิตตสมุฏฐาน ดุจจักษุไก่ กระทำอาการให้เมื่อยตัว บิดตัวไปมาหาย ๆ เป็น ๆ อยู่ดังนี้ และนานไปถึง ๙-๑๐ เดือน ที่สีเหลืองนั้นมาทับเอาจักษุข้างล่าง จะแลลงก็มิได้เห็นชัดว่าสิ่งอันใด ถ้าแลไปเบื้องบนจึงเห็นชัดว่าสิ่งอันนั้น ๆ และจักษุนั้นก็มัวไปทุกวัน ตราบเท่ามืดมิได้เห็นสิ่งอันใดเลย …”."],
    [944,930,"ตองแตก",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งจากโคนต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน โดยทั่วไปรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนกลมหรือสอบแคบ มีต่อม ๒ ต่อมขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง หยักมน หรือจักลึกเป็นพู ๓-๕ พู ผิวใบทั้ง ๒ ด้าน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งเอน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง เล็กเรียว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกเพศผู้มีหลายดอก รูปกลมหรือรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศเมียรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยม ด้านนอกมีขนนุ่มสั้น ติดแน่นและขยายใหญ่ขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋ม มีกลีบเลี้ยงติดทน เมื่อแก่แตกตามยาวกลางพู แต่ละพูมี เมล็ด ๑ เมล็ด รูปไข่ สีน้ำตาล เนื้อคล้ายหินอ่อน มีจุกขั้ว, ราก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา ในตำรายาไทยพืชชนิดนี้ที่มีใบจักเป็นพูลึก ๓-๕ พู เรียก “ตองแตก” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งรากตองแตกนั้น มีรสอันจืด รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ รู้แก้ซึ่งเสมหะและฟกบวม รู้ทำลายเสียซึ่งอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “... ตองแตกนั้นมีรสจืด แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ แก้เสมหะแลฟกบวม ทำลายอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “… รากตองแตกถ่ายลมเป็นพิษถ่ายพิษพรรดึก ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (และมีคุณคล้ายหัวดองดึง) มีชนบางชาติให้ใบและเมล็ดของไม้นี้เป็นยาถ่าย แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ์ แก้ฟกบวม บางตำรับกล่าวว่าเมล็ดถ่ายแรงนัก รากถ่ายน้ำดีซ่าน ใบแช่น้ำกินแก้หิด ...”. พืชชนิดนี้ที่มีใบไม่จักลึกเป็นพู เรียก “ทนดี” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งทนดีนั้น รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมและเสมหะ รู้แก้โรคในกองประเมหะ ๒๐ ให้ถอย รู้ดับเตโชธาตุและกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… ทนดีนั้น แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมแลเสมหะ แก้โรค\n  ในกองปรเมหะ ๒๐ ประการให้ถอย ดับเตโชธาตุ แลกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และพืชชนิดนี้ที่มีใบทั้ง ๒ แบบ\n  ในต้นเดียวกัน เรียก “ตองแตกทนดี”."],
    [945,931,"ตองแตกทนดี","ดูใน ตองแตก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งจากโคนต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน โดยทั่วไปรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนกลมหรือสอบแคบ มีต่อม ๒ ต่อมขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง หยักมน หรือจักลึกเป็นพู ๓-๕ พู ผิวใบทั้ง ๒ ด้าน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งเอน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง เล็กเรียว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกเพศผู้มีหลายดอก รูปกลมหรือรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศเมียรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยม ด้านนอกมีขนนุ่มสั้น ติดแน่นและขยายใหญ่ขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋ม มีกลีบเลี้ยงติดทน เมื่อแก่แตกตามยาวกลางพู แต่ละพูมี เมล็ด ๑ เมล็ด รูปไข่ สีน้ำตาล เนื้อคล้ายหินอ่อน มีจุกขั้ว, ราก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา ในตำรายาไทยพืชชนิดนี้ที่มีใบจักเป็นพูลึก ๓-๕ พู เรียก “ตองแตก” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งรากตองแตกนั้น มีรสอันจืด รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ รู้แก้ซึ่งเสมหะและฟกบวม รู้ทำลายเสียซึ่งอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “... ตองแตกนั้นมีรสจืด แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ แก้เสมหะแลฟกบวม ทำลายอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “… รากตองแตกถ่ายลมเป็นพิษถ่ายพิษพรรดึก ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (และมีคุณคล้ายหัวดองดึง) มีชนบางชาติให้ใบและเมล็ดของไม้นี้เป็นยาถ่าย แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ์ แก้ฟกบวม บางตำรับกล่าวว่าเมล็ดถ่ายแรงนัก รากถ่ายน้ำดีซ่าน ใบแช่น้ำกินแก้หิด ...”. พืชชนิดนี้ที่มีใบไม่จักลึกเป็นพู เรียก “ทนดี” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งทนดีนั้น รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมและเสมหะ รู้แก้โรคในกองประเมหะ ๒๐ ให้ถอย รู้ดับเตโชธาตุและกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… ทนดีนั้น แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมแลเสมหะ แก้โรค\n  ในกองปรเมหะ ๒๐ ประการให้ถอย ดับเตโชธาตุ แลกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และพืชชนิดนี้ที่มีใบทั้ง ๒ แบบ\n  ในต้นเดียวกัน เรียก “ตองแตกทนดี”."],
    [946,932,"ต้อนิลกระจก","ดู ต้อกระจกนิลปัด, ต้อกระจกนิลปัต, ต้อกระจกนิลปัฏ.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตะสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีอาการตามืดมัว หาวนอน อยากกิน อาหารเปรี้ยวหวาน เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… ในลำดับนี้จะกล่าวแต่ต้อนิลกระจกนั้นก่อนเป็นปฐมและลักษณะต้อนิลกระจกนี้ บังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน มีสีอันดำวนดังก้นหอย คลุมเข้าทับเอาแววจักษุๆ ก็มัวมืดเข้าดังแดดบดและมักกระทำให้หาวนอนมักอยากบริโภคสิ่งของอันเปรี้ยวหวานยิ่งนัก …”, ต้อนิลกระจก ก็เรียก."],
    [947,933,"ต้อเนื้อ",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เริ่มต้นเกิดจากหัวใจ ผู้ป่วยมีผื่นแดง ๆ ขึ้นเป็นแผ่นเล็ก ๆ ที่บริเวณหัวตาหรือหางตา นานเข้าจะกลายเป็นเยื่อสีเนื้อหรือสีเนื้ออมแดงปกคลุมตาดำ ทำให้ตาแดง ปวดเคือง และฟกบวม ลืมตาไม่ขึ้น เป็นต้น ดังตำรายาศิลารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๒] ตอนหนึ่งว่า “...ในที่นี้จะว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อเนื้อนั้นก่อนเป็นคำรบ ๑๐ บังเกิดขึ้นแต่ดวงหทัย เป็นดังชิ้นเนื้อทับเข้ามาถึงวงตาดำ กระทำให้ปวดเคือง ฟกบวม มีสีอันแดง ลืมจักษุมิขึ้นมานี้ ...” และคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ต้ออันหนึ่ง เมื่อแรกเห็นพรึงเป็นผื่น ๆ ขึ้นมาในหัวตา ชื่อว่าต้อเนื้อ ...”."],
    [948,934,"ต้อแนะ",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เกิดจากโลหิต ผู้ป่วยมีอาการตาแดง น้ำตาไหล ขนตาร่วง เป็นต้น ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๔] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อหนึ่งให้น้ำจักษุตก และขนจักษุร่วง ในจักษุแดง ชื่อต้อแนะ เกิดเพื่อโลหิต ให้เอาโลหิตออกเสียก่อนแล้วจึงใส่ยา ...”."],
    [949,935,"ต้อเบี้ย","ดู ต้อหลังเบี้ย.","น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดบริเวณท้องน้อย ผู้ป่วยมีอาการปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย เคืองตา ปวดตา ตาฟกบวม เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อหลังเบี้ยนั้นเป็นคำรบ ๑๑ บังเกิดขึ้นมาแต่ท้องน้อย มักให้ปวดถ่วงท้องน้อยเป็นกำลัง มีอาการกระทำต่าง ๆ ดุจกล่าวไว้ที่แผ่นศิลาที่ ๑๐ นั้น ...”, ต้อเบี้ย ก็เรียก."],
    [950,936,"ต้อฝี",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เกิดจากสันนิบาต ผู้ป่วยมีอาการตาแดง ตามัว มองแสงไฟไม่ได้ ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๔] ตอนหนึ่งว่า \n  “... ต้ออันหนึ่งคู่กัน และเห็นเพลิงมิได้ ชื่อว่าต้อฝีเกิดเพื่อสันนิบาต ...”."],
    [951,937,"ต้อลิ้นสุนัข, ต้อลิ้นหมา",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เริ่มต้นเกิดจากบริเวณปลีน่อง ผู้ป่วยมีฝ้าสีขาวขึ้นบนตาดำ ทำให้ตามัว ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๑, ๖] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อลิ้นสุนัข รากขึ้นมาแต่ปลีน่อง ... ถ้าเป็นต้อขาว ๆ ชื่อว่าต้อลิ้นสุนัข ...”."],
    [952,938,"ต้อวิงกระจก","ดู ต้อกระจก ประกอบ","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเริ่มต้นเกิดจากไหปลาร้า ผู้ป่วยมีอาการง่วงเหงา หาวนอน วิงเวียน ตาพร่ามัวจนกระทั่งมองไม่เห็น บางครั้งดูเหมือนมีแมลงหวี่บินออกไปจากตา ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อวิงกระจกนั้นเป็นคำรบ ๘ บังเกิดขึ้นมาแต่รากขวัญ มักกระทำให้ซบเซาหาวนอน ให้วิงเวียนศีรษะเป็นกำลัง และดูสิ่งอันใดก็เวียนไป บางทีดุจแมลงหวี่บินออกไปจากจักษุ จักษุก็มัวไปทุก ๆ วัน จนแลดูสิ่งอันใดมิได้เห็น และลักษณะต้อวิงกระจกนี้เป็นอติสัยโรค รักษาไม่หาย …”. ."],
    [953,939,"ต้อแววนกยูง","ดู ต้อกระจกแววนกยูง.","น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว มึนศีรษะ เมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้แววตาเหมือนแววนกยูง ทำให้ตามืดมัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค คือต้อกระจกแววนกยูงนั้นเป็นคำรบ ๗ อันบังเกิดขึ้นมาจากทรวงอก กระทำอาการให้เมื่อยทุกข้อ ดังจะหลุดให้ครั่นตัวและมักบิดตัวไปมา และให้บังเกิดโทสะ โมหะ และให้มึนตึงศีรษะเนืองๆ ลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้านานไปเป็นควันพัดเอาแววจักษุ เป็นดังแววนกยูง และจักษุนั้นก็มัวไป ...”, ต้อกระจกนกยูง หรือ ต้อแววนกยูง ก็เรียก."],
    [954,940,"ต้อเศษกระจก",null,"น.","โรคต้อกระจกชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากขั้วตับ ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บเสียดบริเวณหน้าอก เสียวปลาบ ๆ เหมือนมีเข็มแทง บางครั้งก็เสียดบริเวณชายโครงทั้ง ๒ ข้าง และอาจมีอาการเมื่อยบริเวณต้นคอ ปวดหัวปวดตา ถ้าเป็นเรื้อรัง จะมีวงกลมขนาดเท่าเม็ดมะกล่ำเครือขึ้นบนแววตา ทำให้ตามัวลงจนกระทั่งมองไม่เห็น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๐-๒๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อเศษกระจกนั้นเป็นคำรบ ๙ บังเกิดขึ้นแต่ขั้วตับ กระทำอาการให้ยอก\n  หน้าอกปลาบ ๆ ดังบุคคลเอาเข็มมาแทง บางทีเสียดชายโครงทั้ง ๒ ข้าง บางทีให้เมื่อยต้นคอ ปวดศีรษะ ปวดจักษุดังจะแตก ลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้านานไปหลายเดือน จึงตั้งดวงกรม ดุจเมล็ดมะกล่ำเครือ ออกทับเอาแววจักษุ ๆ นั้นก็มัวลงทุกวัน ๆ ตราบเท่ามิได้เห็นอันใดอันหนึ่ง อันว่าลักษณะต้อเศษกระจกนี้ อาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นอติสัยโรครักษาไม่หาย ถ้าบังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ใด ว่าเป็นโบราณกรรมมาถึงผู้นั้น …”."],
    [955,941,"ต้อสลัก",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เริ่มต้นเกิดจากบริเวณท้องน้อย ผู้ป่วยมีจุดขึ้นที่บริเวณหัวตาดำ ตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง มีฝ้าสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วตา ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๑, ๒๒-๒๓] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อสลัก รากขึ้นมาแต่ท้องน้อย ... ต้ออันออกเป็นปิดตาเห็นดังใยขาวดาษไป ชื่อว่าต้อสลัก ... แลมันเขียว แลมันขาวด้วยกันจึงว่าต้อสลัก …”."],
    [956,942,"ต้อสาย",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง คัมภีร์อภัยสันตาว่า เกิดจากกำเดา (เปลวแห่งความร้อน) แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ ต้อสายโลหิตและ ต้อสายฟ้าฟาด."],
    [957,943,"ต้อสายฟ้าฟาด",null,"น.","ต้อสายชนิดหนึ่ง ไม่ปรากฏรายละเอียดในตำราการแพทย์แผนไทย อย่างไรก็ตาม หนังสือศัพท์แพทย์ไทย ของสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความหมายว่า “เกิดเป็นเส้นขาวพาดตาดำ จากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้าย ขยายตัวเร็ว เกิดเพื่อกำเดา หรือ เกิดจากไข้พิษ เมื่อพิษร้อนมากออกมา ทำให้ตาแดงเป็นจุด น้ำตาไหล ตาบวมนูน”."],
    [958,944,"ต้อสายเลือด, ต้อสายโลหิต",null,"น.","ต้อสายชนิดหนึ่ง ไม่ปรากฏรายละเอียดในตำราการแพทย์แผนไทย อย่างไรก็ตามในเอกสารคำบรรยายการอบรมแพทย์ประจำตำบลทั่วราชอาณาจักร เรื่องโรคเกี่ยวกับตา ของเจริญ พงษ์มาลา ได้ให้ความหมายว่า “ต้อชนิดนี้เกิดเพื่อกำเดาคล้ายกับผู้เป็นตาทราย ตอนแรกมีอาการเขม่นถี่ เห็นที่พื้นตาขาวเป็นสีแดงเข้ม มีเส้นโลหิตก่ายกันเป็นเส้นเล็ก ๆ เห็นเป็นเม็ดทรายที่เส้นโลหิต เม็ดเป็นตุ่มเล็ก ต่อเมื่อนานวันเข้าตุ่มเม็ดเลือดจะโตขึ้น และเส้นโลหิตก็ขยายใหญ่ขึ้น และมีสีเข้มจัด”."],
    [959,945,"ต้อหมอก",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง เกิดจากโลหิต (เมื่อเกิดระหว่างเดือน ๕-๘) หรือกำเดา (เมื่อเกิดระหว่างเดือน ๙-๑๒) หรือเสมหะ (เมื่อเกิดระหว่างเดือน ๑-๔) ผู้ป่วยมีอาการปวดบวมที่นัยน์ตา มีฝ้าสีขาวปกคลุมตาดำ ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๒๐/๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวถึงกำเนิดของต้อหมอก อันมีประเภทต่าง ๆ ตามอาจารย์กล่าวไว้ว่า เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน ๗ เดือน ๘ นั้นเกิดเพื่อโลหิต เดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ นั้น เกิดเพื่อกำเดา เดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เกิดเพื่อเสมหะระคนกัน ท่านให้วางยาขับโลหิตออกเสียก่อน แล้วจึงให้ยาประจุ ...”."],
    [960,946,"ต้อหลังเบี้ย",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เริ่มต้นเกิดบริเวณท้องน้อย ผู้ป่วยมีอาการปวดถ่วงบริเวณท้องน้อย เคืองตา ปวดตา ตาฟกบวม เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะจักษุโรค กล่าวคือต้อหลังเบี้ยนั้นเป็นคำรบ ๑๑ บังเกิดขึ้นมาแต่ท้องน้อย มักให้ปวดถ่วงท้องน้อยเป็นกำลัง มีอาการกระทำต่าง ๆ ดุจกล่าวไว้ที่แผ่นศิลาที่ ๑๐ นั้น ...”, ต้อเบี้ย ก็เรียก."],
    [961,947,"ต้อหิน",null,"น.","โรคต้อชนิดหนึ่ง ไม่ปรากฏรายละเอียดในตำราการแพทย์แผนไทย อย่างไรก็ตาม ในเอกสารคำบรรยายการอบรมแพทย์ประจำตำบลทั่วราชอาณาจักร เรื่องโรคเกี่ยวกับตา ของเจริญ พงษ์มาลา ได้ให้ความหมายว่า “เป็นเม็ดในแก้วตามีสีดำมอ ๆ และคล้ายผลยอ ขึ้นครั้งแรกเม็ดเล็ก ต่อนานวันขยายเม็ดใหญ่ขึ้นและเม็ดแข็ง ต้อชนิดนี้มีอาการปวดในดวงตา และประสาทตามาก ทำให้เคืองและกลัวแสงสว่าง ต่อมาเม็ดขยายใหญ่ขึ้นมองสั้นลง ถ้าตามืดแล้ว การปวดก็หายไป รากเกิดจากจักษุประสาทเป็นสมุฎฐาน” ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันหมายถึง โรคตาซึ่งเกิดจากความดันภายในลูกตาสูง เป็นผลให้ปวดตา และประสาทตาเสื่อม. (อ. glaucoma)."],
    [962,948,"ตะเกียบ",null,"น.","ส่วนล่างของกระดูกเชิงกรานที่แตะพื้นในเวลานั่ง."],
    [963,949,"ตะคริว",null,"น.","อาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และค้างอยู่ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือด เกิดอาการเจ็บปวด, ตะคิว ก็เรียก."],
    [964,950,"ตะคาก","ดู หัวตะคาก.","น.","แง่กระดูกเชิงกรานที่อยู่ใต้บั้นเอว, ตะคาก ก็เรียก."],
    [965,951,"ตะคิว","ดู ตะคริว.","น.","อาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และค้างอยู่ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือด เกิดอาการเจ็บปวด, ตะคิว ก็เรียก."],
    [966,952,"ตะคึก","ดู ซิก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [967,953,"ตะไคร้",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าและกาบใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... ตะไคร้มีกลิ่นหอม รสปร่าแก้คาวและแก้เบื่ออาหาร, บำรุงไฟธาตุให้เจริญ, แก้โรคทางปัสสาวะ (แก้กษัย) ขับลมในลำไส้, ทำให้เจริญอาหาร ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า lemon grass, lapine เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นขึ้นเป็นกอ แตกใบหนาแน่นที่โคน ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ใบรูปแถบ ปลายเรียวแหลม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง แตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกย่อยแบน ออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้าน และอีกช่อหนึ่งมีก้าน ดอกบนเป็นดอกเพศผู้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าพบดอก, ไคร จะไคร ตะไคร้แกง หรือ สิงไค ก็เรียก."],
    [968,954,"ตะไคร้แกง","ดู ตะไคร้.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าและกาบใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... ตะไคร้มีกลิ่นหอม รสปร่าแก้คาวและแก้เบื่ออาหาร, บำรุงไฟธาตุให้เจริญ, แก้โรคทางปัสสาวะ (แก้กษัย) ขับลมในลำไส้, ทำให้เจริญอาหาร ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า lemon grass, lapine เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นขึ้นเป็นกอ แตกใบหนาแน่นที่โคน ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ใบรูปแถบ ปลายเรียวแหลม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง แตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกย่อยแบน ออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้าน และอีกช่อหนึ่งมีก้าน ดอกบนเป็นดอกเพศผู้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าพบดอก, ไคร จะไคร ตะไคร้แกง หรือ สิงไค ก็เรียก."],
    [969,955,"ตะโจ","ดู ตโจ.","น.","หนัง เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน, เขียนว่าตะโจ ก็มี."],
    [970,956,"ตะแบก","ดู ขอนดอก ประกอบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lagerstroemia calyculata Kurz ในวงศ์ Lythraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทา แตกล่อนเป็นแผ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม เนื้อใบหนา มีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลทั้ง ๒ ด้าน ดอกสีขาวและขาวปนม่วง ออกรวมกันเป็นช่อขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นผลแห้ง รูปรี แตกออกทางด้านบน มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ละเมล็ดมีปีกบางและโค้ง ๑ ปีก ยาวประมาณ ๓ เท่าของเมล็ด เมื่อต้นแก่จะมีเชื้อราลงแก่น ทำให้เนื้อไม้แข็งขึ้น และมีกลิ่นหอม เรียก ขอนดอก, เปลือกต้น และขอนดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้เปลือกปรุงเป็นยารับประทานแก้บิด, และมูกเลือด, หรือลงแดง ...”, ตะแบกขาวใหญ่ ตะแบกแดง ตะแบกหนัง ตะแบกใหญ่ เปลือยเปื๋อยขาว เปื๋อยด่าง หรือ เปื๋อยเปลือกหนา ก็เรียก."],
    [971,957,"ตะแบกขาวใหญ่, ตะแบกแดง, ตะแบกหนัง, ตะแบกใหญ่","ดู ตะแบก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lagerstroemia calyculata Kurz ในวงศ์ Lythraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทา แตกล่อนเป็นแผ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม เนื้อใบหนา มีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลทั้ง ๒ ด้าน ดอกสีขาวและขาวปนม่วง ออกรวมกันเป็นช่อขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นผลแห้ง รูปรี แตกออกทางด้านบน มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ละเมล็ดมีปีกบางและโค้ง ๑ ปีก ยาวประมาณ ๓ เท่าของเมล็ด เมื่อต้นแก่จะมีเชื้อราลงแก่น ทำให้เนื้อไม้แข็งขึ้น และมีกลิ่นหอม เรียก ขอนดอก, เปลือกต้น และขอนดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้เปลือกปรุงเป็นยารับประทานแก้บิด, และมูกเลือด, หรือลงแดง ...”, ตะแบกขาวใหญ่ ตะแบกแดง ตะแบกหนัง ตะแบกใหญ่ เปลือยเปื๋อยขาว เปื๋อยด่าง หรือ เปื๋อยเปลือกหนา ก็เรียก."],
    [972,958,"ตะพั้น","ดู สะพั้น.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดในทารกหรือเด็กเล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการขอบตาเขียว นอนสะดุ้ง ชัก เท้ากำมือกำ หลังแข็งท้องขึ้น ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากเด็กกลืนก้อนเลือดเข้าไปในท้องขณะคลอดจากท้องแม่ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด แรกคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๗ วัน ๑๑ วัน ๑๕ วัน ๒๑ วันนั้น แลให้ขอบตาเขียวนอนมักสดุ้ง ตาช้อนดูสูง ใหชักเท้ากำมือกำ หลังแข็งท้องขึ้นลิ้นกระด้างคางแข็ง ท่านว่ากำเนิดลมสุนทรวาต แลลมวาตภัคค์แล สะพั้นไฟ ซึ่งมาว่าทั้งนี้เพราะกุมารอมก้อนโลหิตแห่งมารดา ออกมาแล้วกลืนเข้าไป จึ่งบังเกิดโทษนั้นต่าง ๆ …”, ตะพั้น ก็เรียก."],
    [973,959,"ตะพั้นไฟ","ดู ลมอุทรวาต.","น.","ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เกิดวันอังคาร เด็กจะร้องไห้ในเวลาเย็นทุกวัน ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟจนถึง ๓ เดือน แต่จะหายไปเอง หรือเลิกร้องไห้ ชาวบ้านเรียก “ร้องไห้ ๓ เดือน” เมื่อมีอาการจะทำให้ท้องขึ้น ขนลุกชัน เชื่อมมัว หอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือน ขึ้นไปแล้ว ยังรักษาไม่หาย จะมีอาการซูบผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด เป็นต้น ในที่สุดจะชักมือกำเท้างอ ตาช้อนสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อลมอุทรวาต กระทำให้ร้องไห้แต่ยังอยู่ในเรือนเพลิง ไปจน ๓ เดือนเป็นกำหนด จึงจะหายไปเอง ถึงแพทย์จะให้ยาก็ไม่หาย เมื่อถอยลงมาจากศีรษะ แลลงทรวงอกนั้นแล้ว ลงมาตั้งอยู่ในนาภีจึงเรียกว่าลมกองใหญ่ พัดขึ้นมาตามนาภี ตามเส้นชิดกระดูกสันหลังขึ้นมาในอกแลลำคอ จนไปถึงช่องหูขวาแลกระหม่อม ถ้าเป็นข้างขึ้นตาย ข้างแรมไม่ตาย แลประเภทดังนี้คือ ต้องตะบองราหูก็ว่า กุมาทสังข์ก็ว่า อักขมูขีก็ว่า แลสะพั้น ๗ จำพวกนี้ หญิงชายก็ดีเป็น ดุจเดียวกัน …”, ตะพั้นไฟ ลมตะบองราหู หรือ สะพั้นไฟ ก็เรียก."],
    [974,960,"ตะโพก","ดู สะโพก.","น.","ส่วนของร่างกายเบื้องหลังถัดจากบั้นเอวลงไปมีเนื้อนูนออกมาทั้ง ๒ ข้าง, ตะโพก หรือ ตะโภก ก็เรียก, เขียนว่า สะโภก ก็มี."],
    [975,961,"ตะโพกสลักเพชร","ดูใน สลักเพชร.","น.","โครงสร้างของกระดูกบริเวณข้อบางข้อที่เมื่อสวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้เคลื่อนไหวได้ เช่น ข้อต่อขอบกระดูกเชิงกรานตรงสะโพกกับหัวกระดูกต้นขา ทำให้ขากางออกได้ เรียก ตะโพกสลักเพชร, ข้อต่อขากรรไกรบนและล่าง ทำให้อ้าปากและกินอาหารได้ เรียก ขากรรไกรสลักเพชร, เขียนว่า สลักเพ็ด ก็มี."],
    [976,962,"ตะโภก","ดู สะโพก.","น.","ส่วนของร่างกายเบื้องหลังถัดจากบั้นเอวลงไปมีเนื้อนูนออกมาทั้ง ๒ ข้าง, ตะโพก หรือ ตะโภก ก็เรียก, เขียนว่า สะโภก ก็มี."],
    [977,963,"ตะลุ่มนก","ดู กำแพงเจ็ดชั้น.","น.","๑. เครื่องยาที่ได้จากลำต้นของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑]ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เถาซึ่งมีรสเมาเพื่อปรุงยาฟอกขับระดูโลหิต ของสตรี และภายหลังเป็นยาบำรุงโลหิตด้วย, เป็นยาขับ ผายลม, แก้โลหิตเป็นพิษทำให้ร้อน บางจังหวัดใช้รักษาไข้และบำรุงหัวใจ แก้โรคปวดตามข้อ, ไขข้อพิการ, แก้เข้าข้อ, แก้ประดง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดใหญ่สูง ๓-๗ เมตร เนื้อในเถามีสีเหลืองอ่อนถึงแดงเรื่อ ๆ มีวงปีสีน้ำตาลดำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่กลับ โคนสอบ ปลายแหลมเป็นติ่ง ขอบเรียบ ผิวมัน ก้านยาว ประมาณ ๑ เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกรูปช้อน มี ๕ กลีบ สีเหลืองอมเขียว ออกตามซอกใบ ผลรูปกลม เปลือกนุ่ม เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดกลมแข็ง, ตะลุ่มนก ตาไก้ มะต่อมไก่ หรือ หลุมนก ก็เรียก."],
    [978,964,"ตัดไข้",null,"ก.","ทำให้อาการตัวร้อนลดลง."],
    [979,965,"ตับทรุดทับลง","ดู ทับลง.","น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว (ถ่ายเป็นส่าเหล้า เหม็นคาวเหมือนไข่เน่า ปวดเบ่ง ปลายมือเย็น กระหายน้ำ เป็นต้น) เมื่อมีอาการตับทรุดมาแทรก ทำให้อาการรุนแรงขึ้น (ตัวร้อนมาก ท้องขึ้น มือเย็น หายใจขัด เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งทรางไซร้กระทำก่อน มันเบียนบ่อนกินปอดตับ โดยตำรับท่านกล่าวว่า ลงออกมาเปนส่าเหล้า น้ำไข่เหน้าคาวขื่นเหม็น ปลายมือเย็นมูกเลือดสด ให้ระทดเบ่งปวดมวน หิวโหยหวนกระหายน้ำ ตับนั้นซ้ำซุดลงมา ให้เวทนายิ่งมากเข้า เลือดเสลดเหน้าพิการกล ตัวร้อนท้นทำท้องขึ้น ตีนมือมึนเยือกเย็น หนึ่งจงเห็นหายใจขัด อาการชัดดังกล่าวอ้าง เหลือแพทย์ง้างให้คืนกลับ ...”, ตับทรุดทับลง ก็เรียก."],
    [980,966,"ตัวยา",null,"น.","วัตถุนานาชนิด ได้แก่ พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุที่แพทย์แผนไทยนำมาผสมปรุงแต่งตามตำรับยา."],
    [981,967,"ตาไก้","ดู กำแพงเจ็ดชั้น.","น.","๑. เครื่องยาที่ได้จากลำต้นของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑]ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เถาซึ่งมีรสเมาเพื่อปรุงยาฟอกขับระดูโลหิต ของสตรี และภายหลังเป็นยาบำรุงโลหิตด้วย, เป็นยาขับ ผายลม, แก้โลหิตเป็นพิษทำให้ร้อน บางจังหวัดใช้รักษาไข้และบำรุงหัวใจ แก้โรคปวดตามข้อ, ไขข้อพิการ, แก้เข้าข้อ, แก้ประดง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดใหญ่สูง ๓-๗ เมตร เนื้อในเถามีสีเหลืองอ่อนถึงแดงเรื่อ ๆ มีวงปีสีน้ำตาลดำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่กลับ โคนสอบ ปลายแหลมเป็นติ่ง ขอบเรียบ ผิวมัน ก้านยาว ประมาณ ๑ เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกรูปช้อน มี ๕ กลีบ สีเหลืองอมเขียว ออกตามซอกใบ ผลรูปกลม เปลือกนุ่ม เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดกลมแข็ง, ตะลุ่มนก ตาไก้ มะต่อมไก่ หรือ หลุมนก ก็เรียก."],
    [982,968,"ตาตุ่ม, ตาตุ่มทะเล","ดู กระลำพัก ประกอบ.","น.","น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Excoecaria agallocha L. ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ขึ้นตามป่าชายเลน เปลือกต้นสีเทาเป็นมัน มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่หรือรูปรี ใบที่แก่จัดจะมีสีแสด ดอกแยกเพศต่างต้น ออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกเพศผู้ยาวกว่าช่อดอกเพศเมีย ผลรูปกลมแป้น มี ๓ พู เมล็ดค่อนข้างกลม เมื่อต้นแก่จะมีเชื้อราลงแก่น ทำให้เนื้อไม้แข็งขึ้นและมีกลิ่นหอม เรียก กระลำพัก, ยาง กระลำพัก และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณยางเทพธาโรแลยางตาตุ่ม คุณยางรักฃาวและเข้าข้า ทั้งห้าอย่างนี้มีคุณเสมอกันมีรศอันร้อน แก้ตัวพยาธิ แก้ฟกบวมแลคุทราด ผายธาตุแล ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... แก่นของไม้เนื้อแข็งแกร่งสีน้ำตาลอ่อนเรียกว่า กะลำพักตาตุ่ม ปรุงเป็นยารับประทานแก้ไข้เพื่อลม ใบแก้ลมบ้าหมูยางของไม้นี้มีพิษ ถ้าถูกตาก็จะกัดจนตาเสีย ...” และตำราม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๔๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้แก้ไข้ขับลมผายขับโลหิต กัดเสมหะถ่ายหนองและลม รากฝนทาแก้บวมและแก้คัน ใบแก้ลมบ้าหมู ยางเป็นยากัดทำลายตาตาจะบอด ...”."],
    [983,969,"ตาน",null,"น.","โรคเด็กประเภทหนึ่ง มักเกิดในเด็กอายุตั้งแต่ ๕-๑๒ ขวบแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ตานโจร และ ตานจร."],
    [984,970,"ตานขโมย","ดู ตานโจร.","น.","ตานที่เกิดกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๕-๗ ขวบ แพทย์แผนไทยเชื่อว่ามักเกิดจากการกินอาหารอันทำให้เกิดพยาธิในร่างกาย มีอาการหลายอย่าง เช่น ลงท้อง ธาตุวิปริตชอบกินของสดของคาว กินอาหารได้น้อย อุจจาระเหม็นคาวจัด อุจจาระกะปริบกะปรอยหรือเป็นมูกเลือด บางทีเลือดออกสด ๆ ทำให้เด็กซูบซีด เมื่อเป็นนานประมาณ ๓ เดือน จะมีอาการลงท้อง ตกเลือดดั่งน้ำล้างเนื้อ ปวดมวนเป็นมูกเลือด ดากออก ตัวผอมเหลือง, ตานขโมย ก็เรียก."],
    [985,971,"ตานค้อน","ดู ตานหม่อน, ตาลหม่อน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสเบื่อเอียน เป็นยาเบื่อพยาธิ แก้ตาลซางดีสำหรับเด็ก และเป็นยา\n  รักษาลำไส้ด้วย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ตาลหม่อนมีรสหวานชุ่มเย็น แก้พิษตานทราง, และบำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น, คุมธาตุ, ขับไส้เดือนในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย กิ่งเล็กเรียว เป็นสันตามยาว มีขนสีเทาเงิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายมน โคนมนหรือสอบแคบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบค่อนข้างหนาด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีเทาเงิน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงคล้ายช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น มีวงริ้วประดับเรียงซ้อนหลายวง ดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก กลีบเลี้ยงเป็นขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปรีแกมรูปไข่, ซ้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น หรือ ตาลขี้นก ก็เรียก."],
    [986,972,"ตานจร",null,"น.","โรคตานชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นกับเด็กที่เกิดในวันใดก็ได้มีชื่อแตกต่างกันไป เช่น กะระ พรหมกิจ สันตุกมิต สาระพะกะระ ซึ่งตานจรแต่ละประเภทนี้มีสาเหตุและอาการต่างกัน."],
    [987,973,"ตานโจร",null,"น.","ตานที่เกิดกับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ ๕-๗ ขวบ แพทย์แผนไทยเชื่อว่ามักเกิดจากการกินอาหารอันทำให้เกิดพยาธิในร่างกาย มีอาการหลายอย่าง เช่น ลงท้อง ธาตุวิปริตชอบกินของสดของคาว กินอาหารได้น้อย อุจจาระเหม็นคาวจัด อุจจาระกะปริบกะปรอยหรือเป็นมูกเลือด บางทีเลือดออกสด ๆ ทำให้เด็กซูบซีด เมื่อเป็นนานประมาณ ๓ เดือน จะมีอาการลงท้อง ตกเลือดดั่งน้ำล้างเนื้อ ปวดมวนเป็นมูกเลือด ดากออก ตัวผอมเหลือง, ตานขโมย ก็เรียก."],
    [988,974,"ตานซาง, ตานทราง, ตาลทราง","ดู ตาน และ ซาง ประกอบ.","น.","๑. โรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดในเด็กมี ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ โรคตาน และ โรคซาง ใช้คำนี้เมื่อไม่ต้องการระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นโรคใด ดังตำราแพทย์ตำบล [๔๓/๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... การเลี้ยงเด็กอ่อนควรใช้อาหารน้ำกับนมก็พอ แต่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเวลาที่ควร โดยมากมักจะใช้นมไม่ถูกเวลา เช่นให้นมจนเกินขนาด ไม่ว่าเด็กจะร้องโดยเหตุใด ๆ เป็นเอานมยัดปากจนร้องไม่ออก ไม่ช้าก็บังเกิดฝ้าละอองและท้องเสียสำรอก อาเจียน ก็ยังคง เอานมยัดปากอีกจนเจ็บเป็นตาลทรางเพราะธาตุพิการ ...”. ๒. โรคตานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากโรคซาง แต่รักษาไม่หาย เมื่อเด็กพ้นเขตซาง จึงพัฒนา เป็นโรคตาน."],
    [989,975,"ตานหม่น","ดู ตานหม่อน, ตาลหม่อน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสเบื่อเอียน เป็นยาเบื่อพยาธิ แก้ตาลซางดีสำหรับเด็ก และเป็นยา\n  รักษาลำไส้ด้วย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ตาลหม่อนมีรสหวานชุ่มเย็น แก้พิษตานทราง, และบำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น, คุมธาตุ, ขับไส้เดือนในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย กิ่งเล็กเรียว เป็นสันตามยาว มีขนสีเทาเงิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายมน โคนมนหรือสอบแคบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบค่อนข้างหนาด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีเทาเงิน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงคล้ายช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น มีวงริ้วประดับเรียงซ้อนหลายวง ดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก กลีบเลี้ยงเป็นขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปรีแกมรูปไข่, ซ้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น หรือ ตาลขี้นก ก็เรียก."],
    [990,976,"ตานหม่อน, ตาลหม่อน",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสเบื่อเอียน เป็นยาเบื่อพยาธิ แก้ตาลซางดีสำหรับเด็ก และเป็นยา\n  รักษาลำไส้ด้วย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ตาลหม่อนมีรสหวานชุ่มเย็น แก้พิษตานทราง, และบำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น, คุมธาตุ, ขับไส้เดือนในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย กิ่งเล็กเรียว เป็นสันตามยาว มีขนสีเทาเงิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายมน โคนมนหรือสอบแคบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบค่อนข้างหนาด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีเทาเงิน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงคล้ายช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น มีวงริ้วประดับเรียงซ้อนหลายวง ดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก กลีบเลี้ยงเป็นขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปรีแกมรูปไข่, ซ้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น หรือ ตาลขี้นก ก็เรียก."],
    [991,977,"ตาปลา",null,"น.","เนื้อซึ่งด้านเป็นไตแข็งคล้ายตาของปลา มักเป็นที่ฝ่าเท้าหรือนิ้วเท้า."],
    [992,978,"ตาพร่า",null,"ว.","อาการที่เห็นไม่ชัดเจน."],
    [993,979,"ตามัว",null,"ว.","ลักษณะอาการที่ตามองเห็นไม่ชัด."],
    [994,980,"ตามืด",null,"ว.","ลักษณะอาการที่ตามองไม่เห็นชั่วขณะ."],
    [995,981,"ตาย",null,"ก.","๑. สิ้นใจ สิ้นชีวิต ไม่เป็นอยู่ต่อไป. ๒. สิ้นสภาพของการมีชีวิต เช่น สภาวะสมองตาย เนื้อตาย. ๓. เคลื่อนไหวไม่ได้เช่น มือตาย ตีนตาย. ๔. รับความรู้สึกไม่ได้."],
    [996,982,"ตาระสกะโรค, ตาระสะกะโรค",null,"น.","ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นในหัวหน่าวและท้องน้อย ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องน้อยมาก ปัสสาวะขัด หยดย้อย แสบร้อนในท่อปัสสาวะมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า“… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าตาระสกะ กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดขึ้นในเหน่าและท้องน้อยนั้นเป็นคำรบ ๑๐ มีอาการกระทำให้ปวดท้องน้อยเป็นกำลัง บางทีให้ขัดปัสสาวะ บางทีให้ปัสสาวะบ่อยๆ และหยดย้อย มิสะดวก ให้แสบร้อน ในลำปัสสาวะยิ่งนัก ...”. ดู ริดสีดวง ประกอบ."],
    [997,983,"ตาลขี้นก","ดู ตานหม่อน, ตาลหม่อน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสเบื่อเอียน เป็นยาเบื่อพยาธิ แก้ตาลซางดีสำหรับเด็ก และเป็นยา\n  รักษาลำไส้ด้วย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… ตาลหม่อนมีรสหวานชุ่มเย็น แก้พิษตานทราง, และบำรุงเนื้อหนังให้ชุ่มชื่น, คุมธาตุ, ขับไส้เดือนในท้อง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tarlmounia elliptica DC. ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย กิ่งเล็กเรียว เป็นสันตามยาว มีขนสีเทาเงิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายมน โคนมนหรือสอบแคบ ขอบเรียบหรือหยักซี่ฟัน แผ่นใบค่อนข้างหนาด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีเทาเงิน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงคล้ายช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ช่อย่อยแบบช่อกระจุกแน่น มีวงริ้วประดับเรียงซ้อนหลายวง ดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก กลีบเลี้ยงเป็นขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปรีแกมรูปไข่, ซ้าหมักหลอด ตานค้อน ตานหม่น หรือ ตาลขี้นก ก็เรียก."],
    [998,984,"ตาลาย",null,"ว.","อาการที่มองเห็นอะไรไม่ชัด พร่าลายไปหมด."],
    [999,985,"ตาหมอก",null,"น.","นัยน์ตาที่มีฝ้าสีขาว หรือฝ้ามัวปกคลุมตาดำ หรือเป็นสีเทาแก่อย่างสีเมฆ ทำให้มองเห็นไม่ชัด."],
    [1000,986,"ตาเหลว","ดู เฉลว.","น.","๑. เครื่องจักสานชนิดหนึ่ง ทำด้วยตอก หรือหวายหักขัดกันเป็นมุมตั้งแต่ ๓ มุมขึ้นไป แพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์สำหรับปักหม้อยา เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และป้องกันการละลาบละล้วงเครื่องยาในหม้อยา มักทำกัน ๔ แบบ คือ เฉลว ๓ มุม หมายถึง ไตรสรณคมน์ (มะ อะ อุ), เฉลว ๔ มุม หมายถึง ธาตุทั้ง ๔ (ปถวี อาโป วาโย และเตโช), เฉลว ๕ มุม หมายถึง พระเจ้าห้าพระองค์ (นะโมพุทธายะ) และเฉลว ๘ มุม หมายถึง อักขระอิติปิโสแปดทิศ. ๒. โบราณใช้ปักเป็นเครื่องหมายที่สิ่งของซึ่งจะขาย ปักบอกเขต หรือปักบอกเขตด่านเสียค่าขนอน, ฉลิว หรือ ตาเหลว ก็เรียก."],
    [1001,987,"ตาแหก",null,"น.","อาการที่ลืมตาเปิดได้ไม่เต็มที่ และหลับตาไม่สนิท."],
    [1002,988,"ตำรับ",null,"น.","ตำราที่กำหนดไว้เป็นเฉพาะแต่ละเรื่องละราย หรือสูตรซึ่งระบุส่วนประกอบของสิ่งปรุง และวิธีปรุง, ตำรับยา ก็เรียก. (ข. ฎํราบ่, ตมฺราบ่)."],
    [1003,989,"ตำรับตำรา","ดู ตำรา.","น.","แบบแผนที่ว่าด้วยหลักวิชาต่าง ๆ, ตำรับตำรา ก็เรียก. (ข. ฎํรา, ตมฺรา)."],
    [1004,990,"ตำรับยา","ดู ตำรับ.","น.","ตำราที่กำหนดไว้เป็นเฉพาะแต่ละเรื่องละราย หรือสูตรซึ่งระบุส่วนประกอบของสิ่งปรุง และวิธีปรุง, ตำรับยา ก็เรียก. (ข. ฎํราบ่, ตมฺราบ่)."],
    [1005,991,"ตำรับยาแผนไทย",null,"น.","สูตรซึ่งระบุกรรมวิธีการผลิตและส่วนประกอบสิ่งปรุงที่มียาแผนไทยรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าสิ่งปรุงนั้นจะมีรูปลักษณะใด. (พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒)."],
    [1006,992,"ตำรา",null,"น.","แบบแผนที่ว่าด้วยหลักวิชาต่าง ๆ, ตำรับตำรา ก็เรียก. (ข. ฎํรา, ตมฺรา)."],
    [1007,993,"ตำราการแพทย์แผนไทย",null,"น.","หลักวิชาต่าง ๆ เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยทั้งที่ได้บันทึกไว้ในสมุดไทย ใบลาน ศิลาจารึก หรือวัสดุอื่นใดหรือที่มิได้มีการบันทึกกันไว้ แต่เป็นการเรียนรู้หรือถ่ายทอดสืบต่อกันมาไม่ว่าด้วยวิธีใด. (พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. \n  ๒๕๔๒)."],
    [1008,994,"ตำราประชุมแผนฝี",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ชื่อเต็มว่า “ตำราประชุมแผนฝี ในคัมภีร์ไพจิตรมหาวงษ์ และคัมภีร์ทิพมาลา บอกลักษณะอาการและยาแก้ พร้อมทั้งภาพประกอบ” ไม่ปรากฏชื่อผู้รวบรวม เนื้อหาสำคัญกล่าวถึงฝีชนิดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมแผนภาพแสดตำแหน่งฝี และยาที่ใช้แก้ ตำราเล่มนี้พิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยโรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ (พระนคร), ประชุมตำราแผนฝี ก็เรียก."],
    [1009,995,"ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง รวบรวมจากเนื้อหาในศิลาจารึกที่เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ซึ่งติดอยู่ตามศาลารายของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) โดยคณะอาจารย์ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ มีเนื้อหาสำคัญ ๒ ส่วน คือ ส่วนแรกรวม ๑๖๕ หน้า ว่าด้วยวิชาหัตถศาสตร์ (แผนการนวด) รูปฤๅษีดัดตน และโคลงภาพฤๅษีดัดตนส่วนหลังมี ๔๗๘ หน้า ว่าด้วยตำรายาวัดโพธิ์ โรคต่าง ๆ และยาแก้ แม่ซื้อ ลำบองราหู ซาง สมุฏฐาน ๔ ประการ ริดสีดวง ต้อ กำเนิดแห่งลม เป็นต้น ในตอนท้ายของส่วนหลังนี้คณะผู้จัดพิมพ์ได้เพิ่ม “ตำราของอาจารย์เปี่ยม” ซึ่งกล่าวถึง ธาตุทั้ง ๔, สมุฏฐานการเกิดโรค ๑๔ อย่าง อาหารฝ่าสำแดง น้ำกระสายยาต่าง ๆ เป็นต้น เข้ามาด้วย (หน้า ๔๖๓-๔๗๘) ตำราเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕."],
    [1010,996,"ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท",null,"น.","ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง เรียบเรียงและรวบรวมโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท (พระองค์เจ้านวม) \n  ต้นราชสกุลสนิทวงศ์ เจ้ากรมหมอหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเนื้อหาว่าด้วยรสและสรรพคุณของตัวยาสมุนไพร เรียงตามลำดับเป็นข้อ ๆ รวม ๑๖๖ ข้อ ตำราเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ในงานปลงศพคุณหญิงทรัพย์ อรรถกวีวาจก (ทรัพย์ รัศมิภูติ) และได้มีการจัดพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้ง ในการจัดพิมพ์ครั้งแรก โดยหอพระสมุดวชิรญาณ มีคำนำซึ่งอธิบายที่มาที่ไปของตำราเล่มนี้ความตอนหนึ่งว่า “... หนังสือว่าด้วยตำราสรรพคุณยานี้ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ได้ทรงเรียบเรียงเป็นคำประพันธ์ร้อยแก้ว เป็นตำราดี มีคุณประโยชน์ และรักษาโรคได้จริง ด้วยกรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงเป็นอธิบดีแพทย์\n  ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ มีพระเกียรติคุณสมควรได้รับการยกย่อง นับถือเป็นแพทยาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญในการแพทย์ไทย ...”."],
    [1011,997,"ตำลึงสวรรค์","ดู เพชรสังฆาต.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเพ็ชสังฆาฎ รู้แก้กระดูกแตกหักแลรู้แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาของพระยาบำเรอราชกล่าวว่า เถารับประทานแก้กระดูกแตกหัวซ้น, ขับลมในลำไส้ แพทย์ตามชนบท ใช้เถารับประทานวันละ ๑ ข้อจนครบ ๓ วันแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก, ทั้งชนิดกลีบมะไฟและเดือยไก่ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีชื่อสามัญว่า winged treebine vine, veldt grape vine เป็นไม้เลื้อย เถาเป็นสี่เหลี่ยม มีสันเด่น ค่อนข้างอวบน้ำ มักมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ร่วงง่าย มักคงอยู่ตามปลายยอด แผ่นใบรูปไข่ โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบเรียบ หยักซี่ฟัน หรือเว้าลึกแบบฝ่ามือ ๓-๕ หยัก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อกระจุก ออกตรงข้ามใบ ดอกสีนวลหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอก ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กลับ หรือทรงรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง และสีม่วงคล้ำตามลำดับ เมล็ดรูปรี แป้น, ตำลึงสวรรค์ เถาขั่นข้อ เถาสามร้อยต่อ หรือว่านมดง่าม ก็เรียก."],
    [1012,998,"ตำหระ","ดู จำหระ.","น.","แถบ ซีก (ใช้กับร่างกาย) เช่น จำหระเบื้องซ้าย จำหระเบื้องขวา, ตำหระ ก็เรียก."],
    [1013,999,"ติตติกะ","ดู ขม.","ว.","รสอย่างรสบอระเพ็ด มะระขี้นก ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสขมจะมีสรรพคุณบำรุงโลหิตและดี แก้ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นต้น, ติตติกะ ก็เรียก."],
    [1014,1000,"ตีนกา, ตีนครุ",null,"น.","เครื่องหมายรูปดังนี้ + แพทย์แผนไทยใช้สำหรับเขียนบอกน้ำหนักของเครื่องยา โดยเส้นดิ่งข้างบนเป็นหลักชั่งเส้นดิ่งข้างล่างเป็นหลักไพ มุมบนด้านซ้ายเป็นหลักตำลึง มุมบนด้านขวาเป็นหลักบาท มุมล่างด้านซ้ายเป็นหลักเฟื้อง มุมล่างด้านขวาเป็นหลักสลึง เช่น อ่านว่า ๕ ชั่ง ๔ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง ๑ เฟื้อง ๒ ไพ, เฉพาะจำนวนตำลึง บาท สลึง เฟื้อง อาจเขียนย่อแต่เพียงมุมใดมุมหนึ่งที่ต้องการก็ได้ เช่น ไพล ๔ = ไพล หนัก ๔ ตำลึง ฝาง ๓ = ฝางหนัก ๓ บาท ดอกคำไทย ๒ = ดอกคำไทย หนัก ๒ สลึง สารส้มสะตุ ๑= สารส้มสะตุ หนัก ๑ เฟื้อง."],
    [1015,1001,"ตีนเป็ดเครือ","ดู เถาเอ็นอ่อน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [1016,1002,"ตุ่ม",null,"น.","เม็ดที่ขึ้นตามร่างกาย เช่น ผิวหนัง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในปากในคอ."],
    [1017,1003,"ตูน","ดู คูน.","น.","๑. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia fistula L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกนอกสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล เรียบหรือแตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน แผ่นใบเกลี้ยง ค่อนข้างบาง ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่ ผลเป็นฝัก ห้อยลง รูปทรงกระบอก ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีดำ ภายในฝักมีเยื่อบางกั้นเป็นช่องตามขวาง แต่ละช่องมีเมล็ด ๑ เมล็ด รูปรี แบน สีน้ำตาลเป็นมัน, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ดอก ฝัก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... มีรสหวานเอียนเล็กน้อย เนื้อในฝัก รับประทานเป็นยาระบาย ถ่ายไม่สะดวกไม่มวนไม่ไซ้ท้อง เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ใบฆ่าพยาธิ์ ดอกแก้แผลเรื้อรัง กะพี้แก้รำมะนาด แก่นขับไส้เดือน รากขับพยาธิ์ คือ คุดทะราด ...”, ลมแล้ง ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea Hook.f. ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้า ลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว หรือม่วง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด ก้านใบกินได้, ตูน ทูน ออดิบ หรือ ออกดิบ ก็เรียก."],
    [1018,1004,"ตูบหมูบ","ดู เปราะป่า.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าKaempferia marginata Carey ex Roscoe หรือชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า K. roscoeana Wall. ในวงศ์ Zingiberaceae ทั้ง ๒ ชนิด มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเปราะป่า ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งดีแลลม ใบนั้นรู้กระทำให้ฟกบวมในท้องนั้นตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้เหน็ดเหนื่อย รากนั้นรู้กระทำซึ่งโลหิตอันเศษให้ตกเสีย ศีศะนั้นรู้แก้อันแสลง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ศีรษะแก้ไข้ ขับลมในลำไส้, ผสมกับหัวหอมตำให้ละเอียดสุมศีรษะเด็กแก้หวัด แก้กำเดา ...”. ๒. พืช ๒ ชนิด ในสกุล Kaempferia วงศ์ Zingiberaceae คือ ชนิด Kaempferia marginata Carey ex Roscoe และชนิด K. roscoeana Wall. มีชื่อสามัญว่า wild galangal, resurrectional rhizome ทั้ง ๒ ชนิด เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านใบ ส่วนมากมี ๒ ใบ ขนาดไม่เท่ากัน แผ่นใบแบนราบติดกับพื้นดิน รูปรี หรือรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม สีม่วงแดง ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ในกาบใบ ดอกมีจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด สีขาว ผลแบบผลแห้งแตก, ตูบหมูบ ว่านเปราะป่า หว้านเปราะป่า หรือ หัวเปราะป่า ก็เรียก."],
    [1019,1005,"ตูม","ดู มะตูม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลไม่อ่อนไม่แก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณผลมะตูมแก่แต่ยังไม่สุก ให้บิ์ดธาตุบำบัดเสลดแลลมเจริญไฟธาตุ ผลมะตูมอ่อนเกือบจะแก่ แก้เสมหแก้ลมทั้งปวง ผลมะตูมอ่อนยังเลก นั้นบำบัดตรีโทษแก้ลม ผลมะตูมสุกนั้นแก้เสมหแก้จุกเสียด เจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งให้มีกำลัง ผลมะตูมสุกแช่น้ำซ่มพอูมเจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งมีกำลัง แก้ลมทั้งปวงแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณลูกมะตูมอ่อน รู้แก้ซึ่งวาโยโลหิตเสมหะ แลบุพโพอันเน่าในอุทรให้ตกเสียแลรู้แก้ตรีโทษ ลูกมะตูมแก่ รู้แก้ซึ่งเสมหะลม รู้บำรุงเพลิงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด ลูกมะตูมสุก รู้แก้ลมอันเสียดในอุทร แลรู้แก้ซึ่งมูกเลือด รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้กระหายน้ำอนุโลมตามวาโยธาตุ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะตูมอ่อน ๆ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่ แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด บำรุงธาตุไฟให้ย่อย ... รากมะตูมรสปร่าขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี, พิษไข้, แก้สติเผลอ, รักษาน้ำดี, ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า bael fruit, bael, bel, bengal quince, golden apple, Indian baelfruit, Indian quince เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ โคนต้น และกิ่งก้านมีหนามยาว แข็ง หนามเดี่ยวหรือเป็นคู่ ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุก ๒-๓ ดอก หรือเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบและแข็ง เนื้อผลมีลักษณะใส เหนียว เมล็ดแบน รูปขอบขนาน มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ในช่อง มีสารเมือกล้อมรอบ สารเมือกแข็งตัวเมื่อแห้ง เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว โบราณแบ่งมะตูมเป็น ๓ พันธุ์ คือ มะตูมไข่ (ลูกกลมยาวคล้ายไข่) มะตูมยาง (ลูกค่อนข้างกลม โตกว่ามะตูมไข่ เนื้อน้อย มียางมาก) และมะตูมนิ่ม (เปลือกลูกอ่อนนิ่ม บีบกดได้), กะทันตาเถร ตูม บักตูม หรือ มะปิน ก็เรียก."],
    [1020,1006,"ตูมกาแดง","ดูใน โกฐกะกลิ้ง.","น.","น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่แห้งของต้นแสลงใจมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L. ในวงศ์ Loganiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏกะกลิ้ง แก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ, ขับพยาธิ์, ขับปัสสาวะ, แก้พิษงู, พิษตะขาบ, พิษแมลงป่อง, แก้ลมกระเพื่อมในท้อง, แก้คลื่นเหียน, แก้ลมพานไส้, แก้ริดสีดวงทวาร, แก้โลหิตพิการทำให้ตัวเย็น แก้ลม คูธทวาร, ขับลมในลำไส้ ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกักกราและโกฐน้ำเต้า, กะกลิ้ง เม็ดกะจี้ เม็ดกาจี้ เม็ดตูมกาแดง เม็ดแสงเบื่อ เม็ดแสลงใจ เม็ดแสลงเบือ เม็ดแสลงเบื่อ เม็ดแสลงโทน หรือ เม็ดแสลงทม ก็เรียก. (จ. หม่าเฉียนจื่อ, แบไจ่จี้, กะจี้ หรือ กาจี้)."],
    [1021,1007,"เตโชธาตุ","ดู ธาตุไฟ.","น.","สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายส่วนที่ทำให้ธาตุดิน ธาตุน้ำ และธาตุลมเปลี่ยนแปลงได้เป็นพลังงานความร้อนหรือพลังงานที่ทำให้เกิดการย่อยสลาย มี ๔ ชนิด ได้แก่ ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) ไฟที่ทำให้ร้อนภายใน (ปริทัยหัคคี) ไฟที่เผาร่างกายให้แก่คร่ำคร่า (ชิรณัคคี) และ ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น (สันตัปปัคคี), เตโชธาตุ ก็เรียก."],
    [1022,1008,"เตโชธาตุสมุฏฐาน","ดูใน ธาตุสมุฏฐาน.","น.","ธาตุทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ได้แก่ ปถวีธาตุสมุฏฐาน ธาตุดินเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค อาโปธาตุสมุฏฐาน ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค วาโยธาตุสมุฏฐาน ธาตุลมเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค และเตโชธาตุสมุฏฐาน ธาตุไฟเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๔๒ ประการ(ดิน ๒๐, น้ำ ๑๒, ลม ๖, ไฟ ๔) แพทย์แผนไทยพิจารณาย่อลงเหลือเพียง ๓ กองสมุฏฐาน เรียกว่า สมุฏฐานปิตตะ สมุฏฐานวาตะ และสมุฏฐานเสมหะ."],
    [1023,1009,"ไต้","ดู สนสองใบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus mercusii Jungh. & de Vriese ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งที่เรือนยอด ช่อดอกเพศเมียออกเป็นกระจุก ๑-๓ ช่อ ตามปลายกิ่งใหญ่ในระดับสูง ขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปกรวย เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกดำ เกี๊ยะเปลือกหนา ไต้ หรือสะรอล ก็เรียก."],
    [1024,1010,"ถ่วง",null,"ก.","ทำให้รู้สึกหนัก เช่น ถ่วงฝัก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกล่อนแห้งบังเกิดเพื่อปัตคาดเป็นคำรบ ๓ นั้น มีอาการประเภทกระทำให้เมื่อยและเหน็บชาเป็นกำลังให้ตึง ไปทั้งตัวให้ถ่วงฝักและต้นขา ให้หนังอัณฑะนั้นหนาให้ชาไปทั่วสรรพางค์มิได้รู้สึกตน ...”."],
    [1025,1011,"ถ่อนนา","ดู ซิก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [1026,1012,"ถอนพิษไข้",null,"ก.","ทำให้อาการผิดปรกติที่เกิดขึ้นจากไข้บรรเทาหรือหายไป มักใช้คู่กับ ดับพิษร้อน เป็น ดับพิษร้อนถอนพิษไข้."],
    [1027,1013,"ถัน",null,"น.","๑. เต้านม. ๒. น้ำนม."],
    [1028,1014,"ถันประโยธร",null,"น.","เต้านมของสตรีอันมีต่อมสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่ากูมารีทั้งหลายเมื่อยังเยาวยังเล็กอยู่นั้น กำเนิดตานทรางก็เหมือนกันกะกูมารผู้ชาย ต่อเมื่อได้อายุล่วงกำหนดตานทราง ถึงกำหนดที่จะมีระดูแล้ว จึ่งมีประเภทต่างกันกับผู้ชาย ๔ ประการ ที่จะให้สัตวปะฏิสนธิ จะเกิดโรคก็เกิดด้วยโลหิตนั้นมากกว่าโรคอื่น มีประเภทแปลกันกับชาย ๔ ประการนั้น คือถันประโยธรประการ ๑ คือ จริตกิริยานั้นประการ ๑ คือประเวณีประการ ๑ คือต่อมโลหิตประการ ๑ เปน ๔ ประการด้วยกันดังนี้ ...”. (มาจากคำ ถัน แปลว่า เต้านม และ ปโยธร แปลว่า อวัยวะอันทรงไว้ซึ่งน้ำ, นม)."],
    [1029,1015,"ถ่ายเส้น",null,"ก.","ขับเลือดลมที่อยู่ตามเส้นหรือกล้ามเนื้อที่ตึง ขอด แข็ง หรือปวดเมื่อยให้ดีขึ้น โดยใช้ยา เช่น ยาธรณีสัณฑฆาต ยาถ่ายกษัยเส้น."],
    [1030,1016,"เถาขั่นข้อ","ดู เพชรสังฆาต.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเพ็ชสังฆาฎ รู้แก้กระดูกแตกหักแลรู้แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาของพระยาบำเรอราชกล่าวว่า เถารับประทานแก้กระดูกแตกหัวซ้น, ขับลมในลำไส้ แพทย์ตามชนบท ใช้เถารับประทานวันละ ๑ ข้อจนครบ ๓ วันแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก, ทั้งชนิดกลีบมะไฟและเดือยไก่ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีชื่อสามัญว่า winged treebine vine, veldt grape vine เป็นไม้เลื้อย เถาเป็นสี่เหลี่ยม มีสันเด่น ค่อนข้างอวบน้ำ มักมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ร่วงง่าย มักคงอยู่ตามปลายยอด แผ่นใบรูปไข่ โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบเรียบ หยักซี่ฟัน หรือเว้าลึกแบบฝ่ามือ ๓-๕ หยัก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อกระจุก ออกตรงข้ามใบ ดอกสีนวลหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอก ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กลับ หรือทรงรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง และสีม่วงคล้ำตามลำดับ เมล็ดรูปรี แป้น, ตำลึงสวรรค์ เถาขั่นข้อ เถาสามร้อยต่อ หรือว่านมดง่าม ก็เรียก."],
    [1031,1017,"เถาจุ้งจะริง, เถาจุ่งจะลิงตัวแม่, เถาจุงจาลิง","ดู ชิงช้าชาลี.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTinospora baenzigeri Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณใบบอระเพ็ดแลชิงช้าชาลีนั้นมีคุณดุจกัน ต้นนั้นรู้แก้พิษฝีดาด แลรู้แก้ไข้เหนืออันบังเกิดเพื่อโลหิต แลรู้แก้ฝีกาฬอันบังเกิดเพื่อฝีดาด แลรู้แก้ไข้ตรีโทษ รู้กระทำให้เกิดกำลัง รู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ลมแลแก้กระหายน้ำอันเป็นเพื่อโลหิต แลรู้แก้สะอึกแก้ธาตุกำเริบ ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิคือมะเร็ง ดอกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิในอุทรให้ออกมา แลฆ่าแม่พยาธิในฟันในหูให้ออกมา ลูกนั้นรู้แก้เสมหะให้ออกมา รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเป็นเพื่อไข้เหนือให้ออกมา ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นมีรสขม แก้พิษฝีดาษ, แก้ไข้เหนือ อันบังเกิดเพื่อโลหิต, แก้ฝีกาฬ อันบังเกิดเพื่อฝีดาษ, แก้ไข้บำรุงกำลัง,บำรุงไฟธาตุ, ทำให้เจริญอาหาร, ทำให้เลือดในกายเย็น, แก้สะอึก, ใบฆ่าแม่พยาธิ์, แก้มะเร็ง, ดอกขับพยาธิ์ในท้อง, ในฟัน, ในหู, ใบสดตำพอกฝีทำให้เย็น แก้ปวด ถอนพิษแพทย์ตำบลกล่าวว่า บำรุงน้ำดี, ดับพิษทั้งปวง ...”. ๒. พืชที่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora baenzigeri Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีชื่อสามัญว่า heart-leaved, moonseed vine เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง มีช่องอากาศเป็นตุ่มอยู่ทั่วไป มียางขาว รสขม มีรากอากาศยาวคล้ายเส้นด้าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม โคนเว้าเป็นรูปหัวใจลึกหรือตื้น แผ่นใบคล้ายกระดาษ ช่อดอกคล้ายช่อกระจะ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งแก่เมื่อใบหลุดร่วงหมด กลีบดอกรูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ออกเป็นช่อ แต่ละผลรูปค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีเหลืองสด เมล็ดรูปรีกว้าง สีเทาดำ โคนมน ปลายค่อนข้างเป็นสัน ผิวเป็นตุ่มหรือเกือบเกลี้ยง, เถาจุงจาลิง เถาจุ้งจะริง หรือ เถาจุ้งจะริงตัวแม่ ก็เรียก."],
    [1032,1018,"เถาดาน",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นลำแข็งตั้งขึ้นที่ยอดอกแล้วลามลงไปถึงท้องน้อย ทำให้เจ็บปวด จุกเสียด แน่นหน้าอก."],
    [1033,1019,"เถาตาปลา","ดู เถาวัลย์เปรียง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... เถามีรสเฝื่อนเอียนเล็กน้อย ถ่ายเส้นและกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีชื่อสามัญว่า hog creeper เป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งห้อยลง เถามีขนสั้นนุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ช่อดอกแบบช่อกระจะเทียมหรือแบบช่อแยกแขนงเทียม ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สีม่วง กลีบดอกสีขาว สีชมพูหรือสีออกม่วง ผลเป็นฝักแบน รูปไข่หรือรูปรี ถึงรูปขอบขนานแกมรูปแถบ โคนสอบแคบ ปลายแหลม แก่ไม่แตกมีปีกแคบด้านเดียว เมล็ดรูปไต เกลี้ยงหรือมีรอยย่น, \n  เครือเขาหนัง หรือ เถาตาปลา ก็เรียก."],
    [1034,1020,"เถาเมื่อย","ดู เถาเอ็นอ่อน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [1035,1021,"เถาย่านาง, เถาวัลย์เขียว","ดู ย่านาง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา มีรอยแผลเป็นตามเถาและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่ ดอกเป็นช่อแยกเพศต่างช่อร่วมต้น อาจเป็นแบบช่อกระจะเทียม ช่อกระจุกมีก้าน มีดอก ๑-๓ ดอก ออกตามซอกใบหรือตามเถา ช่อดอกเพศผู้สีเหลือง เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลีบดอกเล็กมาก มี ๓ หรือ ๖ กลีบ ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบเลี้ยงชั้นในรูปกลม กลีบดอกมี ๖ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง เมล็ดรูปเกือกม้า ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากปรุงเป็นยาต้มรับประทาน เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ, ไข้เหนือ, ... เป็นยาขับกระทุ้งพิษได้ดี มักใช้รวมกับรากเท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ เรียกว่ายา ๕ ราก หรือแก้ว ๕ ดวง ...” รากย่านางเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง หรือ ย่านนาง ก็เรียก. เขียนว่า หญ้านาง ก็มี."],
    [1036,1022,"เถาวัลย์เปรียง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... เถามีรสเฝื่อนเอียนเล็กน้อย ถ่ายเส้นและกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideae มีชื่อสามัญว่า hog creeper เป็นไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งห้อยลง เถามีขนสั้นนุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ช่อดอกแบบช่อกระจะเทียมหรือแบบช่อแยกแขนงเทียม ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สีม่วง กลีบดอกสีขาว สีชมพูหรือสีออกม่วง ผลเป็นฝักแบน รูปไข่หรือรูปรี ถึงรูปขอบขนานแกมรูปแถบ โคนสอบแคบ ปลายแหลม แก่ไม่แตกมีปีกแคบด้านเดียว เมล็ดรูปไต เกลี้ยงหรือมีรอยย่น, \n  เครือเขาหนัง หรือ เถาตาปลา ก็เรียก."],
    [1037,1023,"เถาสามร้อยต่อ","ดู เพชรสังฆาต.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเพ็ชสังฆาฎ รู้แก้กระดูกแตกหักแลรู้แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาของพระยาบำเรอราชกล่าวว่า เถารับประทานแก้กระดูกแตกหัวซ้น, ขับลมในลำไส้ แพทย์ตามชนบท ใช้เถารับประทานวันละ ๑ ข้อจนครบ ๓ วันแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก, ทั้งชนิดกลีบมะไฟและเดือยไก่ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีชื่อสามัญว่า winged treebine vine, veldt grape vine เป็นไม้เลื้อย เถาเป็นสี่เหลี่ยม มีสันเด่น ค่อนข้างอวบน้ำ มักมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ร่วงง่าย มักคงอยู่ตามปลายยอด แผ่นใบรูปไข่ โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบเรียบ หยักซี่ฟัน หรือเว้าลึกแบบฝ่ามือ ๓-๕ หยัก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อกระจุก ออกตรงข้ามใบ ดอกสีนวลหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอก ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กลับ หรือทรงรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง และสีม่วงคล้ำตามลำดับ เมล็ดรูปรี แป้น, ตำลึงสวรรค์ เถาขั่นข้อ เถาสามร้อยต่อ หรือว่านมดง่าม ก็เรียก."],
    [1038,1024," เถาเอ็นอ่อน",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [1039,1025,"ทนดี","ดูใน ตองแตก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม แตกกิ่ง จากโคนต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน โดยทั่วไปรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนกลมหรือสอบแคบ มีต่อม ๒ ต่อม ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง หยักมน หรือจักลึกเป็นพู ๓-๕ พู ผิวใบทั้ง ๒ ด้าน เกลี้ยงหรือมีขนแข็งเอน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง เล็กเรียว ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกเพศผู้มีหลายดอก รูปกลมหรือรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศเมียรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยม ด้านนอกมีขนนุ่มสั้น ติดแน่นและขยายใหญ่ขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม มี ๓ พู ปลายบุ๋ม มีกลีบเลี้ยงติดทน เมื่อแก่แตกตามยาวกลางพู แต่ละพูมี เมล็ด ๑ เมล็ด รูปไข่ สีน้ำตาล เนื้อคล้ายหินอ่อน มีจุกขั้ว, ราก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา ในตำรายาไทยพืชชนิดนี้ที่มีใบจักเป็นพูลึก ๓-๕ พู เรียก “ตองแตก” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งรากตองแตกนั้น มีรสอันจืด รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ รู้แก้ซึ่งเสมหะและฟกบวม รู้ทำลายเสียซึ่งอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “... ตองแตก นั้นมีรสจืด แก้โรคอันบังเกิดแต่แม่พยาธิ์ แก้เสมหะแลฟกบวม ทำลายอุจจาระอันกล้าให้ตก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “… รากตองแตกถ่ายลมเป็นพิษถ่ายพิษพรรดึก ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (และมีคุณคล้ายหัวดองดึง) มีชนบางชาติให้ใบและเมล็ดของไม้นี้เป็นยาถ่าย แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ์ แก้ฟกบวม บางตำรับกล่าวว่าเมล็ดถ่ายแรงนัก รากถ่ายน้ำดีซ่าน ใบแช่น้ำกินแก้หิด ...”. พืชชนิดนี้ที่มีใบไม่จักลึกเป็นพู เรียก “ทนดี” มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งทนดีนั้น รู้แก้\n  โรคอันบังเกิดแต่ลมและเสมหะ รู้แก้โรคในกองประเมหะ ๒๐ ให้ถอย รู้ดับเตโชธาตุและกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… ทนดีนั้น แก้โรคอันบังเกิดแต่ลมแลเสมหะ แก้โรคในกองปรเมหะ ๒๐ ประการให้ถอย ดับเตโชธาตุ แลกระทำอุจจาระมิให้ผูกเข้าได้ ...” และพืชชนิดนี้ที่มีใบทั้ง ๒ แบบในต้นเดียวกัน เรียก “ตองแตกทนดี”."],
    [1040,1026,"ทร่วง","ดู ส้วง.","น.","ช่อง, โพรง, (โดยมากมักใช้กับทวารหนัก), เขียนว่า ซ่วงหรือ ทร่วง ก็มี."],
    [1041,1027,"ทรสูตร","ดู ฝีธรสูตร์, ฝีธรสูตร.","น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นภายใน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการปวดสันหลัง เสียดในท้อง ซูบผอม กินไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีทรสูตเป็นคำรบ ๙ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดเจ็บสันหลัง ให้เมื่อยให้จุกแดก เป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร มักให้ซูบผอมบริโภคอาหารมิได้ มักกระทำพิษให้เป็นไปต่างๆ ...”, ธรสูตร์ ก็เรียก, เขียนว่า ฝีทรสูตร ก็มี."],
    [1042,1028,"ทราง","ดู ซาง.","น.","โรคเด็กประเภทหนึ่ง มักเกิดในเด็กเล็ก ทำให้มีอาการตัวร้อน เชื่อมซึม ปากแห้ง อาเจียน กินอาหารไม่ได้ ท้องเดิน มีเม็ดขึ้นในปาก ในคอ ลิ้นเป็นฝ้า เป็นต้น แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ ซางเจ้าเรือน และ ซางจร ทั้งซางเจ้าเรือนและซางจรจะทำให้มีอาการแตกต่างกันตามวันเกิดของเด็ก, เขียนว่า ทราง ก็มี."],
    [1043,1029,"ทวดึงษาการ, ทวดึงสาการ, ทวัตดึงสาการ, ทวัตติงสาการ","ดู อาการ ๓๒.","น.","ส่วนที่ประกอบเป็นร่างกายที่มองเห็นและจับต้องได้ ๓๒ อย่าง มีธาตุดิน ๒๐ อย่าง (ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไตหรือพุง หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า และสมอง ศีรษะ) และธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง (ได้แก่ น้ำดี เสมหะหรือเสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้นหรือไขมัน น้ำตา มันเหลวหรือน้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และปัสสาวะ) เมื่อมีส่วนประกอบเหล่านี้ครบสมบูรณ์ มักเรียกว่า อาการครบ ๓๒, ทวัตดึง-สาการ ทวดึงสาการ ทวดึงษาการ หรือ ทวัตติงสาการ ก็เรียก."],
    [1044,1030,"ทวาทศอาโป",null,"น.","ธาตุน้ำ ๑๒ ประการ ได้แก่ น้ำดี(ปิตตัง) เสมหะหรือเสลด (เสมหัง) หนอง (บุพโพ) เลือด (โลหิตัง) เหงื่อ (เสโท) มันข้นหรือไขมัน (เมโท) น้ำตา (อัสสุ) มันเหลวหรือน้ำเหลือง (วสา) น้ำลาย (เขโฬ) น้ำมูก (สิงฆานิกา) ไขข้อ (ลสิกา) และปัสสาวะ (มุตตัง). (มาจากคำ ทวาทศะ แปลว่า สิบสอง กับ อาโป แปลว่า น้ำ)."],
    [1045,1031,"ทศเบญจกูล",null,"น.","พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยาไว้ ๕ อย่าง ได้แก่ ดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง และขิงแห้ง ในปริมาณอย่างละ ๑๐ ส่วน เท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณขับลม ขับเสมหะ บำรุงธาตุ เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยจัดเป็นพิกัดประจำธาตุนวทวาร."],
    [1046,1032,"ทองกี, ทองแค, ทองเดือนห้า, ทองบก","ดู ทองหลางใบมน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erythrina stricta Roxb. ในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง เปลือกต้นหนา แตกเป็นร่องลึก ต้นและกิ่งมีหนามทั่วไป ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓ ใบ ใบย่อยเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มุมโค้งมน ขอบใบเรียบ ช่อดอกขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงเลือดนก ผลเป็นฝักแคบ มีเมล็ดสีดำ ๓-๘ เมล็ด ราก แก่น เปลือกต้น ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ทองหลางใบมน แก้ไข้\n  ปากหวานปากขม ปากเปรี้ยว เพื่อธาตุทั้ง ๓ มิปรกติ คือวาโยธาตุปัถวีธาตุอาโปธาตุกำเริบ ให้ปวดมวนท้องก่อนจึงให้ปากหวาน ปากเปรี้ยว ปากขม ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคุณแห่งทองหลางใบมนนั้น ใบรู้แก้ลมแก้ริดสีดวงแก้ไส้เดือนในอุทร ดอกรู้แก้โลหิตให้ตกเสีย ผลรู้บำรุงซึ่งดี เปลือกรู้แก้เสมหะ วาโย นิ่วให้ตก แก่นรู้แก้พิษฝีมาระถะ \n  รากรู้แก้สรรพพิษทั้งปวง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๘] ตอนหนึ่งว่า “... สรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ใบขับไส้เดือน, แก้ริดสีดวง แก้ลม, ดอกขับโลหิตระดู, ลูกบำรุงน้ำดี, เปลือกแก้เสมหะ, แก้ลมและนิ่วให้ออก, กะพี้แก้พิษฝี, แก่นแก้ฝีในท้อง, รากแก้พิษทั้งปวง ...”, ทองกี ทองแค ทองเดือนห้า หรือ ทองบก ก็เรียก."],
    [1047,1033,"ทองคันชั่ง","ดู ทองพันชั่ง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า snake jasmine, dainty spurs เป็นไม้ล้มลุกหลายปีถึงไม้พุ่มเล็ก ลำต้นมักเป็นเหลี่ยม ยอดและกิ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก รูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกสั้นมาก กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกคล้ายรูปปากเปิด กลีบปากบนรูปขอบขนาน ปลายแฉกตื้น ๒ แฉก กลีบปากล่างรูปไข่กลับ ปลายแฉกลึก ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปรีแกมรูปขอบขนาน เมล็ดค่อนข้างกลม, ราก ใบ และทั้งต้นใช้ทำยามีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… ใบมีรสเบื่อเมา รับประทานเป็นยาเย็นดับพิษไข้ โดยมากมักผสมเป็นยาเขียว ใช้รากป่นละเอียด แช่แอลกอฮอล์ ๑ อาทิตย์ เอาน้ำทาแก้กลากเกลื้อนผื่นคันได้ดี ... แพทย์บางชนบทใช้ในการบำบัดโรคผิวหนังพวกกลากเกลื้อนและแก้พิษงู ...”, ทองคันชั่ง ก็เรียก."],
    [1048,1034,"ท้องเดิน",null,null,"ก. อาการที่ถ่ายอุจจาระเหลวมากบ่อย ๆ, ลงท้อง ก็เรียก."],
    [1049,1035,"ทองพันชั่ง",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า snake jasmine, dainty spurs เป็นไม้ล้มลุกหลายปีถึงไม้พุ่มเล็ก ลำต้นมักเป็นเหลี่ยม ยอดและกิ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก รูปรีแกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อกระจะแยกแขนง ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกสั้นมาก กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกคล้ายรูปปากเปิด กลีบปากบนรูปขอบขนาน ปลายแฉกตื้น ๒ แฉก กลีบปากล่างรูปไข่กลับ ปลายแฉกลึก ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปรีแกมรูปขอบขนาน เมล็ดค่อนข้างกลม, ราก ใบ และทั้งต้นใช้ทำยามีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… ใบมีรสเบื่อเมา รับประทานเป็นยาเย็นดับพิษไข้ โดยมากมักผสมเป็นยาเขียว ใช้รากป่นละเอียด แช่แอลกอฮอล์ ๑ อาทิตย์ เอาน้ำทาแก้กลากเกลื้อนผื่นคันได้ดี ... แพทย์บางชนบทใช้ในการบำบัดโรคผิวหนังพวกกลากเกลื้อนและแก้พิษงู ...”, ทองคันชั่ง ก็เรียก."],
    [1050,1036,"ท้องมาน, ท้องมาร",null,null,"น. ชื่อโรคจำพวกหนึ่งมีอาการให้ท้องโตอย่างหญิงมีครรภ์."],
    [1051,1037,"ท้องร่วง",null,null,"ว. อาการที่ท้องเดินอย่างแรง."],
    [1052,1038,"ท้องลุ้งพุงมาน, ท้องลุ้งพุงโร",null,null,"น. อาการของโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีท้องโตขึ้นอย่างหญิงมีครรภ์ ซึ่งอาจเป็นอาการของโรคท้องมาน ตานโจร เป็นต้น."],
    [1053,1039,"ท้องเสีย",null,null,"ว. อาการถ่ายอุจจาระบ่อยและกะปริบกะปรอย อาจเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น ท้องเสียจากการกินอาหารไม่ถูกกับธาตุ."],
    [1054,1040,"ทองหลางใบมน",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erythrina stricta Roxb. ในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง เปลือกต้นหนา แตกเป็นร่องลึก ต้นและกิ่งมีหนามทั่วไป ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓ ใบ ใบย่อยเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มุมโค้งมน ขอบใบเรียบ ช่อดอกขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สีแดงเลือดนก ผลเป็นฝักแคบ มีเมล็ดสีดำ ๓-๘ เมล็ด ราก แก่น เปลือกต้น ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ทองหลางใบมน แก้ไข้\n  ปากหวานปากขม ปากเปรี้ยว เพื่อธาตุทั้ง ๓ มิปรกติ คือวาโยธาตุปัถวีธาตุอาโปธาตุกำเริบ ให้ปวดมวนท้องก่อนจึงให้ปากหวาน ปากเปรี้ยว ปากขม ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคุณแห่งทองหลางใบมนนั้น ใบรู้แก้ลมแก้ริดสีดวงแก้ไส้เดือนในอุทร ดอกรู้แก้โลหิตให้ตกเสีย ผลรู้บำรุงซึ่งดี เปลือกรู้แก้เสมหะ วาโย นิ่วให้ตก แก่นรู้แก้พิษฝีมาระถะ \n  รากรู้แก้สรรพพิษทั้งปวง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๘] ตอนหนึ่งว่า “... สรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ใบขับไส้เดือน, แก้ริดสีดวง แก้ลม, ดอกขับโลหิตระดู, ลูกบำรุงน้ำดี, เปลือกแก้เสมหะ, แก้ลมและนิ่วให้ออก, กะพี้แก้พิษฝี, แก่นแก้ฝีในท้อง, รากแก้พิษทั้งปวง ...”, ทองกี ทองแค ทองเดือนห้า หรือ ทองบก ก็เรียก."],
    [1055,1041,"ทะนาน",null,null,"น. ๑. เครื่องตวงอย่างหนึ่งทำด้วยกะโหลกมะพร้าว ทองเหลือง เป็นต้น, โบราณใช้ตวงสิ่งของต่าง ๆ เช่น งา ข้าวเปลือก น้ำมัน มีหลายขนาด เช่น ทะนาน ๕๐๐, ทะนาน ๖๐๐, ทะนาน ๘๐๐ ตัวเลขหลังทะนานหมายถึง ปริมาตรเท่าจำนวนเบี้ยที่ใช้เป็นเงินตราสมัยโบราณ โดยทั่วไปหากไม่ระบุตัวเลขหมายถึง ทะนาน ๘๓๐. ๒. ชื่อหน่วยในมาตรา ตวงโบราณซึ่งเก่าแก่ที่สุด มีอัตรา ๘ ฟายมือ เท่ากับ ๑ ทะนาน. ๓. ชื่อหน่วยในมาตราตวงโบราณ มีอัตรา ๒๐ ทะนาน เป็น ๑ ถัง (สำหรับตวงข้าวสาร) หรือ ๒๕ ทะนาน เป็น ๑ สัด \n  (สำหรับตวงข้าวเปลือก)."],
    [1056,1042,"ทะนานหลวง",null,null,"น. เครื่องตวงอย่างหนึ่งมีปริมาตรเท่ากับ ๑ ลิตร ทางราชการทำขึ้นให้ใช้ตวงปริมาตรเป็นมาตรฐานเดียวกัน หลังตราพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. ๒๔๖๖ เพื่อให้ประชาชนซึ่งยังคงคุ้นเคยกับมาตราตวงตามวิธีประเพณี(ตวงเป็นทะนาน) ค่อย ๆ ยอมรับ และปรับเข้าสู่ระบบใหม่ คือ ระบบเมตริก, อักษรย่อว่า ท."],
    [1057,1043,"ทักษิณะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดาน บริเวณช่องท้องด้านขวา ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน,ดาลุ์ตั้งอยู่เบื้องขวา มีนาภีเปนที่สุด ชื่อว่าทักษิณะคุละมะ …”."],
    [1058,1044,"ทั้ง ๕, ทั้งห้า",null,null,"ว. ๑. รวมทั้งหมด ๕ ส่วน หมายถึงรวมส่วนของพืชที่นำมาใช้ทำยา ๕ ส่วน ได้แก่ ราก ต้น ใบ ดอก และลูก (ฝัก) เช่น ชุมเห็ดทั้ง ๕ โดยปริยายหมายถึง รวมหมด ทั้งต้น, ทั้งต้นทั้งราก ก็เรียก. ๒. รวมทั้งหมด ๕ ชนิด ใช้เรียกพิกัดยาที่มีตัวยา ๕ สิ่ง เช่น โกฐทั้ง ๕, เทียนทั้ง ๕, เกสรทั้ง ๕."],
    [1059,1045,"ทั้งต้น",null,null,"๑. ว. รวมหมดทุกส่วนของพืช เช่น ผักกาดน้ำทั้งต้นสะเดาดินทั้งต้น. ๒. น. ส่วนเหนือดินของพืชที่นำมาใช้ทำยา เช่น กะเพราทั้งต้น กระพังโหมทั้งต้น."],
    [1060,1046,"ทั้งต้นทั้งราก",null,null,"ดู ทั้ง ๕, ทั้งห้า."],
    [1061,1047,"ทัดดอกไม้",null,null,"น. บริเวณของศีรษะเหนือใบหูหลังขมับ เป็นตำแหน่งที่เอาสิ่งของหรือดอกไม้เหน็บไว้, เพรียงหู ก็เรียก."],
    [1062,1048,"ทันตกุถัง, ทันตะกุฏฐัง","ดู ฝีทันตกุถัง, ฝีทันตะกุฏฐัง.",null,null],
    [1063,1049,"ทันตมุนลัง","ดูใน ฝีทันตกุถัง, ฝีทันตะกุฏฐัง.",null,null],
    [1064,1050,"ทันตะมูลา","ดู ฝีทันตะมูลา.",null,null],
    [1065,1051,"ทันตา",null,null,"น. ฟัน เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [1066,1052,"ทับ",null,null,"๑. น. โรคเด็กกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการอื่นแทรกอาการของโรคเดิม ทำให้อาการโดยทั่วไปรุนแรงขึ้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มี ๘ ประการ เรียก ทับ ๘ ประการ อันเป็นโรคที่เกิดแทรกโรคซางในเด็ก ได้แก่ ทับสองโทษ ทับสำรอก ทับละออง ทับกุมโทษ ทับเชื่อมมัว ทับลง ทับช้ำใน และทับกำเดา. ๒. ก. แทรก มักใช้กับไข้หรืออาการ หมายถึง ไข้แทรกหรืออาการแทรก เช่น ไข้ทับระดู ระดูทับไข้. ๓. ก. วางข้างบน ซ้อนข้างบน เช่น ทับหม้อเกลือ."],
    [1067,1053,"ทับ ๘ ประการ","ดูใน ทับ.",null,null],
    [1068,1054,"ทับกำเดา",null,"น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของไข้กำเดาอันเนื่องจากเคยมีอุปัทวเหตุพลัดตกหกล้มมาก่อน ทำให้ร่างกายบอบช้ำ มีไข้ ตัวร้อน เป็นต้น เมื่อมีซางมาแทรกจะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ท้องร่วง ถ่ายอุจจาระเป็น ส่าเหล้า เป็นมูกเลือด ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้ ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๔๑/๙-๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งบังคับไว้ว่า กุมารากุมารี ล้มอกตีสีข้างฟัด ชอกช้ำขัดในกายา อยู่นานมา จับไข้ ตัวร้อนไปเปนเพลา ดูหน้าตาไม่มีศรี ยังทวีด้วยอาการ ตับบันดานตกจากที่ สองโทษทวีระคนกัน ให้ท้องนั้นร่วงลงมา เปนส่าเหล้าแลไข้เหน้า เบื้องปลายเล่าเปนมูกเลือด ไม่ห่างเหือดเวลา นอนหลับตาเบ่งปวด ตัวร้อนรวดรุ่มไป หนึ่งหายใจสอื้นขัด ตีนมือสะบัดเย็นแลร้อนทำยอกย้อนให้ฉงน อาการกลมีนา ๆ แม้ขัดดังเช่นว่า โทษแท้เที่ยงตาย ...”, ซางทับกำเดา ก็เรียก."],
    [1069,1055,"ทับกุมโทษ",null,null,"น. โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของไข้กำเดาอยู่แล้ว (มีไข้ ตัวร้อนมาก ปวดหัว คอแห้ง นอนผวา เป็นต้น) เมื่อมีซางมาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (มีเม็ดในลำคอ ไม่ดื่มกิน ท้องขึ้น หลังแข็ง เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๘] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งกำเดาเปนต้นไข้ ทำให้ไอปวดหัว ทั่วตัวเปนเปลวร้อน นอนสะท้อนถอนใจใหญ่ ดูหายใจติดจะสั้น ปากคอนั้นแห้งสามารถ หลับ ๆ หวาดผวา ให้ทรางนั้นไซร้พลอยเกิด เม็ดกำเนิดในคออก เข้านมยกพาน ต้องหลังดานท้องขึ้นแข็งอาการแสดงเปนสองโทษ อาจาริย์ โจทย์ให้เห็น ให้ยาเย็นแลสุขุม …”, มูกเลือดทับกำเดา ก็เรียก."],
    [1070,1056,"ทับช้ำใน",null,"น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของกำเดาอยู่แล้ว (เชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อน ท้องอืดเฟ้อ หอบ ไอแห้ง เป็นต้น) เมื่อมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดมาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ถ่ายบ่อย ปวดเบ่งมาก เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งกำลังเด็กกำเดา ให้ซึมเซาเชื่อมมัว ปวดหัวตัวร้อนกล้า แต่บาทาตลอดบน บางทีท้นท้องขึ้นแรง หอบไอแห้งทำต่าง ๆ มูกเลือดขวางมาทับให้ ลงมิได้เปนเพลา ให้เวทนากระหายน้ำ ปวดเบ่งซ้ำเปนกำลัง อาการดังที่กล่าวมา พอเยียวยาไว้ได้ ...”, ไข้ทับช้ำใน ก็เรียก."],
    [1071,1057,"ทับเชื่อมมัว",null,"น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว (ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดบางครั้งสีแดง บางครั้งสีดำ ปวดเบ่ง ตัวร้อน เป็นต้น) เมื่อมีไข้กำเดามาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ตัวร้อนจัดตลอดเวลา หายใจขัด เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๘-๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งทรางกุมโทษให้ยังอยู่ในระหว่างทำ มูกเลือดดำสดก็มี ปวดเบ่งทวีเปนกำลัง กำเดาบังเกิดจรมา ทั่วกายาร้อนตลอด เชื่อมมัว ทอดไม่สมปฤดี เห็นวารีให้อยากหายใจ กระดากให้ข้องขัด โทษอุบัติดังนี้ไซร้ มิเปนไรพอกระทำ ...”, กำเดาทับมูกเลือด ก็เรียก."],
    [1072,1058,"ทับทิม",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Punica granatum L. ในวงศ์Lythraceae มีชื่อสามัญว่า pomegranate เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านเมื่ออ่อนเป็นเหลี่ยม เมื่อแก่รูปทรงกระบอก ปลายกิ่งเป็นหนาม และมีหนามตามซอกใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กึ่งตรงข้าม หรือเป็นกระจุก รูปใบหอก หรือรูปรีแกมรูปใบหอกกลับ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบดอกรูปไข่กลับ กลีบบางและย่น สีส้ม สีแดง หรือสีขาว มีทั้งพันธุ์ดอกลาและพันธุ์ดอกซ้อน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม มีหลายสี เช่น สีเขียวแกมเหลือง สีแดง สีม่วงเข้ม เปลือกผลเหนียว คล้ายหนัง ภายในผลมีผนังบางสีขาว แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนมีเมล็ดอัดแน่น เมล็ดรูปสามเหลี่ยมทู่ มีเนื้อใส ฉ่ำน้ำ สีแดงเข้ม สีแดงแกมชมพู หรือสีขาวแกมเหลือง ทุกส่วนใช้เป็นยาได้ มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้น้ำและดอกทับทิม เป็นเครื่องปรุงยาธาตุหรือปรุงกับของหอมอื่นๆ เช่น อบเชย, กานพลู, หรือ พริกไทย เป็นยาสมานลำไส้แก้ท้องเสีย เม็ดก็แก้ท้องเสียกับบำรุงหัวใจ ... ตามสรรพคุณยาโบราณใช้ทุกส่วนของทับทิม (เรียกว่าทั้ง ๕ ต้มรับประทานแก้ท้องร่วงอย่างแรง) ...”, พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หรือ มะก๊อ ก็เรียก."],
    [1073,1059,"ทับลง",null,"น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว (ถ่ายเป็นส่าเหล้า เหม็นคาวเหมือนไข่เน่า ปวดเบ่ง ปลายมือเย็น กระหายน้ำ เป็นต้น) เมื่อมีอาการตับทรุดมาแทรก ทำให้อาการรุนแรงขึ้น (ตัวร้อนมาก ท้องขึ้น มือเย็น หายใจขัด เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งทรางไซร้กระทำก่อน มันเบียนบ่อนกินปอดตับ โดยตำรับท่านกล่าวว่า ลงออกมาเปนส่าเหล้า น้ำไข่เหน้าคาวขื่นเหม็น ปลายมือเย็นมูกเลือดสด ให้ระทดเบ่งปวดมวน หิวโหยหวนกระหายน้ำ ตับนั้นซ้ำซุดลงมา ให้เวทนายิ่งมากเข้า เลือดเสลดเหน้าพิการกล ตัวร้อนท้นทำท้องขึ้น ตีนมือมึนเยือกเย็น หนึ่งจงเห็นหายใจขัด อาการชัดดังกล่าวอ้าง เหลือแพทย์ง้างให้คืนกลับ ...”, ตับทรุดทับลง ก็เรียก."],
    [1074,1060,"ทับละออง",null,"น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว (ถ่ายเป็นมูก กลิ่นเหม็นเปรี้ยว คาว มีละอองขึ้นในลำคอ ไอ เป็นต้น) เมื่อมีไข้กำเดามาแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ตัวร้อนมาก เชื่อมมัว เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๘] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งนั้นไซร้ทรางทำ เจ็บประจำอยู่ก่อนให้อธิกรณ์แก่เด็กใด ท้องลงไหลเปนมูกคละ อุจาระพิการเปน เปรี้ยวคาวเหม็น ๒ อย่าง ลอองทรางขึ้นคอใน กำเริบไอเปนหมู่ ๆ กำเดาจุ่มาซ้ำเข้า ให้ซึมเซาเชื่อมมัว หัวตัวเปนเปลวร้อน โดยอธิกรณ์สังเกตมา แพทย์ให้ยาอย่าดูเบา …”, กำเดาทับละอองซาง ก็เรียก."],
    [1075,1061,"ทับสองโทษ",null,null,"น. โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการของโรคซางอยู่แล้ว(ท้องขึ้น มือเท้าเย็น อุจจาระเหม็นผิดปรกติ เป็นต้น) จากนั้นจะมีอาการสำรอกแทรก (ท้องเสีย กระหายน้ำ ปวดหัว ตัวร้อน เชื่อมมัว ปลายมือปลายเท้าเย็น เป็นต้น) ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๗] ตอนหนึ่งว่า “... ไนยหนึ่งนั้นเด็กไข้ แม่ทรางใดมากระทำ เข้าประจำสองโทษ กุมารโสดให้ท้องขึ้น เท้ามือมึนเยือกเย็น อุจาระเหม็นพิการ พอมาพานสำรอกทับ อาการกลับแรงร้าย ให้ลงท้อง กระหายน้ำ มีกำลังด้วยเชื่อมมัว ให้ปวดหัวตัวร้อน ตีนมือ ท่อนปลายเย็น อาการเปนดังนี้ …”, สำรอกทับซาง ก็เรียก."],
    [1076,1062,"ทับสำรอก",null,"น.","โรคทับชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการสำรอกอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่าง (สำรอกเป็นสีเขียว สำรอกเป็นสีเหลือง สำรอกเป็นเสมหะ หรือสำรอกเป็นเมล็ดมะเขือ) อยู่แล้วเมื่อซางแทรก ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น (ไอ นอนผวา ไม่ดื่มกิน สะบัดร้อนสะท้านหนาว มีไข้ เป็นต้น) ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๗-๘] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งทรางทับสำรอก อาจาริย์บอกไว้แจ้ง สำรอกแห่งกุมาร มีอาการ ๔ อย่าง เหลืองเขียวบ้าง เสมหะ เปนเมล็ดมะเขือก็มี ยังทวีด้วยทรางแทรก อาการแปลกต่อไป ขึ้นคอไอนอนผวา ไม่นำพาซึ่งนมเข้า ตัวนั้นเล่าบางทีร้อน บางทีผ่อนให้หนาว แลบางคราวเปนท่อน เย็นแล้ว ร้อนไม่เหมือนกัน หนึ่งตามันมักดูบน ทรางระคนกับสำรอก อาการบอกจะแจ้งใจ ...”, ซางทับสำรอก ก็เรียก."],
    [1077,1063,"ทับหม้อเกลือ",null,null,"ก. เอาหม้อเกลือที่ตั้งไฟให้ร้อน วางบนใบพลับพลึงหรือใบละหุ่ง ซึ่งวางบนผ้าดิบ แล้วห่อรวบชายผ้า ทำเป็นกระจุกสำหรับถือ นาบบนหน้าท้อง หัวหน่าว เอว สะโพก ขาหนีบ และตามตัวของหญิงหลังคลอด เพื่อเร่งให้มดลูกเข้าอู่ ขับน้ำคาวปลา และลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ, นาบหม้อเกลือ ก็เรียก."],
    [1078,1064,"ทัษฐะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานติดกับก้อนหรือดานที่เกิดจากวามะกะคุละมะ ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์ชื่อว่าทัษฐะคุละมุ ตั้งแอบก้อนลมวามะกะคุละมะอยู่ …”."],
    [1079,1065,"ทามควาย",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นเป็นแนวยาวบริเวณต้นกรามทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีทามควาย เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้สูง เรียก ไข้ทามควาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณทามควาย บังเกิดแต่ต้นกรามสองข้าง มีสัณฐานยาวไปเหมือนตัวปลิง ทำพิศม์สงให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้แพทย์เร่งแก้จงเรว ...”."],
    [1080,1066,"ทามสมุทร",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีซึ่งมีลักษณะบวมยาวขึ้น บริเวณข้างลิ้น ข้างขากรรไกร ตามไรฟัน และโคนลิ้น ทำให้ลิ้นแข็งพูดไม่ได้ เรียก ฝีทามสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง เรียกไข้ทามสมุทร ตำราว่าหากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณทามสมุท ลักษณบังเกิดบวมยาวขึ้นมาตามข้างลิ้น ข้างขาตะไกรไรฟันต้นลิ้นเจรจามิได้ให้เร่งแก้จงเรว มีลักษณให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมให้มัวให้ลิ้นแฃง เจรจามิได้ ถ้าและประทับยาอมมิฟังตายแล ...” ."],
    [1081,1067,"ท้ายทอย",null,null,"น. ส่วนสุดของกะโหลกศีรษะด้านหลัง."],
    [1082,1068,"ทารก",null,null,"น. ๑. เด็กแรกเกิดถึงอายุ ๑ ขวบ. ๒. ทั่วไปหมายถึง เด็กที่ยังไม่เดียงสา เด็กเล็ก ๆ เด็กแบเบาะ ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันใช้เรียกผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑ ปี."],
    [1083,1069,"ทารกในครรภ์",null,null,"น. ทารกตั้งแต่แรกปฏิสนธิในครรภ์จนถึงคลอด."],
    [1084,1070,"ท้าวยายม่อม","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1085,1071,"ทิพโอสถ",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ลมวิงเวียน มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/ ๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... ยาหอมทิพโอสถ เอาดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ สารภี ๑ มะลิ ๑ บัวหลวง ๑ กะดังงา ๑ จำปา ๑ จงกล ๑ แห้วไทย ๑ กะจับ ๑ ฝาง ๑ จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ จันทน์เทศ ๑ เนื้อไม้ ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ สมุลแว้ง ๑ สนเทศ ๑ ว่านน้ำ ๑ กะชาย ๑ เปราะ ๑ ดอกคำ ชะเอม ๑ สุรามฤต ๑ ข่าต้น ๑ ลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท โกฐทั้ง ๙ หนักสิ่งละ ๒ สลึง เทียนทั้ง ๙ การะบูน หนักสิ่งละ ๑ สลึง ชะมดเชียงหนัก ๒ สลึง แก้เชื่อมมัวเพื่อพิษเสมหะ น้ำดอกไม้ จันทน์แดง ฝนแทรก\n  พิมเสน แก้ชักเพื่อพิษลม เพื่อพิษโลหิต น้ำดอกไม้ หญ้าฝรั่น พิมเสนแทรกดีงูเหลือม แก้อ่อนเพลีย วาโยวิงเวียน หิวโหย \n  สวิงสวาย เหนื่อยหอบ น้ำดอกไม้ หญ้าฝรั่น พิมเสน ชะมดเชียง อำพันหรือจะใช้น้ำหัวถั่วพูต้ม กับ น้ำดอกไม้ก็ได้ …” ปัจจุบัน\n  ยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทย\n  หรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ยาหอมทิพโอสถ ก็เรียก."],
    [1086,1072,"ทิพโอสถประโยธร",null,null,"น. น้ำนมที่ได้จากแม่นมเบญจกัลยาณี ตำราการแพทย์แผนไทยจัดว่าเป็นยาทิพย์ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะแม่นม ๔ จำพวก เป็นแม่นมเบญจกัลยาณี ท่านจัดสรรเอาไว้ถวายพระมหาบุรุษ ราชเจ้าได้เสวยครั้งนั้น เรียกว่าทิพโอสถประโยธร ดุจน้ำสุรามฤต ถ้าแลกุมาร กุมารีผู้ใดได้บริโภค ดุจดื่มกินซึ่งโอสถอันเป็นทิพย์ ...”. ดู ประโยธร และ เบญจกัลยาณี ประกอบ."],
    [1087,1073,"ทุจริตโลหิต, ทุจริตโลหิตโทษ","ดู โลหิตทุจริตโทษ.",null,null],
    [1088,1074,"ทุนยักษวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากกองลมอัมพาต ผู้ป่วยมีอาการเสียดตั้งแต่บริเวณสีข้างและชายโครงขึ้นมา ทำให้ตัวงอ ท้องแข็ง กินอาหารไม่ได้ มักอาเจียน เป็นลมเปล่า ตาฟาง ท้องเสีย เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพน-วิมลมังคลาราม [๔/๓๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลม อันชื่อว่าทุนยักษวาโย เป็นคำรบ ๒ นั้น \n  เกิดแต่กองลมอัมพาตเป็นต้น ลมกองนี้มักกระทำให้เสียดสีข้างและชายโครงขึ้นมา มิให้ตึงตัวได้ มักให้โก่งตัวอยู่ในท้องแข็งเป็นเกลียว บริโภคอาหารมิได้ มักรากลมเปล่าและมักเป็นรำมะนาดเจรจาคลอแคล มักให้ตามืดตาฟาง และกระทำให้ลงเป็นคราวๆ มักพัดเตโชให้ดับ ถ้าผู้ใดเป็นดังกล่าวมานี้มักถอยอายุทุกวัน ...”."],
    [1089,1075,"ทุ่ม",null,null,"น. วิธีนับเวลาตามประเพณีสำหรับ ๖ ชั่วโมงแรกของกลางคืน ตั้งแต่ ๑๙ นาฬิกา ถึง ๒๔ นาฬิกา เรียกว่า ๑ ทุ่ม ถึง ๖ ทุ่ม, \n  แต่ ๖ ทุ่ม นิยมเรียกว่า สองยาม.น. วิธีนับเวลาตามประเพณีสำหรับ ๖ ชั่วโมงแรกของกลางคืน ตั้งแต่ ๑๙ นาฬิกา ถึง ๒๔ นาฬิกา เรียกว่า ๑ ทุ่ม ถึง ๖ ทุ่ม, แต่ ๖ ทุ่ม นิยมเรียกว่า สองยาม."],
    [1090,1076,"ทุราวสา, ทุลาวะสา",null,null,"น. ๑. ความผิดปรกติของน้ำปัสสาวะพวกหนึ่งเกิดกับผู้ชาย ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวหน่าว เจ็บขัด แสบองคชาตเวลาถ่ายปัสสาวะ น้ำปัสสาวะอาจมีสีและลักษณะต่างกันได้ ๔ แบบ คือ สีขาวขุ่นคล้ายน้ำข้าวเช็ด สีเหลืองคล้ายน้ำขมิ้นสด สีแดงคล้ายน้ำฝาง และสีดำคล้ายน้ำครำ ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๒๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยทุลาวะสา ๔ ประการ คือว่าด้วยน้ำปัศสาวะ ๔ ประการ คือน้ำมูตรเมื่อออกมานั้นขาวข้นดัง น้ำเข้าเชด ถ้าเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ถ้าเปนโลหิตสดๆ ก็ดีแดง ดังน้ำฝางต้มก็ดี ดำดังน้ำครามก็ดี ย่อมให้ปวดหัวเหน่าให้แสบองคชาติ ให้สบัดร้อนสะบัดหนาวเปนเวลา ...”."],
    [1091,1077,"ทุราวสา ๑๒, ทุลาวะสา ๑๒",null,null,"น. ความผิดปรกติของน้ำปัสสาวะ ๓ จำพวก คือ ความผิดปรกติของน้ำปัสสาวะที่เกิดเฉพาะในผู้ชาย ซึ่งมี ๔ ประเภท (น้ำปัสสาวะสีขาวขุ่นคล้ายน้ำข้าวเช็ด สีเหลืองคล้ายน้ำขมิ้นสด สีแดงคล้ายน้ำฝาง และสีดำคล้ายน้ำครำ) จำพวกหนึ่ง, ที่เกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอีก ๔ ประเภท (มุตฆาต ๔) จำพวกหนึ่ง, และที่เกิดเฉพาะในผู้หญิง ๔ ประเภท (มุตกิต ๔) อีกจำพวกหนึ่ง, ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... ทุราวสา ๑๒ นั้น คือน้ำปัสสาวะ ๔ มุตคาด ๔ มุตกิด ๔ ป็น ๑๒ ประการดังนี้ ...”. ๒. คัมภีร์การแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญว่าด้วยความผิด\n ปรกติของน้ำปัสสาวะ และยาที่ใช้แก้."],
    [1092,1078,"ทุราวะสา ๔, ทุลาวะสา ๔","ดู ทุราวสา, ทุลาวะสา.",null,null],
    [1093,1079,"ทุลังกาสา","ดู พิลังกาสา.",null,null],
    [1094,1080,"ทุวรรณโทษ, ทุวันโทษ",null,null,"ว. อันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ หรือเสมหะ ๒ ใน ๓ กองสมุฏฐานร่วมกันกระทำให้เกิดโทษ เช่น ไข้ทุวันโทษวาตะและเสมหะ เกิดจากกองสมุฏฐานวาตะและเสมหะกระทำร่วมกัน."],
    [1095,1081,"ทูน","ดู คูน.","น.","๑. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia fistula L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกนอกสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล เรียบหรือแตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน แผ่นใบเกลี้ยง ค่อนข้างบาง ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่ ผลเป็นฝัก ห้อยลง รูปทรงกระบอก ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีดำ ภายในฝักมีเยื่อบางกั้นเป็นช่องตามขวาง แต่ละช่องมีเมล็ด ๑ เมล็ด รูปรี แบน สีน้ำตาลเป็นมัน, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ดอก ฝัก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... มีรสหวานเอียนเล็กน้อย เนื้อในฝัก รับประทานเป็นยาระบาย ถ่ายไม่สะดวกไม่มวนไม่ไซ้ท้อง เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ใบฆ่าพยาธิ์ ดอกแก้แผลเรื้อรัง กะพี้แก้รำมะนาด แก่นขับไส้เดือน รากขับพยาธิ์ คือ คุดทะราด ...”, ลมแล้ง ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea Hook.f. ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้า ลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว หรือม่วง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด ก้านใบกินได้, ตูน ทูน ออดิบ หรือ ออกดิบ ก็เรียก."],
    [1096,1082,"ทูม",null,null,"ก. บวม, อูม."],
    [1097,1083,"เทพจิต, เทพจิตร",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มยาหอม ใช้แก้ลมกองละเอียด บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... ยาหอมเทพจิต เอาลูกจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เนื้อไม้ ๑ กะลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ เปราะหอม ๑ แฝกหอม ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง ผิวมะกรูด ๑ บาท ผิวมะงั่ว ๑ บาท ผิวมะนาว ๑ บาท ผิวส้มตะรังกานู ๑ บาท ผิวส้มจีน ๑ บาท ผิวส้มโอ ๑ บาท ผิวส้มเขียวหวาน ๑ บาท ผิวส้มซ่า ๗ บาท ดอกพิกุล ๑ บาท บุนนาค ๑ บาท สารภี ๑ บาท เกษรบัวหลวง ๑ บาท บัวขม ๑ บาท บัวเผื่อน ๑ บาท ชะมด ๑ สลึง การะบูน ๑ สลึง โกฐทั้ง ๙ สิ่งละ ๑ บาท เทียนทั้ง ๙ สิ่งละ ๑ บาท ดอกมะลิเท่ายาทั้งหลาย บดด้วยน้ำดอกไม้เทศ แก้ลมจับนิ่งแน่ กะทบดวงจิต น้ำดอกไม้ หญ้าฝรั่น พิมพ์เสน ชะมดเชียง อัมพันทองแทรก …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็น ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. ๒๕๕๖ และยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ยาหอมเทพจิต หรือ ยาหอมเทพจิตร ก็เรียก."],
    [1098,1084,"เทพปักษี, เทพีปักษี",null,null,"น. ปักษีที่เกิดกับทารกเมื่อมารดาออกจากเรือนไฟแล้ว ๓-๔ เดือน ทารกจะมีไข้เวลาเย็น สร่างเวลาเช้า มีอาการท้องขึ้น มือเท้าเย็น เป็นเหน็บ เป็นต้น โบราณว่าเกิดจาก “ปีศาจเข้าทางเต้านม ออกทางเท้า” ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๒๗-๒๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณเทพีปักษีนั้นกระทำโทษแก่กุมารนั้น ให้ง่าเท้าง่ามือ เมื่อออกจากเรือนเพลิงแล้วได้ ๓ เดือนก็ดี ๔ เดือนก็ดี ย่อมให้เหลือกตาซ้าย ตาขวา แลชอนตากระหม่อมพร่อง ... อันว่าเทพีปักษีนั้นเข้าโดยนมออกโดยท้าว ... เทพีปักษีนั้นเข้าเมื่อตระวันเยนออกเมื่อเช้าก่อนงาย ...”."],
    [1099,1085,"เทรียด","[เซียด] ดู ฝี.","น.","โรคจำพวกหนึ่ง มักเป็นต่อมขนาดต่าง ๆ บวมขึ้น อาจกลัดหนองข้างใน เกิดได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ผู้ป่วยมักจะมีไข้ เจ็บปวดบริเวณที่เป็น เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของฝี มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามลักษณะหรือสาเหตุที่เกิด เช่น ฝีกาล ฝีวัณโรค ฝีหัวคว่ำ ฝียอดเดียว อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์แผนไทย ฝีบางชนิดอาจหมายถึง มะเร็ง หรือ ฝีมะเร็ง, เชียด เซียด หรือ เทรียด ก็เรียก, ราชาศัพท์ว่า พระยอด."],
    [1100,1086,"เทียนกิ่ง",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นใบหรือยอดอ่อนของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lawsonia inermis L. ในวงศ์ Lythraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบและยอดอ่อน ใบเทียนเป็นยาที่รักษาโรคอันเกิดจากเล็บได้ดีมาก ใช้ใบเทียนกับขมิ้นอ้อย เกลือเล็กน้อย ตำละเอียดพอกหุ้มเล็บ เป็นยารักษาเล็บกันเล็บถอดได้ดีมากกว่ายาอื่น ๆ และเล็บจะมีสีแดงติดแน่นอยู่นานจึงเรียกว่า เทียนย้อม ใช้ยอดอ่อน ๑ กำมือต้มรับประทานแก้ท้องร่วงอย่างอ่อน จนถึงอย่างแรงได้ดี นับว่าเป็นยาแก้ท้องร่วงของเด็กขนานเอก ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบเทียนมีรสฝาด ใช้ยอดสีแดง ๆ ต้มกินแก้ท้องร่วง แก้บิด มูกเลือด ใบตำละเอียดพอกปิดกันเล็บถอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lawsonia inermis L. ในวงศ์ Lythraceae มีชื่อสามัญ Egyptian privet, henna, Jamaica mignonette, mignonette เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนมักเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งแก่อาจพบหนามที่"],
    [1101,1087,"เทียนกิ่งดอกขาว, เทียนกิ่งดอกแดง","ดู เทียนกิ่ง.",null,null],
    [1102,1088,"เทียนเกล็ดหอย",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่จัดและแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plantago ovata Forssk. ในวงศ์ Plantaginaceae มีชื่อสามัญว่า blond psyllium seed, Indian plantago seed, Ispaghula seed, pale psyllium seed, spogel seed มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๑] ตอนหนึ่งว่า “… เทียนเกล็ดหอย มีรสเผ็ดร้อนขม หอม ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า มีรสร้อน ขมหอม รับประทานแก้ลมเวียน ทำให้หน้ามืด ตามัว, แก้โรคโลหิตจาง, ปลายเท้าเย็น, ปลายมือเย็น ...”."],
    [1103,1089,"เทียนขาว",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCuminum cyminum L. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า cumin,\n  cumin fruit มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งเทียนขาวนั้น รู้แก้ลมและดี รู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะอันผูก รู้แก้นิ่วและมุตกิด ....” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเทียนขาว มีรสอันเผ็ด ร้อน ขม นั้นรู้แก้ลมแลดี แลรู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะอันเป็นก้อนอยู่ในอุทร รู้แก้นิ่วและมุตกิด ....”."],
    [1104,1090,"เทียนข้าวเปลือก, เทียนเข้าเปลือก",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Foeniculum vulgare Mill. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า fennel, fennel fruit, sweet fennel มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งเทียนข้าวเปลือกนั้น รู้ทำลายเสียซึ่งลมอันระคนกับสมหะ แก้ลมในกองอำพฤกษ์และสุมนา รู้แก้ลมสัตถกวาตอันจับให้ระส่ำระสาย รู้แก้ลมอันบังเกิดแต่กองปิตตสมุฏฐานกระทำให้คลั่ง ....” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ประโยชน์ทางยาโบราณกล่าวว่า แก้ลม แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้เส้นศูนย์กลางท้องพิการ บำรุงกำลัง แก้นอนสะดุ้ง แก้คลั่งเพ้อ ...”."],
    [1105,1091,"เทียนดำ",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nigella sativa L. ในวงศ์ Ranunculaceae มีชื่อสามัญว่า black cumin มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าว\n  คุณแห่งเทียนดำนั้น รู้แก้ลมอันบังเกิดแต่กองสมุฏฐาน รู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะ อันผูกเป็นก้อนอยู่ในอุทร และรู้แก้โลหิตให้บริบูรณ์ ....” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเทียนดำ มีรสอันเผ็ด ร้อน ขม นั้นรู้แก้ลมแลดี รู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะอันผูกเป็นก้อนอยู่ในอุทร และรู้แก้โลหิตให้บริบูรณ์ ....”."],
    [1106,1092,"เทียนแดง",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lepidium sativum L. ในวงศ์ Brassicaceae มีชื่อสามัญว่าcress, common cress, garden cress มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๗]ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งเทียนแดงนั้น รู้แก้ซึ่งเสมหะ ลม, ดี, ระคนกัน จัดได้ชื่อว่าสันนิบาต รู้แก้ลมอันเสียดแทงในลำไส้ และลมคลื่นเหียน ....” และตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งเทียนแดง มีรสอันเผ็ด ร้อน ขม มีกลิ่นหอมยิ่งนัก รู้แก้ซึ่งเสมหะ ลม ดี แลแก้ลมอันเสียดลำไส้ และลมคลื่นเหียน ....” ."],
    [1107,1093,"เทียนต้น","ดู เทียนกิ่ง.",null,null],
    [1108,1094,"เทียนตากบ",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carum carvi L. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า caraway มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพน-วิมลมังคลาราม [๔/๔๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งเทียนตากบนั้น รู้แก้อสุรินธัญญธาตุ รู้ทำลายเสียซึ่งกองสมุฏฐานอันกำเริบ อันหย่อน อันพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า เทียนตากบมีรสเผ็ดร้อนขม หอมรับประทานขับลมในลำไส้ให้ผายลม และเรอ และแก้กระเพาะอาหารพิการ, แก้ธาตุกำเริบ, หย่อน, พิการ ...”."],
    [1109,1095,"เทียนตาตั๊กกะแตน, เทียนตาตั๊กแตน",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anethum graveolens L. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า dill, anethum, dill fruit มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวคุณแห่งเทียนตาตั๊กแตนนั้นรู้แก้ธาตุอภิญญาณ รู้ทำลายเสียซึ่งเสมหะ ซึ่งโลหิตซึ่งกำเดา อันพิการนั้นให้บริบูรณ์…” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… รับประทานมีรสขม เผ็ดเล็กน้อย รับประทานเป็นยาบำรุงธาตุ, แก้เสมหะพิการ, แก้กำเดา ...”."],
    [1110,1096,"เทียนทั้ง ๕",null,null,"น. พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดเทียน ๕ อย่าง ได้แก่ เทียนขาวเทียนข้าวเปลือก เทียนแดง เทียนดำ และเทียนตาตั๊กแตน รวม ๕ สิ่ง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนักพิกัดนี้มีรสสุขุม สรรพคุณโดยรวมขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน บำรุงโลหิต เป็นต้น, เบญจเทียน หรือ เบญจเทียร ก็เรียก, เขียนว่า \n  เทียรทั้ง ๕ ก็มี."],
    [1111,1097,"เทียนไม้, เทียนย้อม","ดู เทียนกิ่ง.",null,null],
    [1112,1098,"เทียนเยาวพาณี, เทียนเยาวพานี, เทียนเยาวภาณี, เทียนเยาวภานี",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trachyspermum ammi (L.) Sprague ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า ajowan, ajowan fruit, ajawain, king’s caraway มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า เมล็ดมีกลิ่นหอมร้อน ๆ รับประทาน ทำให้กระจายเสมหะ กระจายลมที่ลั่นโครกครากในท้อง แก้คลื่นเหียน อาเจียน จุกเสียด ขับลมที่ปั่นป่วนอยู่รอบขอบสะดือ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trachyspermum ammi (L.) Sprague ในวงศ์ Apiaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว รากแก้ว แคบยาว ลำต้นตั้งตรง รูปทรงกระบอก แยกกิ่งก้านมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบรูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ แตกแบบขนนก ๒-๓ ชั้น หรือหยักลึกสุดแบบขนนก ช่อดอกแบบช่อซี่ร่มเชิงประกอบออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอก มี ๕ กลีบ สีขาวรูปไข่กลับถึงรูปหัวใจกลับ ปลายโค้งเข้า ผลแบบผลแห้งแยกแล้วแตก รูปกลมแกมรูปไข่ มี ๒ คาร์โพฟอร์ แยกถึงโคน."],
    [1113,1099,"เทียนสัตตบุษย์",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pimpinella anisum L. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า anise, sweet cumin มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “... เทียนสัตบุตแก้วาโยธาตุกำเริบ เตโชธาตุกำเริบ อาโปธาตุหย่อนให้เปนบิดปวดมวน ....” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งเทียนสัตตบุษย์นั้น รู้แก้ลมในครรภ์รักษา รู้แก้พิษอันระส่ำระสาย รู้แก้ไข้อันให้หอบและสะอึก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... ตามสรรพคุณยา โบราณกล่าวว่า เมล็ดมีกลิ่นหอมเผ็ดร้อนเล็กน้อย รับประทานแก้ลมครรภ์รักษา, แก้พิษระส่ำระสาย, แก้ไข้ให้หลบและ สะอึก...”, อะหนี ก็เรียก."],
    [1114,1100,"เทียม","ดู กระเทียม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวย่อย (bulblet) ที่ปอกเปลือกแล้วของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกะเทียม ให้ย่อยอาหารบำบัดโรคในอกกระทำให้ผมงาม แก้พรรดึกแก้ลมจุกเสียด ใบกะเทียมแลก้าน แก้ฟกบวม …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเทียม นั้นรู้แก้พยาธิแลแก้หักแพลง แก้ไข้ลักปิด แก้เสมหะ แก้ลม แก้ฟกบวมแลรู้แก้ซึ่งริดสีดวง กลาก เกลื้อน และสะอึก ใบนั้นรู้กระทำให้เสมหะแห้ง และกระจายซึ่งโลหิต ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะเทียมมีรสร้อน เป็นยาระบายแก้ไข้ แก้ไอ แก้ริดสีดวงงอก และโรคผิวหนังบางอย่างเป็นยาขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับเนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู ใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท ใช้ภายนอกคั้นเอาน้ำจากหัวของกะเทียมเป็นยาหยอดหู แก้ปวดหูและหูอื้อ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีชื่อสามัญว่า clove of garlic เป็นไม้ล้มลุก มีกลิ่นแรง หัวใต้ดินลักษณะกลมแป้น มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูซึ่งลอกออกได้หุ้มอยู่ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับ รูปแถบ โคนแผ่และเชื่อมติดกันเป็นหลอด หุ้มรอบโคนใบของใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียมขอบเรียบ ส่วนค่อนทางปลายใบสีเขียว และสีจะค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือสีขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ หลายดอกอยู่ปะปนกับหัวย่อยรูปไข่ ขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะบาง ใส แห้งง่าย หุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ ดอกเล็ก สีขาวหรือขาวอมชมพูแกมเขียวถึงสีออกม่วง ผลแบบผลแห้งแตก ขนาดเล็ก เป็นกระเปาะสั้น ๆ รูปไข่หรือรูปค่อนข้างกลม เมล็ดเล็ก สีดำ หรือผลมักฝ่อไม่มีเมล็ด, กระเทียมขาว เทียม หอมเทียม หรือ หัวเทียม ก็เรียก."],
    [1115,1101,"เทียรทั้ง ๕","ดู เทียนทั้ง ๕",null,null],
    [1116,1102,"แท่ง",null,null,"น. ลักษณะของสิ่งที่ตัน และกลมยาว หรือแบนหนา เช่น ปั้นแท่ง."],
    [1117,1103,"โทษ",null,null,"น. ความผิดปรกติอันเกิดจากการเสียสมดุลของกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ."],
    [1118,1104,"โทสันฑฆาต, โทสันทฆาต, โทสันทะฆาฎ","ดู สันฑฆาต ประกอบ.",null,"น. โรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกระทบกระแทกอย่างแรงจนชอกช้ำ เป็นอาการต่อเนื่องจากเอกสันฑฆาต เกิดอาการท้องผูกจนเป็นพรรดึก เกิดเป็นกองลมเข้าไปอยู่ในท้อง ทำให้เจ็บปวดไปทั้งตัว มีอาการเมื่อยบั้นเอว ขัดตะโพก เวียนศีรษะ สะบัดร้อนสะท้านหนาว เป็นต้น."],
    [1119,1105,"ธนูทระวาต","ดู ฝีธนูทระวาต, ฝีธนูธรวาต.",null,null],
    [1120,1106,"ธนูทวน","ดู ฝีธนูทวน.",null,null],
    [1121,1107,"ธรณีสันฑะฆาต, ธรณีสันทคาต, ธรณีสันทฆาฏ",null,null,"น. ยาแผนไทย ขนานหนึ่ง ใช้แก้กษัยเส้น เถาดาน ท้องผูก เป็นต้น มีตัวยาวิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราอายุรเวทศึกษา \n  [๔๗/๑๘๖] ตอนหนึ่งว่า “... ยาธรณีสันทคาต เอาลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว ดองดึงหัวบุก หัวกลอย กระดาดแดง กระดาดขาว ลูกเร่ว ขิงแห้ง ชะเอมเทศ เจตมูล โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า สิ่งละ ๑ บาท ผักแพวแดง ลูกมะขามป้อม สิ่งละ ๒ บาท สมอไทย มหาหิงคุ์ การบูร สิ่งละ ๖ บาท รงทอง ๑๒ บาท ยาดำ ๒๐ บาท พริกไทย ๙๖ บาท ตำเป็นผง กินถ่าย …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1122,1108,"ธรสูตร์, ธรสูตร","ดู ฝีธรสูตร์, ฝีธรสูตร.","น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นภายใน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการปวดสันหลัง เสียดในท้อง ซูบผอม กินไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีทรสูตเป็นคำรบ ๙ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดเจ็บสันหลัง ให้เมื่อยให้จุกแดก เป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร มักให้ซูบผอมบริโภคอาหารมิได้ มักกระทำพิษให้เป็นไปต่างๆ ...”, ธรสูตร์ ก็เรียก, เขียนว่า ฝีทรสูตร ก็มี."],
    [1123,1109,"ธาตุ",null,null,"น. สิ่งที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ประกอบกันเป็นร่างของสิ่งทั้งหลาย ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทยโดยทั่วไปว่า มี ๔ ธาตุ เรียก ธาตุ ๔ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ แต่อาจมีธาตุที่ ๕ คือ อากาศธาตุ, ส่วนการแพทย์พื้นบ้านล้านนาว่า มี ๕ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ, ตามหลักวิชาการแพทย์แผนจีนว่า มี ๕ ธาตุ ได้แก่ ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุทอง และธาตุน้ำ, ตามหลักวิชาดั้งเดิมของพราหมณ์ ว่ามี ๓ ธาตุ คือ ธาตุลม ธาตุไฟและธาตุดินหรือธาตุน้ำ, ตามหลักวิชาการแพทย์อายุรเวทว่า มี ๕ ธาตุ เรียก ปัญจมหาภูต ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ, ตามหลักวิชาการแพทย์ยูนานิว่า มี ๔ ธาตุ ได้แก่ ธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุดิน และอากาศธาตุ เหล่านี้เป็นต้น."],
    [1124,1110,"ธาตุ ๔","ดูใน ธาตุ.",null,null],
    [1125,1111,"ธาตุกำเนิด",null,null,"น. ธาตุที่มีมาพร้อมกับกำเนิดของแต่ละคน แบ่งตามเดือนทางจันทรคติที่เริ่มปฏิสนธิในท้องแม่ได้เป็น ๔ ประเภท คือ ผู้ที่ปฏิสนธิในเดือน ๕, ๖ และ ๗ จะมีธาตุกำเนิดเป็นธาตุไฟ ผู้ที่ปฏิสนธิในเดือน ๘, ๙ และ ๑๐ จะมีธาตุกำเนิด เป็นธาตุลม ผู้ที่ปฏิสนธิในเดือน ๑๑, ๑๒ และ ๑ จะมีธาตุกำเนิดเป็นธาตุน้ำ และผู้ที่ปฏิสนธิในเดือน ๒, ๓ และ ๔ จะมีธาตุกำเนิดเป็นธาตุดิน, ธาตุเจ้าเรือน ก็เรียก."],
    [1126,1112,"ธาตุกำเริบ",null,null,"น. ภาวะที่ธาตุใดธาตุหนึ่งทำหน้าที่มากผิดปรกติจนทำให้เกิดโทษขื้น เช่น ธาตุไฟกำเริบ (สันตัปปัคคีกำเริบ) จะทำให้เกิด\n  อาการตัวร้อน มีไข้."],
    [1127,1113,"ธาตุเจ้าเรือน",null,null,"๑. ดู ธาตุกำเนิด. ๒. น. ธาตุอันเป็นพื้นฐานแห่งการเกิดโรค."],
    [1128,1114,"ธาตุดิน",null,null,"น. สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายส่วนที่เป็นของแข็งหรือ ทรงรูปได้ ได้แก่ อวัยวะและพังผืดซึ่งเกี่ยวพันให้อวัยวะต่าง ๆ อยู่รวมกัน รวมทั้งอาหารใหม่ อาหารเก่า ประกอบด้วย ๒๐ สิ่ง ได้แก่ ผม (เกศา) ขน (โลมา) เล็บ (นขา) ฟัน (ทันตา) หนัง (ตโจ) เนื้อ (มังสัง) เอ็น (นหารู) กระดูก (อัฏฐิ) ไขกระดูก (อัฏฐิมิญชัง) ม้าม (ปิหกัง) เมื่อก่อนแปลว่าไต หัวใจ (หทยัง) ตับ (ยกนัง) พังผืด (กิโลมกัง) ไต (วักกัง) เมื่อก่อนแปลว่าม้าม ปอด (ปัปผาสัง) ไส้ใหญ่ (อันตัง) ไส้น้อย (อันตคุณัง) อาหารใหม่ (อุทริยัง) อาหารเก่า (กรีสัง) และสมองศีรษะ (มัตถเกมัตถลุงคัง), ปฐวีธาตุ ปถวีธาตุ หรือ ปัถวีธาตุ ก็เรียก."],
    [1129,1115,"ธาตุแตก",null,null,"น. ภาวะที่ธาตุใดธาตุหนึ่งหรือหลายธาตุในร่างกาย สูญเสียหน้าที่ไป ดังคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๓๔] ตอนหนึ่งว่า “… ที่นี้จะว่าด้วยธาตุแตกต่อไปแพทย์พึงรู้เถิด อันว่าลักษณ เตโชธาตุแตกนั้น คือขัดในอกใจประการหนึ่ง ให้บวมมือเท้า ประการหนึ่ง ให้ไอเปนมองคร่อประการหนึ่ง ให้ท้องขึ้นพอง พอืดพอมประการหนึ่ง ลักษณ ๔ ประการนี้คือเตโชธาตุอันชื่อว่าปรินามัคคีแตกแล ...”, ตำราการแพทย์แผนไทยบางเล่มว่า ธาตุแตกมีความหมายเดียวกับธาตุพิการ."],
    [1130,1116,"ธาตุทอง","ดู ธาตุ ประกอบ.",null,"น. องค์ประกอบ ๑ ใน ๕ อย่างของธรรมชาติตามหลักคติความเชื่อแบบจีน ได้แก่ ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุทอง และธาตุน้ำ ตามหลักวิชาการแพทย์แผนจีนว่าธาตุทั้งห้าที่ประกอบกันขึ้นเป็นกายและจิตของมนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสมดุล ตัวอย่างเช่น แพทย์จีนจัดให้ปอดและลำไส้ใหญ่เป็นธาตุทอง, ตำราภาษาอังกฤษมักแปลธาตุทอง เป็นโลหะ."],
    [1131,1117,"ธาตุน้ำ","ดู ธาตุ ประกอบ.",null,"น. สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายส่วนที่เป็นของเหลว ๑๒ สิ่งได้แก่ น้ำดี (ปิตตัง) เสมหะหรือเสลด (เสมหัง) หนอง (บุพโพ) เลือด (โลหิตัง) เหงื่อ (เสโท) มันข้นหรือไขมัน (เมโท) น้ำตา (อัสสุ) มันเหลวหรือน้ำเหลือง (วสา) น้ำลาย (เขโฬ) น้ำมูก (สิงฆานิกา) ไขข้อ (ลสิกา) และปัสสาวะ (มุตตัง), อาโปธาตุ ก็เรียก."],
    [1132,1118,"ธาตุบรรจบ",null,null,"น. ๑. ชื่อตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ผู้แต่งตำรานี้คือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคเกี่ยวกับอุจจาระ และมหาภูตรูป ตั้งแต่สาเหตุของโรคความผิดปรกติของการถ่ายอุจจาระ ลักษณะ สี และกลิ่นของอุจจาระ และตำรับยาที่ใช้แก้. ๒. ตำรับยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้อุจจาระธาตุพิการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณดัง ตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาธาตุบรรจบเอาลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ขิง ดีปลี สะค้าน รากเจตมูลเพลิง รากขัดมอน หัวแห้วหมู ลูกมะตูมอ่อน อบเชยเทศ สมุลแว้ง เปราะหอม รากไคร้เครือ น้ำประสานทอง เนื้อไม้ จันทน์เทศ จันทน์แดง ตรีผลา โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ แฝกหอม ยาเหล่านี้ หนักสิ่งละ ๑ บาท กระสายน้ำมะตูม หัวแห้วหมู รากขัดมอน ต้มแก้ธาตุวิปลิตเป็นพิษต่างๆ (สำหรับเด็ก) …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙. ๓. ธาตุมาจดกันหรือรวมกันจนสมบูรณ์ครบทั้ง ๔ ธาตุ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลสตรีผู้ใดมีครรภในเดือน ๕ เดือน ๖ เดือน ๗ ทั้ง ๓ เดือนนี้เปนลักขณแห่งเตโชธาตุ อันว่ากุมารผู้นั้นเมื่อตั้งเปนปัญจสาขา แลมีอาการ ๓๒ พร้อมบริบูรณแล้วเมื่อใด จึ่งตั้งธาตุไฟนั้นขึ้นก่อน เปนต้นแห่งธาตุบัญจบนั้น ...”. ๔. การใช้ยารักษา\n  โรคในเด็กที่รักษาไม่หาย ต้องใช้ยาประจำธาตุกำเนิดร่วมกับ ยาสำหรับโรคที่เป็นอยู่."],
    [1133,1119,"ธาตุเบา",null,null,"๑. ว. เกี่ยวกับการถ่ายอุจจาระง่ายโดยปรกติวิสัย กินยาระบายอ่อน ๆ ก็ถ่าย. ๒. น. ภาวะถ่ายอุจจาระง่ายโดยปรกติวิสัย กินยาระบายอ่อน ๆ ก็ถ่าย."],
    [1134,1120,"ธาตุพิการ",null,null,"น. ภาวะที่ธาตุใดธาตุหนึ่งสูญเสียหน้าที่การทำงานไปมากจนเกิดความผิดปรกติอย่างรุนแรง ดังคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... เดือน ๑๑, ๑๒, ๑, ๓ เดือนนี้ กินผักแลอาหารทั้งปวงผิดสำแลงอาโปธาตุคือดีพิการมักขึ้งโกรธมักสะดุ้งใจ คือเสมหะพิการ กินอาหารไม่รู้จักรศ หนองพิการมักให้เปนหืดไอ โลหิตพิการ ให้คลั่งเพ้อพกให้ร้อน เหื่อพิการ มักให้เชื่อมซึม มันข้นพิการ มักให้ตัวชาสากไป น้ำตาพิการมักให้ปวดศีศะเจบตา มันเหลวพิการมักให้บวมมือเท้าเปนน้ำเหลืองตกมักให้ผอมแห้งไป น้ำฬายพิการ มักให้เปนไข้มักให้ฅอแห้งฟันแห้ง น้ำมูกพิการ มักให้ปวดศีศะ ไขข้อพิการมักให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก คือมูตรพิการให้ปัสาวะแดง ขัดปัสาวะๆ เปนโลหิตปวดเจบเนืองๆ แลธาตุน้ำ ทั้งนี้ประมวนเข้าด้วยกันทั้ง ๑๒ จำพวกนั้น จึ่งเรียกว่าธาตุพิการ แพทย์พึงรู้เถิด …”, ตำราการแพทย์แผนไทยบางเล่มว่า ธาตุพิการมีความหมายเดียวกับธาตุแตก."],
    [1135,1121,"ธาตุเพลิง, ธาตุไฟ",null,"น.","สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายส่วนที่ทำให้ธาตุดิน ธาตุน้ำ และธาตุลมเปลี่ยนแปลงได้เป็นพลังงานความร้อนหรือพลังงานที่ทำให้เกิดการย่อยสลาย มี ๔ ชนิด ได้แก่ ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) ไฟที่ทำให้ร้อนภายใน (ปริทัยหัคคี) ไฟที่เผาร่างกายให้แก่คร่ำคร่า (ชิรณัคคี) และ ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น (สันตัปปัคคี), เตโชธาตุ ก็เรียก."],
    [1136,1122,"ธาตุไม้","ดู ธาตุ ประกอบ.",null,"น. องค์ประกอบ ๑ ใน ๕ อย่างของธรรมชาติตามหลักคติความเชื่อแบบจีน ได้แก่ ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุทอง และธาตุน้ำ ตามหลักวิชาการแพทย์แผนจีนว่า ธาตุทั้งห้าที่ประกอบกันขึ้นเป็นกายและจิตของมนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสมดุล ตัวอย่างเช่น แพทย์จีนจัดให้ตับและถุงน้ำดี เป็นธาตุไม้."],
    [1137,1123,"ธาตุไม่ปรกติ",null,null,"น. การย่อยอาหารผิดปรกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดเฟ้อ ท้องเสีย ท้องผูก เป็นต้น."],
    [1138,1124,"ธาตุลม","ดู ธาตุ ประกอบ.",null,"น. สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายส่วนที่ทำให้เกิดการ เคลื่อนไหวของธาตุทั้ง ๔ ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมี ๖ ชนิด ได้แก่ ลมพัดตั้งแต่ปลายเท้าถึงศีรษะ (อุทธังคมาวาตา) ลมพัดตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า (อโธคมาวาตา) ลมพัดในท้องแต่พัดนอกลำไส้ (กุจฉิสยาวาตา) ลมพัดในลำไส้และกระเพาะอาหาร (โกฏฐาสยาวาตา) ลมพัดทั่วสรีระกาย (อังคมังคานุสารีวาตา) และลมหายใจเข้าออก (อัสสาสปัสสาสวาตา), วาโยธาตุ ก็เรียก."],
    [1139,1125,"ธาตุวัตถุ",null,null,"น. แร่ธาตุซึ่งใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนผสมในตำรับยา ในตำราเภสัชกรรมไทยแบ่งธาตุวัตถุออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทสลายตัวง่าย เช่น เกลือ ดินสอพอง และประเภทสลายตัวยาก เช่น สนิมเหล็ก ทองแดง."],
    [1140,1126,"ธาตุวิปลาศ, ธาตุวิปลาส",null,null,"น. ภาวะที่ธาตุใดธาตุหนึ่งทำงานคลาดเคลื่อนไปจากปรกติ ดังคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ [๑๗/๖๐๙] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาสอันธการ์ ยังชนผู้โรคา ย่อมพรุนเปื่อยเปนหิดฝี บางทีเปนเม็ดคัน ทั่วกายนั้นก็ย่อมมี น้ำเหลืองย่อมไหลปรี่ กอบด้วยกลิ่นเหม็นเหน้าร้าย ดังงูปูติมุขอันขบตอดคนทั้งหลาย พิษซ่านทั่วทั้งกาย ย่อมพรุนเปื่อยเหน้าเปนหนอง น้ำเหลืองไหลซึมทราบ โทษอาโปให้หม่นหมอง ปวงแพทย์พึงตรึกตรอง เห็นแม่นแล้วจึงวางยา …”."],
    [1141,1127,"ธาตุสมุฏฐาน","ดู สมุฏฐาน ประกอบ.","น.","ธาตุทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ได้แก่ ปถวีธาตุสมุฏฐาน ธาตุดินเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค อาโปธาตุสมุฏฐาน ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค วาโยธาตุสมุฏฐาน ธาตุลมเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค และเตโชธาตุสมุฏฐาน ธาตุไฟเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๔๒ ประการ(ดิน ๒๐, น้ำ ๑๒, ลม ๖, ไฟ ๔) แพทย์แผนไทยพิจารณาย่อลงเหลือเพียง ๓ กองสมุฏฐาน เรียกว่า สมุฏฐานปิตตะ สมุฏฐานวาตะ และสมุฏฐานเสมหะ."],
    [1142,1128,"ธาตุหนัก",null,null,"๑. ว. เกี่ยวกับการถ่ายอุจจาระยากโดยปรกติวิสัย ต้องกินยาถ่ายมากจึงจะถ่าย. ๒. น. ภาวะถ่ายอุจจาระยากโดยปรกติวิสัย ต้องกินยาถ่ายมากจึงจะถ่าย."],
    [1143,1129,"ธาตุหย่อน",null,null,"น. ภาวะที่ธาตุใดธาตุหนึ่งทำหน้าที่น้อยผิดปรกติจนทำให้เกิดโทษขึ้น เช่น ธาตุไฟหย่อน (ปริณามัคคีหย่อน) จะทำให้\n  อาหารไม่ย่อย เกิดอาการท้องอืดเฟ้อ."],
    [1144,1130,"นขา",null,null,"น. เล็บ, เล็บมือ, เล็บเท้า, เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [1145,1131,"นนทปักษี",null,null,"น. ปักษีที่เกิดกับทารกในช่วงที่มารดาอยู่เรือนไฟ ทารกจะมีไข้เวลาเช้า สร่างเวลาค่ำ อาเจียนออกทางปากและจมูก เป็นต้น โบราณว่าเกิดจากมี “ปีศาจเข้าในไส้ ออกทางทวารหนัก” ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๒๗-๒๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณนันทปักษีนั้น กระทำเมื่อกุมารอยู่ในเรือนเพลิงนั้น เข้าในไส้เปนเสมหให้เจบทั้งปวงแลให้รากสำรอกไหลออกมาทางจมูก ... อันว่านันทปักษีนั้นเข้าโดยใส้ ออกโดยทวารหนัก ... นันทปักษีเข้าเมื่อเช้าตรู่ออกเมื่อสิ้นแสงตระวัน ...”, นันทปักษี ก็เรียก."],
    [1146,1132,"นมวา","ดู ช้าพลู.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper sarmentosum Roxb.ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงหรือทอดนอนมีไหลงอกเป็นต้นใหม่ได้ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบ รูปขอบขนาน โคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบที่อยู่ตอนล่างของลำต้นรูปหัวใจ เส้นแขนงใบเห็นชัดเจน แผ่นใบด้านบนมีขนตามเส้นใบ ดอกแยกเพศออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ปลายยอด ช่อดอกตั้งตรง รูปทรงกระบอกมีดอกขนาดเล็กอัดเรียงกันแน่น ผลแบบผลมีเนื้อ รูปเกือบกลม สีเขียว, ราก ใบ ผล และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งช้าพลู รากนั้นรู้แก้อุระเสมหะผลนั้นรู้แก้ศอเสมหะ ใบนั้นรู้แก้เสมหะให้งวด ...” คัมภีร์ สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งช้าพลู ราก, แก้คูธเสมหะ ต้น, แก้อุระเสมหะ ผล, แก้สอเสมหะ, ใบ, กระทำเสมหะให้งวด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๙-๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบท ใช้รากปรุงเป็นยาแก้ธาตุพิการ, แก้ธาตุน้ำพิการ, บำรุงธาตุ ...”. รากช้าพลูจะเป็นตัวยาประจำธาตุน้ำ ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากและดอก ปรุงเป็นยารับประทานขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ และเป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ปวดเมื่อย และธาตุน้ำพิการ ...”, ชะพลู ผักอีเลิด หรือ นมวา ก็เรียก."],
    [1147,1133,"นวเกสร","ดู เกษรทั้ง ๙, เกสรทั้ง ๙.",null,null],
    [1148,1134,"นวโกฐ","ดู โกฐทั้ง ๙.",null,null],
    [1149,1135,"นวด",null,null,"ก. บีบ กด คลึง จับ ดัด ดึง บิด ทุบ สับ ตบ ตี เป็นต้นด้วยมือหรือส่วนของมือ แขน ศอก เข่า เท้าหรือส่วนของเท้า หรืออวัยวะอื่นใด รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อื่น เพื่อส่งเสริมสุขภาพ บำบัดโรคหรืออาการบางอย่าง ฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย หรือบางกรณีเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรค."],
    [1150,1136,"นวดกล่อมท้อง","ดู กล่อมท้อง.",null,null],
    [1151,1137,"นวดเข้าตะเกียบ","ดู เข้าตะเกียบ.",null,null],
    [1152,1138,"นวทวาร",null,null,"น. ช่องทั้ง ๙ แห่งร่างกาย คือ ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ทวารเบา ๑ ทวารหนัก ๑ (มาจาก นว แปลว่า เก้า และทวาร แปลว่า ช่อง)."],
    [1153,1139,"นหารู",null,null,"น. เส้นเอ็น, เอ็น, เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [1154,1140,"น้อยแน่","ดู น้อยหน่า.",null,null],
    [1155,1141,"น้อยหน่า",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Annona squamosal L. ในวงศ์Annonaceae มีชื่อสามัญว่า sweet sop, custard apple sugar \n  apple เป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งอ่อนมีขน เมื่อแก่เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายแหลม โคนมนหรือรูปลิ่ม ขอบเรียบ ดอกออกเดี่ยวหรือออกเป็นคู่ตามซอกใบที่แตกใหม่ หรือออกตรงข้ามใบ ห้อยลง สีขาวอมเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อน ผลแบบผลกลุ่ม รูปค่อนข้างกลม เปลือกหนา นูนเป็นปุ่มแบน สุกสีเขียวอ่อน สีเขียวอมเหลือง หรือสีม่วงเข้มอมเขียว เนื้อในอ่อนนุ่ม สีขาวหรือขาวอมชมพู เมล็ดรูปรีหรือรูปไข่สีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ เป็นมัน มีความหลากหลายของสายพันธุ์, ราก ใบ และเปลือกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๐/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นน้อยหน่า รสฝาด สมานลำไส้ แก้ท้องร่วง ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบโขลกป่น พอกแก้ฟกบวม ฆ่าพยาธิผิวหนัง กลาก เกลื้อน และฆ่าเหา รับประทานภายในเป็นยาขับพยาธิ เปลือกต้นฝาดสมาน เปลือกลูกอ่อนแห้งคาต้นเอามาฝนกับสุรา พอกแก้พิษงู รักษาแผล รากเป็นยาระบายอ่อน ๆ ...” ผลสุกกินได้ ในงานสาธารณสุขมูลฐานแนะนำให้ใช้เมล็ดฆ่าเหา, น้อยแน่ มะนอแน่ มะแน่ ลาหนัง หรือ หมักเขียบ ก็เรียก."],
    [1156,1142,"นั่งถ่าน",null,null,"ก. นั่งคร่อมบนที่นั่งซึ่งเจาะช่อง เอาถ่านที่คุหรือโชน แล้วใส่ในภาชนะ เช่น กะลามะพร้าว หรือกระโถนขนาดเล็ก วางไว้ใต้ที่นั่งให้ตรงกับช่องที่เจาะ ใช้สมุนไพรบางชนิด เช่น ผิวมะกรูด ว่านน้ำ ว่านนางคำ ไพล ขมิ้นอ้อย หั่นให้ละเอียด ตากแดดให้แห้ง บดหยาบ ๆ โรยทีละหยิบมือ ลงบนถ่านให้พลุ่งเป็นควันผ่านช่องที่เจาะขึ้นสู่ฝีเย็บของผู้นั่ง หรืออาจใช้วิธีการนั่งคร่อมบนกระโถน หรือโอ่งขนาดพอเหมาะ ที่ใส่ถ่านที่คุหรือโชนและโรยสมุนไพรต่าง ๆ นั้นแล้ว โบราณว่าเป็นการสมานแผลที่เกิดจากการคลอดบุตร."],
    [1157,1143,"นัด",null,null,"ก. เป่าหรือสูดผงยาที่บรรจุในหลอดโค้งเข้าในจมูก เช่น นัดยานัตถุ์ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ปวดศีศะ\n  เอาชะเอมทั้ง ๒ ชะมด ๑ ภิมเสน ๑ อบเชยเทศ ๑ จันทน์เทศ ๑ เปลือกคนทา ๑ โกฎสอ ๑ ใบสมี ๑ ผลผักชี ๑ ขิง ๑ เอาเสมอภาค ตำผงนัดแก้ปวดศีศะเพื่อเยื่อในสมองพิการหายแล ...”."],
    [1158,1144,"นัตถุ์",null,null,"น. จมูก."],
    [1159,1145,"นันทปักษี","ดู นนทปักษี.",null,null],
    [1160,1146,"นาคบาท, นาคบาศ",null,null,"น. บริเวณแนวเส้นชิดสันหน้าแข้งด้านนอกที่ใช้ในการนวดแบบราชสำนัก และเชื่อมโยงไปยังจุดหรือตำแหน่งบริเวณใต้สะดือบนเส้นที่แล่นไปยังอวัยวะเพศ ใช้นวดแก้โรคกามตายด้าน ดังตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๖๔] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ใดเมื่อได้เห็น โรคกล่อนเส้นซึ่งขัดขวาง ให้นวดแต่เบื้องล่าง เหนือตาตุ่มข้างท้องน่อง แก้องคะชาติตาย เพื่อกล่อนร้ายมิลำพอง หนึ่งเส้นน่าแข้งสอง รวมทำนองกล่อนปัตะฆาฏ ... บางทีเปนใส้เลื่อน แปลแชเชือนโทษกาลี เส้นกล่อนในคัมภีร์ พึงขยายเส้นใต้สูนย์ ใต้สะดือสักนิ้วกึ่ง ประจงคลึงตลอดจูน เคียงเรียงเส้นสูนย์พูล ชื่อนาคบาทบอกให้รู้ ...”."],
    [1161,1147,"นาบหม้อเกลือ","ดู ทับหม้อเกลือ.",null,null],
    [1162,1148,"นาภี",null,"น.","๑. สะดือ. ๒. ท้อง, อุทร ก็เรียก. ๓. บริเวณรอบสะดือ (ตามหลักวิชานวดไทย), จักร์ทราสูนย์ จักราศูนย์ หรือจักราสูรย์ ก็เรียก."],
    [1163,1149,"น้ำกระสาย, น้ำกระสายยา","ดู กระสาย, กระสายยา.",null,null],
    [1164,1150,"น้ำข้าว, น้ำข้าวเช็ด",null,null,"น. นํ้าที่ได้จากการหุงข้าวด้วยการริน หรือตักออกจากหม้อหรือกระทะเพื่อให้แห้ง, เขียนว่า น้ำเข้า หรือ น้ำเข้าเช็ด ก็มี."],
    [1165,1151,"น้ำเข้า, น้ำเข้าเช็ด","ดู น้ำข้าว, น้ำข้าวเช็ด.",null,null],
    [1166,1152,"น้ำไขเสนียด","ดู น้ำครำ.","น.","๑. น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากน้ำเสียที่ขังอยู่ในพื้นดินที่เป็นแอ่ง เช่น ใต้ถุนครัว แพทย์โบราณมักเตรียมได้โดยการปักไม้หลักห่างจากแอ่งน้ำเสียนั้นประมาณ ๑ ศอก เมื่อยกไม้หลักออกจะมีน้ำใส ๆ ซึมออกมาในหลุมปัก ตักน้ำใส ๆ นั้นออกมาใช้ โดยทั่วไปก่อนใช้มักใช้เหล็กสรรพคุณเผาไฟให้ร้อนแดง จุ่มลงไปในน้ำนั้น เอาขึ้นทันที แล้วจึงนำน้ำนั้น ไปใช้เป็นน้ำกระสายยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีฃาวละลาย น้ำดอกไม้กวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเฃียว ละลาย น้ำครำแลสุรากวาด ฯ ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีแดง ละลายน้ำหัวหอมกวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเหลือง ละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดหายดีนัก ...”. ๒. นํ้าเสียที่ขังอยู่ในพื้นดินที่เป็นแอ่ง เช่น ใต้ถุนครัว ในท่อระบายน้ำเสีย, ไขเสนียด หรือ น้ำไขเสนียด ก็เรียก."],
    [1167,1153,"น้ำครำ",null,"น.","๑. น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากน้ำเสียที่ขังอยู่ในพื้นดินที่เป็นแอ่ง เช่น ใต้ถุนครัว แพทย์โบราณมักเตรียมได้โดยการปักไม้หลักห่างจากแอ่งน้ำเสียนั้นประมาณ ๑ ศอก เมื่อยกไม้หลักออกจะมีน้ำใส ๆ ซึมออกมาในหลุมปัก ตักน้ำใส ๆ นั้นออกมาใช้ โดยทั่วไปก่อนใช้มักใช้เหล็กสรรพคุณเผาไฟให้ร้อนแดง จุ่มลงไปในน้ำนั้น เอาขึ้นทันที แล้วจึงนำน้ำนั้น ไปใช้เป็นน้ำกระสายยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีฃาวละลาย น้ำดอกไม้กวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเฃียว ละลาย น้ำครำแลสุรากวาด ฯ ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีแดง ละลายน้ำหัวหอมกวาด ถ้าจะแก้ละอองพระบาทสีเหลือง ละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดหายดีนัก ...”. ๒. นํ้าเสียที่ขังอยู่ในพื้นดินที่เป็นแอ่ง เช่น ใต้ถุนครัว ในท่อระบายน้ำเสีย, ไขเสนียด หรือ น้ำไขเสนียด ก็เรียก."],
    [1168,1154,"น้ำคาวปลา",null,null,"น. น้ำที่ขับจากช่องคลอดหลังคลอดลูกแล้ว มีกลิ่น เหมือนคาวปลา โดยทั่วไปควรมีไม่เกิน ๑ เดือน."],
    [1169,1155,"น้ำซาวข้าว, น้ำซาวเข้า",null,null,"น. น้ำที่ล้างข้าวสารให้สะอาดก่อนหุง."],
    [1170,1156,"น้ำดอกไม้",null,null,"น. น้ำที่ลอยด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม โดยทั่วไปมักใช้ดอกมะลิ หรือดอกกระดังงาไทย (ลนไฟ) เป็นน้ำกระสายยา, น้ำดอกไม้ไท หรือ น้ำดอกไม้สด ก็เรียก."],
    [1171,1157,"น้ำดอกไม้เทศ",null,null,"น. น้ำที่มีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบมอญ ซึ่งได้จาก น้ำที่เหลือจากการกลั่นแยกเอาน้ำมันหอมออกจากกลีบ กุหลาบมอญด้วยไอน้ำ หรือจากการละลายน้ำมันกุหลาบในน้ำ ใช้เป็นน้ำกระสายยา. (อ. rose water)."],
    [1172,1158,"น้ำดอกไม้ไท, น้ำดอกไม้สด","ดู น้ำดอกไม้.",null,null],
    [1173,1159,"น้ำด่าง",null,"น.","น้ำขี้เถ้าที่เกรอะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็ม กร่อย ชำระล้างลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับมุตกิด แก้นิ่ว แก้โรคกระษัย ใช้ผสมยา หรือกัดสิ่งของ, ด่าง ก็เรียก."],
    [1174,1160,"น้ำด่าง ๖ ประการ",null,"น.","น้ำขี้เถ้าที่เกรอะ ได้จากขี้เถ้าของพืช ๖ ชนิด ได้แก่ ด่างไม้สำโรง ด่างไม้ขี้เหล็ก ด่างไม้ตาตุ่ม ด่างไม้ขี้หนอน ด่างงวงตาล และด่างหญ้าพันงู ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็ม เฝื่อน ชำระล้างลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับมุตกิด แก้นิ่ว แก้โรคกระษัย ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… ให้แก้ด้วยยาเนาวหอย อันมีอยู่ในลักษณว่าด้วยกระไสยจุกในเคารบ ๕ โน้นแล้ว ให้เอาน้ำกระสายด่าง ๖ ประการนี้ให้กิน ด่างสำโรง ด่างงวงตาล ด่างไม้มูลหนอน ด่างไม้มูลเหลกทั้ง ๕ ด่างหญ้าพันงูแดง ด่างไม้ตาตุ่ม ด่างทั้ง ๖ ประการนี้เปนน้ำกระสายละลายยาเนาวหอยกิน ...”, ด่างทั้ง ๖ ก็เรียก."],
    [1175,1161,"น้ำด่าง ๗ ประการ",null,"น.","น้ำขี้เถ้าที่เกรอะ ได้จากขี้เถ้าของพืช ๗ ชนิด ได้แก่ ด่างสำโรง ด่างงวงตาล ด่างไม้ขี้หนอน ด่างเบญจเหล็ก ด่างพันงูแดง ด่างตาตุ่ม และด่างผักโขมหนาม ใช้ผสมยา โดยเฉพาะสำหรับตำรับยานวหอย ดังตำรายาศิลาจารึกใน-วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้เมื่อยังอ่อนอยู่นั้น ให้แก้ด้วยยาเนาวหอยอันอยู่ในศิลาว่าด้วยกระษัยจุกเป็นคำรบ ๕ และละลายน้ำด่าง ๗ ประการนี้ให้กิน คือ ด่างสำโรง, ด่างวงตาล, ด่างไม้ขี้หนอน, ด่างเบญจ เหล็ก, ด่างพันงูแดง, ด่างตาตุ่ม, ด่างผักโขมหนาม ด่างทั้ง ๗ นี้เป็นน้ำกระสายละลายยาเนาวหอยกิน ๗ วัน แล้วจึงแต่งยาให้กินต่อไป …”, ด่างทั้ง ๗ ก็เรียก."],
    [1176,1162,"น้ำดีดำ",null,null,"น. ของเหลว ๑ ใน ๔ อย่างที่หล่อเลี้ยงร่างกายตามความเชื่อของศาสตร์การแพทย์ยูนานิ ได้แก่ เลือด เสมหะ น้ำดีเหลือง \n  และน้ำดีดำ น้ำดีดำมีลักษณะเย็นและแห้ง บุคคลที่มีน้ำดีดำมากกว่าของเหลวอื่นมักมีจิตใจหดหู่ ซึมเศร้า."],
    [1177,1163,"น้ำดีเหลือง",null,null,"น. ของเหลว ๑ ใน ๔ อย่างที่หล่อเลี้ยงร่างกายตามความเชื่อของศาสตร์การแพทย์ยูนานิ ได้แก่ เลือด เสมหะ น้ำดีเหลือง และน้ำดีดำ น้ำดีเหลืองมีลักษณะร้อนและแห้ง บุคคลที่มีน้ำดีเหลืองมากกว่าของเหลวอื่นมักเป็นคนอารมณ์ ร้อน โกรธง่าย."],
    [1178,1164,"น้ำต้มสุก","ดู น้ำสุก.",null,null],
    [1179,1165,"น้ำต้อย",null,null,"น. นํ้าหวานที่หล่ออยู่ในดอกไม้ เกิดจากต่อมนํ้าหวานซึ่งมักปรากฏอยู่ที่โคนของกลีบดอก. (อ. nectar)."],
    [1180,1166,"น้ำตาลกรวด",null,null,"น. เครื่องยาพืชวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นน้ำตาลที่ทำให้เป็น ก้อนแข็งเหมือนกรวด ในทางเคมีเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทมอโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) ซึ่งมีรสหวาน ได้จากอ้อย ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสหวานเย็น สรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้เชื่อม แก้มึน กระหายน้ำหอบภักแซกน้ำตาลกรวดให้กินแก้เสมหะก็ได้แก้ทรางทั้ง ๗ จำพวก หายดีนักได้เชื่อแล้ว …”."],
    [1181,1167,"น้ำเต้าตก",null,null,"น. จุดนวดที่ใช้ในการนวดแบบราชสำนัก อยู่บริเวณ กึ่งกลางขอบลูกสะบ้าด้านล่าง."],
    [1182,1168,"น้ำท่า",null,null,"น. จุดนวดที่ใช้ในการนวดแบบราชสำนัก อยู่บริเวณ กึ่งกลางขอบลูกสะบ้าด้านล่าง."],
    [1183,1169,"น้ำท่า",null,null,"น. น้ำตามแม่น้ำลำคลองทั่วไป ใช้เป็นน้ำกระสายยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๕] ตอนหนึ่งว่า “... ท่านให้เอา ผลผักกาด \n  รากบัวหลวง เข้าเหนียวตันยาบดด้วยน้ำซาวเข้า น้ำท่าก็ได้กินหาย ...”."],
    [1184,1170,"น้ำเทียนดำ",null,null,"น. น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำเทียนดำห่อผ้าขาวบาง ต้มกับน้ำจนเดือด รินเอาน้ำใช้ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น."],
    [1185,1171,"น้ำนม",null,null,"น. ของเหลวสีขาวออกมาจากนมคนและสัตว์เพศเมีย สำหรับเลี้ยงลูก หรือของเหลวสีขาวที่ได้จากพืชบางชนิด เช่น น้ำนม\n  ถั่วเหลือง น้ำนมข้าวโพด."],
    [1186,1172,"น้ำนมชั่ว",null,null,"น. น้ำนมไม่ดี ไม่เหมาะกับการเลี้ยงทารก คัมภีร์ประถมจินดาว่าได้จากหญิงยักขินีและหญิงหัศดี ส่วนคัมภีร์ฉันท-ศาสตร์ว่า ได้จากหญิง ๔ ประเภท ได้แก่ ๑) หญิงยักขินี๒) หญิงหัศดี ๓) หญิงที่มีลักษณะตาเหลือก ไหล่ลู่ หน้าแข้งทู่ ต้นแขนใหญ่ นิ้วหัวแม่มือใหญ่ นมห่างปลายแบน เสียงเหมือนเสียงกา ผมหยักโศก น้ำนมมีรสเปรี้ยว และ ๔) หญิงที่มีรูป ร่างสันทัด ผิวขาวเหลือง เสียงเหมือนเสียงนกพิราบ กลิ่นตัวสาบเหมือนแพะ เต้านมเป็นคอน้ำเต้า น้ำนมรสเฝื่อน ฝาด ขื่นคาว และจืดจาง."],
    [1187,1173,"น้ำนมดิบ","ดู น้ำนมพิการ ประกอบ.",null,"น. น้ำนมที่เกิดจากผู้หญิงที่อยู่ไฟไม่ได้."],
    [1188,1174,"น้ำนมดี",null,null,"น. น้ำนมที่เหมาะกับการเลี้ยงทารก มีสีขาวเหมือนสีสังข์ รสชาติหวานมัน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ได้จากหญิงเบญจกัลยาณี โบราณตรวจสอบได้โดยบีบน้ำนมลงในขันใส่น้ำ ถ้าน้ำนมจมลงที่ก้นขันน้ำโดยไม่แตกกระจายหรือแตกกระจายเพียงเล็กน้อย จัดว่าเป็นน้ำนมดี ทั้งนี้ ถ้าน้ำนมจมที่ก้นขันโดยไม่แตกกระจาย เรียก น้ำนมอย่างเอก ส่วนน้ำนมที่แตกกระจายเพียงเล็กน้อย เรียก น้ำนมอย่างโท."],
    [1189,1175,"น้ำนมโทษ",null,null,"น. น้ำนมที่มีลักษณะไม่ดี ไม่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มี ๓ ประเภท คือ ๑. น้ำนมที่มีลักษณะจาง มีสีเขียวเหมือนสีน้ำต้มหอยแมลงภู่. ๒. น้ำนมที่มีลักษณะจาง มีรสเปรี้ยว และ ๓. น้ำนมที่เป็นฟองลอย ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... บัดนี้จะกล่าวด้วยลักษณน้ำนมโทษอีก ๓ จำพวก คือมารดานอนเพลิงมิได้ ท้องเขียวดังท้องค่าง ครั้นมารดาออกจากเรือนเพลิงแล้ว ก็อาจให้กุมารนั้นเปนโรคต่าง ๆ ด้วยน้ำโภคน้ำนมเปนโทษทั้ง ๓ ประการดังนี้ คือน้ำนมจางสีเขียวดังน้ำหอยแมลงภู่ประการ ๑ คือน้ำนมจางมีรศอันเปรี้ยวนั้นประการ ๑ คือน้ำนมเปนฟองลอยประการ ๑ ...”."],
    [1190,1176,"น้ำนมพิการ",null,null,"น. น้ำนมไม่ดี ไม่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มี ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. น้ำนมที่เกิดจากผู้หญิงที่ระดูมาบ้างไม่มาบ้าง. ๒. น้ำนมที่เกิดจากผู้หญิง ที่อยู่ไฟไม่ได้ หรือน้ำนมดิบ และ ๓. น้ำนมที่ได้จากผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ เป็นน้ำเหลืองไหลออกมาปนกับเลือดและน้ำ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๐๒] ตอนหนึ่งว่า “... น้ำนมพิการ อีก ๓ จำพวก คือสัตรีขัดรดูจำพวก ๑ คือสัตรีอยู่ไฟมิได้แลน้ำนมเปนนมดิบจำพวก ๑ คือสัตรีมีครรภอันอ่อนเปน น้ำเหลืองไสหลั่งลงมาในน้ำเปนสายโลหิตกับน้ำนมระคนกัน จำพวก ๑ ...”."],
    [1191,1177,"น้ำนมอย่างโท","ดูใน น้ำนมดี.",null,null],
    [1192,1178,"น้ำนมอย่างเอก","ดูใน น้ำนมดี.",null,null],
    [1193,1179,"น้ำแน้","ดู รางจืด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Lindl. ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า babbler’s vine, blue trumpet vine เป็นไม้เลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลมเป็นติ่ง โคนเว้า มน ตัดหรือรูปลิ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนอมสีฟ้า โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ภายในหลอดสีขาว ปากหลอดผาย ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก ปลายเรียวเป็นจะงอยคล้ายปากแหลม เมล็ดค่อนข้างกลม แป้น ผิวขรุขระ, ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตำบลกล่าวว่า รสเย็นถอนพิษและยาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง ...”, เครือเขาเขียว เครือยาเขียว น้ำแน้ รางเย็น หรือ แหน่นแน้ ก็เรียก."],
    [1194,1180,"น้ำประสานช่างทอง","ดู น้ำประสานทอง.",null,null],
    [1195,1181,"น้ำประสานทอง",null,null,"น. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่งในทางเคมีเป็นเกลือโซเดียมบอเรต (sodium borate decahydrate, Na2B4O7•10HO) มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น น้ำประสานทอง ที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เรียก น้ำประสานทองเทศตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเย็น ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ แก้ริดสีดวงจมูก ริดสีดวงอันเกิดในลำคอ แก้ไข้ผอมเหลือง แก้ริดสีดวงทวารหนัก แก้ฟกบวม แก้ลม อัณฑพฤกษ์ เป็นต้น ถ้านำเข้าจากประเทศจีน เรียก น้ำประสานทองจีน ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็ม ขับเสมหะ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลมจุกเสียด แก้กระหาย ในทางเภสัชกรรมเคยใช้เป็นยาฆ่าเชื้อในทางเดินอาหาร ยาฝาดสมานสำหรับเยื่อบุอ่อน ยาล้างตา ยาล้างแผล ยากวาดแก้เจ็บคอ เป็นต้น ก่อนนำน้ำประสานทองมาใช้ปรุงยา จะต้องสะตุก่อน น้ำประสานทองสะตุมีรสปร่าชา ใช้แก้ละอองซาง ลอกลิ้นเด็ก กัดเม็ด\n  ยอดในปาก กัดเม็ดฝี, น้ำประสานช่างทอง ก็เรียก, เขียนว่า น้ำประสารทอง ก็มี, ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้ใช้ในตำรับยาแผนโบราณได้ไม่เกิน ๒๕ มิลลิกรัมต่อครั้ง. (ส. ตันกนะ)."],
    [1196,1182,"น้ำประสานทองจีน","ดูใน น้ำประสานทอง.",null,null],
    [1197,1183,"น้ำประสานทองเทศ","ดูใน น้ำประสานทอง.",null,null],
    [1198,1184,"น้ำประสารทอง","ดู น้ำประสานทอง.",null,null],
    [1199,1185,"น้ำปูนใส",null,null,"น. น้ำกระสายยาและเครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ในทางเคมีเป็นสารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (calcium hydroxide) \n  เตรียมได้โดยการละลายปูนขาวหรือปูนแดงที่ใช้กินกับหมากในน้ำสะอาด ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วรินเอาเฉพาะน้ำใสใช้เป็นน้ำกระสายยาและเป็นเครื่องยา ตำราสรรพคุณยาไทยว่ามีรสฝาดเฝื่อนเย็น สรรพคุณกล่อมเสมหะ โลหิตสมานแผล เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประจำธาตุกระไสยปลวก เอาเขากระเบือเผา ผลสะบ้าเผา ปูนแห้งค่างเต้าเผา สิ่งละส่วน พริกไทย ๓ ส่วน ทำเปนจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำปูนใสกินแก้กระไสยปลวกแลจำเริญธาตุให้เปนปรกติวิเสศนัก ...”."],
    [1200,1186,"น้ำผึ้ง",null,null,"น. เครื่องยาสัตว์วัตถุชนิดหนึ่ง เป็นของเหลว เหนียว สีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาลปนแดง เมื่อยังใหม่จะใสคล้ายน้ำเชื่อม \n  ทิ้งไว้นานขึ้นจะข้นขึ้น สีเข้มขึ้น กลิ่นหอมเฉพาะ เป็นน้ำต้อยหรือน้ำหวานที่ผึ้ง [Apis mellifera Linnaeus (ผึ้งเลี้ยง หรือผึ้งฝรั่ง) หรือ A. dorsata Fabricius (ผึ้งหลวง หรือผึ้งป่า) วงศ์ Apidae] ดูดจากดอกไม้แล้วเก็บสะสมไว้ในรวงผึ้ง มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... ตามสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำผึ้งใหม่นั้นมีรสหวานร้อนฝาด บำรุงกำลังแก้สะอึก แก้ไข้ตรีโทษ เป็นยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้งค้างปีมีรสหวานฝาดร้อน รับประทานระบายธาตุ ทำให้ผอมแห้ง ...” นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังใช้เป็นกระสายยาในการเตรียมยาลูกกลอน, น้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบได้จากรวงผึ้ง) น้ำผึ้งเดือนห้า (น้ำผึ้งที่เก็บตอนเดือนห้าราวปลายเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นฤดูแล้งน้ำผึ้งจะมีปริมาณน้ำน้อย จะเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพดีที่สุด), เขียนว่า น้ำพึ่ง ก็มี. (อ.mel, honey)"],
    [1201,1187,"น้ำผึ้งค้างปี, น้ำผึ้งเดือนห้า, น้ำผึ้งรวง, น้ำผึ้งใหม่","ดูใน น้ำผึ้ง.",null,null],
    [1202,1188,"น้ำพึ่ง","ดู น้ำผึ้ง.",null,null],
    [1203,1189,"น้ำไพล",null,null,"น. น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำเหง้าไพลไปเผาไฟให้สุก แล้วฝนกับน้ำ หรือน้ำปูนใส ตำราสรรพคุณยาไทยว่า \n  ช่วยแก้อาการท้องอืดเฟ้อ ปวดเสียด แน่นท้อง เป็นต้น. น. น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำเหง้าไพลไปเผาไฟให้สุก แล้วฝนกับน้ำ หรือน้ำปูนใส ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้อาการท้องอืดเฟ้อ ปวดเสียด แน่นท้อง เป็นต้น."],
    [1204,1190,"น้ำมันกระดังงา",null,null,"น. น้ำมันหอมระเหยที่แยกได้จากดอกกระดังงาที่บานเต็มที่ มีองค์ประกอบเคมีเป็นสารกลุ่มมอโนเทอร์พีนและเซสควิเทอร์พีนหลายชนิด ที่สำคัญเช่น ไลนาโลออล (linalool) เจอรานิลแอซีเทต (geranyl acetate) ใช้แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องสำอาง และยาบางชนิด นอกจากนี้ ยังใช้ในสุคนธบำบัด (aromatherapy). (อ. ylang ylang oil)."],
    [1205,1191,"น้ำมันงูเหลือม","ดู งูเหลือม ประกอบ.",null,"น. เปลวมันของงูเหลือมที่ใส่ภาชนะตากแดดไว้จนละลายเป็นน้ำมัน ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสร้อน ใช้ทาแก้เคล็ดขัดยอกแพลง และใช้ทาถูนวดให้เส้นเอ็นอ่อน และหย่อน เป็นต้น."],
    [1206,1192,"น้ำมันระกำ",null,null,"น. เครื่องยาพืชวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นน้ำมันใส อาจไม่มีสี หรือสีเหลืองอ่อน หรือสีอมชมพู ในทางเคมีเป็นเมทิลเอสเตอร์\n  ของกรดซาลิไซลิก (methyl salicylate) ได้จากน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากใบของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria \n  procumbens L. (วงศ์ Ericaceae) หรือเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betula lenta L. (วงศ์ Betulaceae) ซึ่งทั้ง \n  ๒ ชนิดไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของไทย อย่างไรก็ดีน้ำมันระกำที่มีขายในท้องตลาดเกือบทั้งหมดได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ใช้น้ำมันระกำเป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณ สำหรับบรรเทา\n  อาการปวดเมื่อยและแมลงกัดต่อย นอกจากนี้ น้ำมันระกำยังใช้ในตำรับยาแผนปัจจุบันสำหรับใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดข้อ. (อ. wintergreen oil, methyl salicylate)."],
    [1207,1193,"น้ำมันสน",null,null,"น. น้ำมันระเหยง่ายที่ได้จากการกลั่นยางสน มีสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... น้ำมันสนใช้ทาถูนวด แก้เคล็ด, แพลง, ยอก, อักเสบในส่วนลึก ใช้ใส่เล็กน้อยลงในอ่างน้ำร้อนจัด ๆ เอาผ้าชุบประคบท้องนาน ๆ แก้ท้องบวม แก้ลำไส้พิการ แก้มดลูกพิการได้ดีมาก ...”. (อ. turpentine oil), น้ำมันสนที่ทำให้บริสุทธิ์ โดยผสมกับโซเดียมไฮดรอกไซด์แล้วกลั่นซ้ำ ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาทาถูนวด สำหรับแก้ระคาย (counterirritant). (อ. rectified turpentine oil)."],
    [1208,1194,"น้ำมูตร, น้ำมูตร์",null,null,"น. น้ำปัสสาวะ ในทางเคมีมีองค์ประกอบเป็น ยูเรีย (urea) เกลือแร่ต่าง ๆ เป็นต้น ใช้เป็นน้ำกระสายยา โบราณมักใช้เฉพาะน้ำปัสสาวะวัวดำเพศผู้ หรือน้ำปัสสาวะของเด็กเล็กเพศชายที่มีสุขภาพดี ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเค็มกร่อยฉุน สรรพคุณแก้ปวดร้าวระบม แก้ช้ำใน แก้ผอมเหลือง แก้หืดไอ เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาพอกท้องเดกแก้ตะพั้น เอาใบเจตมูล ๑ หิง ๑ กำมะถัน ๑ บันลังสิลา ๑ ลิ้นทเล ๑ บดด้วยน้ำมูตรเดกพอกท้องหายดีนัก ...”, มูตร หรือ มูตร์ ก็เรียก."],
    [1209,1195,"น้ำแรมคืน",null,null,"น. น้ำค้างที่อยู่บนใบไม้ของพืชบางชนิด เช่น ใบคลุ้มใบคล้า แพทย์แผนไทยจะเก็บน้ำค้างนี้ในตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นน้ำกระสายยา ดังพระตำหรับแผนฝีดาษ [๒/๑๕๙] ตอนหนึ่งว่า “... เขี้ยวเสือ ๑ เขากวาง งาช้าง ๑ ฝนกับน้ำแรมคืนหยอดแก้ฝีในดวงจักษุดีนัก ได้ใช้แล้วอย่าสนเท่ห์เลย ...” แพทย์แผนไทยบางคนใช้น้ำที่ค้างอยู่บนใบบัว."],
    [1210,1196,"น้ำลายพังพอน","ดู ฟ้าทะลายโจร.",null,null],
    [1211,1197,"น้ำลูกผักชี",null,"น.","น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำผลผักชี (ผักชีลา) ห่อผ้าขาวบาง ต้มกับน้ำจนเดือด รินเอาน้ำใช้ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น."],
    [1212,1198,"น้ำสุก",null,null,"น. น้ำที่ผ่านการต้มเดือด แล้วทิ้งไว้ให้อุ่นหรือเย็น ในทางการแพทย์แผนไทยมักใช้เป็นน้ำกระสายยา นิยมใช้แทนน้ำกระสายอื่น ๆ, น้ำต้มสุก ก็เรียก."],
    [1213,1199,"น้ำเหลือง",null,null,"น. ของเหลวที่ไหลมาจากเนื้อเยื่อของร่างกาย เข้าสู่หลอดนํ้าเหลือง, ของเหลวสีเหลืองใสที่ไหลออกมาทางแผล."],
    [1214,1200,"น้ำเหลืองเสีย",null,null,"น. ความผิดปรกติของน้ำเหลือง ผู้ป่วยจะมีอาการบวม คัน เป็นแผลพุพอง เน่าเปื่อย เป็นต้น."],
    [1215,1201,"น้ำอัษฎางคุลี",null,null,"น. น้ำผลไม้และสมุนไพร ๘ อย่างผสมกัน ได้แก่ น้ำมะม่วง น้ำชมพู่หรือน้ำลูกหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำลูกจันทน์ หรือน้ำองุ่น น้ำเหง้าบัว และน้ำมะปรางหรือน้ำลิ้นจี่ ในทางการแพทย์แผนไทยมักใช้เป็นน้ำกระสายยา ดังคำอธิบายตำราโอสถ-พระนารายณ์ [๔๐/๑๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... อาภิสะ ให้เอาจิงจ้อใหญ่ส่วน ๑ ขันทศกร ขิงแห้ง ผลเอ็น กรามพลู เทียนเยาวภานี สมอไท มะขามป้อมเอาแต่เนื้อ รากมะกร่ำเครือ ชเอมเทศ รากเจตมูลเพลิง สิ่งละ ๒ ส่วน ผลมะตาดแห้ง ผลกระวาน สิ่งละ ๓ ส่วน พริกล่อน ดีปลี สิ่งละ ๖ ส่วน กระทำเปนจุณ ละลายน้ำอัษฎางคุลีเปนเลห กินเนือง ๆ แก้ริศดวง ไอ ผอมแห้ง แก้เสมหะในทรวงอก ในลำคอ ดีนักแล ...”. (มาจากคำ อัษฎ แปลว่า แปด)."],
    [1216,1202,"นิ่ง",null,null,"ก. ๑. กดลงน้ำหนักที่จุดนวดค้างไว้โดยไม่กระดุกกระดิก ในทางการนวดไทยเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากเน้น (กดลง น้ำหนักที่จุดนวดให้หนักแน่นขึ้น). ๒. เฉย ไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว เช่น นอนนิ่ง."],
    [1217,1203,"นิริยังยักษวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราว่า เกิดจากกองอัมพฤกษ์และสุมนา ผู้ป่วยมีอาการคลั่ง หิวโหย อยากกินของคาว มีผื่นขึ้นและคันทั้งตัว อุจจาระปัสสาวะขัด มักนอนหลับ ไม่มีแรง เป็นต้น ถ้ารักษาไม่หาย จะตายภายใน ๑ ปี ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะกำเนิดแห่งลมนิริยังยักษวาโยเป็นคำรบ ๑๕ อันบังเกิดแต่กองอัมพฤกษ์และสุมนา กระทำให้คลั่งมักให้นอนและให้อยากของอันคาวดุจปีศาจ เข้าสิง และให้พรึงขึ้นทั้งตัวให้คันแล้วให้ขัดอุจจาระปัสสาวะ กระทำให้หิวโหยหาแรงมิได้ ลักษณะลมกองนี้ ถ้าบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดแก้มิถอย ท่านกำหนดไว้ว่าปี ๑ จะมรณะเป็นอันเที่ยง ...”."],
    [1218,1204,"นิลพูสี","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [1219,1205,"นิ่ว",null,null,"น. โรคกลุ่มหนึ่ง เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีสาเหตุและอาการแตกต่างกันไป ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๔ ประเภท \n  ได้แก่ นิ่วศิลาปูน นิ่วเนื้อ บานทะโรค และกษัยกล่อน ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๑๕/๓๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... อุปทมว่าด้วย\n  นิ่วปรเมหะ คือนิ่ว ๔ จำพวก นิ่วศิลาปูน ๑ นิ่วเนื้อ ๑ บานทะโรค ๑ กษัยกล่อน ๑ ...”."],
    [1220,1206,"นิ้วเท้าใหญ่ข้างล่าง","น. นิ้วหัวแม่เท้า, แม่เท้า ก็เรียก.",null,null],
    [1221,1207,"นิ่วน้ำนม",null,null,"น. นิ่วที่เกิดในเด็กชนิดหนึ่ง ในทางการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากซางน้ำ ผู้ป่วยมีอาการตัวเย็น ท้องอืดเฟ้อ อุจจาระ ปัสสาวะไม่ออก น้ำปัสสาวะมีสีขาวขุ่น เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณพยาธิ อันชื่อว่าสันตาธาตุนั้น บังเกิดเพื่อทรางน้ำกระทำให้ตัวนั้น เยนแลท้องขึ้นมิรู้ขาด เมื่อคุกเข่ากระทำให้ฃนลุกให้ตกโลหิต ให้ปิด อุจจาระปสาวะ แลปะสาวะนั้นฃาวดุจน้ำเข้าสุก มันให้เปนนิ่วน้ำนม ...”."],
    [1222,1208,"นิ่วปูน, นิ่วศิลาปูน, นิ่วหิน",null,null,"น. นิ่วชนิดหนึ่ง เกิดจากหินปูนที่ละลายปะปนอยู่ในน้ำดื่ม หรือจากปูนที่ใช้กินกับหมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะตกตะกอนจับเป็นก้อนขนาดต่าง ๆ กัน ที่กระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะขุ่น หากก้อนหินปูนนี้หลุดเข้าไปในท่อไต หรือท่อปัสสาวะ จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดทรมานมากขณะปัสสาวะ ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๑๕/๓๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะว่าด้วยนิ่วศิลาปูน มักเกิดเพื่ออาโปธาตุ แลผู้ใดกินหมากมากนัก กลืนน้ำหมากเข้าไปเนือง ๆ ปูนที่กินกลืนเข้าไปนั้น ที่จะได้ออกมากับมูตรคูถมิได้ ก็นอนเป็นตะกอนคุมเป็นก้อนปรวด อยู่ในกระเพาะมูตร ก็พอกเข้า เป็นลูกกลมดังเมล็ดบัว แลมักออกมาจุกช่องทวารปัสสาวะ แต่เมื่อจะถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งนั้น ให้เจ็บปวดเป็นกำลังดิ้นรนไปดังจะขาดใจตาย แลให้กายนั้นผอมเหลือง ...” หรือหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๗๙๘ (หอสมุดแห่งชาติ) ตอนหนึ่งว่า “… ลำดับนี้จะกล่าวด้วยไนยหนึ่งไหม่ ว่าด้วยลักษณนิ่วปูนนั้น เปนเคารพ ๕ เมื่อจะบังเกิดขึ้น เกิดแต่บุทคลบริโภคซึ่งหมาก นั้นเหลือประมาณ แล้วกลืนน้ำหมากเข้าไปเนือง ๆ เปนนิจ โดยอิริยามิได้ขาด แลนำปูนที่กินกับหมากนั้น\n  ก็ไหลซึมทราบ ลงไปตาเหน่าแลลำปะสาวะ แล้วก็เตรอะตรองลงเปนกรัน ขังนำปะสาวะไว้มิให้เดินสะดวก มักไปปะสาวะนั้น\n  เนือง ๆ แล น้ำปะสาวะนั้นระคนด้วยน้ำปูน ครั้นขังเข้าก็กัดเอาองค์กำเนิดเปื่อยลำลาบออก ครั้นแก่ไปน้ำปะสาวะนั้นหยดย้อย \n  มิได้เปนเพลา กระทำให้ปวดในลำองค์กำเนิดเปนกำลังแล้ว ให้แสบร้อนเสียวปวดถ่วงยิ่งนัก ...”."],
    [1223,1209,"นุง",null,null,"ว. ยุ่ง."],
    [1224,1210,"นูด","ดู ชะลูด.",null,null],
    [1225,1211,"เน้น",null,null,"ก. กดลงน้ำหนักที่จุดนวดให้หนักแน่นขึ้น ในทางการนวดไทย จะเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากหน่วง (กดโดยค่อย ๆ ลงน้ำหนัก ตรงจุดนวด)."],
    [1226,1212,"เนระพูสี",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นรากและลำต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pteridrys syrmatica (Willd.) C.Chr. ในวงศ์ Tectariaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า แก้ไข้กาฬ, กล่อมพิษทั้งปวง แพทย์ทางจังหวัดตราด ใช้ต้นหรือเง่า แก้ไข้กาฬ, ไข้เหนือ, ไข้สันนิบาต, ดับพิษไข้ แพทย์บางชนบทใช้เป็นยาฝาดสมาน, แก้บิด, แก้มูกเลือด, แก้ไข้ท้องเสีย, เป็นยาหัวหน้าในโรคบิด, แก้ไข้ท้องเสีย, เป็นยาหัวหน้าในโรคบิด, แก้ปวดเบ่ง แพทย์บางชนบทใช้เง่าเข้ายาแก้ทรางเด็ก, แก้ไข้, แก้ลิ้นคอเปื่อย, แก้ไอ, แก้ปวด, เจริญอาหาร, แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pteridrys syrmatica (Willd.) C. Chr. ในวงศ์ Tectariaceae เป็นไม้จำพวกเฟิร์นยืนต้น ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น กลุ่มใบย่อยคู่ล่างลดขนาดลง กลุ่มใบย่อยถัดมารูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม ขอบหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ แผ่นใบบาง ด้านล่างใบสีเขียวอ่อน มีเกล็ดแบนสีน้ำตาล ด้านบนสีเขียวเข้ม กลุ่มอับสปอร์รูปเกือบกลมอยู่บนเส้นใบ ๒ ข้าง มีเยื่อคลุมอับสปอร์เป็นเกล็ดเล็ก ก้านใบสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้ม มีหนามสั้นโคนก้านใบมีเกล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน ด้านบนมีขน, เนระพูสีเทศ ก็เรียก, เขียนว่า เนระภูสี ก็มี."],
    [1227,1213,"เนระพูสีเทศ","ดู เนระพูสี.",null,null],
    [1228,1214,"เนระพูสีไทย",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [1229,1215,"เนระภูสี","ดู เนระพูสี.",null,null],
    [1230,1216,"เนาวเกสร","ดู เกษรทั้ง ๙, เกสรทั้ง ๙.",null,null],
    [1231,1217,"เนาวโกฐ",null,null,"๑. ดู โกฐทั้ง ๙. ๒. น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง อยู่ในกลุ่มยาหอม ใช้แก้ลมคลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... ยาหอมเนาวโกฐ เอาเบญจกูล หนัก ๓ สลึง หัวแห้วหมู หนัก ๑ บาท โกฐทั้ง ๙ หนักสิ่งละ ๑ บาท เทียนทั้ง ๙ หนักสิ่งละ ๑ บาท สักขี ๑ ลูกราชดัด ๑ ลูกสารพัดพิษ ๑ ลูกกระวาน ๑ กานพลู ๑ ดอกจันทน์ ๑ ลูกจันทน์ ๑ จันทน์เทศ ๑ จันทน์แดง ๑ อบเชย ๑ สมุลแว้ง ๑ หญ้าตีนนก ๑ แฝกหอม ๑ ชลูด ๑ เปราะหอม ๑ ไคร้เครือ ๑ น้ำประสานทองจีน ๑ เนื้อไม้ ๑ ขอนดอก ๑ กะลำพัก ๑ ลูกมะขามป้อม ๑ ลูกสมอพิเภก ๑ ชะเอม ๑ ลูกผักชีลา ๑ ลูกกะดอม ๑ บอระเพ็ด ๑ เกษรบัวหลวง ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนาค ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกมะลิ ๑ แก่นสนเทศ ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักสิ่งละ ๑ บาท ตำผง แก้วาโยวิงเวียน คลื่นเหียน น้ำดอกไม้ หญ้าฝรั่น พิมเสน ชะมดเชียง อำพันทอง แทรก แก้ปลายไข้เพื่อลมเจริญอาหาร ก้านสะเดา ๓๓ ก้าน บอระเพ็ด ๗ องคุลี ลูกกะดอม ๗ ลูก ต้มเป็นกระสาย แทรกพิมเสน …” ปัจจุบันยาขนานนี้เป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือ ยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ยาหอมนวโกฐ หรือ ยาหอมเนาวโกฐ ก็เรียก."],
    [1232,1218,"เนาวนารีวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมปลายปัตคาดและสันฑฆาต มักเกิดกับหญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดปลายมือปลายเท้าเหมือนถูกปลาดุกยัก คอแข็ง เอี้ยวคอไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะกำเนิดแห่งลม อันชื่อว่าเนาวนารีวาโย เป็นคำรบ ๑๘ นั้น เกิดแต่ปลายปัตคาดปลายสันทฆาตเจือกันกล่าวคือจับต้นคอเป็นต้นก็ดี ในลำคอก็ดี เหตุว่าแล่นถึงกันมักบังเกิด แก่สตรีทรงครรภ์ กระทำให้ปลายมือปลายเท้า ดุจปลาดุกยอก \n  แล้วขึ้นมาจับเอาต้นคอให้คอแข็ง จะเบือนคอก็มิได้ สมมติว่าคอแข็งแล้วกระทำพิษให้ร้อนเป็นกำลัง ...”. อย่างไรก็ตาม คัมภีร์ใบลาน หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๑๒๗๕ เรื่อง คัมภีร์ลม (หอสมุดแห่งชาติ) ว่าเกิดในคอ ต้นคอ ข้อมือ หรือข้อเท้าจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกร้อนฝ่ามือฝ่าเท้าเหมือนโดนไฟลน ดังความตอนหนึ่งว่า “... ลมอนึ่งชื่อวาโยเนาวนารี บังเกิดในคอก็ดี ต้นคอก็ดี แลข้อตีนข้อมือก็ดี ให้ร้อนฝ่ามือ ฝ่าตีน ดังเพลิงลน ...”."],
    [1233,1219,"ในเรือนไฟ","ดู อยู่ไฟ.",null,null],
    [1234,1220,"บริแวง","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [1235,1221,"บอระเพ็ด",null,"บ.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menisper-maceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “...จะกล่าวสรรพคุณใบบอระเพ็ดแลชิงช้าชาลีนั้นมีคุณดุจกัน ต้นนั้นรู้แก้พิษฝีดาด แลรู้แก้ไข้เหนืออันบังเกิดเพื่อโลหิต แลรู้แก้ฝีกาฬอันบังเกิดเพื่อฝีดาด แลรู้แก้ไข้ตรีโทษ รู้กระทำให้เกิดกำลังรู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ลมแลแก้กระหายน้ำอันเป็นเพื่อโลหิต แลรู้แก้สะอึกแก้ธาตุกำเริบ ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิคือมะเร็ง ดอกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิในอุทรให้ออกมา แลฆ่าแม่พยาธิในฟันในหูให้ออกมา ลูกนั้นรู้แก้เสมหะให้ออกมา รากนั้นรู้แก้โลหิตอันเป็นเพื่อไข้เหนือให้ออกมา กล่าวสังเขปคุณบอระเพ็ดชิงช้าชาลีมาสิ้นแต่เท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... เถาแก้พิษฝีดาษ, แก้ไข้เหนือ, ไข้พิษ, แก้ฝีกาฬ, โรคแทรกของไข้ทรพิษ, แก้ไข้ทุกชนิด, บำรุงกำลัง, บำรุงไฟธาตุ, แก้ร้อนใน, แก้สะอึก, ใบฆ่าพยาธิ์, ดอกฆ่าพยาธิ์ในท้อง, ในฟัน, ในหู, ให้ตก, ลูกแก้เสมหะเป็นพิษ รากแก้ไข้พิษอย่างแรง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถาเป็นตุ่ม มียางขาว รสขม มีรากอากาศยาวคล้ายเส้นด้าย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปค่อนข้างกลม ปลายเรียวแหลม โคนรูปหัวใจลึก แผ่นใบคล้ายกระดาษ ช่อดอกคล้ายช่อกระจะ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งแก่เมื่อใบหลุดร่วงหมด ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง ออกเป็นช่อ ผลแก่สีส้ม รูปรี ผนังผลชั้นในสีขาว ผิวย่นเล็กน้อยหรือเกือบเรียบ มีสันที่ด้านบน มีช่องเปิดรูปรีเล็ก, เครือเขาฮอ จุ่งจิง เจตมูลหนาม หรือ เจตมูลย่าน ก็เรียก."],
    [1236,1222,"บักขาม","ดู มะขาม.",null,null],
    [1237,1223,"บักตูม","ดู มะตูม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลไม่อ่อนไม่แก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณผลมะตูมแก่แต่ยังไม่สุก ให้บิ์ดธาตุบำบัดเสลดแลลมเจริญไฟธาตุ ผลมะตูมอ่อนเกือบจะแก่ แก้เสมหแก้ลมทั้งปวง ผลมะตูมอ่อนยังเลก นั้นบำบัดตรีโทษแก้ลม ผลมะตูมสุกนั้นแก้เสมหแก้จุกเสียด เจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งให้มีกำลัง ผลมะตูมสุกแช่น้ำซ่มพอูมเจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งมีกำลัง แก้ลมทั้งปวงแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณลูกมะตูมอ่อน รู้แก้ซึ่งวาโยโลหิตเสมหะ แลบุพโพอันเน่าในอุทรให้ตกเสียแลรู้แก้ตรีโทษ ลูกมะตูมแก่ รู้แก้ซึ่งเสมหะลม รู้บำรุงเพลิงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด ลูกมะตูมสุก รู้แก้ลมอันเสียดในอุทร แลรู้แก้ซึ่งมูกเลือด รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้กระหายน้ำอนุโลมตามวาโยธาตุ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะตูมอ่อน ๆ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่ แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด บำรุงธาตุไฟให้ย่อย ... รากมะตูมรสปร่าขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี, พิษไข้, แก้สติเผลอ, รักษาน้ำดี, ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า bael fruit, bael, bel, bengal quince, golden apple, Indian baelfruit, Indian quince เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ โคนต้น และกิ่งก้านมีหนามยาว แข็ง หนามเดี่ยวหรือเป็นคู่ ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุก ๒-๓ ดอก หรือเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบและแข็ง เนื้อผลมีลักษณะใส เหนียว เมล็ดแบน รูปขอบขนาน มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ในช่อง มีสารเมือกล้อมรอบ สารเมือกแข็งตัวเมื่อแห้ง เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว โบราณแบ่งมะตูมเป็น ๓ พันธุ์ คือ มะตูมไข่ (ลูกกลมยาวคล้ายไข่) มะตูมยาง (ลูกค่อนข้างกลม โตกว่ามะตูมไข่ เนื้อน้อย มียางมาก) และมะตูมนิ่ม (เปลือกลูกอ่อนนิ่ม บีบกดได้), กะทันตาเถร ตูม บักตูม หรือ มะปิน ก็เรียก."],
    [1238,1224,"บัวทั้ง ๕",null,null,"น. พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดบัว ๕ อย่าง ได้แก่ สัตตบุษย์ สัตตบรรณ ลินจง จงกลนี และนิลุบล ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสขมฝาด สรรพคุณชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ลมพานไส้ แก้อุจจาระธาตุ แก้ไข้เพื่อลม แก้โลหิต แก้ไข้รากสาด เป็นต้น, บัวเบญจพรรณ ก็เรียก."],
    [1239,1225,"บัวบก",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเหนือดินที่ทำให้แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica (L.) Urb. ในวงศ์ Apiaceae ดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... มีรสขมเล็กน้อยและหอม ... ทั้งต้นและใบเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย และอาการ เริ่มเป็นบิด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica (L.) Urb. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า gotu kola, Asiatic pennywort, barmi, gotu kola, Indian pennywort, Indian water navelwort เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสั้น มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนถี่ดูคล้ายเป็นกระจุกที่บริเวณโคนต้น ขอบหยักมนหรือหยักแหลม ด้านบนสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง ช่อดอกแบบช่อซี่ร่มขนาดเล็ก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีเขียวหรือสีม่วงแดง ผลแบบผลแห้งแยกแล้วแตก รูปกลม ค่อนข้างแบนด้านข้าง เปลือกมีสันเตี้ยเป็นแนวตามยาว มีขนเล็กน้อยเมื่ออ่อน เมล็ดขนาดเล็กมาก, ผักหนอก ก็เรียก."],
    [1240,1226,"บัวเบญจพรรณ","ดู บัวทั้ง ๕.",null,null],
    [1241,1227,"บัวพิเศษ",null,null,"น. พิกัดยาชนิดหนึ่ง มีบัว ๖ ชนิด ได้แก่ บัวหลวง ดอกขาว บัวหลวงดอกแดง สัตตบงกชดอกขาว สัตตบงกช ดอกแดง บัวเผื่อน และบัวขม พิกัดนี้มีรสขมฝาด สรรพคุณ แก้ไข้อันบังเกิดเพื่อธาตุทั้ง ๔ แก้ลม แก้เสมหะ แก้โลหิต \n  บำรุงกำลัง ทำให้หัวใจชื่นบาน แก้ร้อนในกระหายน้ำ."],
    [1242,1228,"บัวราขาว","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [1243,1229,"บัวหลวง",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เป็นไม้น้ำ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดินและที่เป็นไหลเหนือดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปเกือบกลมหรือรูปโล่ เว้าหรือเป็นคลื่น ด้านบนเกลี้ยง ก้านติดใต้ใบ มีหนามเป็นตุ่มเล็ก ๆ ชูแผ่นใบขึ้นที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ภายในก้านมีน้ำยางใส เมื่อถูกอากาศจะเหนียวเป็นเส้นใย ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาว สีชมพู หรือสีแดง กลิ่นหอม ผลแบบผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมากอยู่ในฐานดอก รูปกลมรี มีเมล็ด ๑ เมล็ด ขนาดใหญ่, บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู หรือสีแดง กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก ปทุม โกกนท หรือโกกนุท เป็นต้น, พันธุ์ดอกสีชมพูหรือแดง กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบงกช, พันธุ์ดอกสีขาว กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก บุณฑริก, ส่วนพันธุ์ดอกสีขาว กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบุษย์."],
    [1244,1230,"บัวฮาขาว","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [1245,1231,"บ่าขี้แฮด","ดู สวาด.",null,null],
    [1246,1232,"บางรักป่า","ดู หญ้าหนวดแมว.",null,null],
    [1247,1233,"บาทจิตร","ดู ลมบาทจิตต์, ลมบาดทะจิต.",null,null],
    [1248,1234,"บาทาทึก, บาทาทึบ, บาทาธึก",null,null,"น. ๑. เส้นที่มีทางเดินเริ่มจากส้นเท้าไปตามโค้งฝ่าเท้า ถึงด้านในหัวแม่เท้า. ๒. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการท้องร่วง อาเจียน มือเขียวเท้าเขียว อาจชัก สลบ ดังคัมภีร์ชวดาร [๑๔/๔๓๖] ตอนหนึ่งว่า “… ขนานหนึ่งชื่อประสรรณี แก้ลมบาทาทึก อันให้สลบทั้งลงทั้งอาเจียน มิรู้ว่าสันนิบาตสองคลอง ให้มือเขียว ให้เท้าเขียว ให้ชัก มิรู้ว่า ป่วงให้ลงกำหนด ๓ วัน ...”, ลมบาทาทึก ลมบาทาธึก เส้นบาทาทึก หรือ เส้นบาทาธึก ก็เรียก."],
    [1249,1235,"บานทะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ๑. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง ตามคัมภีร์ริดสีดวงในจารึกวัดโพธิ์ว่า เกิดที่ขอบทวารหนัก บริเวณรอยโรคเกิดเป็น แผลมีเลือดปนหนองและมีกลิ่นเหม็นมาก รู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก ถ้าท้องผูกจะทำให้เจ็บปวดและตึงบริเวณทวารหนักมาก ดังหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๘๔๕ หอสมุดแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วย ลักษณหฤศโรคอันชื่อว่าบานทะโรค กล่าวคือโรคฤศดวงอันบังเกิดตามขอบทวารหนักเปนคำรบ ๑๗ มีอาการกะทำให้เปนปุพโพโลหิตนั้นเหน้าเหมนโขงยิ่งนัก ให้ปวดแสบร้อนเปนกำลังแลอุจจาระนั้นผูกเข้ามิได้ ถ้าผูกเข้ากระทำให้เจ็บปวด ให้ตึงไปทั้งทะวารมีความเวทธนาเปนอันมาก ...”. ๒. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง ตามคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกาว่า เกิดเหนือหรือใต้สะดือ มักบานเป็นดอกบุก บางทีแตกเป็นเลือดสด ๆ สีจาง ๆ สีคล้ายน้ำชานหมาก น้ำล้างเนื้อ น้ำฝางต้บางทีเป็นเม็ดจากสะดือถึงทวารหนัก ทวารเบา แล้วเลื่อนเข้าหากัน สำหรับในผู้หญิงสาเหตุอาจจะเนื่องมาจากคลอดบุตรอยู่ไฟไม่ได้ มดลูกเน่า บางทีระดูเสีย เป็นฝีที่มดลูก เรียกว่า ส้วงเลื่อนทวารเบา ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๑๕/๓๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่งท่านกล่าวไว้ว่าเป็นริดสีดวง มักตั้งขึ้นเหนือสะดือ ๓ นิ้วก็ดี มักบานเป็นดอกบุก บางทีก็แตกเป็นโลหิตสด ๆ จาง ๆ ออกมา บางทีเป็นน้ำชานหมาก น้ำล้างเนื้อ น้ำฝางต้ม บางที่เป็นเม็ดลงมาแต่สะดือถึงทวาร หนักทวารเบา แล้วก็เลื่อนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าผู้ชายเรียกว่า บานทะโรค ถ้าสตรีภาพเรียกว่า เป็นส้วงเลื่อนทวารเบา ถ้าสตรีภาพเป็นที่ทวารหนัก เรียกว่าเป็นบานทะโรคดุจกัน ด้วยว่าสตรีบางคนคลอดบุตรอยู่ไฟมิได้ มดลูกจึงเน่า บางทีระดูเสียเป็นฝีต่อมโลหิต บางที่เป็นในมดลูก บางที่กลายเป็นมุตกิดช้ำรั่ว บางที่ก็ให้เปื่อยในลำไส้ เป็นเม็ดยอดแต่หัวหน่าวถึงทวารเบา มักให้ เป็นไปต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น ...”, ส้วงเลื่อนทวารเบา ก็เรียก."],
    [1250,1236,"บาลติญาณะโรค","ดู ปาลติญาณะโรค.",null,null],
    [1251,1237,"บำรุง",null,null,"ก. ทำให้ดีขึ้น ทำให้มากขึ้น เช่น บำรุงน้ำนม รักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี เช่น บำรุงสุขภาพ บำรุงร่างกาย."],
    [1252,1238,"บำรุงกำลัง",null,null,"ก. ทำให้มีกำลังมากขึ้น มักเริ่มด้วยการทำให้ร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรงก่อนจึงจะมีเรี่ยวแรงมากขึ้น ดังตำราคัมภีร์ \n  แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๔/๒๖๗] ตอนหนึ่งว่า “... ยาบำรุง กำลังร่างกาย เอาลูกมะตูมนิ่ม ๓ ลูก กล้วยน้ำสุก ๑ หวี \n  เอานึ่งให้สุก เอาพริกไทยเท่ายา ๒ สิ่งนั้น ตำให้แหลกปั้นเป็นแผ่นตากแดดให้แห้ง บดเคล้าน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนเท่าผลพุดซา กินยานี้ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ผิวพรรณสดชื่นดี …”."],
    [1253,1239,"บำรุงธาตุ",null,null,"ก. ๑ รักษาให้ธาตุทั้ง ๔ ในร่างกายอยู่ในสภาพที่ดี ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๓๓/๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... บุคคลที่เกิดมาในโลกนี้ เหตุที่จะบังเกิดโรคทั้งปวงนั้น ก็เพราะธาตุทั้ง ๔ ไม่บริบูรณ์ ธาตุทั้ง ๔ นั้นปรวนแปรไปก่อน โรคต่างๆ จึงเกิดขึ้นในภายหลัง ท่านให้แต่งยาบำรุงธาตุไว้ให้เป็นปกติ โรคจึงจะไม่เกิดขึ้น ...”. ๒. ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น คำ “ธาตุ” ในที่นี้หมายถึง ธาตุไฟสำหรับย่อยอาหาร (ปริณา-มัคคี) สมุนไพรหรือเครื่องยาที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ ส่วนใหญ่มักมีรสเผ็ดร้อน เช่น เบญจกูล."],
    [1254,1240,"บำรุงน้ำนม",null,null,"ก. ทำให้มารดาหลังคลอดมีน้ำนมมากขึ้น."],
    [1255,1241,"บำรุงร่างกาย",null,null,"ก. ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง มีสุขภาพดีหรือทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ดังตำราคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๔/๒๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาบำรุงร่างกายแลบำรุงกำลัง เอาเปลือกทิ้งถ่อน เปลือกตะโกนา บอระเพ็ด หัวแห้วหมู เมล็ดข่อย พริกไทย เอาสิ่งละเท่ากัน บดเป็นผง ละลายน้ำผึ้งกินครั้งละเท่าเมล็ดพุดซา ...”."],
    [1256,1242,"บำรุงเลือด, บำรุงโลหิต",null,null,"๑. ก. ทำให้เลือดมากขึ้นหรือดีขึ้น ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกินยาขับโลหิ เข้าไปแล้วไซ้ โลหิตแจ้งไป ขับไม่ออกเลย ถ้าแพทย์ผู้ใดจะวางยาชำระ ล้างท้องเสียก่อน แล้วจึ่งให้แต่งยา ปลุกไฟธาตุขึ้นให้ปรกติแล้ว จึ่งบำรุงโลหิตขึ้นเถิด ...”. ๒. ว. ซึ่งทำให้เลือดมากขึ้นหรือดีขึ้น ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๑๔/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาสตรีภาพไปเมื่อหน้า ถ้าแลหญิงจำพวกใดตั้งแต่อายุได้ ๑๔ ปี ๑๕ ปี แล้วยังไม่มีระดูมาก็ดี ลางทีมีระดูมาแล้วกลับแห้งไปก็ดี ท่านให้แต่งยาบำรุงไฟธาตุ เสียก่อน ให้ธาตุทั้ง ๔ บริบูรณ์พร้อมแล้ว จึงแต่งยาบำรุงโลหิต ให้โลหิตนั้นชุ่มออกมา ...”."],
    [1257,1243,"บำรุงหัวใจ",null,null,"ก. ทำให้เลือดลมเดินสะดวก มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมองมากขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แจ่มใส."],
    [1258,1244,"บีคน","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [1259,1245,"บีบ",null,null,"ก. กดด้านทั้งสองของส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเข้าหากัน ด้วยมือ ส่วนของมือ หรือวัสดุอุปกรณ์อื่น สำหรับบำบัดโรค \n  หรืออาการบางอย่าง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือฟื้นฟู สมรรถภาพของร่างกาย."],
    [1260,1246,"บุก",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นหัวแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus saraburiensis Gagnep. ในวงศ์ Araceae มีชื่อสามัญว่า elephant yam, stanley’s water-tub มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ศีร์ษะรสเบื่อเมา กัดเถาดานกัดเสมหะและโลหิตก้อน ใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลกัดฝ้าหนองดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAmorphophallus saraburiensis Gagnep. ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุก สูง ๑-๒ เมตร ลำต้นอวบ สีเขียวเข้ม ตามต้นมีรอยด่างเป็นดวงสีเขียวสลับขาว ใบเป็นใบเดี่ยว แตกที่ยอด มี ๕-๗ ใบ ก้านใบยาว ช่อดอกมีกาบขนาดใหญ่ สีเหลือง ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกัน แต่เรียงบนแกนยาวเดียวกัน บานตอนเย็น กลิ่นเหม็น หัวเป็นก้อนกลมสีน้ำตาล ผิวขรุขระ เนื้อในสีขาวถึงสีชมพู มีเมือกลื่น."],
    [1261,1247,"บุณฑริก","ดูใน บัวหลวง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เป็นไม้น้ำ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดินและที่เป็นไหลเหนือดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปเกือบกลมหรือรูปโล่ เว้าหรือเป็นคลื่น ด้านบนเกลี้ยง ก้านติดใต้ใบ มีหนามเป็นตุ่มเล็ก ๆ ชูแผ่นใบขึ้นที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ภายในก้านมีน้ำยางใส เมื่อถูกอากาศจะเหนียวเป็นเส้นใย ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาว สีชมพู หรือสีแดง กลิ่นหอม ผลแบบผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมากอยู่ในฐานดอก รูปกลมรี มีเมล็ด ๑ เมล็ด ขนาดใหญ่, บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู หรือสีแดง กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก ปทุม โกกนท หรือโกกนุท เป็นต้น, พันธุ์ดอกสีชมพูหรือแดง กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบงกช, พันธุ์ดอกสีขาว กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก บุณฑริก, ส่วนพันธุ์ดอกสีขาว กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบุษย์."],
    [1262,1248,"บุนนาค",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mesua ferrea L. ในวงศ์ Calophyllaceae เป็นไม้ต้น ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เรือนยอดทึบและแคบ มีพูพอนเล็กน้อยตามโคนต้น เปลือกสีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาลอมเทา หรือสีน้ำตาลอมแดง หลุดลอกง่าย เปลือกมียางสีขาว แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนเมื่อแข็งตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแคบหรือรูปใบหอก ใบอ่อนสีชมพูอ่อน ห้อยลง จะออกพร้อมกันทั้งต้น ดอกสีขาวถึงสีชมพู กลิ่นหอม ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกตามซอกใบ ห้อยลง ผลรูปไข่ แก่ไม่แตก สีส้มแก่หรือสีม่วงแกมน้ำตาลเข้ม มีเปลือกเป็นเส้นใยแข็งหุ้ม ปลายเป็นติ่งแหลม แข็ง มักมีหยดยางเหนียวอยู่ทั่วไป เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม แบน, ราก ดอก แก่น เปลือก และกระพี้ใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณบุนนาค ใบนั้นรู้ฆ่าเสียซึ่ง แผลอันถูกหอกแลดาบ ดอกนั้นรู้แก้ตั้งไว้ซึ่งโลหิตแลแก้สาบในสริระกาย อันบังเกิดด้วยโทษมีหนังอันเสีย เปลือกนั้นรู้กระจายซึ่งบุพโพ กระพี้นั้นรู้แก้เสมหะในลำคอ แก่นนั้นรู้แก้ลักปิด รากนั้นรู้แก้ลมในไส้ ....” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... ดอกบุนนากปรุงเป็นยาหอม แต่งกลิ่นแต่งรสทำให้รับประทานง่าย และเป็นยาหอมบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น, แก้ร้อน, กระสับกระส่าย, แก้ลมกองละเอียด, ซึ่งทำให้หน้ามืดวิงเวียน ใจสั่น, อ่อนเพลีย, หัวใจหวิว, ทำให้ชูกำลัง, บางตำราว่าใบใช้พอกบาดแผลสด, แก้พิษงู ...”."],
    [1263,1249,"บุพโพ",null,null,"น. น้ำหนอง เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [1264,1250,"เบญจกัลยาณี",null,null,"น. ๑. หญิงที่มีคุณลักษณะเป็นแม่นมที่ดีมีน้ำนมเหมาะแก่การเลี้ยงทารก ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่ ๑) หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมคล้ายกลิ่นดอกกล้วยไม้ โดยทั่วไปจะมีไหล่ผาย สะเอวรัด หลังราบ ตัวดำและเล็ก แก้มใส มือเท้าเรียว เต้านมเหมือนดอกบัวแรกแย้ม ผิวเนื้อแดง เสียงเหมือนเสียงสังข์ น้ำนมรสหวานมัน ๒) หญิงที่มีกลิ่นตัวเหมือนดอกบัว เสียงเหมือนเสียงแตร ไหล่ผาย ตะโพกรัด แก้มพอง นิ้วมือนิ้วเท้าเรียบ เต้านมเหมือนดอกบัวบาน ผิวเนื้อเหลือง น้ำนมข้น มีรสหวาน ๓) หญิงที่ไม่มีกลิ่นตัว เอวกลม ขนตางอน จมูกสูง เต้านมกลม หัวนมงอน น้ำนมรสหวานมันเล็กน้อย ๔) หญิงที่มีกลิ่นตัวหอมเผ็ด เสียงเหมือนเสียงจักจั่น ปากเหมือนปากเอื้อน ตาเหมือนตาทราย ผมแข็งชัน ไหล่ผาย สะโพกผาย หน้าผากสวย ท้องเหมือนกาบกล้วย นมเป็นพวงใหญ่ น้ำนมขาว รสมันเข้มเล็กน้อย, แม่นมเบญจกัลยาณี หรือ หญิงเบญจกัลยาณี ก็เรียก. เขียนว่า เบญจกัลป์ยานี เบญจกัลยานี เบญจะ-กัลยาณี หรือ เบญจะกัลยานี ก็มี. ๒. หญิงมีลักษณะงาม ๕ ประการ คือ ๑) ผมงาม ๒) เนื้องาม (คือ เหงือกและริมฝีปากแดงงาม) ๓) ฟันงาม ๔) ผิวงาม ๕) วัยงาม (คือ ดูงามทุกวัย). (ป. ปญฺจกลฺยาณี)."],
    [1265,1251,"เบญจกัลป์ยานี, เบญจกัลยานี, เบญจะกัลยาณี, เบญจะกัลยานี","ดู เบญจกัลยาณี.",null,null],
    [1266,1252,"เบญจกาฬสันนิบาต, เบ็ญจกาฬสันนิบาต",null,null,"น. สันนิบาตกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยอาจมีสาเหตุของการเกิดโรคและอาการแตกต่างกันไป มี ๕ ประการ คือ อภิฆาตสันนิบาต อภิวาราภัยสันนิบาตอภิสังคสันนิบาต วิสมสันนิบาต และอาคันตุก-สันนิบาต ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม \n  [๔/๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะเบ็ญจกาฬสันนิบาต ๕ ประการนั้น คือ ภิฆาตสันนิบาต อภิวาราภัยสันนิบาต อภิสังคสันนิบาต วิสมสันนิบาต อาคันตุกสันนิบาต ...”."],
    [1267,1253,"เบญจกูล",null,null,"น. ๑. พิกัดยาชนิดหนึ่ง จำกัดตัวยา ๕ อย่าง ได้แก่ ดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง และขิงแห้ง ในปริมาณ\n  เท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณขับลม ขับเสมหะ บำรุงธาตุ เป็นต้น. ๒. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง \n  ใช้ขับลมแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ แก้ธาตุไม่ปรกติ ประกอบด้วยตัวยา ๕ ชนิด ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิง และขิงแห้ง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1268,1254,"เบญจเกลือ","ดู เกลือทั้ง ๕.",null,null],
    [1269,1255,"เบญจเกสร","ดู เกษรทั้ง ๕, เกสรทั้ง ๕.",null,null],
    [1270,1256,"เบญจโกฐ","ดู โกฐทั้ง ๕.",null,null],
    [1271,1257,"เบญจขันธ์","ดู ขันธ์ ๕.",null,null],
    [1272,1258,"เบญจเทียน, เบญจเทียร","ดู เทียนทั้ง ๕.",null,null],
    [1273,1259,"เบญจโลกวิเชียร",null,null,"น. ๑. พิกัดยาหรือพิกัดตัวยาพวกหนึ่ง ประกอบด้วยรากไม้ ๕ ชนิด ได้แก่ รากคนทา รากชิงชี่ รากมะเดื่ออุทุมพร รากไม้เท้ายายม่อม และรากย่านาง ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสขม สรรพคุณกระทุ้งพิษหรือถอนพิษต่าง ๆ แก้ไข้ต่าง ๆ. ๒. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้กระทุ้งพิษไข้ร้อน ถอนพิษสำแดง แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ยาห้าราก ยาแก้วห้าดวง หรือ ยาเพชรสว่าง ก็เรียก."],
    [1274,1260,"เบญจอินทรีย์",null,null,"น. ส่วนรับความรู้สึกทั้ง ๕ ของร่างกาย ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งแพทย์แผนไทยว่า เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ดังตำราเวชศึกษา [๓๙/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่ง ถ้าจะเรียกชื่อของโรคให้รวบรัด ย่นชื่อลงแต่น้อย แล้วก็คงมีชื่ออยู่เพียง ๕ ชื่อ ตามฐานที่ตั้งของโรคในเบญจอินทรีย์นี้ คือ จักขุโรโค ๑ โสตโรโค ๑ ฆานโรโค ๑ ชิวหาโรโค ๑ กายโรโค ๑ เป็น ๕ ชื่อด้วยกัน ...”, ปัญจอินทรีย์ ก็เรียก."],
    [1275,1261,"เบื่อเมา",null,null,"ก. อาการวิงเวียน คลื่นเหียนอาเจียน มึนงง เป็นต้น อาจทำให้หมดสติหรือตายได้."],
    [1276,1262,"โบราณกรรมอติสาร",null,null,"น. โรคอติสารประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียเรื้อรัง มักรักษาไม่หาย ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากความผิดปรกติของธาตุทั้ง ๔ แบ่งเป็น ๕ ชนิด ได้แก่ อมุธาตุอติสาร ปฉัณณธาตุอติสาร รัตตธาตุอติสาร มุศกาย-ธาตุอติสาร และกาลธาตุอติสาร."],
    [1277,1263,"ใบ",null,null,"น. ๑. ส่วนของพืชที่ติดอยู่กับกิ่งหรือลำต้น โดยมากมีลักษณะเป็นแผ่นแบน ๆ รูปร่างต่าง ๆ กัน มีก้านใบหรือไม่มีก็ได้ มักมีสีเขียว, ลักษณนามสำหรับใช้เรียกใบไม้ ผลไม้ เป็นต้น เช่น ใบสัก ๕ ใบ มะม่วง ๒ ใบ."],
    [1278,1264,"ใบหลังขาว","ดู เจตพังคี.",null,null],
    [1279,1265,"ปฉัณณธาตุอติสาร",null,null,"น. โบราณกรรมอติสาร ชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยไม่ระบุว่าเกิดจากความผิดปรกติของธาตุใด ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำสีแดง นอกจากนี้ ยังมีอาการจุกเสียดท้อง แน่นในลำคอ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๗-๑๕๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะปฉัณณธาตุอติสาร อันเป็นโบราณกรรมเป็นคำรบ ๒ มีอาการและประเภทกระทำให้ลงเป็นน้ำชานหมาก และน้ำแตงโม แล้วกระทำให้จุกให้แดกเป็นกำลัง แน่นในลำคอ จะกินข้าวน้ำมิได้ ให้รากลมเปล่าเป็นกำลัง ...”."],
    [1280,1266,"ปฐมยาม","ดู ยาม, ยาม- ประกอบ.",null,"น. เวลาตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น. ถึง ๒๒.๐๐ น. ตามการแบ่งเวลากลางคืนในบาลี, ยามต้น ก็เรียก."],
    [1281,1267,"ปฐมวัย",null,null,"น. วัยต้น แพทย์แผนไทยนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๖ ปี."],
    [1282,1268,"ปฐวีธาตุ, ปถวีธาตุ","ดู ธาตุดิน.",null,null],
    [1283,1269,"ปถวีธาตุสมุฏฐาน","ดูใน ธาตุสมุฏฐาน.","น.","ธาตุทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ได้แก่ ปถวีธาตุสมุฏฐาน ธาตุดินเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค อาโปธาตุสมุฏฐาน ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค วาโยธาตุสมุฏฐาน ธาตุลมเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค และเตโชธาตุสมุฏฐาน ธาตุไฟเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๔๒ ประการ(ดิน ๒๐, น้ำ ๑๒, ลม ๖, ไฟ ๔) แพทย์แผนไทยพิจารณาย่อลงเหลือเพียง ๓ กองสมุฏฐาน เรียกว่า สมุฏฐานปิตตะ สมุฏฐานวาตะ และสมุฏฐานเสมหะ."],
    [1284,1270,"ปทุม","ดูใน บัวหลวง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เป็นไม้น้ำ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดินและที่เป็นไหลเหนือดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปเกือบกลมหรือรูปโล่ เว้าหรือเป็นคลื่น ด้านบนเกลี้ยง ก้านติดใต้ใบ มีหนามเป็นตุ่มเล็ก ๆ ชูแผ่นใบขึ้นที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ภายในก้านมีน้ำยางใส เมื่อถูกอากาศจะเหนียวเป็นเส้นใย ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาว สีชมพู หรือสีแดง กลิ่นหอม ผลแบบผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมากอยู่ในฐานดอก รูปกลมรี มีเมล็ด ๑ เมล็ด ขนาดใหญ่, บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู หรือสีแดง กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก ปทุม โกกนท หรือโกกนุท เป็นต้น, พันธุ์ดอกสีชมพูหรือแดง กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบงกช, พันธุ์ดอกสีขาว กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก บุณฑริก, ส่วนพันธุ์ดอกสีขาว กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบุษย์."],
    [1285,1271,"ปทุมราชา","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1286,1272,"ปรกติโลหิต","ดู โลหิตปรกติโทษ.",null,null],
    [1287,1273,"ปรเมหะ",null,null,"น. ๑. ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏ ชื่อผู้แต่ง มีเนื้อหาสำคัญกล่าวถึงโรคที่เกิดจากน้ำปัสสาวะ. ๒. เมือกมันหรือเปลวแข็ง ซึ่งมีลักษณะขุ่นข้นคล้ายหนอง คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกาว่า มี ๒๐ ประการ ได้แก่ สันทฆาต ๔, องค-สูตร ๔, อุปทม ๔, ช้ำรั่ว ๔ และไส้ด้วน ๔."],
    [1288,1274,"ปรวด",null,null,"น. เนื้อที่เป็นโรค มีลักษณะเป็นก้อนแข็งอยู่ใต้ผิวหนัง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๗๗] ตอนหนึ่งว่า “... เมื่ออายุกุมารได้ขวบ ๑ กับ ๖ เดือน ทรางที่ในเภาะเยี่ยวนั้นก็กระทำให้ขัดเบา บางทีเบาตกออกมาดังน้ำเข้าดินสีพองก็มีดังน้ำหนองก็มี ให้เจบปวดดิ้นเสือกไปมา ให้เบานั้นหยดๆ ไป บางทีให้ฟกขึ้นที่ปลายองคชาต บางทีให้ฟกขึ้นที่หัวเหน่าให้เปนหนอง แลหนองนั้นก็กลายเปนปรวดเข้าคือ ลูกนิ่วบ้าง ...”, ฝีปรวด ก็เรียก."],
    [1289,1275,"ประคบ",null,null,"ก. นาบและกดคลึงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย ความร้อนหรือความเย็น."],
    [1290,1276,"ประคำดีกระบือ","ดู ประคำดีควาย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... แช่น้ำล้างหน้า รักษาผิว ลูกต้มเอาฟองสุมศีรษะเด็กแก้หวัด คัดจมูก แก้รังแค ถ้าสุมให้ดำเกรียมทำยารับประทานแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้หอบหืด แก้พิษไข้ ลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้เซื่องซึม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... ผลมะคำดีควายรสขม แก้กาฬภายใน ดับพิษทุกอย่าง แพทย์ตามชนบทใช้ผลมะคำดีควายสุมให้เป็นถ่าน แล้วปรุงเป็นยารับประทาน ดับพิษร้อนภายใน, แก้พิษไข้, พิษทรางของเด็ก และใช้รวมกับเม็ดมะกอนสุม รับประทานเป็นยาแก้หอบ เนื่องจากปอดชื้น ปอดบวม ...”. ๒. พืชมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีชื่อสามัญว่า soap nut เป็นไม้ต้นขนาดกลาง แยกเพศต่างต้น เปลือกสีเทา แตกกิ่งก้านสาขามากตรงส่วนบนของลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓-๗ ใบ ใบย่อยรูปรีกว้างถึงรูปไข่ ปลายมน หรือเว้าตื้น ผิวใบเกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบเลี้ยงมี ๕ กลีบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลมี ๓ พู โดยทั่วไปจะฝ่อไป ๑-๒ พู รูปค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะแห้งผิวย่นมีสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด ค่อนข้างกลม สีดำเป็นมัน, คำดีควาย ประคำดีกระบือ หรือ มะคำดีควาย ก็เรียก."],
    [1291,1277,"ประคำดีควาย",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... แช่น้ำล้างหน้า รักษาผิว ลูกต้มเอาฟองสุมศีรษะเด็กแก้หวัด คัดจมูก แก้รังแค ถ้าสุมให้ดำเกรียมทำยารับประทานแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้หอบหืด แก้พิษไข้ ลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้เซื่องซึม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... ผลมะคำดีควายรสขม แก้กาฬภายใน ดับพิษทุกอย่าง แพทย์ตามชนบทใช้ผลมะคำดีควายสุมให้เป็นถ่าน แล้วปรุงเป็นยารับประทาน ดับพิษร้อนภายใน, แก้พิษไข้, พิษทรางของเด็ก และใช้รวมกับเม็ดมะกอนสุม รับประทานเป็นยาแก้หอบ เนื่องจากปอดชื้น ปอดบวม ...”. ๒. พืชมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีชื่อสามัญว่า soap nut เป็นไม้ต้นขนาดกลาง แยกเพศต่างต้น เปลือกสีเทา แตกกิ่งก้านสาขามากตรงส่วนบนของลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓-๗ ใบ ใบย่อยรูปรีกว้างถึงรูปไข่ ปลายมน หรือเว้าตื้น ผิวใบเกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบเลี้ยงมี ๕ กลีบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลมี ๓ พู โดยทั่วไปจะฝ่อไป ๑-๒ พู รูปค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะแห้งผิวย่นมีสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด ค่อนข้างกลม สีดำเป็นมัน, คำดีควาย ประคำดีกระบือ หรือ มะคำดีควาย ก็เรียก."],
    [1292,1278,"ประจุ",null,null,"ก. ขับออก ถ่ายออก."],
    [1293,1279,"ประจุโลหิต",null,null,"ก. ขับโลหิตระดูที่เน่าเสียออกจากร่างกาย ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๑๔/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “ ... ให้แพทย์ทั้งหลาย พิจารณาดู ให้รู้ว่าโลหิตนั้นเกิดแต่ที่ใดๆ แล้ว ให้ประกอบยา อันชื่อพรหมภักตร์ ประจุโลหิตร้ายเสียให้สิ้นเชิงแล้ว จึงแต่ง ยาบำรุงไฟธาตุให้กินให้ธาตุทั้ง ๔ เสมอกันแล้ว ...”."],
    [1294,1280,"ประจุเสมหะ",null,null,"ก. ขับเสมหะออกทางปากหรือทางทวารหนัก ดังคัมภีร์กระษัย [๑๔/๕๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อพรหมภักตร เอาผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ สิ่งละ ๑ ส่วน การบูร ๑ มหาหิงคุ์ ๑ ยาดำ ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน ยางสลัดได ๑๒ ส่วน พริกไทย ๑๔ ส่วน ทำเป็นผงเอาน้ำเปลือกมะรุมเป็นกระสาย บดทำแท่งไว้เท่าเมล็ดพริกไทย กินเม็ด ๑ ลงทีหนึ่ง ถ้าจะให้ลงมากทวียาตามกำลังธาตุแลเบา ชำระกระษัยเต่าตกสิ้นแล แก้สรรพกระษัยทั้ง ๒๖ จำพวก แลแก้ท้องรุ้งพุงมานริดสีดวง มองคร่อ แลแก้โลหิตสตรีระดูแห้งผอมเหลือง บริโภคอาหาร มักค้างอยู่ในทรวงอก แก้ลมแก้หอบ ประจุเสมหะให้ตกทวารหนัก และประจุสรรพลมทั้งปวงอันมีพิษแลหาพิษมิได้ แก้สรรพโรคอันมีอยู่ในคัมภีร์ทั้งหลายต่าง ๆ ...”."],
    [1295,1281,"ประชุมตำราแผนฝี","ดู ตำราประชุมแผนฝี.",null,null],
    [1296,1282,"ประดง",null,"น.","๑. โรคกลุ่มหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยส่วนใหญ่ว่าเกิดจากไข้กาฬแทรกไข้พิษ ผู้ป่วยมีเม็ดผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาจมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน ตัวร้อน มือเท้าเย็น ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สะอึก ปวดเมื่อยในกระดูก ปวดศีรษะ เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๘ ประเภท ตามลักษณะของเม็ดผื่นหรือตุ่ม ได้แก่ ประดงมด ประดงช้าง ประดงควาย ประดงวัว ประดงลิง ประดงแมว ประดงแรด และประดงไฟ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้กาล ที่จะเกิดแทรกในไข้พิศม์นั้น ๘ ประการ ให้จับเท้าเย็นมือเย็นให้ตัวร้อนเปนเปลว ให้ร้อนในกระหายน้ำ ให้หอบให้สอึกให้เมื่อยในกระดูก ให้เสียวไปทั้งตัว ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้ปวดศีศะเป็นกำลัง ให้ปากขมปากเปื่อยปากหวานเปนกำลัง ให้ปากแห้ง ฅอแห้ง ลิ้นแห้ง เปนกำลัง ให้เพ้อพกกลุ้มอกใจทั้งนี้ เปนลักษณที่ไข้กาลจะแทรกใน ๘ ประการ บอกให้พึงรู้ ทีนี้พระผู้เปนเจ้าจะสำแดง คือกาลจะมาแขกนั้นมีนาม ปรากฏชื่อว่าอะไรบ้าง มีสัณฐานผุดขึ้นเปนยุงกัดทั้งตัว ชื่อว่าประดงมดให้คันทำพิศมสง ให้แสบร้อนบอกไว้ให้พึงรู้ ...”. ๒. โรคประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมรามะธานี ซึ่งเกิดที่หัวใจ พัดขึ้นไปบนศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันหู หน้า และตา ดังตำราอติสาร ฉบับที่หอสมุดแห่งชาติ เลขที่ ๘๔๐ มัดที่ ๕๒ ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่ารามะธานีวาโยเป็นคำรบ ๖ นั้น เกิดแต่ดวงหทัยขึ้นมาถึงสีสะกระทำให้คันหู คันหน้า คันตา เปนต้นแล้วซ่านไปทั่วทั้งกายให้คันเปนกำลัง สมมุติว่าลมพิศม์ก็ว่าปะดงก็ว่าแลบริโภคอาหารมิได้ ...”. ๓. โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ทำให้คัน เป็นต้น ตามตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีหลายชนิด เช่น ประดงเลือด ประดงลม, ไข้ประดง ก็เรียก."],
    [1297,1283,"ประดงควาย",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง คล้ายมีหนองอยู่ภายใน ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ประดงควายต่อไป มีสัณฐานผุดขึ้นมาเหมือนหนึ่งเงาหนอง ทำพิศม์สงให้ปวดแสบปวดร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ …”, ไข้ประดงควาย ก็เรียก."],
    [1298,1284,"ประดงช้าง",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง คล้ายผิวมะกรูด ทำให้มีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยไข้ประดงช้างสืบไป มีสัณฐานขึ้นเหมือนผิวมะกรูด ทำพิศม์ให้ปวดแสบปวดร้อนในคัน บอกไว้ให้รู้ …”, ไข้ประดงช้าง ก็เรียก."],
    [1299,1285,"ประดงเพลิง, ประดงไฟ",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดสีแดงยอดสีดำผุดขึ้นตามผิวหนัง เหมือนไข้ระบุชาติ ทำให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว กระหายน้ำ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงไฟ ผุดขึ้นมามีสัณฐานเหมือนไข้ระบุชาติ มีเมดแดงยอดดำ ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้เชื่อมมัวระหายน้ำเป็นกำลัง บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้ประดงไฟ ก็เรียก."],
    [1300,1286,"ประดงมด",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง ทั่วทั้งตัวคล้ายถูกยุงกัด ทำให้มีอาการคันปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… ทีนี้พระผู้เปนเจ้า จะสำแดง คือกาลจะมาแขกนั้นมีนามปรากฏชื่อว่าอะไรบ้าง มีสัณฐานผุดขึ้นเปนยุงกัดทั้งตัว ชื่อว่าประดงมดให้คันทำพิศมสงให้แสบร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ …”, ไข้ประดงมด ก็เรียก."],
    [1301,1287,"ประดงแมว",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดคล้ายตาปลาผุดขึ้นตามผิวหนัง ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงแมว ผุดขึ้นมามีสัณฐานดังตาปลากระทำพิศม์กระทำสงให้ปวดแสบปวดร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้ประดงแมว ก็เรียก."],
    [1302,1288,"ประดงแรด",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีผิวหนังหนานูนแดงขึ้นเป็นปื้น แล้วสีจะคล้ำขึ้นจนเป็นสีดำ แตกเป็นเกล็ดเหมือนหนังแรด ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงแรดผุดขึ้นมามีสัณฐาน แดงขึ้นมาหนาดังหนังแรด แล้วให้คล้ำดำเข้าเปนเกล็ดเหมือนหนังแรดทำพิศม์สงให้ปวดแสบปวดร้อน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้ประดงแรด ก็เรียก."],
    [1303,1289,"ประดงลม",null,"น.","ประดงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังเป็นกลุ่ม ๆ โบราณว่าเกิดจากลมเป็นพิษ, ไข้ประดงลม หรือลมพิษ ก็เรียก."],
    [1304,1290,"ประดงลิง",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดคล้ายข้าวสารคั่ว ผุดขึ้นตามผิวหนัง ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณประดงลิงทำพิศม์ทำสงให้ปวดแสบปวดร้อนขึ้นทั่วตัวบอกไว้ให้พึงรู้ ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... ประดงลิงท่านกล่าวอ้าง เม็ดดังอย่างเข้าสารขั้ว …”, ไข้ประดงลิง ก็เรียก."],
    [1305,1291,"ประดงเลือด",null,"น.","๑. ประดงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังเป็นแถบยาว โบราณว่าเกิดจากเลือดเสีย หรือช้ำในมักเกิดกับผู้หญิงที่มีระดูผิดปรกติ หรือผู้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากอุปัทวเหตุ. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spatholobus harmandii Gagnep. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Papilionoideaeเป็นไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นสีแดงปนเหลือง ถ้าตัดลำต้นจะมีน้ำสีแดงคล้ายเลือดออกจากเปลือกต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า เนื้อไม้มีรสเย็นเฝื่อน เมาเล็กน้อย สรรพคุณแก้เม็ดประดงผื่นคัน แก้ปวดแสบปวดร้อน น้ำเหลืองเสีย."],
    [1306,1292,"ประดงวัว",null,"น.","ประดงประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามผิวหนัง คล้ายผลมะยมสุก ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยประดงวัวต่อไป มีสัณฐานดังผลมยมสุกทำพิศม์ทำสงให้ปวดแสบปวดร้อนบอกไว้ให้พึงรู้ …”, ไข้ประดงวัว ก็เรียก."],
    [1307,1293,"ประตูลม",null,null,"น. ตำแหน่งบริเวณส่วนของร่างกาย เช่น ขมับ ขาหนีบ ข้อเท้า ซึ่งใช้กดเพื่อปิดการไหลเวียนของเลือดลมชั่วคราวในทางการนวดไทยนิยมใช้ตำแหน่งบริเวณขาหนีบเป็นหลัก."],
    [1308,1294,"ประเทศเย็น",null,null,"น. สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเปือกตม ฝนตกชุกอากาศเย็น และลมฝนมาก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากธาตุลม."],
    [1309,1295,"ประเทศร้อน",null,null,"น. สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่สูง เช่น ที่ราบสูงภูเขา ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากธาตุไฟ."],
    [1310,1296,"ประเทศสมุฏฐาน",null,null,"น. สถานที่อยู่ ที่อาศัย อันเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ตำราเวชศึกษาแบ่งออกเป็น ๔ ประการ คือ ประเทศร้อน ประเทศอบอุ่น ประเทศเย็น และประเทศหนาว คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ แบ่งออกเป็น ๓ ประการ คือ กัณห์ประเทศ สาครประเทศ และสาธารณประเทศ คัมภีร์วรโยคสาร แบ่งออกเป็น ๓ ประการ คือ อะนุปะระมะประเทศ ชังคะละประเทศ และสาธาระณะประเทศ."],
    [1311,1297,"ประเทศหนาว",null,null,"น. สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นน้ำเค็ม เป็นเปือกตม และมีอากาศหนาว ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากธาตุดิน."],
    [1312,1298,"ประเทศอบอุ่น",null,null,"น. สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นน้ำ กรวด ทราย ตำราการแผนไทยว่า มักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากธาตุน้ำ (ดีและโลหิต)."],
    [1313,1299,"ประมวลสรรพคุณยาไทย",null,null,"น. ตำราการแพทย์แผนไทยชุดหนึ่ง มี ๓ เล่ม เรียบเรียงโดยโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ตำราชุดนี้ให้คำอธิบายลักษณะและสรรพคุณของตัวยาสมุนไพรที่ได้จากพรรณพฤกษชาติ วัตถุธาตุ และสัตว์วัตถุต่าง ๆ โดยให้ชื่อวิทยาศาสตร์ รวมทั้งชื่ออื่นที่เรียกในประเทศไทย บางชนิดมีภาพวาดประกอบเล่มที่ ๑ ชื่อ “ประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง)” มีเนื้อหาเกี่ยวกับสมุนไพรเรียงตามลำดับอักษร ก-ช โดยเริ่มต้นจากลำดับที่ ๑ คือ ก่อ จนถึงลำดับที่ ๕๕๔ ชะเอมเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน ๒๒๒ หน้า, เล่มที่ ๒ ชื่อ “ประมวลสรรพคุณ ยาไทย (ภาคสอง)” มีเนื้อหาเกี่ยวกับสมุนไพรเรียงตามลำดับอักษร ช-ป โดยเริ่มจากลำดับที่ ๑ คือ ชะม่วง ถึงลำดับที่ ๕๑๘ แฟบน้ำหรือแฟบหัวลิง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๒๕๓ หน้า, เล่มที่ ๓ ชื่อ “ประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม)” มีเนื้อหาเกี่ยวกับสมุนไพรเรียงตามลำดับ อักษร ม-อ โดยเริ่มจากลำดับที่ ๑ คือ มะกาต้น ถึงลำดับที่ ๓๕๘ อ้อยช้าง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๒๑๘ หน้า."],
    [1314,1300,"ประโยธร","ดู ถันประโยธร ประกอบ.",null,"น. อวัยวะอันทรงไว้ซึ่งน้ำ, นม."],
    [1315,1301,"ประสรรณี",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ลมบาทาทึก ดังคัมภีร์ชวดาร [๑๔/๔๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... ขนานหนึ่งชื่อประสรรณี แก้ลมบาทาทึก อันให้สลบทั้งลงทั้งอาเจียน มิรู้ว่าสันนิบาตสองคลอง ให้มือเขียว ให้เท้าเขียว ให้ชัก มิรู้ว่าป่วงให้ลงกำหนด ๓ วัน เอาพิษนาศน์ ๑ ระย่อม ๑ ไคร้เครือ ๑ เนระพูสีทั้ง ๒ เบญกานี ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ว่านนางคำ ๑กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ ตุกต่ำ ๑ ดินถนำ ๑ น้ำประสานทอง ๑ ชาดจอแส ๑ สุพรรณถันเหลือง ๑ สุพรรณถันแดง ๑ ชาดก้อน ๑ ชาดหรคุณ ๑ สน ๑ สัก ๑ กรักขี ๑ มะหาสะดำ ๑ เทพทาโร ๑ จันทน์ทั้ง ๒ พริกหอม ๑ พริกหาง ๑ พริกล่อน ๑ พิกุล ๑ บุนนาค ๑ สาระภี ๑ มะลิ ๑ จำปา ๑ สังกรณี ๑ สรรพโกฐ ๑ สรรพเทียน ๑ หิงทอง ๑ ยาดำ ๑ เบญจกูล ๑ ตรีผลา ๑ ผลผักชีล้อม ผลผักชีลา โหระพา ๑ กระเทียม ๑ ดองดึง ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง ชะมด ๑ พิมเสน ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง เปล้าน้อย ๒ สลึง ใบสลอด ๕ ตำลึง สหัศคุณ ๒ ตำลึง ใบมะตูมเท่ายา บดปั้นแท่งเท่าผลมะแว้ง ละลายน้ำผึ้ง แก้ลมอาการดังกล่าวมาก็หาย แลลมหทัยวาตก็หายสิ้นแล …”."],
    [1316,1302,"ประสระกานพลู","ดู ประสะกานพลู.",null,null],
    [1317,1303,"ประสระจันทน์แดง","ดู ประสะจันทน์แดง.",null,null],
    [1318,1304,"ประสระเจตพังคี","ดู ประสะเจตพังคี.",null,null],
    [1319,1305,"ประสะ",null,null,"ก. ๑. การทำความสะอาดตัวยา หรือล้างตัวยา. ๒. การทำให้พิษของตัวยาสมุนไพรลดลง เช่น การประสะยางสลัดไดเพื่อให้พิษลดลง ใช้เป็นตัวยาได้ปลอดภัยมากขึ้น. ๓. มีน้ำหนัก เท่าตัวยาอื่นทั้งหมดในตำรับยารวมกัน มักใช้เป็นชื่อยา เช่น ยาประสะกะเพรา คือ มีน้ำหนักกะเพราเท่าตัวยาอื่นทั้งหมดในตำรับรวมกัน. ๔. ทำให้สะอาด บริบูรณ์ หรือมีมากขึ้น เช่น ประสะน้ำนม คือ ทำให้น้ำนมของมารดาที่กินยานี้บริสุทธิ์ ปราศจากโรคและมีมากขึ้น ใช้เลี้ยงทารกได้อย่างปลอดภัย."],
    [1320,1306,"ประสะกะเพรา",null,null,"น. ยาแผนไทยหลายขนาน อาจมีสูตรตำรับและข้อบ่งใช้แตกต่างกันออกไป ยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีสูตรตำรับตรงกับตำราอายุรเวทศึกษา โดยมีข้อบ่งใช้แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ดังตำราอายุรเวทศึกษา [๔๗/๒๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสะกะเพรา ของหมอมาตันสุภาพ เอาพริกไทย น้ำประสานทองสะตุ ขิงแห้ง ดีปลี กระเทียม สิ่งละ ๑ สลึง ชะเอม มหาหิงคุ์ สิ่งละ ๑ บาท ผิวมะกรูด ๒ บาท เกลือสินเธาว์ ๑ เฟื้อง ใบกระเพราเท่ายาทั้งหลาย บดด้วยน้ำสุรา ปั้นแท่งเท่าเม็ดพริกไทย ละลายน้ำ น้ำสุรา กินแก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แก้ปวดมวนแทรกไพลหมกไฟปนกับน้ำสุรา …”. อย่างไรก็ตาม ตำราเวชศึกษาระบุสูตรตำรับและสรรพคุณแตกต่างกันออกไป."],
    [1321,1307,"ประสะกานพลู",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่งใช้แก้ปวดมวนท้อง มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสระกานพลู เอาเทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ โกฐสอ ๑ โกฐกระดูก ๑ มาสทั้ง ๒ การบูน ๑ ไคร้เครือ ๑ เปลือกเพกา ๑ เปลือกขี้อ้าย ๑ ใบกะวาน ๑ ลูกกะวาน ๑ ลูกผักชี ๑ แฝกหอม ๑ ว่านน้ำ ๑ กะชาย ๑ เปราะ ๑ รากแจง กรุงเขมา ๑ ยาเหล่านี้หนักสิ่งละ ๑ บาท รากข้าวสารหนัก ๑ บาท เนื้อไม้ ๑ ลูกจันทน์ ๑ ขมิ้น ๑ ยาทั้งนี้หนักสิ่งละสลึง เปลือกซิกหนัก ๒ บาท ๒ สลึง กานพลูเท่ายาทั้งหลาย แก้ปวดมวน ลูกจันทน์เทศ ไพล กะทือ หมกไฟเป็นกระสาย …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ประสระกานพลู ก็เรียก."],
    [1322,1308,"ประสะจันทน์แดง",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่งใช้แก้ไข้ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสระจันทน์แดง รากเหมือดคน ๑ ตำลึง รากมะปรางหวาน ๑ ตำลึงรากมะนาว ๑ ตำลึง เปราะหอม ๑ ตำลึง โกฐหัวบัว ๑ ตำลึงจันทน์เทศ ๑ ตำลึง ฝางเสน ๑ ตำลึง เกษรบัวหลวง ๑ บาท เกษรสารภี ๑ บาท เกษรบุนนาค ๑ บาท ดอกมะลิซ้อน ๑ บาท จันทน์แดงเท่ายาทั้งหลาย แก้ไข้ร้อนเชื่อมมัว กระหายน้ำ แก้คูถ เสมหะเป็นพิษ น้ำดอกไม้ เหมือดคน รากมะนาว รากมะปรางหวาน ฝน ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ประสระจันทน์แดง ก็เรียก."],
    [1323,1309,"ประสะเจตพังคี",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้กษัย จุกเสียด มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสระเจตพังคี เอาดอกจันทน์ ๑ ลูกจันทน์ ๑ ลูกกระวาน ๑ กานพลู ๑ ใบกระวาน ๑ กรุงเขมา ๑ ไคร้เครือ ๑ การะบูน ๑ ลูกสมอทะเล ๑ พญารากขาว ๑ เปลือกหว้า ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง พริกไทย ๑ บาท บอระเพ็ด ๑ บาท ข่า ๘ บาท ระย่อม ๔ ตำลึง เจตพังคี ๘ ตำลึง น้ำกระสายต่างๆ แก้ลมกระษัย เท้ามือเย็น …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ประสระเจตพังคี ก็เรียก."],
    [1324,1310,"ประสะเปราะใหญ่",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้ถอนพิษไข้ แก้ตานซาง ยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทย หรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีสูตรตำรับตรงกับคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๓/๑๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสะเปราะใหญ่ แก้พิษไข้ตานซางตานขะโมย แก้ลมซางทั้งปวง แก้ลมผู้ใหญ่ก็ได้ เอาโกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู จันทน์ทั้ง ๒ ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกพิกุล เกสรบัวหลวง เอาสิ่งละ ๑ บาท เอาหว้านเปราะเท่ายาทั้งหลาย บดปั้นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้หรือน้ำซาวข้าว กินแลชะโลม ...”"],
    [1325,1311,"ประสะไพล",null,null,"น. ยาแผนไทยหลายขนาน อาจมีสูตรตำรับและข้อบ่งใช้แตกต่างกันออกไป ยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีสูตรตำรับตรงกับตำราอายุรเวทศึกษา โดยมีข้อบ่งใช้สำหรับแก้จุกเสียด แก้ระดูไม่ปรกติ ขับน้ำคาวปลา เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังตำราอายุรเวทศึกษา [๔๗/๑๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสะไพล เอาผิวมะกรูด ว่านน้ำ กระเทียม หอม พริกไทย ดีปลี ขิง ขมิ้นอ้อย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ สิ่งละ ๒ ตำลึง การบูร ๑ บาท ไพลเท่ายาทั้งหลายตำผง กินแก้จุกเสียดน้ำร้อน ...”. ส่วนตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ให้สูตรตำรับยาขนานนี้แตกต่างกันออกไป [๔/๓๘๔] ดังความตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อประสะไพล เอาผลจันทน์เทศ, กระวาน, กานพลู, ผิวมะกรูด, ว่านน้ำ, ขิงแห้ง, หอมแดง, มหาหิงคุ์, ยาดำ, น้ำประสารทองสุทธิ, การบูร, สิ่งละส่วน ไพล ๑๑ ส่วน ทำเป็นจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำมะกรูดเผาไฟให้สุกแทรกการบูรให้กินแก้ลมทรางทั้ง ๗ จำพวก ซึ่งกระทำพิษต่าง ๆ นั้น หายดีนัก …”. อย่างไรก็ตาม คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ ให้สูตรตำรับของยาขนานนี้แตกต่างกันออกไปอีก [๓๒/๒๔๙] ดังความตอนหนึ่งว่า “... ยาประสะไพล เอาการะบูน ๓ บาท ขิงแห้ง ๔ บาท ขมิ้นอ้อย ๔ บาท เทียนดำ หัวหอม หัวกระเทียม พริกไทย ดีปลี เกลือสินเธาว์ เอาสิ่งละ ๕ บาท ไพลเท่ายาทั้งหลาย บดเป็นผงละลายน้ำร้อนกิน แก้มุตกิต มุตฆาต แก้จุกเสียด แก้ฟกช้ำ และบวม แก้ระดูพิการ ขับโลหิตเน่าในเรือนไฟ และ น้ำคาวปลา ...”."],
    [1326,1312,"ประสะมะแว้ง",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๑/๑๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... ยาประสะมะแว้ง วัตถุส่วนประกอบ สารส้ม ๑ ส่วน ขมิ้นอ้อย ๓ ส่วน ใบสวาด ใบตาลหม่อน ใบกระเพรา เอาสิ่งละ ๔ ส่วน ลูกมะแว้งต้น ลูกมะแว้งเครือ เอาสิ่งละ ๘ ส่วน วิธีทำและขนาดรับประทาน บดเป็นผงผสมน้ำสุกแทรกดีงูเหลือมพิมเสนพอควร ปั้นเม็ดหนักประมาณ ๑/๕ กรัม เด็กครั้งละ ๑ เม็ด ผู้ใหญ่ครั้งละ ๕-๗ เม็ด รับประทานบ่อย ๆ สรรพคุณแก้ไอ แก้เสมหะ ละลายน้ำมะขามเปียกแทรกเกลือ หรือใช้ผสมน้ำมะนาว หัวหอมแทรกเกลือพอควรกวาดคอ ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1327,1313,"ปรับธาตุ",null,null,"ก. ทำให้ธาตุทั้ง ๔ สมดุล ทำหน้าที่ได้ตามปรกติ."],
    [1328,1314,"ปราณยักษ์",null,null,"น. ลมที่แล่นตามสันหลัง ตำราว่า มี ๒๐ จำพวกแพทย์แผนไทยแก้ด้วยยาสหัศธารา ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๓/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “...ยาชื่อสหัศธารา แก้ลม ๘๐ จำพวก แก้เสมหะ ๒๐ จำพวก แก้ลมเข้าในเส้น ชื่อวาตะพรรค ๓๐ จำพวก แก้ลมแล่นในเนื้อ ๘ จำพวก แก้ลมแล่นตามสันหลัง ชื่อปราณยักษ์ ๒๐ จำพวก แก้โลหิตกำเดา ทำให้เป็นฝีในอก ๕ จำพวก ชื่ออุระวาต ให้สลักอก จุกเสียด ...”."],
    [1329,1315,"ปริณามัคคี",null,null,"น. ไฟย่อยอาหาร ทำให้อาหารที่กินแหลกละเอียด เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๔ ชนิดของธาตุไฟ."],
    [1330,1316,"ปริทัยหัคคี",null,null,"น. ไฟทำให้ร้อนภายใน หรือไฟร้อน ระส่ำระสาย เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๔ ชนิดของธาตุไฟ."],
    [1331,1317,"ปรุ",null,null,"๑. ก. ทําให้เป็นรู ๆ, สลักให้เป็นรู ๆ มีลวดลายต่าง ๆ. ๒. ว. เป็นรูเล็ก ๆ เช่น หน้าปรุ; ทะลุ."],
    [1332,1318,"ปล่อยปลิง",null,null,"๑. ก. นำปลิงมาวางไว้ตำแหน่งที่ต้องการให้ดูดเลือดเสียออก. ๒. น. วิธีการบำบัดโรคแบบการแพทย์แผนไทยวิธีหนึ่ง โดยการนำปลิงมาวางไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องการให้ดูดเลือดเสียออก, วางปลิง หรือ วางชัลลุกะ ก็เรียก."],
    [1333,1319,"ปลาบ",null,null,"ว. อาการที่รู้สึกแล่นวาบเข้าหัวใจ เช่น เจ็บปลาบ เสียวปลาบ."],
    [1334,1320,"ปลาไหลเผือก",null,"น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [1335,1321,"ปลาไหลเผือกเล็ก","ดูใน ปลาไหลเผือก.","น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [1336,1322,"ปลิง",null,"น.","ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในวงศ์ Hirudinidae ตัวยืดหดได้ คล้ายทาก เกาะคนหรือสัตว์เลือดอุ่นเพื่อดูดกินเลือด อาศัยอยู่ในน้ำจืดมีหลายชนิด เช่น ปลิงใหญ่ (Hirudinaria manillensis) ปลิงเข็ม (Limnatis spp.) ในทางการแพทย์แผนไทยนำปลิงมาใช้ดูดเลือดเพื่อบำบัดโรคหรืออาการบางอย่าง เรียกวิธีการนี้ว่า “ปล่อยปลิง” ตำราปล่อยปลิงว่า ปลิงมี ๔ ประเภท คือ กษัตริยชาติ พรหมชาติ สุติชาติ และเพชรชาติ นอกจากนี้หมอพื้นบ้านไทยใช้ปลิงที่ดูดเลือดจากควายเผือก มัดปลายด้านหนึ่งไว้ ปลายอีกด้านหนึ่งใส่พริกไทยและดีปลีจนเต็มแล้วมัดให้แน่น นำไปตากแดดจนแห้ง ใช้ฝนกับเหล้าสำหรับสตรีคลอดบุตรที่เลือดลมตีขึ้นจนหมดสติให้ฟื้นขึ้นมา, ชะลุกะ ชัลลุกะ หรือ ชัลลุกา ก็เรียก."],
    [1337,1323,"ปลิงเข็ม",null,null,"น. ปลิงหลายชนิดในสกุล Limnatis วงศ์ Hirudinidae ปลิงชนิดนี้มีปากเล็กเท่าปลายเข็ม ลำตัวมีขนาดเล็กประมาณเข็มเจาะเลือด เป็นปลิงที่มีขนาดเล็กที่สุดกลุ่มหนึ่งที่พบในประเทศไทย ในทางการแพทย์แผนไทยใช้บำบัดโรคดังคัมภีร์อภัยสันตา [๑๖/๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อหนึ่งให้จักษุแดงและแสบ เกิดเพื่อกำเดาและโลหิต ให้รมยาเสียก่อนแล้วจึงใส่ยา ให้สำรอกปลิงด้วยสุรา ล้างเมือกเสียแล้ว เอาน้ำมะพร้าวใส่ลงในปลิง ปลิงนั้นฟื้นขึ้นจึงเอาดินกับปลิง ห่อเข้ากัน ปล่อยปลิงเข็มอย่าสำรอกเลย ...”."],
    [1338,1324,"ปลิงควาย","ดู ปลิงใหญ่.",null,null],
    [1339,1325,"ปลิงใหญ่",null,null,"น. ปลิงชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hirudinaria manillensis ในวงศ์ Hirudinidae พบตามแหล่งน้ำจืดตื้น ๆ ทั่วไป เป็นปลิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศไทย ในทางการแพทย์แผนไทยใช้บำบัดโรค ดังคัมภีร์อภัยสันตา [๑๖/๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อกระจกนิลปัต รากเกิดแต่ดี มักให้หาวนอน ให้จักษุมืดมัวเหมือนแดดบด มักให้อยากเปรี้ยวหวาน ท่านให้ปล่อยปลิงทัดดอกไม้ข้างขวา ๗ ตัว ข้างซ้าย ๕ ตัว ปลิงใหญ่ ๗ ตัว ...”, ปลิงควาย ก็เรียก. (อ. Asian medicinal leech)."],
    [1340,1326,"ปลีน่อง",null,null,"น. เนื้อน่องลักษณะคล้ายหัวปลี."],
    [1341,1327,"ปลูกไฟธาตุ",null,null,"๑. ก. ทำให้ธาตุไฟสมบูรณ์เป็นปรกติ. ๒. น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้เป็นยาบำรุงและปรับธาตุไฟให้เป็นปรกติ กระตุ้นน้ำนม กระจายเลือดลมในหญิงหลังคลอด เป็นยาอายุวัฒนะ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๑๗/๕๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาปลูกไฟธาตุเป็นอายุวัฒนะด้วย ท่านให้เอาดีปลี ๑ รากช้าพลู ๑ ผักแพวแดง ๑ สะค้าน ๑ ขิงแห้ง ๑ ผลผักชีล้อม ๑ ว่านน้ำ ๑ แห้วหมู ๑ ผลพิลังกาสา ๑ ผิวมะกรูด ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค พริกล่อนเท่ายาทั้งหลาย ทำผงละลายน้ำผึ้งก็ได้ น้ำส้มซ่าก็ได้น้ำร้อนก็ได้ สุราก็ได้ ปลูกไฟธาตุให้โลหิตงาม ถ้าไม่มีระดูให้ระดูมีมา ถ้าแม่ลูกอ่อนกินมีน้ำนมมากทั้งหาย โทษมิได้เลยดีนักแล ...”. ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1342,1328,"ป่วง",null,null,"น. กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหารประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการ ท้องร่วง อาเจียน และอาจมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย มักเกิดจากการกินอาหารผิดสำแดง คัมภีร์ฉันทศาสตร์แบ่งป่วงออกเป็น ๘ ประการ ตามอาการที่แสดงออก ได้แก่ ป่วงงู ป่วงลิง ป่วงลม ป่วงศิลา ป่วงลูกนก ป่วงเลือด ป่วงน้ำ และป่วงโกฐ ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “...ตำราป่วงประการแปด บอกให้แพทย์พึงรู้ พิจารณาดูโดยกิริยา ไข้มีมาต่าง ๆ กัน อย่าสำคัญว่าปีศาจ เหตุเพราะธาตุต้องสำแลง ท่านให้แบ่งเป็นสี่ ตามคัมภีร์พระอภิธรรม คือ ดินน้ำลมไฟ แยกออกไปเป็นสองกระแสคลองธรรมดา สังขาราขัยและวัย จึ่งนับได้แปดประการ ชื่อของท่านจงรู้ คือ ป่วงงูมักกะฎา ลมศิลานก โลหิต น้ำ โกฐคิดเจ้าเป็นแปด แม้นผู้แพทย์จะรักษา ดูกิริยาอาการ …”. บางตำราว่าป่วงมี ๕ ประการ ๗ ประการ และ ๑๒ ประการ, ลมป่วง หรือ ป่วง ๘ จำพวก ก็เรียก."],
    [1343,1329,"ป่วง ๑๒ ประการ",null,null,"น. โรคป่วงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย ป่วงม้า ป่วงวัว ป่วงกวาง ป่วงลิง ป่วงควาย ป่วงขี้ ป่วงลม ป่วงหมา ป่วงหมู ป่วงแรด และป่วงช้าง (ตามตำราเวชศาสตร์ฉบับ รัชกาลที่ ๕ เล่ม ๒ ปรากฏชื่อเพียง ๑๑ ชนิด) ดังคัมภีร์ แผนนวด [๒/๑๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงนี้มีอยู่ ๑๒ ประการ คือป่วงม้า ป่วงวัว ป่วงควาย ป่วงลิง ป่วงกวาง ป่วงขี้ ป่วงลม ป่วงหมา ป่วงหมู ป่วงแรด ป่วง ๑๒ ประการนี้ต่าง ๆ กันแล ฯ ถ้าให้ทาน้ำมันต้องตายแล ฯ ป่วงช้าง เอาขี้ช้าง …”."],
    [1344,1330,"ป่วง ๕ ประการ",null,null,"น. โรคป่วงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย ป่วงน้ำ ป่วงลม ป่วงวานร ป่วงสุนัข และป่วงหิว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๗๑-๑๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวลักษณะในปัสสยาวาตอติสาร อันเป็นปัจจุบันกรรมนั้นเป็นคำรบ ๓ มีอาการและประเภทบังเกิดแต่กองอชิรณ คือสำแลงกระทำให้ลงไปดุจกินยาลุ กินอาหารมิได้อยู่ท้องให้อาเจียนมีสีอันเขียวอันเหลืองสมมติว่า ป่วง ๕ ประการ คือ ป่วงน้ำ ป่วงลม ป่วงวานร ป่วงสุนัข ป่วงหิว เป็น ๕ ประการด้วยกันดังนี้ …”."],
    [1345,1331,"ป่วง ๘ จำพวก","ดู ป่วง.",null,null],
    [1346,1332,"ป่วงโกฐ",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องเดิน อาเจียน เหงื่อออก มือเท้าซีดเป็นเหน็บ ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงที่สุดชื่อป่วงโกฐ เกิดเพราะโทษลมกษัย กล่อนลงรากร้อนทั้งลำคอ มือเท้าฝ่อซีดเหี่ยว เสโทเหนียวกายเป็นเหน็บ ดูต้นเล็บโลหิตคล้ำ โรครันทำเร่งรักษา จะวางยาให้ติดร้อน พริกไทยล่อนข่ากระชาย บดละลายน้ำลูกยอ ต้มแต่พอได้รส อาการงดพอสบาย สี่ยามคลายจับหัวเหน่า ปิดหนักเบาร้อนภายใน สำคัญว่าไข้หลงแก้ เตโชแปรระส่ำระสาย สำแดงฝ่ายเทวทูต มรณญาณสูตรกำหนดแน่ หมอเร่งแก้อย่าช้า ใบขี้เหล็กมาประมาณกำ อีกฟองน้ำปูนผง ใส่หม้อลงต้มเคี่ยว กินถ้วยเดียวหนักเบาคลาย ถ้าไม่หายย้ายเหน็บล่าง จึงจะวางยาต่อไป นี่บอกไว้ตามสถาน ป่วงแปดประการดังนี้ ...”."],
    [1347,1333,"ป่วงงู",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องมากจนถึงบิดตัว อาเจียนไม่หยุด กินอาหารไม่ได้ นัยน์ตาปรอย ดังคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงงูท่านให้เร่งกลัว มักบิดตัวตาปรอย ๆ รากลงบ่อยไม่หยุด สี่ยามทรุดโทรมไป ม้วยบรรลัยแม่นมั่น มิฉะนั้นกรรมสนอง เป็นสองคลอง สันนิบาต แปดยามขาดคงตาย แก้ยักย้ายดูลอง ให้เอากล้อง ปืนไฟ น้ำร้อนใส่ไว้สักครู่ เทออกดูได้อายดิน มาให้กินดูสักหน เดชะกุศลก็พลันหาย ...”."],
    [1348,1334,"ป่วงนก","ดู ป่วงลูกนก.",null,null],
    [1349,1335,"ป่วงน้ำ",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อย่างรุนแรง ผิวกายซีดเหลือง สะบัดร้อนสะท้านหนาว ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงน้ำชายจะทำฤทธิ์ ลงแล้วติดข้างคลื่นเหียน ให้อาเจียนไม่หายเหือด ผิวกายเผือดพึงยล หนาวสกลกายอุ่นดี กาลสิงคลีเป็นเจ้าของ ล่วงเข้าสองยามตาย สี่ยามกลายเป็นสันนิบาต อย่าประมาทเร่งแก้ทำ เปลือกกุ่มน้ำกุ่มบกนั้น อีกหญ้าพันงูแดง สามสิ่งแรงเสมอภาค เปลือกมะกอกถากเอากึ่งยา ต้มแล้วหากาบหมาก หงายอ้าปากพอละจั่น ยังไม่ทันจะหลุดหล่น เผาไฟป่นเป็นถ่านดำ ใส่ในน้ำยาต้ม กินสองอมรากลงหยุด ...”."],
    [1350,1336,"ป่วงมักกะฏา","ดู ป่วงลิง.",null,null],
    [1351,1337,"ป่วงลม",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดเสียดท้อง ท้องเดิน จุกอก อาเจียนเป็นน้ำลาย กระสับกระส่าย ร้องครวญครางดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงลมแปรหลายอย่างเสียดสีข้างลงไม่มาก จุกอกรากออกน้ำลายกระวนกระวายร้อนร้อง สี่ยามต้องตามตำแหน่ง ข่าตาแดงฝนไว้ น้ำปูนใสเป็นกระสาย ถ้วยเดียวหายเหมือนว่า ...”."],
    [1352,1338,"ป่วงลิง",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องเดิน อาเจียนแน่นหน้าอก ริมฝีปากเขียว ขอบตาซีด และมีกิริยาอาการคล้ายลิง มักยิงฟัน งอตัว นั่งกอดเข่า ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงลิงย้ายให้ยิงฟัน หาวคางสั่น แน่นหน้าอก รากลงปรกติไปอย่างเดียว ฝีปากเขียวขอบตาซีด ทำจริตดังวานร เอามือซ่อนกอดอก สี่ยามตกสันนิบาตในอำนาจมรณา เมล็ดมะกอกผ่าสี่ซีก เปลือกผลส้มโอฉีกเท่ากัน สุพรรณถันบาทหนึ่ง ต้นเคี่ยวกิ่งวารี กินสองทีหายแล ...”, ป่วงมักกะฏา ก็เรียก."],
    [1353,1339,"ป่วงลูกนก",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน หาวเรอ หายใจไม่สะดวก และหนาวสั่นคล้ายลูกนก ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงลูกนกลงเหมือนกัน โลมาชันกายสั่นสยอง ให้ปวดท้องๆ ลั่นโครก หาวเรอโยกดูลำบาก หงายอ้าปากรากครางไป หอบหายใจคล่อแคล่ อาการแส่เช่นลูกนก สี่ยามตกสันนิบาต เอาสวาดเจ็ดเมล็ด เผาไฟเสร็จเป็นถ่านดำ ละลายน้ำปูนแดงใส กินเข้าไปถ้วยเดียวเหือด ...”, ป่วงนก ก็เรียก."],
    [1354,1340,"ป่วงเลือด, ป่วงโลหิต",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องเดินอย่างรุนแรง หอบเหนื่อย ซึม ตัวซีดเหลือง อ่อนเพลีย ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔-๒๕] ตอนหนึ่งว่า “... อีกป่วงเลือดลงไหลเจื้อย หาวหอบเหนื่อยบ่นเพ้อพึม นัยน์ตาซึมผิวกายเหลือง ทำหงอยเงื่องให้วางใจ เหมือนเป็นไข้สันนิบาตคลั่ง เป็นที่ตั้งเจ็ดวันตาย เร่งขวนขวายแต่แรกเป็น เอาฝางเสนแก่นไม้สัก ไม่เอาหนักสิ่งละมือกำ เมล็ดมะกอกจำ ไว้ห้าเมล็ด เผาไฟเสร็จวางไว้ แล้วเอาไส้ขนุนละมุด อย่าไปขุดเอาที่ต้น เอาไส้ผลที่สุกแล้ว สารส้มแก้วหนักกึ่งบาท ห้าสิ่งขาดอย่าเฉลียว ต้มเคี่ยวสามเอาหนึ่ง กิน บ หึงก็พลันหาย ...”."],
    [1355,1341,"ป่วงศิลา, ป่วงหิน",null,null,"น. โรคป่วงชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องเดิน อาเจียนเป็นลมเปล่า เมื่อยตัว จุกเสียดบริเวณหน้าอก มือเท้าบวม กินอาหารไม่ได้ ลิ้นไก่หด พูดอ้อแอ้ ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๑๘/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ป่วงศิลารักษายากให้ลงรากเป็นเดิม แล้วมันเพิ่มอาการแรง เมื่อยข้อแทงเสียดยอดอก มือเท้าฟกกดหนังบู้ นิ่งสักครู่แล้วกลับเหียน มักอาเจียนลมเปล่า พูดเสียงเบากลอกหน้าตา ทั้งข้าวปลาไม่รู้รส ลิ้นไก่ หดพูดล่อแล่ ท่วงทีแท้ปีศาจสิง แล้วกลับนิ่งนอนแน่ ลวงให้แก้ถึงสามวัน สุพรรณถันบาทหนึ่งดี รากชิงชี่เอาห้าอัน ต้มด้วยกันเคี่ยวกึ่งน้ำ ให้กินซ้ำสักสองถ้วย ถ้าบุญช่วยก็หายหก ...”."],
    [1356,1342,"ปวดมวน",null,null,"ก. รู้สึกปวด ปั่นป่วนในท้อง."],
    [1357,1343,"ปะโตฬาทิคุณ",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้เพื่อโลหิตใน คิมหันตฤดู มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… ท่านให้เอาบระเพช ๑ ข่าตาแดง ๑ กะชาย ๑ ผลผักกาด ๑ จันทน์ทั้ง ๒ มะแว้งต้น ๑ จันทน์คันนา ๑ แห้วหมู ๑ ไพล ๑ รากขัดมอน ๑ สะค้าน ๑ รากช้าพลู ๑ จุกโรหินี ๑ สนเทศ ๑ กรุงเขมา ๑ เปลือกมูกหลวง ๑ รากตองแตก ๑ แฝกหอม ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ สมอทั้ง ๓ อบเชย ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ สาระภี ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ ถ้าจะให้ทุเลาแทรกดีเกลือตาม ธาตุหนัก ธาตุเบาเถิด ยานี้ชื่อปะโตฬาทิคุณ …”."],
    [1358,1344,"ปะระวาตะคุละมะ, ประวาตะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานติดกับก้อนหรือดานที่เกิดจากทักษิณะคุละมะ ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์อันชื่อว่าปะระวาตะคุละมะ ตั้งแอบก้อนลมทักษิณะคุละมะอยู่ …”."],
    [1359,1345,"ปักวาตอติสาร",null,null,"น. อติสารชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการ\n  ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นสีขาวเหมือนน้ำข้าว มีกลิ่นเหม็น\n  เหมือนซากศพ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีอาการกินข้าวไม่ได้น้ำลายเหนียว เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลราม [๔/๑๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะปักวาตอติสาร บังเกิดแต่กองคูถเสมหะ กล่าวคือวาโยพัดกำเริบ มิให้เสมหะคุมกันเข้าได้ อุจจาระนั้นมีสีขาวดุจดังน้ำข้าวเช็ด เหม็นดุจอาศพอันโทรม ให้ลงไหลไปมิได้ว่างเวลา กระทำให้บริโภคอาหารมิได้ ให้อาเจียนออกแต่เขฬะเหนียว ให้ตัวนั้นเนื้อเต้น ให้เกิดสะอึก ลักษณะดังกล่าวมานี้เป็นอสาทิยอติสารโรค รักษายากนัก …”."],
    [1360,1346,"ปักษิน, ปักษี",null,null,"น. ๑. โรคเด็กกลุ่มหนึ่ง มักเกิดกับทารกตั้งแต่แรกคลอดจนถึงอายุ ๑๑ เดือน ผู้ป่วยมีไข้เป็นเวลาร่วมกับอาการอื่น ๆ แตกต่างกันตามแต่ประเภท ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากสิ่งชั่วร้ายหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ แบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ นนทปักษี กาฬปักษี อสุนนทปักษี และเทพีปักษี ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยปีศาจกระทำโทษแก่กุมารทั้งหลายมีลักษณ ๔ ประการ คือนันทปักษีประการ ๑ คือกาลปักษีประการ ๑ คืออสุนนทปักษีประการ ๑ คือเทพีปักษีประการ ๑ เปน ๔ ประการด้วยกันดังนี้ ...”. ๒. สัตว์ปีก คือ นก (ส.)."],
    [1361,1347,"ปังคี","ดู เจตพังคี.",null,null],
    [1362,1348,"ปัจจุบันกรรมอติสาร",null,null,"น. โรคอติสารประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียเฉียบพลัน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีสาเหตุแตกต่างกันไป แบ่งเป็น ๖ ชนิด ได้แก่ อุทรวาตอติสาร สุนทรวาตอติสาร ปัสสยาวาตอติสาร กุจฉิสยาวาตอติสาร โกฏฐาสยวาตอติสาร และอุตราวาตอติสาร."],
    [1363,1349,"ปัจฉิมยาม","ดู ยาม, ยาม- ประกอบ.",null,"น. เวลาตั้งแต่ ๐๒.๐๐ น. ถึง ๐๖.๐๐ น. ตามการแบ่งเวลากลางคืนในบาลี, ยามหลัง หรือ ยามสุดท้าย ก็เรียก."],
    [1364,1350,"ปัจฉิมวัย",null,null,"น. วัยตอนปลาย วัยชรา แพทย์แผนไทยนับตั้งแต่อายุ ๓๒ ปีเป็นต้นไป แต่ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนับตั้งแต่อายุ ๓๐ ปีเป็นต้นไป."],
    [1365,1351,"ปัญจมหาภูต",null,null,"น. ธาตุทั้ง ๕ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ ซึ่งตามหลักวิชาการแพทย์อายุรเวทถือว่าเป็นองค์ประกอบของสรรพสิ่งในจักรวาล รวมทั้งร่างกายของมนุษย์."],
    [1366,1352,"ปัญจอินทรีย์","ดู เบญจอินทรีย์.",null,null],
    [1367,1353,"ปัฏฆาต, ปัตคาด, ปัตฆาฏ, ปัตะฆาฎ,","ดู ปัตฆาต.",null,null],
    [1368,1354,"ปัตฆาต",null,null,"น. ๑. เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณขอบเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นด้านบนจะแล่นไปทางด้านหลังขึ้นข้างกระดูกสันหลัง (ถัดออกมาจากเส้นรัตตฆาต) ถึงบริเวณต้นคอ ท้ายทอย ขึ้นศีรษะ แล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวา เรียก เส้นปัตฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้าย เรียก เส้นปัตฆาตซ้าย ส่วนเส้นด้านล่างจะเริ่มจากบริเวณหน้าขา แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านใน เรียก เส้นปัตฆาตใน ส่วนด้านนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แล่นลงมาถึงตาตุ่มด้านนอก เรียก เส้นปัตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเส้นปัตฆาต เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อว่าลมปัตฆาฎก็ว่าผู้นั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิได้ก็ดี ให้แก้เส้นเอนทั้ง ๒ แลแก้เส้นแถวหลังทั้ง ๒ แลแก้เส้นบั้นเอวทั้ง ๒ ข้าง ชื่อว่าลมแถกกลออมนั้น ให้แก้หัวเหน่าแลท้อง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล. ..”, ลมปัตฆาต ก็เรียก, เขียนว่า ปัฏฆาต ปัตคาด ปัตฆาฏ หรือปัตะฆาฎ ก็มี."],
    [1369,1355,"ปัถวีธาตุ","ดู ธาตุดิน.",null,null],
    [1370,1356,"ปั้นแท่ง",null,null,"ก. นำเครื่องยาตามตำรับยา หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ อบฆ่าเชื้อรา บดให้ละเอียดผสมน้ำสะอาดหรือน้ำกระสายปั้นเป็นแท่ง แล้วทำให้แห้งสนิท ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๗๘-๓๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชโลมดับพิศม์หละขนานนี้ท่านให้เอาใบรงับทั้งสอง ใบตำลึงตัวผู้ ใบโคกกะออม ใบจันทน์หอม ใบชบา ใบฝักเข้า ดินประสิวขาว ดินสีพอง รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดปั้นแท่งไว้ ลลายน้ำซาวเข้า ชะโลมสำรับหละ ๘ จำพวกหายดีนัก ...”."],
    [1371,1357,"ปัปผาสัง",null,null,"น. ปอด เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [1372,1358,"ปัสสยาวาตอติสาร","ดู ป่วง ประกอบ.",null,"น. ปัจจุบันกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากการกินของแสลง ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง อาเจียนเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง โบราณเรียกว่า ป่วง ตำราว่ามี ๕ ชนิด ได้แก่ ป่วงน้ำ ป่วงลม ป่วงวานร ป่วงสุนัข และป่วงหิว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะในปัสสยาวาตอติสาร อันเป็นปัจจุบันกรรมนั้นเป็นคำรบ ๓ มีอาการและประเภท บังเกิดแต่กองอชิรณ คือสำแลงกระทำให้ลงไปดุจกินยาลุ กินอาหารมิได้อยู่ท้อง ให้อาเจียนมีสีอันเขียวอันเหลือง สมมติว่าป่วง ๕ ประการคือ ป่วงน้ำ ป่วงลม ป่วงวานร ป่วงสุนัข ป่วงหิว เป็น ๕ ประการ ...”."],
    [1373,1359,"ปากขม",null,"ว.","อาการที่รู้สึกขมในปากเมื่อเวลาเป็นไข้ ใน “แผนนวด” ของตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕] มีจุดนวดบนเส้นสุมนาสำหรับแก้ขมปาก, ขมปาก ก็เรียก."],
    [1374,1360,"ปากเปรี้ยว",null,null,"ว. อาการที่รู้สึกเปรี้ยวในปากเมื่อเวลาเป็นไข้."],
    [1375,1361,"ปากหวาน",null,null,"ว. ๑. อาการที่รู้สึกหวานในปากเมื่อเวลาเป็นไข้ใน “แผนนวด” ของตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕] มีจุดนวดบนเส้นสุมนาสำหรับแก้หวานปาก, หวานปาก ก็เรียก. ๒. พูดจาไพเราะ (มักใช้ในทางที่ล่อใจหรือไม่จริงใจ)."],
    [1376,1362,"ป้าง",null,"น.","อาการม้ามโต มักเกิดในเด็ก อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลายอย่าง เช่น ไข้จับสั่นเรื้อรัง โรคทาลัสซีเมีย ผู้ป่วยมักมีไข้คลุมเครือเรื้อรังร่วมด้วย จึงมักเรียก ไข้ป้าง."],
    [1377,1363,"ปาลติญาณะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่งเกิดในสมอง ผู้ป่วยมีอาการมึน ปวด และหนักศีรษะมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… ในลำดับนี้จะว่าแต่ลักษณะหฤศโรคอันชื่อว่าปาลติญาณะ กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดในสมองศีรษะนั้นก่อนเป็นปฐม มีอาการกระทำให้ปวดศีรษะเป็นกำลัง บางทีให้ขบในสมองศีรษะ บางทีให้หนักศีรษะซุนไป บางทีให้มึนมัวยิ่งนัก ...”, เขียนว่า บาลติญาณะโรค ก็มี."],
    [1378,1364,"ปิ้งขม, ปิ้งหลวง","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1379,1365,"ปิดปิวขาว, ปิดปีขาว","ดูใน เจตมูล, เจตมูลเพลิง.",null,null],
    [1380,1366,"ปิดปิวแดง, ปิดปีแดง","ดูใน เจตมูล, เจตมูลเพลิง.",null,null],
    [1381,1367,"ปิตตอชิณ",null,null,"น. อชิณธาตุโรคอติสารประเภทหนึ่ง เกิดจากปิตตะทำให้เกิดโทษ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างแรงในเวลากลางวัน อุจจาระมีสีแดง กลิ่นเหมือนปลาเน่า นอกจากนี้ ยังมีอาการร้อนในอก สวิงสวาย มีไข้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยประเภทลงเป็นเพื่อสำแลง คือ ปิตตอชิณนั้นเป็นคำรบ ๒ บังเกิดเพื่อบริโภคยาก็ดี บริโภคของกินก็ดี อันไปบ่มิได้ควรแก่ธาตุโรคนั้นมักกระทำให้ลงเพลากลางวัน มีอาการให้ร้อนในอก และให้สวิงสวายให้หิวหาแรงมิได้ ให้ตัวร้อนให้จับดุจไข้รากสาดสันนิบาต ให้อุจจาระนั้นแดง และให้ร้อนตามลำทรวงทวารขึ้นไปตลอดถึงทรวงอก มีกลิ่นดังปลาเน่าให้ปากแห้งคอแห้ง มักให้อาเจียน บริโภคอาหารมิได้ไม่รู้รส ถ้าแก้มิฟังพ้นกำหนด ๗ ราตรีไปก็จะเข้ารัตตธาตุอติสาร จัดเป็นทุติยอติสารชวร ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังอยู่ในปิตตอชิณนั้น ตามอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ …”, เขียนว่า ปิตตะอชิณ ก็มี."],
    [1382,1368,"ปิตตะ","ดู สมุฏฐานปิตตะ.",null,null],
    [1383,1369,"ปิตตะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานในทรวงอก ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์อันตั้งอยู่ในอุระมีดีซึมอยู่เปนอันมาก ชื่อว่าปิตตะคุละมะ …”."],
    [1384,1370,"ปิตตะอชิณ","ดู ปิตตอชิณ.",null,null],
    [1385,1371,"ปิตตัง",null,null,"น. น้ำดี เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [1386,1372,"ปิศาจ","ดู ปีศาจ.",null,null],
    [1387,1373,"ปิหกัง",null,null,"น. ม้าม (เมื่อก่อนแปลว่า ไต) เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [1388,1374,"ปีศาจ",null,null,"น. ผี, ลักษณนามว่า ตน, ปิศาจ ก็เรียก. (ส.; ป. ปิสาจ)."],
    [1389,1375,"ปื้น",null,null,"ว. อาการที่ผิวหนังเห่อขึ้นเป็นแผ่น หรือเป็นผื่น หรือเป็นแนวหนา เช่น ลมพิษขึ้นเป็นปื้น."],
    [1390,1376,"ปูดกกส้มมอ","ดู โกฐพุงปลา.",null,null],
    [1391,1377,"ปูน","ดู กำลังวัวเถลิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อไม้และเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือกปรุงเป็นยารับประทานบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือก ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต, ทำธาตุให้บริบูรณ์, บำรุงเส้นเอ็นแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และบำรุงกำลัง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒ เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลไหม้ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน โคนมน ปลายเรียวแหลม ขอบเป็นคลื่น แผ่นใบบาง ก้านใบสั้น ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก สีขาว ก้านสั้น, ชะแมบ ช้าวัวเถลิง ปูน หรือ แหลขี้ควาย ก็เรียก."],
    [1392,1378,"ปูลอย, ปูเลย","ดู ไพล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า \n  Zingiber montanum (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ \n  Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา\n  ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า \n  “... จะกล่าวสรรพคุณไพล ลำต้นนั้นรู้แก้ประกอบไปด้วย\n  อุปัทวะ ใบนั้นรู้แก้ไข้อันเมื่อยขบ ดอกนั้นรู้แก้กระจายเสีย\n  ซึ่งโลหิตอภิญญาณ รากนั้นรู้แก้โลหิตออกจากปากแลจมูก \n  ศีศะนั้นรู้ แก้ขับโลหิตให้ออกมา ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย \n  [๔๕/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบแก้ครั่นเนื้อตัว, แก้เมื่อย, \n  ดอกกระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อนอยู่ รากแก้เลือดกำเดา\n  ออกทางจมูก, แก้อาเจียนโลหิต, หัวขับระดูประจำเดือนสตรี \n  ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum \n  (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อ\n  สามัญว่า cassumunar ginger, bengal ginger, vanaardraka, \n  banada เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก\n  สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอมสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบ\n  เรียงสลับ โอบกันแน่นชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ \n  ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบ แผ่นใบด้านล่าง\n  มีขนนุ่ม ลิ้นใบเป็น ๒ แฉกตื้น ช่อดอกแบบช่อเชิงลด \n  ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด \n  ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม, ปูลอย \n  ปูเลย ว่านปอบ หรือ ว่านไฟ ก็เรียก."],
    [1393,1379,"เป็นกำลัง",null,null,"ว. อย่างหนัก อย่างแรง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๔/๕๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะไข้ดาวเรือง ให้จับเท้าเย็นมือเย็น ให้ตัวร้อนเป็นเปลวให้จักษุแดงดังโลหิตให้ปวดศีร์ษะเป็นกำลังดังว่าจักษุจะแตกออกมา ให้อาเจียนเป็นกำลังให้เชื่อมมัวร้อนในกระหายน้ำหอบสอึก ...”."],
    [1394,1380,"เปราะทั้ง ๒",null,null,"น. จุลพิกัดประเภทต่างถิ่นกำเนิดพวกหนึ่ง ประกอบด้วยเปราะบ้าน ซึ่งได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia galanga L. ในวงศ์ Zingiberaceae และเปราะป่า ซึ่งอาจได้จากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า K. marginata Carey และ/หรือ K. roscoeana Wall. ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก พิกัดนี้มีรสเผ็ดขม มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… เปราะทั้งสองรสเผ็ดขม แก้เสมหะ เจริญไฟธาตุ แก้ลงท้อง ...”, เปราะหอมทั้ง ๒ ก็เรียก."],
    [1395,1381,"เปราะบ้าน",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia galanga L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๙] ตอนหนึ่งว่า “… เปราะหอมแดงใบแก้เกลื้อนช้าง, ดอกแก้โรคตา, ต้นแก้ท้องขึ้นเฟ้อ, หัวขับเลือดและหนองให้ตก, แก้ลมพิษ, แก้ผื่นคัน, แก้ไอ, แก้บาดแผล ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia galanga L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า galanga resurrectional เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านใบ ส่วนมากมี ๒ ใบ แผ่นใบแบนราบติดกับพื้นดิน รูปรี รูปไข่ หรือรูปเกือบกลม ปลายเป็นติ่งแหลม โคนมนหรือรูปลิ่ม ขอบเรียบ ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ถ้าด้านล่างของใบมีสีขาวแกมเขียวถึงสีเขียวอ่อน เรียก เปราะหอมขาว และถ้าด้านล่างของใบมีสีแดงอมน้ำตาลถึงสีแดงเรื่อ ๆ เรียก เปราะหอมแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ในกาบใบ มีหลายดอก ไม่มีก้านช่อ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก, เปราะหอม ว่านตีนดิน ว่านตีนเย็น ว่านหอม หรือ หอมเปราะ ก็เรียก."],
    [1396,1382,"เปราะป่า",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าKaempferia marginata Carey ex Roscoe หรือชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า K. roscoeana Wall. ในวงศ์ Zingiberaceae ทั้ง ๒ ชนิด มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเปราะป่า ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งดีแลลม ใบนั้นรู้กระทำให้ฟกบวมในท้องนั้นตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้เหน็ดเหนื่อย รากนั้นรู้กระทำซึ่งโลหิตอันเศษให้ตกเสีย ศีศะนั้นรู้แก้อันแสลง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ศีรษะแก้ไข้ ขับลมในลำไส้, ผสมกับหัวหอมตำให้ละเอียดสุมศีรษะเด็กแก้หวัด แก้กำเดา ...”. ๒. พืช ๒ ชนิด ในสกุล Kaempferia วงศ์ Zingiberaceae คือ ชนิด Kaempferia marginata Carey ex Roscoe และชนิด K. roscoeana Wall. มีชื่อสามัญว่า wild galangal, resurrectional rhizome ทั้ง ๒ ชนิด เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านใบ ส่วนมากมี ๒ ใบ ขนาดไม่เท่ากัน แผ่นใบแบนราบติดกับพื้นดิน รูปรี หรือรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม สีม่วงแดง ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ในกาบใบ ดอกมีจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด สีขาว ผลแบบผลแห้งแตก, ตูบหมูบ ว่านเปราะป่า หว้านเปราะป่า หรือ หัวเปราะป่า ก็เรียก."],
    [1397,1383,"เปราะหอม","ดู เปราะบ้าน.",null,null],
    [1398,1384,"เปราะหอมขาว","ดูใน เปราะบ้าน.",null,null],
    [1399,1385,"เปราะหอมแดง","ดูใน เปราะบ้าน.",null,null],
    [1400,1386,"เปราะหอมทั้ง ๒","ดู เปราะทั้ง ๒.",null,null],
    [1401,1387,"เปรี้ยว",null,null,"ว. รสอย่างรสมะนาว มะขามเปียก มะดัน เป็นต้น."],
    [1402,1388,"เปลี่ยวดำ","ดู ลมเปลี่ยวดำ.",null,null],
    [1403,1389,"เปลือก",null,null,"น. ส่วนที่หุ้มนอกของสิ่งต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ ผลไม้ หรือสัตว์บางอย่าง เช่น หอย."],
    [1404,1390,"เปลือกมะขามขบ","ดูใน มะขาม.",null,null],
    [1405,1391,"เปลือย, เปื๋อยขาว, เปื๋อยด่าง, เปื๋อยเปลือกหนา","ดู ตะแบก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lagerstroemia calyculata Kurz ในวงศ์ Lythraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทา แตกล่อนเป็นแผ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม เนื้อใบหนา มีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลทั้ง ๒ ด้าน ดอกสีขาวและขาวปนม่วง ออกรวมกันเป็นช่อขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นผลแห้ง รูปรี แตกออกทางด้านบน มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ละเมล็ดมีปีกบางและโค้ง ๑ ปีก ยาวประมาณ ๓ เท่าของเมล็ด เมื่อต้นแก่จะมีเชื้อราลงแก่น ทำให้เนื้อไม้แข็งขึ้น และมีกลิ่นหอม เรียก ขอนดอก, เปลือกต้น และขอนดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้เปลือกปรุงเป็นยารับประทานแก้บิด, และมูกเลือด, หรือลงแดง ...”, ตะแบกขาวใหญ่ ตะแบกแดง ตะแบกหนัง ตะแบกใหญ่ เปลือยเปื๋อยขาว เปื๋อยด่าง หรือ เปื๋อยเปลือกหนา ก็เรียก."],
    [1406,1392,"แป้งเกลือจืด","ดู เกลือจืด.",null,null],
    [1407,1393,"แปลบ, แปลบ ๆ, แปล๊บ, แปล๊บ ๆ",null,null,"ว. อาการที่รู้สึกเจ็บแวบแล่นเข้าไปในกาย อาการที่รู้สึกวาบเข้าไปในหัวใจ อาการที่สะดุ้งวับขึ้น."],
    [1408,1394,"ผง",null,null,"๑. น. สิ่งละเอียด เช่น ตำจนเป็นผง. ๒. ว. ที่ละเอียด เช่น ยาผง."],
    [1409,1395,"ผด",null,null,"น. โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นเป็นผื่นตามผิวหนัง มักเกิดในเวลาที่มีอากาศร้อนอบอ้าว มีอาการคัน."],
    [1410,1396,"ผล",null,null,"น. ๑. ลูกไม้ เช่น ผลมะม่วง ผลมะปราง ผลมะตูม ผลสลอด. ๒. ลักษณนามเรียกผลไม้ เช่น มะม่วง ๒ ผล มะปราง ๓ ผล."],
    [1411,1397,"ผลชีลา, ผลผักชี, ผลผักชีจีน","ดู ลูกผักชี.","น.","น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำผลผักชี (ผักชีลา) ห่อผ้าขาวบาง ต้มกับน้ำจนเดือด รินเอาน้ำใช้ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น."],
    [1412,1398,"ผลไม้","ดู ลูก.",null,null],
    [1413,1399,"ผลเอน, ผลเอ็ล","ดู ลูกเอ็น.","น.","น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่จัดและแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elettaria cardamomum (L.) Maton ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ผลเอนแก้วาโยธาตุกำเริบเพื่อลมอากาศธาตุ ...”. ถ้าใช้เป็นเครื่องเทศ เรียก กระวานเทศ, ผลเอน ผลเอ็ล หรือ ลูกเอ็ล ก็เรียก."],
    [1414,1400,"ผักกระโฉม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๐/๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ผักกระโฉม รสเย็น กระทุ้งพิษไข้หัว ระงับความร้อน ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... มีสรรพคุณกระทุ้งพิษ แก้ไข้หัว จำพวกหืด หัด สุกใส ดำ แดง ฝีดาษ ระงับความร้อนจากพิษไข้ ... ” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบปรุงเป็นยาเขียวขนานสำคัญ เป็นยากระทุ้งพิษ ขับพิษไข้หัวจำพวกเหือด, หัด, สุกใส, ดำแดง, ฝีดาษ และระงับความร้อนได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ รูปไข่แกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ โคนสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ขอบหยักมนถึงจักฟันเลื่อยหรือเรียบด้านบนมีขนคาย ด้านล่างมีขนตามเส้นใบ ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุก มี ๒-๗ ดอก หรือออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ ดอกสีฟ้าครามตรงกลางดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแฉกลึก ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ เมล็ดรูปไต, กะโฉม ผักกระโสม ผักกะโฉม หรือ อ้มกบ ก็เรียก."],
    [1415,1401,"ผักกระโสม","ดู ผักกระโฉม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๐/๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ผักกระโฉม รสเย็น กระทุ้งพิษไข้หัว ระงับความร้อน ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... มีสรรพคุณกระทุ้งพิษ แก้ไข้หัว จำพวกหืด หัด สุกใส ดำ แดง ฝีดาษ ระงับความร้อนจากพิษไข้ ... ” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบปรุงเป็นยาเขียวขนานสำคัญ เป็นยากระทุ้งพิษ ขับพิษไข้หัวจำพวกเหือด, หัด, สุกใส, ดำแดง, ฝีดาษ และระงับความร้อนได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ รูปไข่แกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ โคนสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ขอบหยักมนถึงจักฟันเลื่อยหรือเรียบด้านบนมีขนคาย ด้านล่างมีขนตามเส้นใบ ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุก มี ๒-๗ ดอก หรือออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ ดอกสีฟ้าครามตรงกลางดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแฉกลึก ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ เมล็ดรูปไต, กะโฉม ผักกระโสม ผักกะโฉม หรือ อ้มกบ ก็เรียก."],
    [1416,1402,"ผักกะโฉม","ดู ผักกระโฉม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๐/๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ผักกระโฉม รสเย็น กระทุ้งพิษไข้หัว ระงับความร้อน ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... มีสรรพคุณกระทุ้งพิษ แก้ไข้หัว จำพวกหืด หัด สุกใส ดำ แดง ฝีดาษ ระงับความร้อนจากพิษไข้ ... ” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบปรุงเป็นยาเขียวขนานสำคัญ เป็นยากระทุ้งพิษ ขับพิษไข้หัวจำพวกเหือด, หัด, สุกใส, ดำแดง, ฝีดาษ และระงับความร้อนได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ รูปไข่แกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ โคนสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ขอบหยักมนถึงจักฟันเลื่อยหรือเรียบด้านบนมีขนคาย ด้านล่างมีขนตามเส้นใบ ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุก มี ๒-๗ ดอก หรือออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ ดอกสีฟ้าครามตรงกลางดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแฉกลึก ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ เมล็ดรูปไต, กะโฉม ผักกระโสม ผักกะโฉม หรือ อ้มกบ ก็เรียก."],
    [1417,1403,"ผักก้านตอง","ดู พลูคาว.",null,null],
    [1418,1404,"ผักข้าว","ดู ฟักข้าว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า gac, balsam pear, giant spine gourd, spiny bitter gourd, spinybitter cucumber, sweet gourd เป็นไม้เถาอายุหลายปี ลำต้นมีขนนุ่มเมื่ออ่อน มีมือพันออกเป็นเส้นเดี่ยวตามซอกใบ สำหรับยึดเกาะต้นไม้อื่น ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้างหรือเกือบกลม ขอบหยักตื้นหรือแฉกลึกแบบฝ่ามือ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ สีขาวอมเหลือง กลางดอกมักมีแต้มสีม่วงคล้ำ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่ รูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปค่อนข้างกลม ผิวมีหนามสั้น ผลสุกสีแดงอมส้มหรือสีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี แบน สีน้ำตาลคล้ำหรือสีเทาค่อนข้างดำ ขอบขรุขระ ใบ เมล็ด และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากฟักข้าวรสเย็นเบื่อเล็กน้อยถอนพิษทั้งปวง แพทย์ตามชนบท ใช้ใบปรุงเป็นยาเขียว รากเย็นดับพิษไข้ทั้งปวง เมล็ดใช้ปรุงเป็นยาบำรุงปอด (แก้วัณโรค) ใบถอนพิษดับพิษทุกอย่าง ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... รากรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ พิษร้อนแก้ไข้ทั้งปวง เมล็ดปรุงเป็นยาบำรุงปอด แก้วัณโรค ใบสดตำพอก ปิดฝี และที่อักเสบ เป็นยาถอนพิษ ...”, ขี้กาเครือ ผักข้าว หรือ ฟักเข้า ก็เรียก."],
    [1419,1405,"ผักคาวตอง, ผักคาวทอง","ดู พลูคาว.",null,null],
    [1420,1406,"ผักชี",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coriandrum sativum L. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า Chinese parsley เป็นไม้ล้มลุกทั้งต้นมีกลิ่นเฉพาะ ใบคล้ายใบประกอบ เรียงเวียนเป็นกระจุกบริเวณโคนต้น มีรูปร่างแตกต่างกันมาก ช่อดอกแบบช่อซี่ร่มแยกแขนง ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ยอด ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวหรือขาวอมชมพู มีขนาดแตกต่างกัน ผลแบบผลแห้งแยก ๒ ซีก รูปค่อนข้างกลมถึงรูปไข่กลับ ข้างผลเรียบไม่มีครีบบาง เมล็ดมีขนาดเล็กมาก ใช้เป็นอาหาร, ผักชีจีน ผักหอม ผักหอมน้อย ผักหอมป้อม หรือ ผักหอมผอม ก็เรียก."],
    [1421,1407,"ผักชีจีน","ดู ผักชี.",null,null],
    [1422,1408,"ผักเถิม","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [1423,1409,"ผักบั่ว","ดู หอม.",null,null],
    [1424,1410,"ผักมิ","ดู พรมมิ.",null,null],
    [1425,1411,"ผักเสิม","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [1426,1412,"ผักเสี้ยนผี",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cleome viscosa L. ในวงศ์ Cleomaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว แตกกิ่งมีขนสีออกเหลือง เป็นเมือกเหนียว มีกลิ่นเฉพาะ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย ๓-๕ ใบ รูปขอบขนาน โคนแหลม ปลายแหลมหรือมน เนื้อบาง นุ่ม ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบที่ร่วงไป กลีบดอกรูปขอบขนาน สีเหลือง ปลายทู่หรือแหลม ผลรูปขอบขนาน โคนแหลม ปลายมีจะงอยแหลม เมล็ดมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลแดง ผิวย่น, ราก ใบ ดอก ผล และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... ผักเสี้ยนผีนั้น ต้น, กระจายบุพโพอันผูกเปนก้อนให้ตก ใบ, แก้ทุลาวสา ๑๒ ประการ ดอก, ทำลายเสียซึ่งกิมิชาติ ผล, ฆ่าพยาธิ์ให้ตาย ราก, แก้วรรณโรคแห่งสัตรีอันอยู่ไฟมิได้ ... ” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณผักเสี้ยนตัวผู้ คือ ผักเสี้ยนผี ต้นนั้นรู้แก้บุพโพอันผูกเปนก้อนให้ตกเสีย ใบนั้นรู้แก้ทุราวะสา ดอกนั้นรู้แก้ฆ่าให้กิมิชาติตาย ลูกนั้นรู้แก้แม่พยาธิทั้งปวงให้ตาย รากนั้นรู้แก้วรรณโรคแห่งสัตรีอันอยู่ไฟมิได้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นขับหนองในร่างกาย (ทำให้หนองแห้ง) ใบ แก้ปัสสาวะพิการ, ดอกฆ่าเชื้อโรค, ลูกฆ่าพยาธิ์, รากแก้โรคผอมแห้งของสตรี (วัณโรค) เนื่องจากคลอดบุตรแล้วอยู่ไฟไม่ได้ ... ในแพทย์ตำบล กล่าวว่าผักเสี้ยนมีรสขมร้อน คุม, แก้ลม, แก้ปวดท้อง, ลงท้อง, ...”."],
    [1427,1413,"ผักหนอก","ดู บัวบก.",null,null],
    [1428,1414,"ผักหอม, ผักหอมน้อย, ผักหอมป้อม, ผักหอมผอม","ดู ผักชี.",null,null],
    [1429,1415,"ผักไห่","ดู มะระขี้นก.",null,null],
    [1430,1416,"ผักอีเลิด","ดู ช้าพลู.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper sarmentosum Roxb.ในวงศ์ Piperaceae เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงหรือทอดนอนมีไหลงอกเป็นต้นใหม่ได้ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบ รูปขอบขนาน โคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ใบที่อยู่ตอนล่างของลำต้นรูปหัวใจ เส้นแขนงใบเห็นชัดเจน แผ่นใบด้านบนมีขนตามเส้นใบ ดอกแยกเพศออกเป็นช่อตามซอกใบและที่ปลายยอด ช่อดอกตั้งตรง รูปทรงกระบอกมีดอกขนาดเล็กอัดเรียงกันแน่น ผลแบบผลมีเนื้อ รูปเกือบกลม สีเขียว, ราก ใบ ผล และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวคุณแห่งช้าพลู รากนั้นรู้แก้อุระเสมหะผลนั้นรู้แก้ศอเสมหะ ใบนั้นรู้แก้เสมหะให้งวด ...” คัมภีร์ สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งช้าพลู ราก, แก้คูธเสมหะ ต้น, แก้อุระเสมหะ ผล, แก้สอเสมหะ, ใบ, กระทำเสมหะให้งวด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๗๙-๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบท ใช้รากปรุงเป็นยาแก้ธาตุพิการ, แก้ธาตุน้ำพิการ, บำรุงธาตุ ...”. รากช้าพลูจะเป็นตัวยาประจำธาตุน้ำ ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากและดอก ปรุงเป็นยารับประทานขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ และเป็นยาประจำธาตุน้ำ แก้ปวดเมื่อย และธาตุน้ำพิการ ...”, ชะพลู ผักอีเลิด หรือ นมวา ก็เรียก."],
    [1431,1417,"ผาย",null,null,"ก. เปิด ระบายออก."],
    [1432,1418,"ผ้าห้ายห่อคำ","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [1433,1419,"ผี",null,null,"น. สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและร้าย เช่น ผีปู่ย่าตายาย ผีเรือน ผีห่า, เรียกคนที่ตายไปแล้ว; (โบ) เทวดา; (ปาก) โดยปริยายหมายความว่า เลว เช่น คนผี; เรียกบุคคลที่หมกมุ่นในการพนันว่า ผีการพนันเข้าสิง."],
    [1434,1420,"ผื่น",null,null,"น. ตุ่ม เม็ด ริ้ว แถบ หรือแผ่น ที่ผุดขึ้นมาเป็นพืดหรือเป็นวง ตามผิวหนัง."],
    [1435,1421,"ผุด",null,null,"ก. โผล่หรือสูงเด่นขึ้นมา."],
    [1436,1422,"ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย",null,null,"น. บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยจากสภาการแพทย์แผนไทย, แพทย์แผนไทย หมอแผนไทย หรือ หมอแผนโบราณ ก็เรียก. (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖)."],
    [1437,1423,"ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์",null,null,"น. บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์จากสภาการแพทย์แผนไทย,แพทย์แผนไทยประยุกต์ ก็เรียก. (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖)."],
    [1438,1424,"เผ็ดร้อน",null,null,"ว. รสอย่างรสพริกไทย ดีปลี ขิงแก่ เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสเผ็ดร้อนจะมีสรรพคุณแก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับผายลม บำรุงธาตุ เป็นต้น, กฏุกะ ก็เรียก."],
    [1439,1425,"แผนการนวด","ดู แผนนวด.",null,null],
    [1440,1426,"แผนคว่ำ","ดูใน แผนนวด.",null,null],
    [1441,1427,"แผนนวด",null,null,"น. ภาพแสดงเส้นต่าง ๆ บนร่างกาย พร้อมทั้งจุดหรือ ตำแหน่งบนเส้น สำหรับใช้ในการนวด ถ้าเป็นภาพแสดง ตำแหน่งเส้นและจุดด้านหน้าของร่างกายมนุษย์ เรียก แผนหงาย ถ้าเป็นภาพแสดงตำแหน่งเส้นและจุดด้านหลังของร่างกายมนุษย์ เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผนนวดเหล่านี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชาหัตถศาสตร์, แผนหมอนวด หรือ แผนการนวด ก็เรียก."],
    [1442,1428,"แผนปลิง",null,null,"น. ตำแหน่งต่าง ๆ บนร่างกายที่กำหนดไว้ให้วางปลิง เพื่อให้ดูดเลือดออก สำหรับบำบัดโรคหรืออาการบางอย่าง แบ่งเป็นตำแหน่งต่าง ๆ ที่อยู่ด้านหลัง เรียก แผนปลิงคว่ำ และตำแหน่งต่าง ๆ ที่อยู่ด้านหน้า เรียก แผนปลิงหงาย."],
    [1443,1429,"แผนปลิงคว่ำ","ดูใน แผนปลิง.",null,null],
    [1444,1430,"แผนปลิงหงาย","ดูใน แผนปลิง.",null,null],
    [1445,1431,"แผนฝี",null,null,"น. ภาพแสดงตำแหน่งต่าง ๆ บนร่างกายอันเป็นที่เกิดของฝีต่าง ๆ ถ้าเป็นภาพแสดงตำแหน่งอันเป็นที่เกิดของฝีด้านหน้าของร่างกายมนุษย์ เรียก ฝีแผนหงาย แต่ถ้าเป็นภาพแสดงตำแหน่งอันเป็นที่เกิดของฝีด้านหลังของร่างกายมนุษย์ เรียก ฝีแผนคว่ำ."],
    [1446,1432,"แผนหงาย","ดูใน แผนนวด.",null,null],
    [1447,1433,"แผนหมอนวด","ดู แผนนวด.",null,null],
    [1448,1434,"แผ้ว",null,null,"๑. ก. ทำให้เตียน สะอาด หรือหมดสิ้นไป มักใช้ประกอบกับคำอื่น เช่น แผ้วจักษุ แผ้วต้อหมอก แผ้วมลทิน. ๒. ว. สะอาด, หมดจด, บริสุทธิ์."],
    [1449,1435,"แผ้วจักษุ",null,null,"น. ชื่อยาแผนไทยหลายขนาน ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับตา เช่น ต้อกระจกเหลือง ต้อหลังเบี้ย มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแผ้วจักษุ เอาโกฐสอ, โกฐเขมา, เทียนสัตตบุษย์, ผลจันทน์, ดอกจันทน์, แก่นจันทน์เทศ, กานพลู, ผลกระวาน, พริกไทย, ดีปลี, ขิงแห้ง, กะทือ, ไพล, กระชาย, ขมิ้นอ้อย, สังข์เผา, ดินถนำเอาเสมอภาค ทำเป็นจุณบดด้วยน้ำมะนาวทำแท่งไว้ฝนด้วยน้ำท่าใส่จักษุ แก้ต้อกระจกเหลือง และต้อทั้งปวงหายดีนัก ...” อีกตอนหนึ่งว่า [๔/๒๙๔] “... ยาแผ้วจักษุ เอาจันทน์แดง, ดอกคิลากากี, ดอกสัตตบุษย์, ดอกมะลิวัน, ดอกมะลิลา, ดอกอัญชันขาว, ดอกสาระภี, ดอกพิกุล, บัลลังก์ศิลา สิ่งละส่วน จันทน์เทศ ๙ ส่วน พิมเสนแต่พอรำหัดทำเป็นจุณบดด้วยน้ำดอกมะลิสด ทำแท่งไว้ฝนใส่จักษุ แก้ต้อหลังเบี้ยนั้นหายวิเศษนัก ...”."],
    [1450,1436,"ฝน",null,null,"ก. ถู เช่น ฝนยา."],
    [1451,1437,"ฝัก",null,null,"น. สิ่งหุ้ม ถุง อาจเป็นสิ่งหุ้มเมล็ดของพืชบางอย่าง โดยมากรูปยาว ๆ กลมบ้าง แบนบ้าง เช่น ฝักคูน ฝักเพกา ฝักมะรุม, หรือถุงหุ้มอวัยวะหรือของเหลวบางอย่างของร่างกาย เช่น ถุงอัณฑะ ถุงน้ำดี."],
    [1452,1438,"ฝาด",null,"ว.","รสอย่างรสหมากดิบ เปลือกแค ลูกเบญกานี เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสฝาดจะมีสรรพคุณสมานเนื้อ สมานแผล กัดเนื้อร้าย แก้บิด ท้องร่วง แก้อุจจาระธาตุพิการ คุมธาตุ แต่แสลงกับโรค ไอ ท้องผูก โรคลม โรคพรรดึกท้องผูก ธาตุไฟพิการ เป็นต้น, กะสาวะ ก็เรียก."],
    [1453,1439,"ฝิ่นต้น",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเปลือกต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าJatropha multifida L. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง)[๒๔/๒๑๑] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกมีรสฝาด คุมธาตุ แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน แก้ลงแดง แก้ปวดเบ่ง แก้เมื่อยปวดตามร่างกาย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๕๗] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกมีรสฝาด ปรุงรับประทานเป็นยาคุมธาตุ, แก้ท้องร่วง, แก้อาเจียน, แก้ลงแดง, แก้ปวดเบ่ง, แก้เมื่อยปวดตามอวัยวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha multifida L. ในวงศ์ Euphorbiaceae มีชื่อสามัญว่า coral bush เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก มีน้ำยางใสหรือสีออกขาวขุ่น ลำต้นกึ่งอวบน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน มักเวียนถี่ตามปลายกิ่ง รูปค่อนข้างกลม ปลายแหลม โคนใบเว้าแหลมหรือเว้ารูปหัวใจ ขอบแผ่นใบเว้าเป็นพูลึกเข้าหาโคนใบ ๙-๑๒ พู ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีนวล ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกที่ยอดหรือตามซอกใบใกล้ยอด ดอกแยกเพศร่วมช่อ ดอกเพศผู้สีแดงคล้ำ กลีบเลี้ยง ๕ กลีบ รูปไข่ ดอกเพศเมียรูปร่างคล้ายดอกเพศผู้แต่มีขนาดใหญ่กว่า ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ มี ๓ พู สุกสีเหลือง เมล็ดรูปทรงรีแกมรูปไข่ ถึงเกือบกลม, ต้นมะละกอฝรั่ง ก็เรียก."],
    [1454,1440,"ฝี",null,"น.","โรคจำพวกหนึ่ง มักเป็นต่อมขนาดต่าง ๆ บวมขึ้น อาจกลัดหนองข้างใน เกิดได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ผู้ป่วยมักจะมีไข้ เจ็บปวดบริเวณที่เป็น เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของฝี มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามลักษณะหรือสาเหตุที่เกิด เช่น ฝีกาล ฝีวัณโรค ฝีหัวคว่ำ ฝียอดเดียว อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์แผนไทย ฝีบางชนิดอาจหมายถึง มะเร็ง หรือ ฝีมะเร็ง, เชียด เซียด หรือ เทรียด ก็เรียก, ราชาศัพท์ว่า พระยอด."],
    [1455,1441,"ฝีกาล",null,null,"น. โรคฝีกลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดไข้พิษ แบ่งออกเป็น ๑๐ ชนิด คือ ฟองสมุทร เลี่ยมสมุทร ทามสมุทร ทามควาย ละลอกแก้ว กาลทูม กาลทาม มะเร็งตะมอย มะเร็งปากทูม และมะเร็งเปลวไฟฟ้า ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้พระผู้เปนเจ้าจะแสดงซึ่งฝีกาลจะมาบังเกิดในไข้พิศม์ ๑๐ ประการ จะให้ผู้แพทยรู้อาการไข้พิศมต่อไปกาล ๑๐ ประการนั้นคืออันใดบ้าง จึ่งวิสัชนา คือฟองสมุทหนึ่ง เลี่ยมสมุทหนึ่ง ทามสมุทหนึ่ง ทามควายหนึ่ง ละลอกแก้วหนึ่ง กาลทูมหนึ่ง กาลทามหนึ่ง มะเรงตะมอยหนึ่ง มะเรงปากทูมหนึ่ง มะเรงเปลวไฟฟ้าหนึ่ง รวมกันเปนสิบประการด้วยกัน เรียกชื่อว่าฝีกาลแล ...”, เขียนว่า ฝีกาฬ ก็มี."],
    [1456,1442,"ฝีกาลทาม","ดูใน กาลทาม.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นบริเวณขากรรไกรด้านในถึงบริเวณคอทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีกาลทาม เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูงและร้อนในกระหายน้ำ เรียก ไข้กาลทาม หากรักษาไม่หาย อาจตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้ จะว่าด้วยลักษณไข้กาลทามต่อไป มีลักษณเหมือนกันกับไข้กาลทูม แต่ผิดกันที่บวมตั้งแต่ฃาตะไกร มาถึงคอทั้งสองข้าง ให้แพทย์เร่งประทับยาให้จงดี ถ้าแก้มิดีตาย …”."],
    [1457,1443,"ฝีกาลทูม","ดูใน กาลทูม.",null,null],
    [1458,1444,"ฝีกาฬ","ดู ฝีกาล.",null,null],
    [1459,1445,"ฝีกุตะณะราย",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองขึ้นภายใน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการแน่นหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นตอนกลางคืน มีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค บังเกิดภายในชื่อว่าฝีกุตะณะรายนั้นเป็นคำรบ ๒ เมื่อจะบังเกิดนั้นให้ตึงแน่นในทรวง อาการกระทำพิษกลางคืนมากกว่ากลางวัน ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวไปทั้งตัว บริโภคอาหารมิได้นอนมิหลับ ...”, กุตะณะราย ก็เรียก."],
    [1460,1446,"ฝีครีบกรด",null,"น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มแข็งสีแดง ขนาดตั้งแต่เมล็ดงาถึงถั่วเขียวขึ้นที่ครีบลิ้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่าทำให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง เจ็บ ๆ คัน ๆ หากรักษาไม่ทัน ยอดฝีแตกออก จะเปื่อยเป็นขุม ลามไปทั่วลิ้นทั้งด้านบนและด้านล่าง อาจบวมทะลุไปถึงบริเวณใต้คาง มีเลือดและ หนองไหล กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค บังเกิดภายในอันชื่อว่าครีบกรด อันบังเกิดขึ้นตามครีบชิวหานั้นเป็นคำรบ ๖ เมื่อแรกจะขึ้นนั้นมีสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วเขียวและเมล็ดงา แข็งขึ้นมาเหมือนหัวหูดแล้วจำเริญขึ้น มีพรรณะ แดงดังชาดจิ้ม มีอาการกระทำให้ชิวหานั้นกระด้าง ให้เจ็บๆ คันๆ ท่านให้เร่งเกลื่อนเสียแต่ยังอ่อนอยู่นั้น อย่าให้ทันยอดแตกออกได้ ถ้าจำเริญแก่เข้าแล้วก็แตกออกเปื่อยลามเป็นขุมๆ มีประเภทเหมือนยวงสะท้อน ลามไปในชิวหาพื้นและพื้นล่าง บางทีบวมทะลุลงไปใต้คางเป็นบุพโพโลหิตไหลมิได้ขาดเหม็นเหมือนทรากอาศพ ถ้าผู้เป็นดังนี้เป็นกรรมของผู้นั้น ...”, ครีบกรด ก็เรียก."],
    [1461,1447,"ฝีคัณฑมาลา","ดู คัณฑมาลา, คัณทมาลา, คันฑมาลา, คันทมาลา.",null,null],
    [1462,1448,"ฝีคัณฑมาลาตัวผู้, ฝีคัณทมาลาตัวผู้, ฝีคันฑมาลาตัวผู้, ฝีคันทมาลาตัวผู้","ดู คัณฑมาลาตัวผู้, คัณทมาลาตัวผู้, คันฑมาลาตัวผู้, คันทมาลาตัวผู้.",null,null],
    [1463,1449,"ฝีคัณฑมาลาตัวเมีย, ฝีคัณทมาลาตัวเมีย, ฝีคันฑมาลาตัวเมีย, \n ฝีคันทมาลาตัวเมีย","ดู คัณฑมาลาตัวเมีย, คัณทมาลาตัวเมียคันฑมาลาตัวเมีย, คันทมาลาตัวเมีย.",null,null],
    [1464,1450,"ฝีคัณฑสูตร","ดู คัณฑสูตร, คันทสูตร.",null,null],
    [1465,1451,"ฝีดาวดาษฟ้า",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดฝีเกิดขึ้นที่อวัยวะภายในทั่วร่างกาย หากเกิดกับอวัยวะใดจะทำให้เจ็บปวดและฟกบวมบริเวณนั้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองอาโปธาตุสมุฏฐาน ๓ พิกัด พิการ (น้ำลาย เสมหะ และเลือด) ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว จุกแน่นหน้าอก อาเจียน น้ำลายเหนียว หอบ สะอึก เท้าบวม ถ่ายเป็นเลือดเป็นหนอง เป็นต้น ฝีชนิดนี้รักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๘-๒๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค อันพิเศษบังเกิดภายในอันชื่อว่าดาวดาษฟ้านั้นเป็นคำรบ ๓ ย่อมบังเกิดด้วยกองอาโปธาตุ คือน้ำเขฬะ น้ำเสมหะ โลหิต ทั้ง ๓ นี้ พิการระคนกันเข้า จึงได้บังเกิดเป็นเม็ดยอดขึ้นภายในทั่วไปทั้งตับปอดและหัวใจทั้งไส้น้อยไส้ใหญ่ทั้งปวง จะได้มีกำหนดนั้นหามิได้ และวัณโรคอันนี้เกิดเป็นอุปาติก วัณณะบังเกิดด้วยอาโปธาตุจะตั้งขึ้นที่ใดก็ให้เจ็บที่นั้น ดุจไม้ยอกและหอกปัก ถ้ามิดังนั้นดุจแมลงป่องและตะขาบขบ และจะได้ฟกบวมขึ้นมาภายนอกหามิได้ มีประเภทกระทำให้จับเชื่อมมัว สะบัดร้อนสะท้านหนาว ถ้าแก่เข้าจะให้จุกแน่นหน้าอก ให้อาเจียนแต่เขฬะเหนียวให้หอบ ให้สะอึก ให้บวมเท้า ให้ลงเป็นบุพโพโลหิตเน่า ให้ปวดมวนเป็นกำลังและลักษณะซึ่งกล่าวมานี้เป็นอสาทยโรค แพทย์จะรักษาเป็นอันยากยิ่งนัก …”."],
    [1466,1452,"ฝีดาษ",null,"น.","โรคฝีชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง จากนั้นมีผื่นขึ้นทั่วใบหน้าและลำตัว ต่อมาผื่นจะกลายเป็นตุ่มใส เป็นหนอง แล้วตกสะเก็ด เมื่อหายแล้วมีแผลเป็นรอยบุ๋ม ปัจจุบันพบว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เคยมีการระบาดครั้งใหญ่หลายครั้ง, ไข้ทรพิษ ก็เรียก. (อ. smallpox, variola)."],
    [1467,1453,"ฝีทรสูตร","ดู ฝีธรสูตร, ฝีธรสูตร์.","น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นภายใน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการปวดสันหลัง เสียดในท้อง ซูบผอม กินไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีทรสูตเป็นคำรบ ๙ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดเจ็บสันหลัง ให้เมื่อยให้จุกแดก เป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร มักให้ซูบผอมบริโภคอาหารมิได้ มักกระทำพิษให้เป็นไปต่างๆ ...”, ธรสูตร์ ก็เรียก, เขียนว่า ฝีทรสูตร ก็มี."],
    [1468,1454,"ฝีทันตกุถัง, ฝีทันตะกุฏฐัง",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนอง เกิดขึ้นที่กรามข้างขวา ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีเม็ดฝีขนาดเท่าเม็ดข้าวโพด สีแดง อาจแข็งเหมือนหูด พอแตกจะบานออกเหมือนดอกลำโพง แล้วเปื่อยลามเข้าไปถึงในลำคอ ฝีชนิดนี้มีพิษร้ายแรงมาก หากรักษาไม่หายอาจถึงตายได้ ถ้าเป็นที่กรามด้านซ้ายเรียกว่า ฝีทันตมุนลัง หรือ ทันตมุนลัง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/ ๒๐๘-๒๐๙] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าทันตกุถัง ซึ่งเกิดในกรามนั้นเป็นคำรบ ๒ ถ้าขึ้นขวาเชื่อทันตกุถัง ถ้าบังเกิดขึ้นซ้ายนั้นได้ชื่อทันตมุนลัง ผิดกันแต่ชื่อ เมื่อแรกตั้งขึ้นมีวรรณะสัณฐานดังเมล็ดข้าวโพด มีสีแดงเหลืองเหมือนผลหว้าแข็งดุจเมล็ดหูดร้ายนัก เมื่อแตกออกมีสัณฐานดังดอกลำโพง แล้วเปื่อยลามเข้าไปถึงลำคอ มีน้ำมากกว่าบุพโพ มีพิษกล้ายิ่งนักกระทำให้ปวดแต่ต้นคางขึ้นไปกระหม่อม ฟกบวมออกมาให้จับสะบัดร้อนสะบัดหนาว ให้บริโภคอาหารมิได้ แพทย์มิรู้ถึง ก็สมมติว่ามะเร็งรำมะนาด เสียเป็นอันมาก ดุจอาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังนี้ ...”, ทันตกุถัง หรือ ทันตะกุฏฐัง ก็เรียก."],
    [1469,1455,"ฝีทันตมุนลัง","ดูใน ฝีทันตกุถัง, ฝีทันตะกุฏฐัง.",null,null],
    [1470,1456,"ฝีทันตะมูลา",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นบริเวณกระพุ้งแก้มทั้ง ๒ ข้าง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการบวมแดงเรื่อ ๆ ในปาก กระพุ้งแก้มจะบวมและนูนเป็นแนวคล้ายปลิงเกาะ ยอดฝีจะบานออกเหมือนดอกลำโพง ภายในมีหนองและน้ำเหลือง ทำให้ปวดแสบปวดร้อน ชา เป็นต้น ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเสียชีวิตดังนั้นจึงควรรักษาตั้งแต่เม็ดฝียังไม่โผล่ออกมา ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะวัณโรค บังเกิดภายในอันชื่อว่า ทันตะมูลาบังเกิดในแก้มซ้ายแก้มขวา นั้นเป็นคำรบ ๓ เมื่อแรกขึ้นนั้นดูอาการและประเภทดุจปูนกัดปาก แล้วดูสัณฐานดังฉะลุกะเข้าเกาะจับอยู่ตามกระพุ้งแก้มนั้นมีพรรณะแดงอังสีเสนอ่อนๆ และกระทำอาการให้แสบร้อนในกระพุ้งแก้ม แล้วให้แก้มนั้นเหน็บชา บางทีให้ฟกบวมออกมาภายนอก มียอดนั้นบานดังดอกลำโพงเป็นบุพโพ ส่วน ๑ น้ำเหลือง ๒ ส่วน ถ้าผู้ใดเป็นดังกล่าวมานี้เป็นกรรมของผู้นั้น ดังอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นอสาทยโรค จะได้ส่วน ๑ เสีย ๒ ส่วน ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังมิทะลุออกมาภายนอกแต่ยังอ่อนอยู่นั้น ...”, ทันตะมูลา ก็เรียก."],
    [1471,1457,"ฝีทามควาย","ดูใน ทามควาย.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นเป็นแนวยาวบริเวณต้นกรามทั้ง ๒ ข้าง เรียก ฝีทามควาย เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้สูง เรียก ไข้ทามควาย ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณทามควาย บังเกิดแต่ต้นกรามสองข้าง มีสัณฐานยาวไปเหมือนตัวปลิง ทำพิศม์สงให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้แพทย์เร่งแก้จงเรว ...”."],
    [1472,1458,"ฝีทามสมุทร","ดูใน ทามสมุทร.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีซึ่งมีลักษณะบวมยาวขึ้น บริเวณข้างลิ้น ข้างขากรรไกร ตามไรฟัน และโคนลิ้น ทำให้ลิ้นแข็งพูดไม่ได้ เรียก ฝีทามสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง เรียกไข้ทามสมุทร ตำราว่าหากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณทามสมุท ลักษณบังเกิดบวมยาวขึ้นมาตามข้างลิ้น ข้างขาตะไกรไรฟันต้นลิ้นเจรจามิได้ให้เร่งแก้จงเรว มีลักษณให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมให้มัวให้ลิ้นแฃง เจรจามิได้ ถ้าและประทับยาอมมิฟังตายแล ...” ."],
    [1473,1459,"ฝีธนูทระวาต, ฝีธนูธรวาต",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นที่บริเวณทรวงอกและสันหลัง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการเจ็บหน้าอก ปวดขบถึงสันหลัง ปวดเมื่อยตามตัว วิงเวียน อุจจาระ ปัสสาวะขัด ท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดแน่น ซูบผอม กินอาหารไม่รู้รส เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๙๗-๑๙๘] ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่ง ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีธนูทระวาตนั้นเป็นคำรบ ๔ เมื่อบังเกิดกระทำให้เจ็บแต่หน้าอกตลอดหลัง ให้ปวดข้อเป็นกำลัง เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก ทำให้วิงเวียน บางทีให้ขัดอุจจาระปัสสาวะให้ท้องขึ้นมิรู้วาย ให้ยอกเสียดแดกที่ยอดอก ให้ซูบผอมบริโภคอาหารไม่มีรส ให้จักษุแข็งนอนมิหลับ อาการกระทำให้ปวดกลางคืนมากกว่ากลางวัน มีพิษต่างๆ ดังนี้ ...”, ธนูทระวาต ก็เรียก."],
    [1474,1460,"ฝีธนูทวน",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้น บริเวณสันหลัง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการบวมตามแนวสันหลัง หลังแข็ง ตึงท้อง ท้องบวมโต จุกเสียด แน่นภายในท้อง เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๖] ตอนหนึ่งว่า “...ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีธนูทวนนั้นเป็นคำรบ ๑๐ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ฟกบวมขึ้นตามเส้นสันทฆาต ให้ตึงท้องตลอดสันหลังให้หลังแข็งจะลุกนั่งมิได้ให้ยอกจุกเสียดเป็นกำลัง แล้วให้ระบมไปทั้งท้อง ให้ท้องบวมใหญ่ มีลักษณะดังกล่าวมานี้ตามอาจารย์ว่าไว้ ...”, ธนูทวน ก็เรียก."],
    [1475,1461,"ฝีธรสูตร, ฝีธรสูตร์",null,"น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นภายใน ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการปวดสันหลัง เสียดในท้อง ซูบผอม กินไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีทรสูตเป็นคำรบ ๙ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดเจ็บสันหลัง ให้เมื่อยให้จุกแดก เป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร มักให้ซูบผอมบริโภคอาหารมิได้ มักกระทำพิษให้เป็นไปต่างๆ ...”, ธรสูตร์ ก็เรียก, เขียนว่า ฝีทรสูตร ก็มี."],
    [1476,1462,"ฝีในท้อง","ดู ฝีวัณโรค.",null,null],
    [1477,1463,"ฝีในมดลูก","ดู ฝีมดลูก.",null,null],
    [1478,1464,"ฝีปรวด","ดู ปรวด.",null,null],
    [1479,1465,"ฝีประคำร้อย",null,null,"น. ฝีชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดเรียงกันเป็นแถวรอบลำคอ ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากความบอบช้ำ บริเวณลำคอ อันเนื่องมาจากการคลอด ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๔๑/๔๓๔-๔๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดานั้นยากนัก ให้ขัดขวางด้วยเหตุสิ่งใดๆ ก็ดี บางทีหมอผดุงครรภ์แม่มดมิได้รู้จักกำหนด แห่งกุมารนั้นจะคลอดเมื่อใด ประการหนึ่งไม่รู้ผันแปรแก้ไข ในการกุมารนั้นแล ก็ข่มเหงเอาออกมาด้วยกำลังแรงของตน กุมารนั้นคลอดโดยขัดขวางแลคอกุมารนั้นก็เคล็ดแคลง บางทีกุมารนั้นกระทบลงกับฟากก็มีบ้าง แลกุมารผู้นั้น เมื่อค่อยวัฒนาการขึ้นมาก็มักเปนฝีที่คางที่ฟองดันแลที่คอ ฝีทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมเปนยังเด็กก็มี บางทีอายุได้ ๑๕, ๒๐, ๓๐, ปีแล้วจึงเปนก็มี แลให้เปนฝีเอ็นฝีประคำร้อยฝีคันฑมาลา ฝีทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมเปนด้วยกระทบช้ำชอกมา เมื่อคลอดจากครรภ์มารดานั้น …”."],
    [1480,1466,"ฝีปลวก",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองขึ้นที่ปอด ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอกถึงสันหลัง ทำให้ผอมเหลือง อาเจียนเป็นเลือด ไอเรื้อรัง เหม็นคาวคอ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... ในที่นี้จะกล่าวแต่ลักษณะฝีปลวกนั้นก่อนเป็นปฐม เมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำให้เจ็บในทรวงอก ที่ตั้งแห่งดวงหทัย ตลอดไปสันหลังแล้วให้ผอมเหลือง ให้อาเจียนออกมาเป็นโลหิต ให้ไอเหม็นคาวคอบริโภคอาหารมิได้ นอนมิหลับ ดุจกล่าวมานี้ ...”."],
    [1481,1467,"ฝีแผนคว่ำ","ดูใน แผนฝี.",null,null],
    [1482,1468,"ฝีแผนหงาย","ดูใน แผนฝี.",null,null],
    [1483,1469,"ฝีฝักบัว",null,null,"น. ฝีชนิดหนึ่ง มักขึ้นบริเวณหลังและต้นคอ มีลักษณะ เหมือนฝักบัว มีหัวหลายหัว."],
    [1484,1470,"ฝีฟองพระสมุทร",null,"น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมนูนขึ้นคล้ายหลังเบี้ยที่บริเวณต้นคอและขากรรไกร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า จะมีอาการเจ็บคอมาก กินดื่มไม่ได้ หากรักษาไม่หายจะกลัดหนอง ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ เชื่อมมัว เป็นต้น ฝีชนิดนี้รักษาได้ ไม่ร้ายแรงถึงตาย ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฟองพระสมุทร บังเกิดเพื่อวาโยโลหิตระคนกันขึ้นในคอต้นขา ตะไกรนั้นเป็นคำรบ ๕ เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย ถ้าขึ้นขวาตัวผู้ ถ้าขึ้นซ้ายตัวเมีย มีอาการกระทำให้เจ็บในลำคอเป็นกำลังจะกลืนข้าวกลืนน้ำ ให้เจ็บปวดดังจะขาดใจตาย ถ้ายาถูกก็เกลื่อนหายไป ถ้ายามิถูกก็จำเริญแก่ขึ้นเป็นบุพโพ มีเวทนาเป็นอันมากนัก แล้วกระทำพิษให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวดุจไข้จับให้เชื่อมมัว ให้ร้อนศีรษะตลอดจนปลายเท้า จะได้เหมือนไข้เหนือสันนิบาตนั้นหามิได้ ให้ทุรนทุรายไปกว่าบุพโพจะแตก และวัณโรคฟองสมุทรนี้เป็นยาปะยะโรครักษาได้ จะได้ตายนั้นหามิได้ …”, ฟองพระสมุทร หรือ วัณโรคฟองสมุทร ก็เรียก."],
    [1485,1471,"ฝีฟองสมุทร","ดูใน ฟองสมุทร.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีเม็ดฝีขนาดตั้งแต่เมล็ดงาถึงเมล็ดถั่วดำผุดขึ้นในปากและคอ เรียก ฝีฟองสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยกินดื่มไม่ได้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว มีไข้สูง เรียก ไข้ฟองสมุทร ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณกาล เกิดในปากในลิ้นในเพดานชื่อว่าฟองสมุท มีลักษณผุดขึ้นมาเท่าเม็ดงา เท่าเม็ดถั่ว เท่าผลผักปลังสุก เท่าเม็ดถั่วดำ นูนสูงขึ้นมาเปนหลังเบี้ยก็มีขึ้นมาในปากในคอ ทำพิศม์ให้กินเข้ากินน้ำมิได้ ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ตัวร้อนเปนเปลว บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [1486,1472,"ฝีภาชร",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนอง ซึ่งทำให้บวมเป็นลำตามเกลียวปัตฆาต ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีไข้ ขนลุก ตัวแข็ง ขยับตัวไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๙๙] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค บังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีภาชรนั้นเป็นคำรบ ๕ เมื่อจะบังเกิด กระทำให้บวมเป็นลำขึ้นไปตามเกลียวปัตคาด ให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว ให้โลมาชันทุกขุมขน ให้ตัวแข็งกระด้าง จะลุกนั่งให้ยอกเสียว ไหวตัวมิได้ …”, ฝีรากชอน ก็เรียก."],
    [1487,1473,"ฝีภายใน","ดู ฝีวัณโรค.",null,null],
    [1488,1474,"ฝีมดลูก",null,null,"น. ฝีที่เกิดในมดลูก ทำให้บวมและกลัดหนอง, ฝีในมดลูก ก็เรียก."],
    [1489,1475,"ฝีมะเร็ง","ดูใน มะเร็ง.",null,null],
    [1490,1476,"ฝีมะเร็งตะมอย","ดูใน มะเร็งตะมอย.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีซึ่งอาจมีขนาดโตเท่าหัวแม่มือผุดขึ้นตามตัว และ/หรือตามแขนขา เรียก ฝีมะเร็งตะมอย จะทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งตะมอย ถ้าเม็ดฝีมีโคนสีขาว หัวสีดำ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก และหากเม็ดฝีแตกออกหรือรักษาไม่หายจะกลายเป็นมะเร็ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะไข้มะเรงตะมอย มีสัณฐานผุดขึ้นมาเท่าแม่มือ เท่าผลจิงจ้อ ถ้าถานขาวศีศะดำทำพิศม์หนัก ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมให้มัว บางทีผุดขึ้นมาขึ้นที่ตัวที่แขนที่ขา ให้แพทย์เร่งรักษาให้จงดี ถ้าแตกออกไปได้ ถ้าจุดยามิฟังแตกออกไป ถ้าไม่ตายกลายเปนมะเรง ...”."],
    [1491,1477,"ฝีมะเร็งทรวง",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนอง เกิดขึ้นบริเวณทรวงอก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการท้องเสียเป็นมูกเลือด เป็น ๆ หาย ๆ แน่นหน้าอก ปวดเสียดถึงบริเวณสันหลัง วิงเวียน ไอ หอบ ซูบผอม ไม่มีเรี่ยวแรง ครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อยตามข้อกระดูกทั่วร่างกาย เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีมะเร็งทรวงนั้นเป็นคำรบ ๘ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้เป็นมูกเลือดหลายครั้งหลายหน ดุจเป็นบิดแล้วก็หายไป อยู่ ๆ กลับเป็นมาเล่า ให้ปวดขบยอกเสียด จุกแดก แน่นหน้าอกเป็นกำลัง ให้ยอก ตลอดสันหลัง ให้วิงเวียน ให้ไอ ให้หอบ ให้หิวหาแรงมิได้ ให้ซูบผอม มักให้ครั่นตัว ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูกดังกล่าวมานี้ ...”, มะเร็งทรวง ก็เรียก."],
    [1492,1478,"ฝีมะเร็งปากทูม","ดูใน มะเร็งปากทูม.","น.","ฝีกาลชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นที่บริเวณหลัง ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง ๒ ข้าง ฝีนี้มียอดสีคราม เรียก ฝีมะเร็งปากทูม ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งปากทูม ถ้ารักษาไม่หาย ฝีจะแตกออกมีลักษณะเหมือนปากหมู เรียก มะเร็งปากหมู และเรียกฝีนี้ว่า ฝีมะเร็งปากหมู หากมีอาการไข้สูงมากร่วมด้วย เรียก ไข้มะเร็งปากหมู ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงปากหมู มีสัณฐานผุดขึ้นมา บวมขึ้นมาจากหลังทั้งสองก็มี ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเฃียว เหมือนน้ำคราม ทำพิศม์ต่างๆ ถ้าแพทย์จุดมิหายกลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูมถ้าแก้ดีไม่ตาย กลายเปนมะเรงปากหมู ...”."],
    [1493,1479,"ฝีมะเร็งปากหมู","ดูใน มะเร็งปากทูม.","น.","ฝีกาลชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นที่บริเวณหลัง ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง ๒ ข้าง ฝีนี้มียอดสีคราม เรียก ฝีมะเร็งปากทูม ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งปากทูม ถ้ารักษาไม่หาย ฝีจะแตกออกมีลักษณะเหมือนปากหมู เรียก มะเร็งปากหมู และเรียกฝีนี้ว่า ฝีมะเร็งปากหมู หากมีอาการไข้สูงมากร่วมด้วย เรียก ไข้มะเร็งปากหมู ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงปากหมู มีสัณฐานผุดขึ้นมา บวมขึ้นมาจากหลังทั้งสองก็มี ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเฃียว เหมือนน้ำคราม ทำพิศม์ต่างๆ ถ้าแพทย์จุดมิหายกลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูมถ้าแก้ดีไม่ตาย กลายเปนมะเรงปากหมู ...”."],
    [1494,1480,"ฝีมะเร็งเปลวไฟ","ดูใน มะเร็งเปลวไฟ.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขนาดเท่าลูกสะบ้า ฝีนี้มียอดสีเขียว เรียก ฝีมะเร็งเปลวไฟ ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่เป็นฝีเหมือนถูกไฟลวก เรียก ไข้มะเร็งเปลวไฟ หากฝีแตกออกเป็นแผลลึก อาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงเปลวไฟ มีสัณฐานผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้า ยอดเฃียวทำพิศม์เหมือนถูกไฟให้สลบ ให้แพทยเร่งแก้ให้จงดี ถ้าแตกหวะออกไปได้ตาย ...”."],
    [1495,1481,"ฝีมานทรวง",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นที่บริเวณทรวงอก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการยอก จุกเสียด แน่นหน้าอก หายใจขัด ไอมีเสมหะ ซูบผอม เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/ ๑๙๖] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในชื่อว่าฝีมานทรวงนั้นเป็นคำรบ ๓ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ยอกเสียด หายใจขัดในทรวงอก เจ็บกลางวันกลางคืน ให้ไอเป็นเสมหะเหนียว ให้ซูบผอม ให้แน่นหน้าอกเป็นกำลัง ดังอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ ...”."],
    [1496,1482,"ฝียอดคว่ำ",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้น บริเวณท้องน้อย ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยไปจนถึงทวารหนักและหน้าสะโพก ปวดมากเวลากลางคืน สะบัดร้อนสะท้านหนาว เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๐] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝียอดคว่ำนั้นเป็นคำรบ ๖ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ปวดอยู่ที่นาภีน้อยล่วงลงไปถึงทวารหนัก ให้ปวดตลอดไปหน้าตะโพก ให้เจ็บเป็นเพลา สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้ปวดแต่กลางคืน ถ้ากลางวันคลายให้หน่อย ๑ กระทำพิษต่าง ๆ ...”."],
    [1497,1483,"ฝีเย็บ",null,null,"น. บริเวณระหว่างอวัยวะเพศกับทวารหนัก สำหรับเพศหญิงมักฉีกขาดได้ง่ายเนื่องจากการคลอดบุตร."],
    [1498,1484,"ฝีรวงผึ้ง",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนองเกิดขึ้นบริเวณชายโครงด้านขวา ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการแน่นชายโครงด้านขวา ยอกตลอดแนวสันหลังตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม มีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว เมื่อยตามข้อกระดูก กินไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๑-๒๐๒] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีรวงผึ้งนั้นเป็นคำรบ ๗ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้แน่นชายตับเบื้องขวา ให้ยอกตลอดสันหลัง ให้ตัวเหลืองหน้าเหลือง จักษุเหลืองดุจขมิ้น ปัสสาวะก็เหลืองดุจน้ำกรัก ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้มึนตึง ให้เมื่อยทุกข้อกระดูก ให้อิ่มไปด้วยลม บริโภคอาหารมิได้ดังนี้ ...”, รวงผึ้ง ก็เรียก."],
    [1499,1485,"ฝีรากชอน","ดู ฝีภาชร.",null,null],
    [1500,1486,"ฝีราหูกลืนจันทร์",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมกลัดหนอง ลักษณะคล้ายดวงจันทร์เกิดขึ้นที่บริเวณโคนลิ้น แต่เมื่ออ้าปากจะมองเห็นเพียงครึ่งเดียว (เนื่องจากอีกครึ่งหนึ่งจะอยู่ด้านหลัง) นอกจากนี้จะมีอาการคอบวม เมื่อกินหรือดื่มจะสำลักขึ้นจมูก หากเป็นมากคอจะบวมแดงมาก มีหนองและน้ำเหลือง พูดไม่ได้ เป็นต้น ควรรักษาตั้งแต่เมื่อเริ่มเป็น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๑-๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อราหูกลืนจันทร์ อันบังเกิดในต้นลิ้นนั้นเป็นคำรบ ๔ มีสัณฐานดังดวงพระจันทร์ ต่ออ้าปากออกจึงเห็นครึ่งหนึ่ง ลับเข้าอยู่ในลำคอมิได้เห็นนั้นครึ่งหนึ่ง กระทำให้ฟกบวมในลำคอเป็นกำลัง จะบริโภคข้าวน้ำก็มิได้ให้สำลักขึ้นไปในนาสิกทุกที ๆ ถ้าวัณโรคแก่เจริญขึ้น ให้แดงดุจผลอุทุมพรสุก ให้มีพิษเจ็บยิ่งนัก ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว จะออกปากเจรจาก็มิใคร่ได้ มีบุพโพน้ำเหลืองกึ่งกันถ้าผู้ใดเป็นดุจในอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ ท่านว่าจะเสียสามส่วน จะได้นั้นสักส่วนหนึ่ง เป็นอติสัยโรค อาการตัด ถ้าแก้ให้แก้แต่ยังอ่อนแต่วัณโรคยังมิสุกนั้น …”, ราหูกลืนจันทร์ ก็เรียก."],
    [1501,1487,"ฝีละลอก","ดู ละลอก.",null,null],
    [1502,1488,"ฝีละลอกแก้ว","ดูใน ละลอกแก้ว.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย ฝีนี้อาจมีขนาดตั้งแต่เล็กจนถึงใหญ่ ภายในอาจมีหนองใส เรียก ฝีละลอกแก้ว เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้สูง ทำให้เกิดไข้พิษ เรียก ไข้ละลอกแก้ว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ละลอกแก้ว เกิดในท่ามกลางไข้พิศม์ มีลักษณสัณฐานเกิดเท่าผลผักปลังก็มีเท่าเม็ดถั่วดำก็มี เท่าเม็ดถั่วเฃียวก็มี เท่าเม็ดจิ่งจ้อก็มี เปนเงาหนองก็มี ให้แพทยเร่งรักษาให้จงดี ...”."],
    [1503,1489,"ฝีลำมะลอก","ดู ละลอก.",null,null],
    [1504,1490,"ฝีเลี่ยมสมุทร","ดูใน เลี่ยมสมุทร.","น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดฝีซึ่งอาจมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วดำ ขึ้นบริเวณริมฝีปากบนหรือล่าง เมื่อเม็ดฝีนี้แตก จะมีเลือดไหล เรียก ฝีเลี่ยมสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง เรียก ไข้เลี่ยมสมุทร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า หากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตายได้ ดังคัมภีร์ตักศิลา [๑/๗๔-๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณเลี่ยมสมุทเกิดแต่ริมสีปากทั้งสองเกิดริมสีปาก ข้างบนข้างล่างก็มี ลางทีเปนเม็ดเท่าเม็ดถั่วดำก็มี ให้แตกร้าว เปนโลหิตไหล ทำพิศมให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้แพทยเร่งประทับยาให้จงดี ถ้าทำไม่ดีตายแล ...”."],
    [1505,1491,"ฝีวัณโรค",null,null,"น. ๑. โรคฝีกลุ่มหนึ่ง เกิดเป็นต่อมขึ้นภายใน ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันตามชนิดของฝี เช่น ร่างกายทรุดโทรม ผอมเหลือง ในคัมภีร์ทิพมาลา (ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เล่ม ๓) ว่ามี ๑๙ ชนิด ได้แก่ ฝีปลวก ฝีกุตะณะราย ฝีมานทรวง ฝีธนูธรวาต ฝีรากชอน ฝียอดคว่ำ ฝีรวงผึ้ง ฝีมะเร็งทรวง ฝีธรสูตร์ ฝีธนูทวน ฝีสุวรรณเศียร ฝีทันตกุฏฐัง ฝีทันตะมูลา ฝีราหูกลืนจันทร์ ฝีฟองพระสมุทร ฝีครีบกรด ฝีอุระกะวาต ฝีอัคนีสันทวาต และฝีดาวดาษฟ้า อย่างไรก็ตาม ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แบ่งฝีทั้ง ๑๙ ชนิด ออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ มีสาเหตุจากธาตุทั้ง ๔ จำนวน ๑๐ ชนิด ได้แก่ ฝีปลวก ฝีกุตะณะราย ฝีมานทรวง ฝีธนูธรวาต ฝีภาชอน ฝียอดคว่ำ ฝีรวงผึ้ง ฝีมะเร็งทรวง ฝีทรสูตร และฝีธนูทวน, กลุ่มที่ ๒ ไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุการเกิดมี ๘ ชนิด ได้แก่ ฝีสุวรรณเศียร ฝีทันตกุถัง ฝีทันตะมูลา ฝีราหูกลืนจันทร์ ฝีฟองพระสมุทร ฝีครีบกรด ฝีอุรักกะวาต และฝีอัคนีสันทวาต, และกลุ่มที่ ๓ มี ๑ ชนิด คือ ฝีดาวดาษฟ้า ซึ่งเป็นอุปปาติกะโรค. ๒. โรคชนิดหนึ่งเกิดที่ปอด เป็นต้น ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเสื่อมไปตามลำดับ, ฝีในท้อง ฝีภายใน วัณโรค หรือ วัณโรคปอด ก็เรียก."],
    [1506,1492,"ฝีสุทวาต, ฝีสุนทรวาต",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมเกิดขึ้นที่ขั้วกระเพาะปัสสาวะ ตำราการแพทย์แผนไทยว่า จะมีอาการต่าง ๆ เช่น บวมแข็งตามฝีเย็บ ปัสสาวะหยดย้อย ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นลิ่มเลือดหรือเป็นหนอง ช่องปัสสาวะอาจบวมแดง แตกเป็นเลือดเป็นหนอง เป็นต้น ฝีชนิดนี้รักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคอันวิเศษบังเกิดภายในอันชื่อว่าฝีสุทวาตนั้นเป็นคำรบ ๒ ย่อมขึ้นในต้นขั้วกระเพาะปัสสาวะข้างในเหตุด้วยแม่ทรางอันประจำอยู่ในกระเพาะเบานั้น อันแพทย์รักษาไปบ่มิได้หายสนิท แต่ยังเป็นกุมารอยู่นั้น ครั้นจำเริญขึ้นวาโยซึ่งพัดขับปัสสาวะนั้นพัดบ่มิได้สะดวก จึงตั้งเป็นยอดขึ้น บางทีเป็นด้วยล้มกระทบฟกช้ำบวมขึ้น วัณโรคจึงบังเกิดเป็นต้น วัณโรคอันนี้บังเกิดแต่กองปัถวีวาโยระคนกัน มีประเภทกระทำนั้นต่าง ๆ บางทีฟกบวมออกมาจนภายนอก แข็งเป็นดานตามฝีเย็บมักให้ปวดเป็นกำลัง ให้ปัสสาวะหยดย้อยไป บางทีเป็นบุพโพโลหิตไหลออกมาทางช่องปัสสาวะ บางทีก็แดงออกมาภายนอกดุจผลมะไฟ แล้วแตกออกเป็นบุพโพโลหิตก็ดี บางทีน้ำปัสสาวะเดินทางช่องแผลก็มี บางทีปัสสาวะขัดเข้าเป็นลิ่มเป็นก้อนก็มี และวัณโรคซึ่งกล่าวมานี้เป็นอสาทยโรคอันอาจารย์กล่าวไว้ว่า แพทย์จะรักษาเป็นอันดียิ่งนัก …”."],
    [1507,1493,"ฝีสุวรรณเศียร",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายจอกหูหนู สีเหลืองเกิดขึ้นที่สมอง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการเมื่อยต้นคอถึงกระหม่อม ตามืด หูตึง ปวดศีรษะมาก เจ็บตามเส้นขน ร้อนในกระหม่อม กระบอกตา และช่องหู หากฝีกลายเป็นหนองแล้วผู้ป่วยจะมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว คลั่งเพ้อไม่มีสติ เมื่อหนองแตกออก จะไหลออกทางตาและหู ถ้าหนองไหลออกทางใด อวัยวะนั้นก็จะเสียการทำหน้าที่ไป ดังตำรายาศิลาจารึกวัดในพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๐๗-๒๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... ในที่นี้จะกล่าวแต่วัณโรคอันชื่อว่า สุวรรณเศียรนั้นก่อนเป็นปฐม เมื่อจะบังเกิดนั้นบังเกิดแต่สมองกระดูกพิการ ตั้งขึ้นดุจจอกหูหนู มีสีอันเหลือง มีรากหยั่งถึงหัวใจ มีประเภทกระทำให้เมื่อยต้นคอ ให้เจ็บขึ้นไปถึงกระหม่อม ให้จักษุมืด ให้โสตประสาทตึง ให้ปวดศีรษะดังจะทำลายให้เจ็บไปทุกเส้นโลมา ให้ร้อนในกระหม่อมและกระบอกจักษุและช่องโสตประสาท ถ้าตั้งบุพโพขึ้นแล้ว กระทำให้พิษนั้นกลุ้มในดวงหทัย ให้สะบัดร้อน สะบัดหนาว ให้คลั่งหาสมปฤดีมิได้ เมื่อบุพโพจะแตกนั้น บางทีออกทางช่องจักษุทั้ง ๒ บางทีออกทางช่องโสตทั้ง ๒ ถ้าออกทางช่องอันใดช่องอันนั้นก็พิการ ถ้าผู้ใดเป็นดังนี้ได้บ้างเสียบ้าง ถ้าจะแก้ให้แก้แต่อ่อนอยู่นั้น ...”, สุวรรณเศียร ก็เรียก."],
    [1508,1494,"ฝีเส้น, ฝีเส้นเอ็น","ดู ฝีเอ็น.",null,null],
    [1509,1495,"ฝีอุระกะวาด, ฝีอุระคะวาด","ดู ฝีอุรักกะวาต.",null,null],
    [1510,1496,"ฝีอุรักกะวาต",null,null,"น. ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมเกิดขึ้นบริเวณกระดูกสันหลัง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เมื่อเริ่มเป็นจะมีอาการจุกเสียดแน่น อุจจาระ ปัสสาวะขัด บางครั้งอาจมีอาการท้องเสีย เป็นบิด มีมูกเลือดปน ปวดมวนท้องมาก เจ็บหน้าอก และชายสะบัก ปวดตามเนื้อและกระดูกทั่วตัว มีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๕-๒๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่ออุรักกะวาตบังเกิดขึ้นตามกระดูกสันหลังข้างในนั้นเป็นคำรบ ๗ บางทีขึ้นตรงกระดูก บางทีขึ้นระหว่างตั้งแต่เบื้องบนถึงที่สุดแห่งกระดูกสันหลัง ข้างในเบื้องต่ำ วัณโรคอันนี้เมื่อจะบังเกิดนั้นเป็นด้วยลมสุนทรวาต พัดเตโช อาโปธาตุ มิได้เสมอตามปกติ จึงบังเกิดวิทราธิโรคขึ้นให้จำเริญไปถึงวรรณะ มีประเภทกระทำพิษต่างๆ บางทีให้จุกเสียดบางทีให้ขัดอุจจาระ ปัสสาวะ บางทีทำให้ลงดุจเป็นบิด มีเสมหะโลหิตระคนให้ปวดมวนเป็นกำลัง แต่เป็นดังนี้ ถึง ๒-๓ ครั้งแล้ว หายไปให้เจ็บอุระและชายสะบัก ดังบุคคลเอาหอกมาปักและดูดไว้ด้วยกอก ให้ขัดยอกทั่วสรรพางค์ และให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวมิได้มีระหว่างเวลา และให้นอนมิหลับ บริโภคอาหารมิได้ ให้จักษุแดงเป็นสายโลหิตบางทีให้บวมแต่ไหล่จนถึงเอว ให้ร้อนเป็นกำลัง และให้เจ็บไปทุกข้อกระดูกสันหลังข้างนอก ถ้ารู้มิตายเสียเป็นอันมาก ถ้าจะรักษาให้รักษาแต่ยังอ่อนอยู่นั้น …”, ฝีอุระกะวาด ฝีอุระคะวาด หรือ ฝีอุรัคคะวาต ก็เรียก."],
    [1511,1497,"ฝีอุรัคคะวาต","ดู ฝีอุรักกะวาต.",null,null],
    [1512,1498,"ฝีเอ็น",null,null,"น. ฝีชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดผุดขึ้นตามเส้นเอ็น มักพบบริเวณเส้นเอ็นที่ลำคอ ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากความบอบช้ำบริเวณลำคอ อันเนื่องมาจากการคลอด ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๔๑/๔๓๔-๔๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดานั้นยากนัก ให้ขัดขวางด้วยเหตุสิ่งใด ๆ ก็ดีบางทีหมอผดุงครรภ์แม่มด มิได้รู้จักกำหนดแห่งกุมารนั้นจะคลอดเมื่อใดประการหนึ่ง ไม่รู้ผันแปรแก้ไขในการกุมารนั้นแล ก็ข่มเหงเอาออกมาด้วยกำลังแรงของตน กุมารนั้นคลอด โดยขัดขวางแลคอกุมารนั้น ก็เคล็ดแคลง บางทีกุมารนั้นกระทบลงกับฟากก็มีบ้าง แลกุมารผู้นั้นเมื่อค่อยวัฒนาการขึ้นมาก็มักเปนฝีที่คางที่ฟองดันแลที่คอ ฝีทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมเปนยังเด็กก็มี บางทีอายุได้ ๑๕, ๒๐, ๓๐, ปีแล้ว จึงเปนก็มี แลให้เปนฝีเอ็นฝีประคำร้อยฝีคันฑมาลา ฝีทั้ง ๓ ประการนี้ ย่อมเปนด้วยกระทบช้ำชอกมาเมื่อคลอดจากครรภ์มารดานั้น …”, ฝีเส้น หรือ ฝีเส้นเอ็น ก็เรียก."],
    [1513,1499,"แฝกหอม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแฝกหอม ต้นนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต ใบนั้นรู้แก้ไข้อันกระทำให้ร้อน ดอกนั้นรู้แก้ไข้โลหิต อันเน่าให้ตกเสีย รากนั้นรู้แก้ไข้อภิญญาณแลแก้เหื่อ แก้สาบ แลรู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่ทรวง แลรู้แก้โลหิต แก้ดี แก้ไข้พิศม์ แก้คุธราช ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๕๙] ตอนหนึ่งว่า “... รากแฝกหอมรสหอมเย็น, ทำดวงจิตให้ชุ่มชื่น แพทย์ตามชนบทใช้รากแฝกหอมปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้, ทำให้หาวเรอ, แก้ปวดท้องจุกเสียด, แก้ท้องอืด, แก้ไข้เพื่อลม, และขับปัสสาวะ ทำให้เย็น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า vetiver เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรงคล้ายทรงกระบอกตัน รากเป็นกระจุก มีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้าใต้ดิน แผ่นใบด้านล่างเกลี้ยง ยกเว้นบนเส้นกลางใบมีขนสาก ด้านบนตามขอบใบมีขนสาก ที่โคนใบมีขนละเอียด ใบมีนวล ใบด้านบนสีซีดกว่าด้านล่าง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง โผล่พ้นกอ แต่ละแขนงช่อมีช่อกระจะขนาดเล็ก ผลแบบผลแห้งไม่แตก เมล็ดรูปขอบขนาน โคนมน ปลายแหลม มีหนามสั้น, แกงหอม หรือ แคมหอม ก็เรียก."],
    [1514,1500,"พญาดาบหัก","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [1515,1501,"พญาปล้องคำ, พญาปล้องทอง","ดู พญายอ.",null,null],
    [1516,1502,"พญายอ",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่ใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau ในวงศ์ Acanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เป็นยารับประทานถอนพิษไข้ พิษร้อน พิษกาฬ แก้ร้อนภายใน ถอนพิษยาเบื่อเมา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clinacanthus nutans (Burm. f.) Lindau ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีแคบ รูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายเรียวแหลม โคนมน เบี้ยว ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างบาง เกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกที่ปลายกิ่ง ดอกมีก้านสั้น กลีบดอกสีแดงอมส้ม รูปปากเปิด กลีบปากบนมี ๓ แฉก เรียงซ้อนเหลื่อม กลีบปากล่างมี ๒ แฉก แคบกว่า ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดมี ๔ เมล็ด ติดบนก้านคล้ายตะขอ, พญาปล้องคำ พญาปล้องทอง หรือ เสลดพังพอนตัวเมีย ก็เรียก."],
    [1517,1503,"พญารากเดียว","ดู ปลาไหลเผือก.","น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [1518,1504,"พญาเล็งจ้อน","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1519,1505,"พ่น",null,null,"ก. ห่อปากเป่าให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งในปากออกมาเป็นฝอย ในทางการแพทย์แผนไทยหมายถึง ห่อปากเป่ายาที่อมไว้ในปากแล้วใช้กำลังลมส่งให้ยาในปากพุ่งออกมาเป็นฝอยกระทบตามผิวกายบริเวณที่เกิดโรค เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการของโรค ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๔๐๑] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแม้นชักมือกำ เท้ากำ น้ำตาตกน้ำลายฟูมลิ้นกระด้างคางแขงมิรู้สึกตัว พ่นยานี้ด้วยน้ำเปลือกมะรุมก็ได้น้ำร้อนก็ได้ กินบ้างทาบ้างหายแล ...”."],
    [1520,1506,"พมพี","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1521,1507,"พยับเมฆ","ดู หญ้าหนวดแมว.",null,null],
    [1522,1508,"พยับหมอก","ดูใน เจตมูล, เจตมูลเพลิง.",null,null],
    [1523,1509,"พยาธิ",null,null,"น. ๑. [พะยาทิ] ความเจ็บไข้ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๑๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... ต้อหนึ่งเกิดมาแต่ศีรษะ ยอดดำดังหมอก กระวัดรอบจักษุ ชื่อต้อมะเกลือ รักษาไม่หาย ต้อเพกาเกิดมาแต่รากขวัญ ต้อผักตบเกิดมาแต่ยอดอกภายใน ต้อเนื้อ ต้อสายโลหิต ต้อลิ้นสุนัข ต้อหมอก พยาธิหมู่นี้เกิดเพราะรับประทานข้าวเหนียวจึงบังเกิด ...”. (ป. พฺยาธิ, วฺยาธิ; ส. วฺยาธิ).๒. [พะยาด] ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งอย่างน้อยในระยะหนึ่งของชีวิตจะเป็นปรสิตอยู่ในมนุษย์และสัตว์ชนิดตัวแบน เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด ชนิดตัวกลมหรือหนอนพยาธิ เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิแส้ม้า ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๔๘] ตอนหนึ่งว่า “… พยาธิจำพวกนี้กินออกถึงผิวเนื้อและกระดูกสันหลัง จึ่งให้ผอมแห้งซูบไปดังนี้ …” และ [๒/๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้ากุมารผู้ใดอุจารนั้นขาวดังน้ำเข้าสุก ท่านว่าเปนพยาธิคือไส้เดือนกินอยู่ตามลำไส้ใหญ่นั้นประการ ๑ …”. ๓. เชื้อโรค ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๔] ตอนหนึ่งว่า “... ในลักษณะแห่งบั้นปลายนั้น คือพยาธิอันบังเกิดขึ้นในช่องนาสิกกระทำโทษ ให้นาสิกตึงดังเป็นหวัดเหม็นเน่า แล้วลงทางต้นลิ้นตลอดปลายลิ้น ให้น้ำเขฬะตกมิรู้วายให้คอแห้งบริโภคอาหารมิได้ ครั้นอาหารมิได้เป็นที่ตั้งแล้ว อันว่าโรคก็ปริตแปรเป็นไปต่างๆ ...”."],
    [1524,1510,"พรมมิ",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri (L.) Wettst. ในวงศ์ Plantaginaceae มีชื่อสามัญว่า coastal water hyssop, herb-of-grace, herpestis เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นมักทอดเอน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กลับ รูปใบหอกกลับ หรือรูปช้อน ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาวหรือสีขาวอมคราม กลางดอกมักมีแต้มสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ เมล็ดขนาดเล็ก รูปรี สีน้ำตาลแดง ใบ ดอก และต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... คุณพรมมิมีรศหวาน แก้ไข้สวิงสวาย แก้หืดไอ กินแก้ฤษดวง กินเจริญปัญญาด้วย ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณพรมมิ ต้นนั้นรู้แก้โลหิตให้ตกเสีย แลเจริญซึ่งปัญญา ใบนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะ ดอกนั้นรู้แก้โลหิตอันเสียมีวรรณดังน้ำหมาก ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นขับโลหิต ใบขับเสมหะ แก้โลหิตระดูใสดังสีน้ำหมาก ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า พรมมิรสเย็นขมเล็กน้อย ดับพิษไข้หัว เช่น พิษฝีดาษ หมอพื้นบ้านใช้แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ โดยมากใช้ปรุงเป็นยาเขียว ดับพิษร้อนทั้งปวง ...”, ผักมิ ก็เรียก."],
    [1525,1511,"พรมเสน","ดู พิมเสน.",null,null],
    [1526,1512,"พรรดึก",null,null,"๑. ก. อาการท้องผูกมาก มีอุจจาระเป็นก้อนแข็ง คล้ายขี้แมวหรือขี้แพะ. ๒. น. อุจจาระเป็นก้อนแข็งกลม คล้ายขี้แมวหรือขี้แพะ."],
    [1527,1513,"พรหมกิจ","ดู ตานจร ประกอบ.",null,"น. ตานจรชนิดหนึ่ง เกิดจากพยาธิ ผู้ป่วยมีฝีเกิดขึ้นที่รูสะดือ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด ๆ หากทิ้งไว้นานอาจมีหนองปน ร้อน ๆ หนาว ๆ หมดสติ ถ้าเป็นนานถึง ๑ เดือนอาจตายได้ เมื่อใกล้ตายจะมีเลือดออกตามรูขุมขนและตาดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณตานจรจำพวกหนึ่ง ชื่อพรหมกิจ เกิดในรู้สดือ มีเพศดังฝีอัคนีสันขึ้น ๓ วันก็ให้ลงเปนโลหิตสดสดออกมา เพราะมันกลับเข้าไปทำในดี ตับ หัวใจ ลำไส้ ก็ให้กลุ้มอก กลุ้มใจหาสติมิได้ ให้ร้อนหนาวแลเพศที่ลงนั้นก็เปนโลหิต เสมหะเน่า ถ้าอาการเปนดังนี้ แพทย์ที่ดีจะแก้ไขได้ แต่ใน ๑๕ วัน ขึ้นไปจนเดือนหนึ่งแล้วเมื่อใด ก็เปนอาการตัดแก้มิได้เลย ตายเป็นเที่ยง เมื่อจะไกล้ตาย โลหิตออกทุกเส้นฃน ถ้ามิตายตาจะแตกทั้ง ๒ ค่าง เพราะว่าต้อก้นหอย จะมาขึ้นทั้ง ๒ ค่าง ...”."],
    [1528,1514,"พรหมชาติ",null,null,"น. ๑. ทั่วไปหมายถึงตำราหมอดู. ๒. ชื่อปลิงประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีลักษณะ ท้องสีแดง ครีบสีขาว ดังตำราปล่อยปลิง [๔๔/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จำพวกหนึ่งชื่อพรหมชาติ ท้องแดง ครีบขาวจำลองให้กินแต่คอลงไปถึงสะเอว พยาธิหาย ๕๐๐ จำพวก ...”."],
    [1529,1515,"พร้อย",null,null,"ว. ประไปทั่ว, ลายกระเป็นจุดประปราย, วาว, พราย, เช่น ลายพร้อย ด่างพร้อย."],
    [1530,1516,"พระคัมภีร์",null,null,"น. หนังสือ ตำรา หรือจารึกที่มีมาแล้วช้านานและมีคุณค่าทางการแพทย์แผนไทย หรือทางศาสนา โหราศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือของแผ่นดิน."],
    [1531,1517,"พระตำหรับแผนฝีดาษ",null,null,"น. ตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง มี ๓ เล่ม พบรวบรวมไว้ในตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ ตำรานี้ว่าด้วยโรคร้ายที่เกิดจากฝีและฝีดาษจำพวกต่าง ๆ ตอนต้นแสดงรูปแผนภาพยักษ์ เจ้าฝีประจำเดือน ตั้งแต่เดือน ๕ ไปจนครบ ๑๒ เดือน บรรยายถึงฝีชนิดต่าง ๆ มีภาพลักษณะการเกิดฝี บอกชื่อกำกับไว้ และบางชนิดก็แสดงอาการหรือระบุความร้ายแรง ความหนักเบาของฝีนั้นไว้ด้วย เช่น “จอมปราสาท หัวเย็น ๙ วันตาย เซียดหัวมัวให้เหลืองแห้งไม่ตาย เกลดแรดตัวเมีย ถ้าขึ้นได้ ๓ วัน ผัด ๑๕ วัน จนถึง ๒๑ วัน พ้นนี้ไม่ตาย” นอกจากนั้นยังให้ยารักษาฝีไว้หลายประเภทหลายขนาน สำหรับให้แพทย์วิเคราะห์โรค และเลือกใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาจุดฝี ยาทาฝีแตก ยาแปรฝีร้ายให้เป็นดี ยาประสะฝี ยาพอกศีรษะฝี ยารัดฐานฝี และได้ให้รายละเอียดขั้นตอนวิธีการรักษาตามระยะเวลาที่เกิดฝี รวมทั้งอาการที่กำเริบขึ้นเป็นระยะ ๆ."],
    [1532,1518,"พระพาย","ดู กรุงเขมา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta(Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๙]ตอนหนึ่งว่า “... คุณกรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิต แก้กำเดา ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... กรุงเขมา แลชะมดเชียง แก้ลมแลโลหิตแก้กำเดา แก้จักษุโรค ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๖๗]ตอนหนึ่งว่า “... รากกรุงเขมากลิ่นหอมและสุขุม แก้ไข้,แก้ดีรั่ว, ดีล้น, น้ำดีซ่าน, และเป็นยาบำรุงอวัยวะให้แข็งแรง (อายุวัฒนะ) ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา ทั้งเถา กิ่ง ใบ และช่อดอกมีขนนุ่มปกคลุมหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับมีหลายรูป เช่น รูปกลม รูปหัวใจ รูปไต ก้นปิด ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งหนาม ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรือ สีเหลืองอ่อน ผลค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีขาว มีขน มีเมล็ดเดียวขนาดเล็ก แข็ง รูปโค้งหรือรูปเกือกม้า ผิวขุรขระ, ขงเขมาพระพาย หรือ เครือหมาน้อย ก็เรียก."],
    [1533,1519,"พระยอด","ดู ฝี.",null,null],
    [1534,1520,"พระรากขวัญ","ดู รากขวัญ.",null,null],
    [1535,1521,"พร่าง",null,null,"ว. แวววาวพร่าไปหมด."],
    [1536,1522,"พริกไท","ดู พริกไทย.",null,null],
    [1537,1523,"พริกไทย",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum L. ในวงศ์ Piperaceae มี ๒ ชนิด คือ พริกไทยดำ (black pepper) ซึ่งเป็นผลที่แก่จัด (ไม่สุก) และแห้ง กับพริกไทยล่อน หรือ พริกล่อน (white pepper) ได้จากผลสุกที่นำไปแช่น้ำให้เปลือกผลชั้นนอกล่อนออก มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... คุณพริกไทยนั้นมีคุณเผดร้อน ให้เกิดกำเดาให้กำเดาแห้ง\n  ชอบแต่แก้ลมในอก ให้เจริญไฟธาตุแลลมอันเยนทั่วสาระพางค์แก้เสมหะ ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษา-ธิราชสนิท [๔๒/๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งพริกไทย ใบนั้นรู้แก้ลมอันตั้งมั่นไว้แห่งธาตุ เมล็ดนั้นรู้ แก้ลมอันทพฤกษ์ แลลมมุตฆาฎ แลรู้ดับเสียซึ่งดีอันเดือด กระทำให้เสมหะแห้ง รู้บำรุงธาตุแลแก้ให้รู้รศอาหาร รู้แก้สรรพลมในทรวง ดอกนั้นรู้แก้จักษุแดงดุจโลหิต เครือนั้นรู้แก้ไข้อติสารแล แก้เสมหะอันดองอยู่ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใบแก้ลมจุกเสียด แน่น ปวดมวนในท้อง เมล็ดแก้ลมอันทพรึกและมุตฆาต ลมซึ่งทำให้ท้องลั่น โครกคราก แก้เสมหะเฟื่อง บำรุงธาตุ ดอกแก้ตาแดงดังเลือด เถาแก้อติสาร (ท้องร่วงอย่างแรง) แก้เสมหะในทรวงอก ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีกฏุก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum L. ในวงศ์ Piperaceae มีชื่อสามัญว่า pepper เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นยาว มีข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวเกลี้ยง ไม่มีก้าน ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีส้มแดง, เขียนว่า พริกไท ก็มี."],
    [1538,1524,"พริกไทยดำ","ดูใน พริกไทย.",null,null],
    [1539,1525,"พริกไทยล่อน, พริกล่อน","ดูใน พริกไทย.",null,null],
    [1540,1526,"พริณะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในปากและลิ้น ผู้ป่วยมีอาการลิ้นเปื่อยเป็นหลุม น้ำลายไหลตลอดเวลา เมื่อกินอาหารรสจัดจะปวดแสบปวดร้อนมาก เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งว่า “… ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะหฤศโรคอันชื่อว่าพริณะ กล่าวคือโรคริดสีดวงอันบังเกิดในปากและลิ้นเป็นคำรบ ๔ มีอาการกระทำให้ลิ้นนั้นเปื่อยเป็นขุม ๆ ให้น้ำเขฬะไหลอยู่เป็นนิจ จะบริโภคอาหารอันใดอันหนึ่ง มีรสอันเผ็ดร้อนและเปรี้ยว เค็มก็มิได้ ให้แสบร้อนเหลือกำลังทนยิ่งนัก ...”."],
    [1541,1527,"พรึง",null,null,"๑. น. เยื่อบาง ๆ ขึ้นเป็นปื้นเป็นแผ่นที่นัยน์ตา. ๒. ก. ผุดขึ้น ตั้งขึ้น หรือนูนขึ้นเป็นปื้น เป็นแผ่นอย่างชัดเจน."],
    [1542,1528,"พรึน",null,null,"ว. เป็นผื่น."],
    [1543,1529,"พฤกษ์","ดู ซิก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [1544,1530,"พฤกษชาติ",null,null,"น. พืช, จำพวกพืช."],
    [1545,1531,"พฤกษวัตถุ","ดู พืชวัตถุ.",null,null],
    [1546,1532,"พลิก",null,null,"๑. ก. กลับด้านหนึ่งเป็นอีกด้านหนึ่ง เช่น พลิกคว่ำ. ๒. ว. ที่บิดไปจากปรกติ เช่น เส้นพลิก เท้าพลิก."],
    [1547,1533,"พลี",null,null,"ก. บวงสรวงเชิญเอามา (ใช้แก่ยาสมุนไพร) เช่น ไปพลียาที่ต้นเทียน คือ ไปบวงสรวงเก็บต้นเทียนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นเทียนมาทำยารักษาโรค."],
    [1548,1534,"พลียา","ดู พลี ประกอบ.",null,"ก. ทำพิธีขอยา."],
    [1549,1535,"พลู",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper betle L. ในวงศ์ Piperaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำคั้นของใบพลูสดเป็นยาช่วยกำลังกระเพาะอาหาร ชาวอินเดียตอนใต้ใช้ใบพลูลนไฟพอตายนึ่ง ทากับน้ำปิดหน้าอกเด็ก แก้ความอักเสบของหลอดลมและปอด และปิดแก้ตับบวม ถ้าปิดที่นม แก้นมคัด นมซ่าน ถ้าปิดตามต่อมน้ำเหลืองที่บวมจะทำให้ยุบเล็กลง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาฆ่าเชื้อโรค, เร่งและขับแก๊สในท้อง ในเมืองเราใช้กินกับหมากและปูน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper betle L. ในวงศ์ Piperaceae มีชื่อสามัญว่า betel vine, betel เป็นไม้เลื้อย ทุกส่วนของต้นมีกลิ่น ลำต้นมีข้อโป่งพอง มีรอยแผลใบและมีรากอากาศตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ รูปไข่ รูปรีหรือรูปใบหอก ปลายแหลม โคนเว้ารูปหัวใจหรือมน มักเบี้ยว ขอบเรียบหรือเป็นคลื่น ด้านบนสีเขียวเข้มและเป็นมัน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตรงข้ามใบ ช่อรูปทรงกระบอก ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นหรือต่างต้น ขนาดเล็กมาก ไร้ก้าน ออกที่โคนใบประดับย่อย เรียงแน่นตามแกนช่อ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ผลย่อยแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ติดแนบตามแกนช่อผล มักไม่ติดผล."],
    [1550,1536,"พลูคาว",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb. ในวงศ์ Saururaceae มีชื่อสามัญว่า f ishwort เป็นไม้ล้มลุก มีกลิ่นคาว ลำต้นใต้ดินเป็นปล้อง ตามข้อมีราก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับ รูปไข่ ปลายเรียวแหลม โคนรูปหัวใจหรือรูปไต ขอบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มกว่า ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามยอดหรือออกตรงข้ามใบใกล้ยอด รูปทรงกระบอก โคนช่อมีใบประดับสีขาว ๔-๕ ใบ รูปรีหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ดอกในช่อมีจำนวนมาก เรียงแน่นรอบแกนช่อดอกเล็กมาก ไม่มีก้านดอกและไม่มีกลีบดอก มีเฉพาะเกสรเพศผู้ ๓ อัน ผลแบบผลแห้งแตก รูปคนโท เล็กมาก ส่วนที่อยู่เหนือดินและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ใบพลูนี้ปรุงเป็นยาแก้กามโรค, ทำให้น้ำเหลืองแห้ง, ให้แผลแห้ง, แก้เข้าข้อ, แก้โรคผิวหนังทุกชนิดแรงกว่าพลูจีน ...”, ผักก้านตอง ผักคาวตอง หรือ ผักคาวทอง ก็เรียก."],
    [1551,1537,"พหิวาตา, พหิวาตาหทัย","ดู ลมพหิ.",null,null],
    [1552,1538,"พอก",null,null,"ก. ๑. หุ้ม ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... ตำผงแล้วใส่เข้าในผลทับทิม แล้วเอามูลโคพอกชั้น ๑ ดินพอกชั้น ๑ สุมไฟแกลบให้สุกแล้วเอาดินออกเสีย บดผลทับทิมปั้นแท่งไว้ ...”. ๒. โปะให้หนา เช่น พอกยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๔๐๒] ตอนหนึ่งว่า “... ขนานนี้ท่านให้เอาหญ้าเกลดหอยใหญ่ ใบบัวบก สารหนู ดินประสิวฃาว ๒ ไพ ปรอด ๑ สลึง บดพอกเท้า พอกได้ทั้งเดกทั้งผู้ใหญ่ แก้ต้อขี้ตาหายดีนัก ...”."],
    [1553,1539,"พะแว","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [1554,1540,"พังคี","ดู เจตพังคี.",null,null],
    [1555,1541,"พัทธะปิตตะ","ดูใน สมุฏฐานปิตตะ.",null,null],
    [1556,1542,"พายสะเลียง","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [1557,1543,"พาหิรโรโค","ดูใน กายโรโค. (มาจากคำ พหิ พหิทฺธา พหิรา หรือ พาหิร แปลว่า ภายนอก).",null,null],
    [1558,1544,"พาหุรวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองสุขุมังควาต ผู้ป่วยมีอาการมือเท้าบวม หนักศีรษะ วิงเวียน น้ำมูกน้ำตาไหล เสียวมือและเท้าเป็นเหน็บ หากเป็นนานถึง ๕ เดือน ผู้ป่วยจะลุกไม่ขึ้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่า พาหุรวาโยเป็นคำรบ ๙ นั้น บังเกิดแต่กองสุขุมังควาตกล่าวคือลมคูถทวารแล่น ขึ้นมาจับเอาหลังมือ กระทำให้มือบวมขึ้นแล้วแล่นลงมาจับหลังเท้ากระทำให้เท้านั้นเบ่งขึ้น แล้วกลับแล่นขึ้นสู่กระบาลศีรษะ กระทำให้หนักศีรษะ ให้ศีรษะซุนไปให้วิงเวียนและให้น้ำมูกตกน้ำตาตก ให้เสียวลำมือลำเท้าให้เป็นเหน็บ และลมกองนี้เกิดแต่ผู้ใดกำหนด ๕ เดือนจะลุกขึ้นมิได้เลย ...”."],
    [1559,1545,"พิกัด",null,null,"น. กำหนด."],
    [1560,1546,"พิกัดยา",null,null,"น. การกำหนดตัวยาหรือเครื่องยาตั้งแต่ ๒ สิ่งขึ้นไป เป็นหมวดหรือหมู่เดียวกัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน โดยอาจเรียกเป็นคำตรง เช่น จันทน์ทั้ง ๒, โกฐทั้ง ๕, เทียนทั้ง ๙ หรือเรียกเป็นคำศัพท์ เช่น ตรีสาร เบญจกูล ก็ได้ ทั้งนี้ ตัวยาแต่ละสิ่งในพิกัดเดียวกันจะต้องมีรสและสรรพคุณไปในทางเดียวกัน และต้องมีน้ำหนักเท่ากัน."],
    [1561,1547,"พิกุล",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mimusops elengi L. ในวงศ์ Sapotaceae มีชื่อสามัญว่า bullet wood เป็นไม้ต้น ทรงพุ่มกลม แน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา แตกกิ่งมาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือออกเป็นกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง สีขาวนวลถึงสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเย็น เมื่อโรยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันมี ๒ ชั้น สีขาวนวลถึงสีเหลืองอ่อน ผลแบบผลมีเนื้อเมล็ดเดียว แต่อาจพบมี ๒ เมล็ดได้ เมื่ออ่อนสีเขียว มีขนสั้นนุ่มปกคลุม สุกสีแดงหรือสีแดงอมส้ม เมล็ดรูปรี แบน สีดำ แข็ง ผิวเป็นมันวาว ดอกพิกุลจัดเป็นเครื่องยาในพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙, ทุกส่วนใช้ทำยา และส่วนของเนื้อไม้ที่ผุเรียกว่า ขอนดอก นำมาใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณพิกุล ใบนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิ คือไส้ด้วนแลไส้ลาม เปลือกนั้นรู้ฆ่าแม่พยาธิ อันบังเกิดแต่ฟัน กระพี้นั้นรู้แก้เกลื้อนน้อย แก่นนั้นรู้บำรุงโลหิต รากนั้นรู้บำรุงลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เปลือกต้นต้มกับเกลือ อมแก้ปวดฟัน ฟันโยกคลอน ดอกปรุงเป็นยาหอมแต่งกลิ่น ทำให้ชุ่มชื่นใจ ใบฆ่าเชื้อกามโรค, เปลือกฆ่าแมลงกินฟัน, กะพี้แก้เกลื้อน, แก่นบำรุงเลือด, รากและดอกแก้ลมโลหิตเสมหะ ...”."],
    [1562,1548,"พินพี","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1563,1549,"พิมเสน","ดู การบูร ประกอบ.",null,"น. เครื่องยาที่เป็นเกล็ดเล็ก ๆ สีขาวขุ่น ใสไม่มีสีหรือสีชมพูอ่อน (ขึ้นกับแหล่งที่มา) กลิ่นหอมเย็นเฉพาะตัว ฉุนเล็กน้อย ได้จาก ๒ วิธี คือ วิธีแรกจากการกลั่นเนื้อไม้ของต้นพิมเสน (Dryobalanops aromatica Gaertn. วงศ์ Diptero-carpaceae) มีชื่อสามัญว่า natural borneo camphor ในทางเคมีเป็น ดี-บอร์นีออล (d-borneol) พิมเสนที่ได้จากวิธีนี้จะมีสีชมพูอ่อน กลิ่นหอมมากกว่า วิธีที่ ๒ ได้จากปฏิกิริยารีดักชัน (reduction) ของการบูร (dl-camphor) เป็นพิมเสน พิมเสนที่ได้โดยวิธีหลังนี้เป็นดีแอล-บอร์นีออล (dl-borneol) มีสีขาวขุ่นหรือใสไม่มีสี กลิ่นหอมน้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีพิมเสนซึ่งได้จากใบหนาด [Blumea balsamifera (L.) DC. วงศ์ Asteraceae] เรียก พิมเสนหนาด (ngai camphor) มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณพิมเสน รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่นาสิก รู้กระจายเสียซึ่งลมทั้งปวงอันตั้งอยู่โดยรอบคอบ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ดมแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด หัวใจอ่อนหรือนิ่งแน่ไปทำให้การหายใจดีขึ้น ... ทำให้เรอหรือผายลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ ปวดท้องได้ดี ใช้ภายนอกผสมเป็นยาโรยแผลรักษาได้ดีมาก ...”, พรมเสน พิมเสนเกล็ด ภิมเสน หรือ ภีมเสน ก็เรียก."],
    [1564,1550,"พิมเสนเกล็ด","ดู พิมเสน.",null,null],
    [1565,1551,"พิมเสนหนาด","ดูใน พิมเสน.",null,null],
    [1566,1552,"พิรุตวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองเสมหสมุฏฐาน ผู้ป่วยมีเสมหะออกทางทวารหนัก ทวารเบา กินอาหารไม่ได้ หรือกินได้เป็นครั้งคราว แต่ร่างกายไม่ซูบผอม หากเป็นอยู่นานถึงเดือนจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... อันพิรุตวาโยนั้นเกิดแต่กองเสมหสมุฏฐานเป็นต้น ลมกองนี้กระทำให้ตกเสมหะทางทวารหนัก เบา และบริโภคอาหารมิได้ กินได้ก็แต่ละครั้งละคราวกายมิได้ซูบผอม ครั้นแก่เข้าถึงเดือน ถอยอายุยายากนัก ...”."],
    [1567,1553,"พิลังกาสา",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ardisia elliptica Thunb. ในวงศ์ Primulaceae เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีถึงรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงมน โคนรูปลิ่ม แผ่นใบมีต่อมเห็นเป็นจุดกระจายอยู่ทั่วไป ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีชมพู ติดกันที่โคนเป็นหลอดสั้น ปลายแยกเป็น ๕ แฉก แต่ละแฉกรูปใบหอก ผลรูปทรงกลมแป้น เมื่อสุกสีม่วงเข้ม, ใบ ดอก ผล ต้น และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณพิลังกาสามีรศเผดร้อน ฃมฝาดแก้ไข้กำเดา ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าคุณแห่งพิลังกาสานั้น มีรสอันขมร้อน ใบรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ตับ ดอกรู้แก้โรคอันประกอบไปด้วยแม่พยาธิเป็นต้น ผลรู้แก้ไข้ในกองอติสารโรค ต้นรู้แก้โรคอันเป็นกุฏฐัง รากรู้แก้โรคสำหรับบุรุษ กล่าวคือประเมหะ ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณพิลังกาสา มีรศอันขม รู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่ตับ รู้แก้โรคอันประกอบดัวยแม่พยาธิแลแก้ไข้อติสาร รู้แก้โรคสำหรับบุรุษ ...” และคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... พิลังกาสานั้น มีรสอันขมร้อน ใบ, แก้โรคอันบังเกิดแต่ตับ ดอก, แก้โรคอันประกอบไปด้วยพยาธิ์เปนต้น ผล, แก้ไข้กองอติสารโรค ต้น, แก้โรคกุฏฐัง ราก, แก้โรคสำหรับบุรุษ กล่าวคือปรเมหะ ...”, ลังพิสา ทุลังกาสา หรือ รามใหญ่ ก็เรียก."],
    [1568,1554,"พิลา, พิลาขาว","ดู ทับทิม.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Punica granatum L. ในวงศ์Lythraceae มีชื่อสามัญว่า pomegranate เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านเมื่ออ่อนเป็นเหลี่ยม เมื่อแก่รูปทรงกระบอก ปลายกิ่งเป็นหนาม และมีหนามตามซอกใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กึ่งตรงข้าม หรือเป็นกระจุก รูปใบหอก หรือรูปรีแกมรูปใบหอกกลับ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบดอกรูปไข่กลับ กลีบบางและย่น สีส้ม สีแดง หรือสีขาว มีทั้งพันธุ์ดอกลาและพันธุ์ดอกซ้อน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม มีหลายสี เช่น สีเขียวแกมเหลือง สีแดง สีม่วงเข้ม เปลือกผลเหนียว คล้ายหนัง ภายในผลมีผนังบางสีขาว แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนมีเมล็ดอัดแน่น เมล็ดรูปสามเหลี่ยมทู่ มีเนื้อใส ฉ่ำน้ำ สีแดงเข้ม สีแดงแกมชมพู หรือสีขาวแกมเหลือง ทุกส่วนใช้เป็นยาได้ มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้น้ำและดอกทับทิม เป็นเครื่องปรุงยาธาตุหรือปรุงกับของหอมอื่นๆ เช่น อบเชย, กานพลู, หรือ พริกไทย เป็นยาสมานลำไส้แก้ท้องเสีย เม็ดก็แก้ท้องเสียกับบำรุงหัวใจ ... ตามสรรพคุณยาโบราณใช้ทุกส่วนของทับทิม (เรียกว่าทั้ง ๕ ต้มรับประทานแก้ท้องร่วงอย่างแรง) ...”, พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หรือ มะก๊อ ก็เรียก."],
    [1569,1555,"พิษ",null,null,"น. สิ่งที่ร้ายเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือให้ความเดือดร้อนแก่จิตใจ; สิ่งที่ร้ายเป็นอันตราย เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ตาย เจ็บปวด หรือพิการได้ บางอย่างเกิดจากแร่ เช่น สารหนู, บางอย่างเกิดจากต้นไม้ เช่น ต้นแสลงใจ, บางอย่างเกิดจากสัตว์ เช่น งู. (ส. วิษ; ป. วิส)."],
    [1570,1556,"พิษไข้",null,null,"น. อาการผิดปรกติที่เกิดขึ้นจากไข้ เช่น มีผื่น ร้อนใน กระหายน้ำ ท้องผูก อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... ยาเขียวเบญจขันธ์ เอาใบผักกะโฉม ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบฝ้ายแดง ๑ ใบสันพร้ามอญ ๑ ใบหนาด ๑ ใบพิมเสน ๑ ตำเป็นผง แก้พิษไข้ให้ร้อนกระหายน้ำ น้ำดอกไม้ เม็ดมะกอก ๕ ผล รากบัวหลวงแช่เป็นกระสาย ...”."],
    [1571,1557,"พืชวัตถุ",null,null,"น. พืช ส่วนของพืช หรือสิ่งของอื่นใดที่ได้จากพืช ซึ่งใช้เป็นยาหรือเป็นส่วนผสมในตำรับยา เช่น รากปลาไหลเผือก โกฐกะกลิ้ง มดยอบ ในตำราเภสัชกรรมไทยแบ่งพืชวัตถุออกเป็น ๕ จำพวก ได้แก่ พวกต้น พวกเถา-เครือ พวกเหง้า-หัว พวกผัก และพวกหญ้า บางตำราเพิ่มเห็ดเข้ามาอีก ๑ พวก, พฤกษวัตถุ ก็เรียก."],
    [1572,1558,"พุทธยักษวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองสันฑฆาต ผู้ป่วยมีอาการเสียดบริเวณชายโครง เจ็บกระดูก ลุกนั่งไม่ได้ มักเป็นรำมะนาดบ่อย ๆ ตามัว และบอดในที่สุด หากเป็นนานถึง ๓ ปี จะรักษายากดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะกำเนิดแห่งลม อันชื่อว่า พุทธยักษวาโย เป็นคำรบ ๑๑ นั้น เกิดแต่กองสันทฆาต กระทำให้เสียดชายโครงและเจ็บสันหลังและกระดูกทุกข้อ มิให้ลุกนั่งขึ้นได้แล้วบังเกิดเป็นรำมะนาดเนือง ๆ และให้จักษุนั้นเป็นหมอกมัวมืด ลมกองนี้ถ้าเป็นถึง ๓ ปีแล้ว เป็นอสาทยโรคยายากนัก ถ้าบังเกิดแก่บุคคลแม้นอายุยืนไปมักเสียจริต ...”."],
    [1573,1559,"เพกา",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oroxylum indicum (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Bignoniaceae มีชื่อสามัญว่า oroxylum indian trumpet tree, midnight horror tree เป็นไม้ต้น เปลือกสีเทาอมขาวถึงน้ำตาลอมเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสามชั้นปลายคี่ เรียงตรงข้าม ขนาดใหญ่มาก ใบย่อยรูปไข่ รูปรีถึงรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนมนถึงเว้ารูปหัวใจ เบี้ยว ขอบเรียบหรือเป็นคลื่น ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดหรือปลายกิ่ง ดอกบานกลางคืน กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบ ด้านในสีเหลืองหรือสีเหลืองแต้มสีชมพู ด้านนอกสีม่วงหรือสีม่วงอมแดง ปลายหลอดแยก ๕ แฉก สีคล้ายสีหลอดแต่จางกว่าเล็กน้อย ผลแบบผลแห้งแตก ฝักห้อยลู่ลง รูปขอบขนานหรือรูปใบดาบ แบน ปลายแหลม เปลือกหนามีเมล็ดจำนวนมาก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปขอบขนานแกมรูปรี แบน มีปีกบางโดยรอบ ราก เปลือกต้น ใบ และเมล็ดแก่ ใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณรากเพกา รู้บำรุงเพลิงธาตุ แลรู้แก้ไข้สันนิบาต ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกรสฝาดเย็น ขมเล็กน้อย เป็นยาสมาน ดับพิษโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย รากเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง เมล็ดแก่รับประทานเป็นยาระบาย ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากเพกาเป็นยาบำรุงธาตุ ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร และแก้สันนิบาต, แก้ท้องร่วง (ภายนอก) ใช้ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้การอักเสบฟกบวม, บางจังหวัดใช้เปลือกสด ๆ ตำผสมกับสุราฉีดพ่นตามตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟไม่ได้ ทำให้ผิวหนังชา ฝักอ่อนรับประทานเป็นผัก และมีคุณในการขับผายลม เมล็ดแก่ ๆ รับประทานเป็นยาระบาย ...”, มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ หรือ ลิ้นฟ้า ก็เรียก."],
    [1574,1560,"เพชรชาติ",null,null,"น. ชื่อปลิงประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีลักษณะท้องสีเหลืองแดง ดังตำราปล่อยปลิง [๔๔/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จำพวกหนึ่งชื่อเพชรชาติ ท้องล่างเหลืองแดง ให้กินแต่ท้องไปถึงหัวเข่า พยาธิหาย ๕๐๐ จำพวก...”."],
    [1575,1561,"เพชรสังฆาต",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเพ็ชสังฆาฎ รู้แก้กระดูกแตกหักแลรู้แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาของพระยาบำเรอราชกล่าวว่า เถารับประทานแก้กระดูกแตกหัวซ้น, ขับลมในลำไส้ แพทย์ตามชนบท ใช้เถารับประทานวันละ ๑ ข้อจนครบ ๓ วันแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก, ทั้งชนิดกลีบมะไฟและเดือยไก่ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีชื่อสามัญว่า winged treebine vine, veldt grape vine เป็นไม้เลื้อย เถาเป็นสี่เหลี่ยม มีสันเด่น ค่อนข้างอวบน้ำ มักมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ร่วงง่าย มักคงอยู่ตามปลายยอด แผ่นใบรูปไข่ โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบเรียบ หยักซี่ฟัน หรือเว้าลึกแบบฝ่ามือ ๓-๕ หยัก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อกระจุก ออกตรงข้ามใบ ดอกสีนวลหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอก ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กลับ หรือทรงรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง และสีม่วงคล้ำตามลำดับ เมล็ดรูปรี แป้น, ตำลึงสวรรค์ เถาขั่นข้อ เถาสามร้อยต่อ หรือว่านมดง่าม ก็เรียก."],
    [1576,1562,"เพรียงหู","ดู ทัดดอกไม้.",null,null],
    [1577,1563,"เพสลาด",null,null,"ว. ไม่อ่อนไม่แก่ มักใช้กับใบไม้บางชนิดที่ใช้เป็นอาหารหรือยา เช่น ใบชุมเห็ดเทศ ใบมะขาม ใบช้าพลู ใบทองหลาง ใบมะกา ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแก้กระษัย ปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์, เปลือกตาเสือ, รากตองแตก, พาดไฉนนุ่น, พริกไทย, ขิงแห้ง, กระเทียม, ลูกจันทน์, ดอกจันทน์, กระวาน, กานพลู, ข่า, กระชาย, กะทือ, ไพล, ขมิ้นอ้อย, กะปิ, ปลาดุกย่างตัว ๑, ปลาร้าปลาสร้อย ๕ ตัว สิริยา ๒๐ สิ่งนี้ทำเป็นแกงยา แล้วใบมะกาที่เพสลาดนั้นมา หั่นใส่ลงเป็นผักกินให้ได้ถ้วยแกง ๑ …”."],
    [1578,1564,"เพาะเข้า","ดู กระเพาะข้าว.","น.","๑. กระเพาะอาหาร. ๒. ลำไส้ใหญ่ตอนบน (อันตัง),กระเพาะเข้า กะเพาะเข้า กะเภาะข้าว กะเภาะเข้า เพาะเข้าหรือ เภาะเข้า ก็เรียก."],
    [1579,1565,"เพาะน้ำ","ดู กระเพาะน้ำ.","น.","กระเพาะปัสสาวะ, กะเพาะน้ำ กะเภาะน้ำ เพาะน้ำหรือ เภาะน้ำ ก็เรียก."],
    [1580,1566,"เพื่อ",null,null,"ว. สาเหตุ เหตุ เนื่องจาก เช่น ไข้เพื่อลม หมายถึง ไข้อันมีสาเหตุจากลม."],
    [1581,1567,"แพทย์แผนไทย","ดู ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย.",null,null],
    [1582,1568,"แพทย์แผนไทยประยุกต์","ดู ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์.",null,null],
    [1583,1569,"แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์",null,null,"น. ๑. ตำราแพทย์หลวงซึ่งพิมพ์เป็นตอน ๆ สำหรับใช้ในการเรียนการสอนของโรงเรียนราชแพทยาลัย มี ๓ เล่ม เริ่มพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ ตำรานี้มีเนื้อหาเป็นพระคัมภีร์แพทย์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดหา รวบรวม และชำระจากคัมภีร์แพทย์โบราณ รวม ๑๔ คัมภีร์ กับตำราแพทย์แบบฝรั่ง. ๒. วารสารการแพทย์ที่โรงเรียนเวชสโมสร ในสังกัดกรมสัมปาทิกสภา กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ในรูปแบบรายเดือน ปีละ ๑๒ ฉบับ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการรักษาและตำราแพทย์แบบฝรั่งเป็นหลัก ร่วมกับการใช้ยาไทย อย่างไรก็ตาม วารสารนี้ออกมาได้เพียง ๔ ฉบับ ก็ต้องหยุดไปเพราะขาดทุนทรัพย์. ๓. ตำราการแพทย์แผนไทยชุดหนึ่ง มี ๒ เล่ม ตำรานี้เรียบเรียงและจัดพิมพ์โดยพระยาพิศณุประสาทเวช (คง ถาวรเวช) ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนเวชสโมสร บนปกหน้าของตำราทั้ง ๒ เล่ม ระบุว่า “… พระยาพิศณุประสาทเวช รวบรวมพิมพ์ ได้สอบกับต้นฉบับหลวงในหอพระสมุดวชิรญาณ โดยได้รับพระอนุญาตจากพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ …” ประกอบด้วยคัมภีร์การแพทย์แผนไทยรวม ๑๔ คัมภีร์ ได้แก่ คัมภีร์ฉันทศาสตร์ คัมภีร์ประถมจินดาร์ คัมภีร์ธาตุวิภังค์ คัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย คัมภีร์วรโยคสาร คัมภีร์มหาโชตรัต คัมภีร์ชวดาร คัมภีร์โรคนิทาน คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ คัมภีร์ธาตุบรรจบ คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา คัมภีร์ตักกศิลา และคัมภีร์กระษัย ตำรานี้พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ที่โรงพิมพ์ศุภการจำรูญ (พระนคร) และพิมพ์ครั้งที่ ๒ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ที่โรงพิมพ์ไทย (พระนคร). ๔. ตำราการแพทย์แผนไทยเล่มหนึ่ง จัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุข ใช้ชื่อเต็มว่า “ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับหลวง” รายละเอียดการจัดทำต้นฉบับดังคำนำในการจัดพิมพ์ตำรานี้ตอนหนึ่งว่า “... ตำราแพทย์ศาสตร์ สงเคราะห์ฉบับนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมจากตำรา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง ของหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งได้รวบรวมและชำระเมื่อ จุลศักราช ๑๒๓๒ (พ.ศ. ๒๔๑๓) โดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ... กระทรวงสาธารณสุขถือว่า ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับนี้ เป็นตำราที่พึงใช้เป็นหลักตามประกาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามความใน พ.ร.บ. การขายยา พ.ศ. ๒๔๙๓ ด้วย …” ตำรานี้จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยไม่ระบุโรงพิมพ์. ๕. ตำราการแพทย์แผนไทยชุดหนึ่ง มี ๓ เล่ม จัดทำโดยโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มีรายละเอียดการจัดทำต้นฉบับดังคำนำที่เขียนโดย นายวีร ตันติวีรกุล อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนฯ ในการจัดพิมพ์ตำราแพทยศาสตรสงเคราะห์ เล่ม ๓ ตอนหนึ่งว่า “... ข้าพเจ้าได้พยายามรวบรวมค้นคว้า จัดสรรหาสรรพตำราวิชาแพทย์แผนโบราณ มาจัดพิมพ์ขึ้นไว้ ให้เป็นหลักสูตรสอนในโรงเรียน แต่ในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เล่ม ๑-๒ ฉบับของท่านเจ้าคุณพระยาพิษณุประสาทเวชยังขาดคัมภีร์เหล่านี้ คือ คัมภีร์อภัยสันตา กล่าวถึงโรคต้อต่าง ๆ (โรคตาทุกชนิด) คัมภีร์มัญชุสาระวิเชียร กล่าวถึงโรคลม ๑๐ ประการ คัมภีร์อุทรโรค กล่าวถึงโรคท้องมานต่าง ๆ คัมภีร์มุขโรค กล่าวถึงโรคเกิดในปากในคอ คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์ กล่าวถึงโรคฝีต่าง ๆ คัมภีร์สิทธิสาระสงเคราะห์ กล่าวถึงโรคลำบองราหู คัมภีร์ทิพมาลา กล่าวถึงลักษณะวัณโรค คัมภีร์วิถีกุฏฐโรค กล่าวถึงโรคเรื้อน ต่าง ๆ ข้าพเจ้าจึงได้ไปขออนุญาตค้นดูที่หอสมุดแห่งชาติและได้ค้นพบคัมภีร์ดังกล่าวมาข้างต้นนั้น แต่เป็นตำรับของท่านเจ้าคุณพระยาประเสริฐศาสตร์ธำรง (คุณหมอหนู) รวบรวมจัดพิมพ์ขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ สมัยเมื่อท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนแพทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชในสมัยนั้น จึงได้ขออนุญาตคัดลอกจากหอสมุดแห่งชาติมาจัดพิมพ์ขึ้น และใช้ชื่อว่า “ตำราแพทย์ศาสตรสงเคราะห์เล่ม ๓” เพื่อเป็นประโยชน์แก่การศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ ให้มีความรู้กว้างขวางยิ่งขึ้นในสาขาเวชกรรม ...”. ๖. ตำราการแพทย์แผนไทยเล่มหนึ่ง จัดทำโดยมูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) ใช้ชื่อเต็มว่า “ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทยศาสตร์สงเคราะห์) ฉบับอนุรักษ์” ตำราเล่มนี้ประกอบด้วยคัมภีร์การแพทย์แผนไทย ๑๓ คัมภีร์ ตรงกับฉบับของพระยาพิศณุประสาทเวช แต่ไม่มีคัมภีร์วรโยคสาร มีรายละเอียดการจัดทำต้นฉบับดังคำนำในการจัดพิมพ์ตำรานี้ตอนหนึ่งว่า “… เป็นตำราการแพทย์แผนไทยแบบที่ ๑ ซึ่งได้ใช้ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เป็นหลักนำข้อมูลจากเล่มอื่นๆ มาเป็นส่วนประกอบ เพื่อเทียบเคียงข้อความที่เป็นปัญหาให้สื่อความเข้าใจได้ถูกต้อง และได้ทำเชิงอรรถไว้เกือบทุกหน้า เพื่อสะดวกแก่ผู้ศึกษา ...”. ตำรานี้จัดพิมพ์ครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ที่โรงพิมพ์สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพฯ) และครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ที่โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (กรุงเทพฯ). ๗. ตำราการแพทย์แผนไทยเล่มหนึ่ง ที่ดำเนินการคัดสรรต้นฉบับ และจัดพิมพ์โดยคณะกรรมการคัดสรรและเผยแพร่วรรณกรรมของชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้ชื่อเต็มว่า “แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ” ตำราเล่มนี้ประกอบด้วย คัมภีร์การแพทย์แผนไทย ๑๔ คัมภีร์ ที่เรียบเรียงและจัดพิมพ์โดยพระยาพิศณุประสาทเวช (คง ถาวรเวช) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้มีการจัดทำคำอธิบายศัพท์บางคำ แทรกภาพลายเส้นพืชสมุนไพรบางชนิดประกอบ ตลอดทั้งเล่ม และในตอนท้ายเล่มได้เพิ่มเติมส่วนประมวลศัพท์ พร้อมคำอธิบาย และดัชนีคำศัพท์ รวมทั้งได้จัดทำในรูปของสื่อซีดีรอม (มัลติมีเดีย) ไว้ด้วย ตำราเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๙) และครั้งที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๕๑) ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว (กรุงเทพฯ) โดยสถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ."],
    [1584,1570,"แพลง","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1585,1571,"ไพล",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า \n  Zingiber montanum (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ \n  Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา\n  ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า \n  “... จะกล่าวสรรพคุณไพล ลำต้นนั้นรู้แก้ประกอบไปด้วย\n  อุปัทวะ ใบนั้นรู้แก้ไข้อันเมื่อยขบ ดอกนั้นรู้แก้กระจายเสีย\n  ซึ่งโลหิตอภิญญาณ รากนั้นรู้แก้โลหิตออกจากปากแลจมูก \n  ศีศะนั้นรู้ แก้ขับโลหิตให้ออกมา ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย \n  [๔๕/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบแก้ครั่นเนื้อตัว, แก้เมื่อย, \n  ดอกกระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อนอยู่ รากแก้เลือดกำเดา\n  ออกทางจมูก, แก้อาเจียนโลหิต, หัวขับระดูประจำเดือนสตรี \n  ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum \n  (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อ\n  สามัญว่า cassumunar ginger, bengal ginger, vanaardraka, \n  banada เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก\n  สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอมสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบ\n  เรียงสลับ โอบกันแน่นชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ \n  ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบ แผ่นใบด้านล่าง\n  มีขนนุ่ม ลิ้นใบเป็น ๒ แฉกตื้น ช่อดอกแบบช่อเชิงลด \n  ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด \n  ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม, ปูลอย \n  ปูเลย ว่านปอบ หรือ ว่านไฟ ก็เรียก."],
    [1586,1572,"ฟอง",null,null,"น. ไข่ เช่น ไก่ตกฟอง; ลักษณนามใช้เรียกไข่เป็ดหรือไข่ไก่ เป็นต้น เช่น ไข่ฟองหนึ่ง ไข่ ๒ ฟอง."],
    [1587,1573,"ฟองดัน","ดู ไข่ดัน.",null,null],
    [1588,1574,"ฟองดันบวม",null,null,"น. จุดนวดบนเส้นอิทา ใช้แก้ไส้เลื่อน หรือไข่ดันบวม."],
    [1589,1575,"ฟองพระสมุทร","ดู ฝีฟองพระสมุทร.","น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมนูนขึ้นคล้ายหลังเบี้ยที่บริเวณต้นคอและขากรรไกร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า จะมีอาการเจ็บคอมาก กินดื่มไม่ได้ หากรักษาไม่หายจะกลัดหนอง ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ เชื่อมมัว เป็นต้น ฝีชนิดนี้รักษาได้ ไม่ร้ายแรงถึงตาย ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฟองพระสมุทร บังเกิดเพื่อวาโยโลหิตระคนกันขึ้นในคอต้นขา ตะไกรนั้นเป็นคำรบ ๕ เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย ถ้าขึ้นขวาตัวผู้ ถ้าขึ้นซ้ายตัวเมีย มีอาการกระทำให้เจ็บในลำคอเป็นกำลังจะกลืนข้าวกลืนน้ำ ให้เจ็บปวดดังจะขาดใจตาย ถ้ายาถูกก็เกลื่อนหายไป ถ้ายามิถูกก็จำเริญแก่ขึ้นเป็นบุพโพ มีเวทนาเป็นอันมากนัก แล้วกระทำพิษให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวดุจไข้จับให้เชื่อมมัว ให้ร้อนศีรษะตลอดจนปลายเท้า จะได้เหมือนไข้เหนือสันนิบาตนั้นหามิได้ ให้ทุรนทุรายไปกว่าบุพโพจะแตก และวัณโรคฟองสมุทรนี้เป็นยาปะยะโรครักษาได้ จะได้ตายนั้นหามิได้ …”, ฟองพระสมุทร หรือ วัณโรคฟองสมุทร ก็เรียก."],
    [1590,1576,"ฟองสมุทร",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีเม็ดฝีขนาดตั้งแต่เมล็ดงาถึงเมล็ดถั่วดำผุดขึ้นในปากและคอ เรียก ฝีฟองสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยกินดื่มไม่ได้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว มีไข้สูง เรียก ไข้ฟองสมุทร ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณกาล เกิดในปากในลิ้นในเพดานชื่อว่าฟองสมุท มีลักษณผุดขึ้นมาเท่าเม็ดงา เท่าเม็ดถั่ว เท่าผลผักปลังสุก เท่าเม็ดถั่วดำ นูนสูงขึ้นมาเปนหลังเบี้ยก็มีขึ้นมาในปากในคอ ทำพิศม์ให้กินเข้ากินน้ำมิได้ ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัว ให้ตัวร้อนเปนเปลว บอกไว้ให้พึงรู้ ...”."],
    [1591,1577,"ฟักข้าว",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า gac, balsam pear, giant spine gourd, spiny bitter gourd, spinybitter cucumber, sweet gourd เป็นไม้เถาอายุหลายปี ลำต้นมีขนนุ่มเมื่ออ่อน มีมือพันออกเป็นเส้นเดี่ยวตามซอกใบ สำหรับยึดเกาะต้นไม้อื่น ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้างหรือเกือบกลม ขอบหยักตื้นหรือแฉกลึกแบบฝ่ามือ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ สีขาวอมเหลือง กลางดอกมักมีแต้มสีม่วงคล้ำ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่ รูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปค่อนข้างกลม ผิวมีหนามสั้น ผลสุกสีแดงอมส้มหรือสีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี แบน สีน้ำตาลคล้ำหรือสีเทาค่อนข้างดำ ขอบขรุขระ ใบ เมล็ด และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากฟักข้าวรสเย็นเบื่อเล็กน้อยถอนพิษทั้งปวง แพทย์ตามชนบท ใช้ใบปรุงเป็นยาเขียว รากเย็นดับพิษไข้ทั้งปวง เมล็ดใช้ปรุงเป็นยาบำรุงปอด (แก้วัณโรค) ใบถอนพิษดับพิษทุกอย่าง ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... รากรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ พิษร้อนแก้ไข้ทั้งปวง เมล็ดปรุงเป็นยาบำรุงปอด แก้วัณโรค ใบสดตำพอก ปิดฝี และที่อักเสบ เป็นยาถอนพิษ ...”, ขี้กาเครือ ผักข้าว หรือ ฟักเข้า ก็เรียก."],
    [1592,1578,"ฟักเข้า","ดู ฟักข้าว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า gac, balsam pear, giant spine gourd, spiny bitter gourd, spinybitter cucumber, sweet gourd เป็นไม้เถาอายุหลายปี ลำต้นมีขนนุ่มเมื่ออ่อน มีมือพันออกเป็นเส้นเดี่ยวตามซอกใบ สำหรับยึดเกาะต้นไม้อื่น ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กว้างหรือเกือบกลม ขอบหยักตื้นหรือแฉกลึกแบบฝ่ามือ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ สีขาวอมเหลือง กลางดอกมักมีแต้มสีม่วงคล้ำ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่ รูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปค่อนข้างกลม ผิวมีหนามสั้น ผลสุกสีแดงอมส้มหรือสีแดง มีเมล็ดจำนวนมาก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี แบน สีน้ำตาลคล้ำหรือสีเทาค่อนข้างดำ ขอบขรุขระ ใบ เมล็ด และรากใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากฟักข้าวรสเย็นเบื่อเล็กน้อยถอนพิษทั้งปวง แพทย์ตามชนบท ใช้ใบปรุงเป็นยาเขียว รากเย็นดับพิษไข้ทั้งปวง เมล็ดใช้ปรุงเป็นยาบำรุงปอด (แก้วัณโรค) ใบถอนพิษดับพิษทุกอย่าง ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๒๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... รากรับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ พิษร้อนแก้ไข้ทั้งปวง เมล็ดปรุงเป็นยาบำรุงปอด แก้วัณโรค ใบสดตำพอก ปิดฝี และที่อักเสบ เป็นยาถอนพิษ ...”, ขี้กาเครือ ผักข้าว หรือ ฟักเข้า ก็เรียก."],
    [1593,1579,"ฟาก",null,null,"น. ๑. ลำไม้ไผ่เป็นต้นที่ผ่าแล้วสับให้แตกออกเป็นอันเล็ก ๆ แต่ไม่ขาดจากกัน แล้วแบคว่ำออกเป็นแผ่น โดยมากใช้ปูเป็นพื้นเรือน เรียกว่า ฟากสับ, ส่วนที่ทำเป็นซี่แล้วใช้หวายหรือ เถาวัลย์ถักให้ติดกันเป็นผืน เรียกว่า ฟากซี่ หรือ ซี่ฟาก. ๒. ฝั่ง, ข้าง, เช่น อยู่ฟากนี้."],
    [1594,1580,"ฟ้าทะลาย","ดู ฟ้าทะลายโจร.",null,null],
    [1595,1581,"ฟ้าทะลายโจร",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเหนือดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Andrographis paniculata (Burm. f.) Wall. ex Nees ในวงศ์ Acanthaceae ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสขมจัด สรรพคุณแก้ไข้ บรรเทาอาการเจ็บคอ บรรเทาอาการของโรคหวัด บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Andrographis paniculata (Burm. f.) Wall. ex Nees ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า andrographis herb, common andrographis herb, creat, green chiretta, Indian chiretta, kalmegh, king of bitters, kirayat เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเกลี้ยงหรือค่อนข้างเกลี้ยง มักเป็นสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่หรือรูปรี ปลายแหลม ขอบหยักเล็กน้อย ด้านบนสีเข้มกว่าด้านล่าง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง และตามซอกใบใกล้ยอด ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวแกมม่วง มีขน ผลแบบผลแห้งแตก รูปขอบขนาน ค่อนข้างแบน เมล็ดขนาดเล็กเป็นเหลี่ยมสีน้ำตาลแดง ผิวขรุขระ, ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน สามสิบดี หรือ หญ้ากันงู ก็เรียก. (จ. ชวงซิมไน้,ชวนซินเหลียน)."],
    [1596,1582,"ฟาย",null,null,"ก. เอาอุ้งมือตัก."],
    [1597,1583,"ฟายมือ",null,null,"๑. ว. เต็มอุ้งมือ, เรียกของที่เต็มฝ่ามือที่ห่อเข้าว่า ฟายมือ หนึ่ง. ๒. น. ชื่อหน่วยในมาตราตวง ๘ ฟายมือ เป็น ๑ ทะนาน. ๓. ลักษณนามเรียกปริมาณของของที่ฟายขึ้นมา เช่น ๒ ฟายมือ."],
    [1598,1584,"เฟื้อง",null,null,"น. มาตราเงินตามวิธีประเพณี, ๑ เฟื้อง เท่ากับ ๘ อัฐ."],
    [1599,1585,"ไฟใต้ดิน","ดู เจตมูล, เจตมูลเพลิง.",null,null],
    [1600,1586,"ไฟธาตุกำเริบ","ดู ธาตุกำเริบ ประกอบ.",null,"น. ภาวะที่ธาตุไฟในร่างกายทำหน้าที่มากผิดปรกติจนทำให้เกิดโทษ เช่น สันตัปปัคคีกำเริบ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการตัวร้อน เป็นไข้ เป็นต้น."],
    [1601,1587,"ไฟประลัยกัลป์, ไฟปลัยกัลป์",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๑๙/๖๐] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อไฟประลัยกัลป์ ขับโลหิตเน่าร้ายทั้งปวง เอาขิงแห้ง ๑ บาท พริกเทศ ๑ บาท พริกไทย ๑ บาท ผลจันทน์ ๒ สลึง การบูร ๒ สลึง เอาแก่นแสมทะเลเท่ายาทั้งหลายทำผงละลายน้ำผึ้งกินเป็นยาร้อนดีนักแล…” และคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๓/๒๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... ยาไฟประลัยกัลป์ แก้เลือดตีขึ้น เอาแมงดานา ๗ ตัว โกฐทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ พริกไทย ดีปลี กานพลู สารส้ม เอาสิ่งละ ๑ บาท บดเป็นผงละลายน้ำสุราแทรกดีจระเข้กิน ...” อย่างไรก็ตาม ยาขนานนี้ในยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีสูตรตำรับแตกต่าง ดังนี้ “... ยาไฟประลัยกัลป์ เอาพริกไทย ขิง ดีปลี กระเทียม สิ่งละ ๔ บาท กะทือ ๕ บาท ขมิ้นอ้อย ข่า ไพล เปลือกมะรุม สิ่งละ ๕ บาท เจตมูลเพลิง สารส้ม แก่นแสมทะเล การบูร ผิวมะกรูด สิ่งละ ๖ บาท ตำเป็นผงกิน ...” นอกจากนี้ ยังมีตำรับยาซึ่งมีชื่อเดียวกันนี้ ในตำราต่าง ๆ แต่มีสูตรตำรับแตกต่างกันออกไป."],
    [1602,1588,"ไฟห้ากอง",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟช่วยให้มดลูกเข้าอู่ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๓/๒๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อไฟห้ากอง เอาเจ็ตมูลเพลิง ขิง พริกไทย สารส้ม ฝักส้มป่อย เอาสิ่งละ ๑ บาท บดเป็นผงละลายสุรา หรือน้ำส้มส้า น้ำร้อนกินขับเลือดเน่า แลแก้เลือดตีขึ้น…” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1603,1589,"ภาชร",null,null,"น. ฝีภาชร."],
    [1604,1590,"ภิมเสน , ภีมเสน","ดู พิมเสน.",null,null],
    [1605,1591,"เภสัชกรรมไทย, เภสัชกรรมแผนไทย, เภสัชกรรมแผนโบราณ",null,null,"น. ๑. หลักวิชาว่าด้วยการปรุงยาหรือการผลิตยาแผนไทย ประกอบด้วยเภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณาเภสัชและเภสัชกรรม. ๒. เรียกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทหนึ่งใน ๔ ประเภท อีก ๓ ประเภท ได้แก่ เวชกรรมไทย การผดุงครรภ์ไทย และการนวดไทย. ๓. การกระทำในการเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา การเลือกสรรยา การควบคุมและการประกันคุณภาพยา การปรุงยาและการจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และการจัดจำหน่ายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖)."],
    [1606,1592,"เภสัชวัตถุ",null,null,"น. ๑. สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนผสมในตำรับยา อันได้แก่ พืช สัตว์ แร่ธาตุ หรือจุลชีพ เช่น พรมมิ รากดิน (ไส้เดือนดิน) สารส้ม เห็ดฆ้องเขาเขียว, ส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชหรือสัตว์ เช่น แก่นคูน ฝักราชพฤกษ์ นอแรด ลิ้นทะเล รวมถึงสิ่งของอื่นใดที่ได้จากพืช เช่น ยาดำ มหาหิงคุ์. ๒. ระบบวิชาความรู้ด้านสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนผสมในตำรับยา จัดเป็นหลักวิชาด้านเภสัชกรรมไทย ๑ ใน ๔ หมวดวิชา ได้แก่ เภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณาเภสัช และเภสัชกรรม."],
    [1607,1593,"เภาะเข้า","ดู กระเพาะข้าว.","น.","๑. กระเพาะอาหาร. ๒. ลำไส้ใหญ่ตอนบน (อันตัง),กระเพาะเข้า กะเพาะเข้า กะเภาะข้าว กะเภาะเข้า เพาะเข้าหรือ เภาะเข้า ก็เรียก."],
    [1608,1594,"เภาะน้ำ","ดู กระเพาะน้ำ.","น.","กระเพาะปัสสาวะ, กะเพาะน้ำ กะเภาะน้ำ เพาะน้ำหรือ เภาะน้ำ ก็เรียก."],
    [1609,1595,"มงคร่อ, มงคล่อ","ดู มองคร่อ.",null,null],
    [1610,1596,"มดยอบ",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นโอลีโอกัมเรซิน (oleo-gum-resin) ได้จากพืชในสกุล Commiphora วงศ์ Burseraceae หลายชนิด ที่สำคัญคือ C. myrrha (Nees) Engler มีลักษณะเป็นก้อน รูปร่างไม่แน่นอน หรือรูปหยดน้ำตากลม สีค่อนข้างเหลือง สีเหลืองอมแดง สีเหลืองอมน้ำตาล หรือสีน้ำตาลอมแดง ผิวขรุขระ มัว ปกคลุมด้วยฝุ่นหรือผงสีอ่อนกว่า เปราะ แตก หัก และเป็นผงได้ง่าย ผิวที่แตกหรือหักใหม่ ๆ สีน้ำตาล มีองค์ประกอบเป็นน้ำมันระเหยง่าย มีสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๕๐] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ภายในเป็นยาขับลมผาย, ขับเสมหะ, ขับปัสสาวะ, และขับเหงื่อ, ใช้ผสมเป็นยาอมบ้วนปากแก้เจ็บคอ แผลในปากและเหงือกบวม ...”."],
    [1611,1597,"มดยอบคั่ว",null,null,"น. มดยอบที่บดเป็นผงละเอียด และนำไปคั่วด้วยไฟอ่อน ๆ. [อ. myrrh, จ. ม่อย่าว (แมนดาริน), มุ่กเอี๊ยะ (แต้จิ๋ว)]."],
    [1612,1598,"มดลูกเข้าอู่",null,null,"น. มดลูกหดตัวเข้าสู่ภาวะปรกติภายหลังคลอด."],
    [1613,1599,"มดลูกเคลื่อน",null,"น.","ความผิดปรกติของมดลูก ซึ่งเคลื่อนที่ไปจากปรกติ ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง เจ็บท้องน้อย เสียวมดลูก เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ มดลูกด่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มดลูกตะแคง ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาว และ มดลูกลอย ผู้ป่วยจะมีอาการผายลมทางช่องคลอด และหากมดลูกเคลื่อนต่ำลงมากจนถึงบริเวณปากช่องคลอด โบราณเรียก กะบังลมหย่อน หรือหากมดลูกเคลื่อน เลยออกมาจากปากช่องคลอด เรียก กะบังลมพลัด."],
    [1614,1600,"มดลูกด่ำ","ดูใน มดลูกเคลื่อน.","น.","ความผิดปรกติของมดลูก ซึ่งเคลื่อนที่ไปจากปรกติ ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง เจ็บท้องน้อย เสียวมดลูก เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ มดลูกด่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มดลูกตะแคง ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาว และ มดลูกลอย ผู้ป่วยจะมีอาการผายลมทางช่องคลอด และหากมดลูกเคลื่อนต่ำลงมากจนถึงบริเวณปากช่องคลอด โบราณเรียก กะบังลมหย่อน หรือหากมดลูกเคลื่อน เลยออกมาจากปากช่องคลอด เรียก กะบังลมพลัด."],
    [1615,1601,"มดลูกตะแคง","ดูใน มดลูกเคลื่อน.","น.","ความผิดปรกติของมดลูก ซึ่งเคลื่อนที่ไปจากปรกติ ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง เจ็บท้องน้อย เสียวมดลูก เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ มดลูกด่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มดลูกตะแคง ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาว และ มดลูกลอย ผู้ป่วยจะมีอาการผายลมทางช่องคลอด และหากมดลูกเคลื่อนต่ำลงมากจนถึงบริเวณปากช่องคลอด โบราณเรียก กะบังลมหย่อน หรือหากมดลูกเคลื่อน เลยออกมาจากปากช่องคลอด เรียก กะบังลมพลัด."],
    [1616,1602,"มดลูกลอย","ดูใน มดลูกเคลื่อน.","น.","ความผิดปรกติของมดลูก ซึ่งเคลื่อนที่ไปจากปรกติ ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง เจ็บท้องน้อย เสียวมดลูก เป็นต้น แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ มดลูกด่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มดลูกตะแคง ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาว และ มดลูกลอย ผู้ป่วยจะมีอาการผายลมทางช่องคลอด และหากมดลูกเคลื่อนต่ำลงมากจนถึงบริเวณปากช่องคลอด โบราณเรียก กะบังลมหย่อน หรือหากมดลูกเคลื่อน เลยออกมาจากปากช่องคลอด เรียก กะบังลมพลัด."],
    [1617,1603,"มนุษรูป",null,null,"น. ลักษณะของทารกแรกเกิด ที่เมื่ออยู่ในท้องแม่ทำให้แม่อยากกินของคาว มักเกิดซางตั้งแต่ท้องถึง ยอดอก เมื่อคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๓-๖ เดือน ทำให้ผอมแห้ง รักษาให้หายขาดยาก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณมนุษรูปนั้น เมื่ออยู่ในเรือนเพลิงหาเขม่าตานทรางมิได้ ครั้นออกเพลิงแล้วจึ่งให้บังเกิดทรางทั้ง ๘ จำพวก มีกำเดาเปนธาตุ แลทรางนั้นตั้งแต่นาภีขึ้นมา เอาหัวอกยอด ๑ แต่ทรวงอกขึ้นมาเอาฅอยอด ๑ แต่ลำฅอขึ้นมาเอาคางเพดานยอด ๑ แต่เพดานขึ้นมาเอากระหม่อมอยู่ในกระหม่อม ๓ ยอดอยู่กลางสันหลัง ๓ ยอด ...”."],
    [1618,1604,"มโนศิลา","ดู กำมะถันแดง.",null,null],
    [1619,1605,"มหัศรูป",null,null,"น. ลักษณะทารกแรกเกิดที่มีศีรษะเล็กและกระหม่อมห่าง ท้องโตผิดปรกติ และอัณฑะยาน มักเกิดเขม่าและซางเมื่อออกจากเรือนไฟ เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่ามหัศรูปนั้นมีสัณฐานกระหม่อมน้อยห่างไส้พองอัณฑะยาน เมื่ออยู่ในเรือนไฟบห่อนจะมีตานทรางและเฃม่า เหตุด้วยกินนมแม่นั้นร้อน ครั้นออกเพลิงแล้วจึ่งเปนเขม่าแลทรางไส้นั้นพองเปนฃด ร้องไห้เสียงแหบเปนเสียงแมว แลท้องขึ้นให้รากออกทางจมูก ...”."],
    [1620,1606,"มหากำลัง",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง เป็นยาตำราหลวง ใช้แก้อ่อนเพลีย หอบ เหนื่อยง่าย มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑๔/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… ยาตำราหลวง ชื่อว่ามะหากำลัง แก้หิวหอบระห้วยหาแรงมิได้ อันถึงแก่อสัญกรรม จึงประกอบพระโอสถขนานนี้ขึ้นถวาย ท่านให้เอารากถั่วภู ๑ ผลบัว ๑ รากบัว ๑ แห้วสด ๑ กระจับสด ๑ ศีศะบัวขม ๑ ศีศะบัวเผื่อน ๑ รากหญ้านาง ๑ หัวข่า ๑ กฤษณา ๑ ขอนดอก ๑ ชะเอมเทศ ๑ ชะมด ๑ อบเชยทั้ง ๒ โกฏศีศะบัว ๑ โกฏเชียง ๑ เปราะหอม ๑ สารภี ๑ มะลิ ๑ สัตบุต ๑ สัตบงกช ๑ กรุงเขมา ๑ อำพันทอง ๑ ชะมดเชียง ๑ ภิมเสน ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค บดปั้นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะกินแทรกน้ำตาลกรวด แก้พิศม์กลุ้มในอกในทรวง ให้สวิงสวาย ให้หิวโหยหากำลังมิได้ …”, เขียนว่า มะหากำลัง ก็มี."],
    [1621,1607,"มหาจักรใหญ่",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ลมซาง มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๘/๑๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อมหาจักร (ใหญ่) ขนานนี้ท่านให้ เอาโกฐสอ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐก้านพร้าว ๑ โกฐกระดูก ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเข้าเปลือก ๑ เทียนเยาวภานี ๑ ตรีผลา ๑ หญ้าฝรั่น ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ ก้านพลู ๑ ชะเอม ๑ เมล็ดโหระพา ๑ ผลผักชี ๑ สารส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ กระเทียม ๑ น้ำประสานทอง ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ สลึง ยาดำ ๒ บาท ใบกระพังโหม ๑๕ บาท รวมยา ๒๘ สิ่งนี้ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำสุราก็ได้ กินแก้ลมทรางทั้ง ๗ วันหายดีนัก ได้เชื่อแล้วอย่าสนเท่ห์เลย …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1622,1608,"มหาชุมนุมใหญ่สันนิบาต",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ได้ทั่วไปในวสันตฤดู มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๒-๓] ตอนหนึ่งว่า “… ขนานหนึ่ง แก้ในวะสันตะระดู ให้เอาเจตมูลเพลิง ๑ โกฏสอ ๑ โกฏพุงปลา ๑ โกฏกะดูก ๑ โกฏศีศะบัว ๑ โกฏจุลาลำภา ๑ โกฏเชียง ๑ โกฏสอเทศ ๑ ดีปลี ๑ ผลมะตูมอ่อน ๑ เทียนทั้ง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ใบกระวาน ๑ ผลกระวาน ๑ กานพลู ๑ รากตองแตก ๑ แฝกหอม ๑ มะฃามป้อม ๑ ผลกะดอม ๑ บระเพช ๑ รากคนทา ๑ รากเท้ายายม่อม ๑ รากภุมเรียงทั้ง ๒ รากอุทุมพร ๑ ผลผักชีทั้ง ๒ ผลโหระภา ๑ รากหญ้านาง ๑ ระย่อม ๑ พิศนาด ๑ นมราชสีห ๑ สน ๑ สักขี ๑ ตรีผะลา ๑ ผลพิลังกาสา ๑ ผลประคำดีกระบือ ๑ พระยามือเหล็ก ๑ มูลเหลกทั้ง ๕ หญ้ากล่อน ๑ โคกกระสุน ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ อบเชยเทศ ๑ สมุลแว้ง ๑ เทพธาโร ๑ ข่าต้น ๑ จุกโรหินี ๑ ผลเอน ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ ดอกชะลูด ๑ ดอกมะนาว ๑ ดอกมะกรูด ๑ ดอกคัดเค้า ๑ ดอกกรรณิกา ๑ ดอกแก้ว ๑ เกสรบัวหลวง ๑ ดอกคำไทย ๑ ดอกมะลิซ้อน ๑ ดอกมะลิลา ๑ ดอกบัวเผื่อน ๑ ดอกบัวขม ๑ ดอกลินจง ๑ ดอกจงกลนี ๑ ดอกบัวขาว ๑ ดอกบัวแดง ๑ สัตบุต ๑ สัตบัน ๑ สัตตบงกช ๑ ดอกสันตะวา ๑ ดอกตับเต่าน้ำ ๑ ดอกผักตบ ๑ ดอกยิสุ่น ๑ ดอกกะทุ่มนา ๑ ดอกหญ้างวงช้าง ๑ ดอกหางนกยูง ๑ ดอกละหุ่ง ๑ ดอกลำเจียก ๑ ดอกราชพฤกษ ๑ ดอกสาหร่าย ๑ ดอกมะหาหงษ ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกกระดังงา ๑ สาระภี ๑ พิกุล ๑ บุนนาค ๑ ดอกมะกล่ำ ๑ ดอกกล้วยไม้ ๑ ดอกพุทชาต ๑ ดอกไม้ทั้งนี้เอาสิ่งละ ๒ เมื่อจะบดปรุงชะมดภิมเสน ดีงูเหลือม ดีงูเห่า ดีวัวเถื่อน ดีกระบือเถื่อน ดีตะพาบน้ำ ดีจระเข้ ปรุงลงบดปั้น แท่งไว้ น้ำกระสายยักใช้ตามชอบด้วยโรคนั้นเถิด ยานี้ชื่อมะหาชุมนุมใหญ่สันนิบาต เหตุว่าประชุมแห่งสรรพยาทั้งหลาย พร้อมโดยสำคัญอันจะแก้โรคทั่วไปทั้ง ๙๖ จำพวก จึงได้ชื่อว่า มหาชุมนุมใหญ่สันนิบาต ท่านตีค่าไว้ ๑ ทองหนึ่ง แล …”, เขียนว่า มะหาชุมนุมใหญ่สันนิบาต ก็มี."],
    [1623,1609,"มหานิลแท่งทอง",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้หัด อีสุกอีใส เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... ยามหานิลแท่งทอง เอารากมะกอก ๑ขมิ้นอ้อย ๑ รากมะไฟ ๑ รากสะท้อน ๑ รากมะปรางหวาน ๑ รากละหุ่งแดง ๑ รากลำโพงกาสสัก ๑ ไม้สัก ๑ ยาเหล่านี้เผาให้เป็นถ่าน ใบทองหลางใบมน ๑ ลูกประคำดีควาย ๑ คั่วแต่พอเกรียม เมื่อเวลาจะบด สารพัดดี ละลายน้ำประสมกับยาปั้นเป็นเม็ดปิดทอง แก้สารพัดพิษ สารพัดกาฬ น้ำยาแก้วห้าราก ต้มเป็นกระสาย …”. สูตรตำรับนี้เคยประกาศเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. ๒๔๙๘ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่มีสูตรตำรับแตกต่างกันออกไป."],
    [1624,1610,"มหานิลแท่งทองใหญ่",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้ เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราอายุรเวทศึกษา [๔๗/๒๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... มหานิลแท่งทองใหญ่ ของหมอมา ตันสุภาพ เอาเม็ดในสบ้าใหญ่เผา กระดูกแร้งเผา หัวกาเผา กระดูกงูเหลือมเผา หวายตะค้าเผา เม็ดมะกอกเผา ถ่านไม้ซาก ลูกประคำดีควายเผา จันทน์แดง จันทน์เทศ ใบพิมเสน ใบเถาหญ้านาง หมึกหอม สิ่งละ ๑ บาท เบี้ยจั่นเผา ๓ เบี้ย บดด้วยน้ำดอกไม้สดปั้นเม็ด ปิดทองคำเปลว ละลายน้ำดอกมะลิ แก้ไข้พิษกาฬจับหัวใจ แก้ไข้เหนือ ดำแดง ถ้าลิ้นกระด้างคางแข็ง ใช้กินและละลายน้ำครำทาคางคอ ละลายน้ำปูนใส จุดกาฬ จุดหัวลำลอกแก้ว ถ้าชโลมใช้น้ำตำลึงตัวผู้ แก้เสมหะจุกคอ คอเจ็บใช้น้ำหญ้าเกล็ดหอยแทรกเกลือทั้งกินทั้งอม แก้อาเจียนใช้เปลือกลูกมะตูมต้มหรือยอปิ้งแล้วต้ม แก้กระหายน้ำใช้เง่าบัวหลวง รากหญ้าคา ชะเอม ต้มละลายยาแทรกดีงูเหลือม ถ้าหอบ เอากฤษณา รากถั่วพู ต้มละลายยาแทรกพิมเสนกินได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ...”."],
    [1625,1611,"มหาปราบตัวผู้","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [1626,1612,"มหาพิกัด",null,null,"น. พิกัดตัวยาหลายอย่าง รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่น้ำหนักของตัวยาแต่ละอย่าง ซึ่งจะใช้น้ำหนักแตกต่างกันไปตามสมุฏฐานของโรคที่แพทย์ต้องการจะรักษา โดยทั่วไปมักกำหนดน้ำหนักส่วนละ ๑ สลึง เช่น มหาพิกัดตรีผลา แก้กองปิตตะ ใช้สมอพิเภก ๑๒ ส่วน สมอไทย ๘ ส่วน และผลมะขามป้อม ๔ ส่วน แก้กองวาตะ ใช้สมอไทย ๑๒ ส่วน มะขามป้อม ๘ ส่วน และสมอพิเภก ๔ ส่วน แต่ถ้าจะแก้กองเสมหะ ใช้มะขามป้อม ๑๒ ส่วน สมอพิเภก ๘ ส่วน และสมอไทย ๔ ส่วน."],
    [1627,1613,"มหาพิกัดสมุฏฐาน",null,null,"น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคตามคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย แบ่งเป็น ๔ ประการ ได้แก่ ธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน (ฤดูสมุฏฐาน) อายุสมุฏฐาน และกาลสมุฏฐาน."],
    [1628,1614,"มหาสมมิทธิ์ใหญ่, มหาสมิทธิ์ใหญ่",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้สันนิบาต แก้พิษไข้ เช่น ไข้เหนือ ไข้รากสาด มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๕-๖] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อมหาสมมิทธิ์ใหญ่ ครอบสาระพัดพิศม์ทั้งปวง พิศม์ไข้เหนือ ไข้ลากสาดสันนิบาตทั้งปวง ท่านให้เอา อำพันทอง ๑ ชะมด ๑ ภิมเสน ๑ จันทน์เทศ ๑ กฤษณา ๑ กะลำภัก ๑ โกฏเชียง ๑ ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ โกฏสอ ๑ โกฏศีศะบัว ๑ สิ่งละ ๒ จันทน์แดง ๑ กรุงเขมา ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ ผลกระวาน ๑ กานพลู ๑ พริกหอม ๑ ขิงแห้ง ๑ ดีปลี ๑ เจตมูล ๑ ลำพันแดง ๑ แฝกหอม ๑ แห้วหมู ๑ ใบสะเดา ๑ หญ้าตีนนก ๑ เนระภูสีเทศ ๑ เกสรบัวหลวงขาว ๑ เกสรบัวหลวงแดง ๑ สัตบงกช ๑ นิลบล ๑ จงกลนี ๑ บัวเผื่อน ๑ บัวขม ๑ มะลิ ๑ พิกุล ๑ บุนนาค ๑ สารภี ๑ จำปา ๑ สมอไทย ๑ สมอพิเภก ๑ มฃามป้อม ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนตากบ ๑ เทียนตาตักกะแตน ๑ ดอกกะดังงา ๑ โกฎเขมา ๑ โกฎน้ำเต้า ๑ โกฏพุงปลา ๑ โกฎก้านพร้าว ๑ เอาสิ่งละ ๑ ดีงูเหลือม ๒ บดปั้นแท่ง ละลายน้ำดอกไม้ ทั้งกินทั้งชะโลม แก้สันนิบาต ๗ จำพวก แลไข้พิศม์ สารพัดพิศม์ทั้งปวง หายสิ้นแล …”."],
    [1629,1615,"มหาสันนิบาต","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ ร่วมกันกระทำให้เกิดโทษ, สันนิบาตกองใหญ่ ก็เรียก."],
    [1630,1616,"มหาหิงคุ์",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นโอลีโอกัมเรซิน (oleo-gum-resin) ได้จากรากและลำต้นใต้ดินของพืชสกุล Ferula วงศ์ Apiaceaeหลายชนิด ที่สำคัญคือ F. assafoetida Regel มีชื่อสามัญว่า asafetida, devil’s dung มีลักษณะเป็นก้อนสีเหลืองแกมน้ำตาลแดง มียางสีขาวเป็นเม็ดกระจายอยู่ทั่วไป กลิ่นเหม็น ถ้าเป็นก้อนร่วน เรียก หิงคุ์ขี้แพะ ถ้าเป็นก้อนเหนียว เรียก หิงคุ์ยางโพธิ์ มีสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... มหาหิงคุ์ เป็นยาขับลมในลำไส้และระบาย ทั้งเป็นยาธาตุ และขับเสมหะ แพทย์ไทยโบราณใช้เป็นยาแก้ท้องเฟ้อ แก้สะท้านของเด็ก (ความอบอุ่นในร่างกายไม่พอ) แก้ปวดท้อง แก้จุกแน่นและระบาย ขับลมในลำไส้ ทำให้ผายลม ได้สะดวก โดยมากคนโบราณเข้าใจในการใช้ยามหาหิงคุ์ โดยเอามหาหิงคุ์ห่อผ้า แล้วเย็บทำคล้ายกำไลข้อมือเด็ก ๆ ไว้ เพราะเด็ก ๆ ชอบอมข้อมือดูดใส่ปาก ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ล่อให้เด็กได้ดูดหรือดมมหาหิงคุ์อยู่เสมอ เป็นการบำบัดโรคของเด็กไปในตัว ...” และคัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๑๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... มหาหิงคุ์ แก้พรรดึก แก้ลมเสียดแทง และแก้อชิณโรคทั้ง ๔ ประการให้ตก และรู้กระทำให้อาหารงวดและเจริญธาตุอันเป็นมลทินให้ผ่องใส รู้ชำระเสมหะและลม ...”. (ฮ. hingu)."],
    [1631,1617,"มองคร่อ",null,null,"น. ๑. โรคระบบทางเดินหายใจประเภทหนึ่ง ผู้ป่วยมีเสมหะเหนียวข้นอยู่ในช่องหลอดลม ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง. ๒. ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันหมายถึงโรคหลอดลมโป่งพอง มีเสมหะในช่องหลอดลม ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ, มงคร่อ หรือ มงคล่อ ก็เรียก. (อ. bronchiectasis)."],
    [1632,1618,"มะกรูด",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix DC. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า kaffir lime, leech lime, Mauritius papeda, porcupine orange เป็นไม้ต้น มีหนามแหลม กิ่งขณะ อ่อนค่อนข้างแบนและมักเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว เรียงเวียน แผ่นใบหนาและเป็นมัน มีจุด โปร่งแสง มีกลิ่นหอม ช่อดอกแบบช่อกระจะสั้น ออกที่ปลาย กิ่งหรือตามง่ามใบ กลีบดอก ๔-๕ กลีบ สีขาวอมเหลือง รูปไข่ ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผลแบบผลส้ม รูปรีถึงรูปค่อนข้าง กลม ผิวเป็นมัน ขรุขระเป็นคลื่นและปุ่มนูน และมีต่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอม ผลแก่สีเขียวเข้ม สุกสีเหลืองอมส้ม น้ำในผลมีรสเปรี้ยว, ราก ใบ ผิวของผล ผลสด และน้ำคั้นจากผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๗] ตอนหนึ่งว่า “… รากกระทุ้งพิษ, แก้พิษฝีภายใน, แก้เสมหะเป็นโทษ, น้ำมะกรูดมีไวตามินซี ใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน แพทย์ตามชนบทใช้ลูกมะกรูดหมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม รับประทานเป็นยาฟอกล้างและบำรุงโลหิตระดู ผิวลูกใช้ปรุงเป็นยาลม ขับลมในลำไส้และขับระดู รากถอนพิษสำแลง, แก้ลมจุกเสียด ...”, ส้มกรูด ส้มมั่วผี หรือ หมากหูด ก็เรียก."],
    [1633,1619,"มะก๊อ","ดู ทับทิม.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Punica granatum L. ในวงศ์Lythraceae มีชื่อสามัญว่า pomegranate เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านเมื่ออ่อนเป็นเหลี่ยม เมื่อแก่รูปทรงกระบอก ปลายกิ่งเป็นหนาม และมีหนามตามซอกใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กึ่งตรงข้าม หรือเป็นกระจุก รูปใบหอก หรือรูปรีแกมรูปใบหอกกลับ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบดอกรูปไข่กลับ กลีบบางและย่น สีส้ม สีแดง หรือสีขาว มีทั้งพันธุ์ดอกลาและพันธุ์ดอกซ้อน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม มีหลายสี เช่น สีเขียวแกมเหลือง สีแดง สีม่วงเข้ม เปลือกผลเหนียว คล้ายหนัง ภายในผลมีผนังบางสีขาว แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนมีเมล็ดอัดแน่น เมล็ดรูปสามเหลี่ยมทู่ มีเนื้อใส ฉ่ำน้ำ สีแดงเข้ม สีแดงแกมชมพู หรือสีขาวแกมเหลือง ทุกส่วนใช้เป็นยาได้ มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้น้ำและดอกทับทิม เป็นเครื่องปรุงยาธาตุหรือปรุงกับของหอมอื่นๆ เช่น อบเชย, กานพลู, หรือ พริกไทย เป็นยาสมานลำไส้แก้ท้องเสีย เม็ดก็แก้ท้องเสียกับบำรุงหัวใจ ... ตามสรรพคุณยาโบราณใช้ทุกส่วนของทับทิม (เรียกว่าทั้ง ๕ ต้มรับประทานแก้ท้องร่วงอย่างแรง) ...”, พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หรือ มะก๊อ ก็เรียก."],
    [1634,1620,"มะกอก",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spondias pinnata (L. f.) Kurz ในวงศ์ Anacardiaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง เปลือกต้นเรียบ สีเทา แตกเป็นร่องเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อย ๓-๕ คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนแหลม หรือเบี้ยว ปลายเป็นติ่งแหลม ก้านสั้น ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามปลายกิ่ง ดอกเล็ก ไม่มีก้านดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ รูปขอบขนาน ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่ หรือรูปรี เมื่อสุกสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกนิ่ม เมล็ดกลม, ผล เปลือก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลูก เปลือก ใบ ยาง เนื้อในผล มีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน ชุ่มคอ แก้ธาตุพิการ เพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด น้ำคั้นจากใบ หยอดแก้ปวดหู ลูกมะกอก บำรุงธาตุปูน แก้เลือดออกไรฟัน เมล็ดมะกอก เผาไฟชงน้ำรับประทานแก้ร้อนใน แก้หอบสะอึก ลูกรักษาโรคกระเพาะอาหารพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผล, เปลือก, ใบ, ยาง, เนื้อผลมะกอกมีรสเปรี้ยวฝาด หวานชุ่มคอ, บำบัดโรคธาตุพิการ, โรคน้ำดีไม่ปกติ, และมีประโยชน์แก้โรคบิดได้ด้วย ...น้ำคั้นใบมะกอกใช้หยอดหูแก้ปวดหูดี, ผลมะกอกรับประทานแก้โรคขาดธาตุปูน หรือแก้เลือดออกตามไรฟัน (anti-scorbutic) ได้ดี และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ... ผลมะกอกสุกรสเปรี้ยวอมหวาน รับประทานทำให้คอชุ่ม แก้กระหายน้ำได้ดีเช่น ผลมะขามป้อม เปลือกฝาด เย็น เปรี้ยว, ดับพิษกาฬ, แก้ร้อนในอย่างแรง, แก้ลงท้องปวดมวน, แก้สะอึก, เม็ดมะกอกสุมไฟให้เป็นถ่าน, แช่น้ำเอาน้ำรับประทานแก้ร้อน, แก้หอบ, แก้สะอึกดีมาก ...”, กอกกุก กอกเขา กูก หรือ มะกอกป่า ก็เรียก."],
    [1635,1621,"มะกอกป่า","ดู มะกอก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spondias pinnata (L. f.) Kurz ในวงศ์ Anacardiaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลาง เปลือกต้นเรียบ สีเทา แตกเป็นร่องเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อย ๓-๕ คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนแหลม หรือเบี้ยว ปลายเป็นติ่งแหลม ก้านสั้น ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามปลายกิ่ง ดอกเล็ก ไม่มีก้านดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ รูปขอบขนาน ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่ หรือรูปรี เมื่อสุกสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกนิ่ม เมล็ดกลม, ผล เปลือก ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลูก เปลือก ใบ ยาง เนื้อในผล มีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน ชุ่มคอ แก้ธาตุพิการ เพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด น้ำคั้นจากใบ หยอดแก้ปวดหู ลูกมะกอก บำรุงธาตุปูน แก้เลือดออกไรฟัน เมล็ดมะกอก เผาไฟชงน้ำรับประทานแก้ร้อนใน แก้หอบสะอึก ลูกรักษาโรคกระเพาะอาหารพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ผล, เปลือก, ใบ, ยาง, เนื้อผลมะกอกมีรสเปรี้ยวฝาด หวานชุ่มคอ, บำบัดโรคธาตุพิการ, โรคน้ำดีไม่ปกติ, และมีประโยชน์แก้โรคบิดได้ด้วย ...น้ำคั้นใบมะกอกใช้หยอดหูแก้ปวดหูดี, ผลมะกอกรับประทานแก้โรคขาดธาตุปูน หรือแก้เลือดออกตามไรฟัน (anti-scorbutic) ได้ดี และใช้เป็นเครื่องปรุงอาหาร ... ผลมะกอกสุกรสเปรี้ยวอมหวาน รับประทานทำให้คอชุ่ม แก้กระหายน้ำได้ดีเช่น ผลมะขามป้อม เปลือกฝาด เย็น เปรี้ยว, ดับพิษกาฬ, แก้ร้อนในอย่างแรง, แก้ลงท้องปวดมวน, แก้สะอึก, เม็ดมะกอกสุมไฟให้เป็นถ่าน, แช่น้ำเอาน้ำรับประทานแก้ร้อน, แก้หอบ, แก้สะอึกดีมาก ...”, กอกกุก กอกเขา กูก หรือ มะกอกป่า ก็เรียก."],
    [1636,1622,"มะก่องแก้ว","ดู ทับทิม.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Punica granatum L. ในวงศ์Lythraceae มีชื่อสามัญว่า pomegranate เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านเมื่ออ่อนเป็นเหลี่ยม เมื่อแก่รูปทรงกระบอก ปลายกิ่งเป็นหนาม และมีหนามตามซอกใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กึ่งตรงข้าม หรือเป็นกระจุก รูปใบหอก หรือรูปรีแกมรูปใบหอกกลับ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบดอกรูปไข่กลับ กลีบบางและย่น สีส้ม สีแดง หรือสีขาว มีทั้งพันธุ์ดอกลาและพันธุ์ดอกซ้อน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม มีหลายสี เช่น สีเขียวแกมเหลือง สีแดง สีม่วงเข้ม เปลือกผลเหนียว คล้ายหนัง ภายในผลมีผนังบางสีขาว แบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนมีเมล็ดอัดแน่น เมล็ดรูปสามเหลี่ยมทู่ มีเนื้อใส ฉ่ำน้ำ สีแดงเข้ม สีแดงแกมชมพู หรือสีขาวแกมเหลือง ทุกส่วนใช้เป็นยาได้ มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้น้ำและดอกทับทิม เป็นเครื่องปรุงยาธาตุหรือปรุงกับของหอมอื่นๆ เช่น อบเชย, กานพลู, หรือ พริกไทย เป็นยาสมานลำไส้แก้ท้องเสีย เม็ดก็แก้ท้องเสียกับบำรุงหัวใจ ... ตามสรรพคุณยาโบราณใช้ทุกส่วนของทับทิม (เรียกว่าทั้ง ๕ ต้มรับประทานแก้ท้องร่วงอย่างแรง) ...”, พิลา พิลาขาว มะก่องแก้ว หรือ มะก๊อ ก็เรียก."],
    [1637,1623,"มะกา",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bridelia ovata Decne. ในวงศ์ Phyllanthaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ก้านใบสั้นและโป่งพอง ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบหรือตามปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมช่อ ผลค่อนข้างกลม ราก ใบ และเปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบอ่อน ต้มเป็นยาขับเสมหะ สะกดลมขึ้นเบื้องสูงให้ต่ำลง บำรุงน้ำเหลือง แก้ไข้ แก้ระดู แก้มุตกิด แก้เหน็บชา รากแก้ไข้ เมล็ดทำให้ฟันแน่น ใบเป็นยาระบาย แต่ทำให้คลื่นเหียน ถ้าจะใช้ใบสดต้องปิ้งไฟเสียก่อน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบมะการับประทานเป็นยาถ่ายเสมหะและโลหิต ชักลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ แพทย์ชนบท ใช้ใบมะกา เป็นยาระบายเสมหะและถ่ายไข้ ถ่ายพิษตานทรางเด็ก, ใบมะกาสด, ไซ้ท้อง, และทำให้คลื่นเหียน, ก่อนใช้ต้องปิ้งไฟพอกรอบจึงใช้ โดยมากใช้ในยาต้ม เปลือกต้นมะการับประทานเป็นยาสมานลำไส้ ...”, ซำซา มัดกา มาดกา หรือ มะกาต้น ก็เรียก."],
    [1638,1624,"มะกาต้น","ดู มะกา.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bridelia ovata Decne. ในวงศ์ Phyllanthaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ก้านใบสั้นและโป่งพอง ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบหรือตามปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมช่อ ผลค่อนข้างกลม ราก ใบ และเปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบอ่อน ต้มเป็นยาขับเสมหะ สะกดลมขึ้นเบื้องสูงให้ต่ำลง บำรุงน้ำเหลือง แก้ไข้ แก้ระดู แก้มุตกิด แก้เหน็บชา รากแก้ไข้ เมล็ดทำให้ฟันแน่น ใบเป็นยาระบาย แต่ทำให้คลื่นเหียน ถ้าจะใช้ใบสดต้องปิ้งไฟเสียก่อน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบมะการับประทานเป็นยาถ่ายเสมหะและโลหิต ชักลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ แพทย์ชนบท ใช้ใบมะกา เป็นยาระบายเสมหะและถ่ายไข้ ถ่ายพิษตานทรางเด็ก, ใบมะกาสด, ไซ้ท้อง, และทำให้คลื่นเหียน, ก่อนใช้ต้องปิ้งไฟพอกรอบจึงใช้ โดยมากใช้ในยาต้ม เปลือกต้นมะการับประทานเป็นยาสมานลำไส้ ...”, ซำซา มัดกา มาดกา หรือ มะกาต้น ก็เรียก."],
    [1639,1625,"มะกาเลง","ดู สวาด.",null,null],
    [1640,1626,"มะขาม",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tamarindus indica L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า tamarind, Indian tamarind เป็นไม้ต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน ปลายมน เว้าตื้น หรือมีติ่งแหลมโคนมน เบี้ยว ขอบเรียบ ก้านสั้น ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดหรือตามซอกใบ ดอกตูมสีแดงอมสีส้ม ดอกบานสีเหลืองอมส้ม กลีบดอกเห็นเด่นชัด ๓ กลีบ (ฝ่อ ๒ กลีบ) สีเหลืองอมส้ม มีลายสีแดง กลีบกลางรูปหัวใจแกมรูปขอบขนาน กลีบข้างรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ผลแบบผลแห้งไม่แตก เป็นฝัก เปลือกเมื่อแก่แข็ง เนื้อในนุ่ม รสเปรี้ยวถึงหวาน เมล็ดค่อนข้างแบน รูปขอบขนานถึงรูปรีป้อม เมื่อแก่จัดสีน้ำตาลดำ เป็นมัน, ใบ เนื้อในผลแก่จัด เปลือกนอกของเมล็ดซึ่งล่อนออกเมื่อนำไปคั่ว หรือแช่น้ำนาน ๆ (เรียก เปลือกมะขามขบ หรือ มะขามขบ) ใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบมะขามแก่มีรสเปรี้ยวฝาด ปรุง เป็นยาขับเสมหะในลำไส้และแก้บิด, แก้ไอ, ใช้ต้มน้ำรวมกับหัวหอมโกรกศีร์ษะเด็กเวลาเช้ามืด แก้หวัดคัดจมูก เนื้อฝักมะขามเปียก รสเปรี้ยวจัด ... ใช้ละลายน้ำอุ่นกับเกลือฉีดสวนทวารแก้ท้องผูกได้ และใช้ผสมกับปูนแดงปิดพอกเกลื่อนฝีได้ ...”, บักขาม หรือ ส้มขาม ก็เรียก."],
    [1641,1627,"มะขามขบ","ดูใน มะขาม.",null,null],
    [1642,1628,"มะขามแขก",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna alexandrina Mill. ในวงศ์ Fabaceae มีชื่อสามัญว่า senna เป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นตั้งตรง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อย ๓-๙ คู่ ใบย่อยรูปใบหอก รูปไข่ หรือรูปรี ช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสีเหลือง ออกตามซอกใบหรือใกล้ปลายยอด ฝักแบน รูปขอบขนานกว้าง มีขนประปราย เมื่อแก่จัดมีสีดำ เมล็ดสีน้ำตาลดำ ใบย่อยและฝักใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๐] ตอนหนึ่งว่า “... ทั้งใบและฝักเป็นยาถ่ายที่ดี สำหรับแก้ท้องผูกเรื้อรังใช้เป็นครั้งคราว แต่ใบไซ้ท้องมากกว่าฝักจึงมักต้องใช้รวมกันกับยาพวกขับลมในลำไส้ เหมาะแก่การถ่ายเด็กและคนแบบบาง มีคุณสมบัติเป็นพิเศษแก่คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใบรับประทานเป็นยาระบายถ่ายโรคต่าง ๆ ทั้งใบและฝักเป็นยาถ่ายที่ดี สำหรับแก้ท้องผูกเรื้อรังเป็นครั้งคราว แต่ทำให้ไซร้ท้อง จึงต้องใช้รวมกับยาจำพวกขับลมในลำไส้ เหมาะแก่การถ่ายเด็กและคนแบบบาง มีคุณสมบัติเป็นพิเศษแก่คนที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก ... ส่วนฝักใช้ในโรคท้องผูกเรื้อรังเช่นเดียวกับใบ ...” และคัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร[๓๖/๑๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... มะขามแขก มีรสเปรี้ยว ใบ รู้ถ่ายพิษเสมหะ ...”."],
    [1643,1629,"มะขามป้อม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Phyllanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณแห่งมะขามป้อมนั้น มีคุณดุจผลสมอลูกเล็ก ๗ ประการ แต่ทว่าต่างกันที่รู้แก้แต่งให้เนื้อหนังงามบริบูรณ์ แลให้เสียงเพราะ แลรู้แก้แม่พยาธิ รศเผ็ดแหลมรู้แก้พรรดึก ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ผลมะขามป้อมอ่อน แลลูกแก่นั้นมีรศขม เผ็ด ฝาด เปรี้ยว ทั้งนี้รู้ห้ามเสียซึ่งลมและไข้อันวิเศษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... มะขามป้อมผลอ่อนทำให้เนื้อหนังสมบูรณ์ ส่วนผลแก่ มีรสเปรี้ยวฝาดขม แก้ไข้เจือลม ในสรรพคุณแผลงกล่าวว่า แก้เสมหะ, และไข้เพื่อเสมหะ, คล้ายกับผลสมอ ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีผลา จตุผลาธิกะ เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Phyllanthaceae มีชื่อสามัญว่า amalaki, amrita phala, emblic myrobalan, Indian gooseberry, malaka เป็นไม้ต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ในระนาบเดียวกันบนกิ่งสั้น ๆ ดูคล้ายเป็นใบประกอบ โคนมนและเบี้ยว ปลายแหลมหรือมน มีติ่ง ขอบเรียบ ก้านใบสั้นมาก ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกสีเขียวอ่อน ผลแบบผลแห้งแตก ค่อนข้างกลม ผลแก่สีเขียวอ่อน แก่จัดสีเขียวอมเหลือง สีขาวอมเหลือง หรือสีเขียวอมน้ำตาล เมล็ดแข็ง, กำทวด หรือ กันโตด ก็เรียก."],
    [1644,1630,"มะขี้เหา","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [1645,1631,"มะค้อมก้อม","ดู มะรุม.",null,null],
    [1646,1632,"มะคำดีควาย","ดู ประคำดีควาย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... แช่น้ำล้างหน้า รักษาผิว ลูกต้มเอาฟองสุมศีรษะเด็กแก้หวัด คัดจมูก แก้รังแค ถ้าสุมให้ดำเกรียมทำยารับประทานแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้หอบหืด แก้พิษไข้ ลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้เซื่องซึม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... ผลมะคำดีควายรสขม แก้กาฬภายใน ดับพิษทุกอย่าง แพทย์ตามชนบทใช้ผลมะคำดีควายสุมให้เป็นถ่าน แล้วปรุงเป็นยารับประทาน ดับพิษร้อนภายใน, แก้พิษไข้, พิษทรางของเด็ก และใช้รวมกับเม็ดมะกอนสุม รับประทานเป็นยาแก้หอบ เนื่องจากปอดชื้น ปอดบวม ...”. ๒. พืชมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sapindus trifoliatus L. ในวงศ์ Sapindaceae มีชื่อสามัญว่า soap nut เป็นไม้ต้นขนาดกลาง แยกเพศต่างต้น เปลือกสีเทา แตกกิ่งก้านสาขามากตรงส่วนบนของลำต้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓-๗ ใบ ใบย่อยรูปรีกว้างถึงรูปไข่ ปลายมน หรือเว้าตื้น ผิวใบเกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจะโปร่ง ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบเลี้ยงมี ๕ กลีบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลมี ๓ พู โดยทั่วไปจะฝ่อไป ๑-๒ พู รูปค่อนข้างกลม เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะแห้งผิวย่นมีสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด ค่อนข้างกลม สีดำเป็นมัน, คำดีควาย ประคำดีกระบือ หรือ มะคำดีควาย ก็เรียก."],
    [1647,1633,"มะแคว้ง, มะแคว้งขม, มะแคว้งดำ","ดู มะแว้งต้น.",null,null],
    [1648,1634,"มะงั่ว",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่จัดของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus medica L. var. medica ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณ ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ปรุงเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม หรือปรุงเป็นยาต้มฟอกระดูของสตรี แก้ประจำเดือนพิการ ผสมเป็นยากัดเสมหะ หรือยาจิบแก้ไอ รากเป็นยากระทุ้งพิษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๐๙] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้น้ำในผลมะงั่ว รับประทานเป็นยาฟอกโลหิตระดูสตรี และใช้ผสมกับยากัดเสมหะแก้ไอ ทำเป็นจิบได้ดีเหมือนกัน ส่วนรากและผิวก็ใช้เช่นมะกรูดเหมือนกัน ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากกระทุ้งพิษ, แก้พิษสำแลง, แก้พิษฝีภายใน, แก้เสมหะเป็นโทษ น้ำในผลมะงั่วมีไวตามินซี แก้เลือดออกตามไรฟัน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus medica L. var. medica ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า citron เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกสีเทาอมขาว กิ่งก้านเมื่ออ่อนจะเป็นเหลี่ยม ยอดอ่อนสีม่วง มีหนามแหลม ใบเป็นใบประกอบแบบลดรูปเหลือใบเดียว เรียงสลับ ใบย่อยรูปรีแกมรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก โคนโค้งกว้างหรือรูปลิ่ม ปลายมน ขอบใบจักฟันเลื่อยหรือหยักมน ก้านใบสั้นมาก ช่อดอกเป็นช่อสั้น ออกตามซอกใบ มีดอก ๓-๑๐ ดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ด้านนอกสีชมพูหรือม่วง ร่วงง่าย ผลแบบผลส้ม รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน ผิวขรุขระ สีเหลืองอ่อนถึงเข้ม เปลือกหนา มีเมล็ดหลายเมล็ด, มะนาวควาย มะนาวริปน มะโว่ยาว ส้มมะงั่ว ส้มโอมะละกอ หรือ หมากกินเก้ม ก็เรียก."],
    [1649,1635,"มะดีควาย","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [1650,1636,"มะเดื่อชุมพร, มะเดื่อชุมภร","ดู มะเดื่ออุทุมพร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus racemosa L. ในวงศ์ Moraceae เป็นไม้ต้น แตกกิ่งก้านมาก มีพูพอน มียางสีขาวนวล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปไข่กลับ รูปขอบขนานสั้น หรือรูปใบหอก ก้านใบยาว สีน้ำตาล ช่อดอกเกิดตามต้นและกิ่งใหญ่ ๆ ที่ไม่มีใบ ช่อดอกย่อยรูปค่อนข้างกลมถึงรูปคนโท เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงอมส้ม ผิวมักมีช่องอากาศแกมตุ่ม เมล็ดรูปเลนส์ เรียบหรือมีสันเล็กน้อยเปลือกต้นและรากแห้งใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นมะเดื่อชุมพร มีรสฝาด รับประทานแก้ท้องร่วง และชะล้างบาดแผลเป็นยาสมานดี รากใช้เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ กล่อมเสมหะและโลหิต แก้ไข้หัว, ไข้กาฬ, ไข้พิษทุกชนิด ...” รากมะเดื่ออุทุมพรเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, มะเดื่อชุมพร เดื่อเกลี้ยง เดื่อน้ำ หรือ มะเดื่อน้ำ ก็เรียก."],
    [1651,1637,"มะเดื่อน้ำ","ดู มะเดื่ออุทุมพร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus racemosa L. ในวงศ์ Moraceae เป็นไม้ต้น แตกกิ่งก้านมาก มีพูพอน มียางสีขาวนวล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปไข่กลับ รูปขอบขนานสั้น หรือรูปใบหอก ก้านใบยาว สีน้ำตาล ช่อดอกเกิดตามต้นและกิ่งใหญ่ ๆ ที่ไม่มีใบ ช่อดอกย่อยรูปค่อนข้างกลมถึงรูปคนโท เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงอมส้ม ผิวมักมีช่องอากาศแกมตุ่ม เมล็ดรูปเลนส์ เรียบหรือมีสันเล็กน้อยเปลือกต้นและรากแห้งใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นมะเดื่อชุมพร มีรสฝาด รับประทานแก้ท้องร่วง และชะล้างบาดแผลเป็นยาสมานดี รากใช้เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ กล่อมเสมหะและโลหิต แก้ไข้หัว, ไข้กาฬ, ไข้พิษทุกชนิด ...” รากมะเดื่ออุทุมพรเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, มะเดื่อชุมพร เดื่อเกลี้ยง เดื่อน้ำ หรือ มะเดื่อน้ำ ก็เรียก."],
    [1652,1638,"มะเดื่ออุทุมพร","ดู เบญจโลกวิเชียร","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus racemosa L. ในวงศ์ Moraceae เป็นไม้ต้น แตกกิ่งก้านมาก มีพูพอน มียางสีขาวนวล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรีถึงรูปไข่กลับ รูปขอบขนานสั้น หรือรูปใบหอก ก้านใบยาว สีน้ำตาล ช่อดอกเกิดตามต้นและกิ่งใหญ่ ๆ ที่ไม่มีใบ ช่อดอกย่อยรูปค่อนข้างกลมถึงรูปคนโท เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงอมส้ม ผิวมักมีช่องอากาศแกมตุ่ม เมล็ดรูปเลนส์ เรียบหรือมีสันเล็กน้อยเปลือกต้นและรากแห้งใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นมะเดื่อชุมพร มีรสฝาด รับประทานแก้ท้องร่วง และชะล้างบาดแผลเป็นยาสมานดี รากใช้เป็นยาแก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ กล่อมเสมหะและโลหิต แก้ไข้หัว, ไข้กาฬ, ไข้พิษทุกชนิด ...” รากมะเดื่ออุทุมพรเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, มะเดื่อชุมพร เดื่อเกลี้ยง เดื่อน้ำ หรือ มะเดื่อน้ำ ก็เรียก."],
    [1653,1639,"มะต่อมไก่","ดู กำแพงเจ็ดชั้น.","น.","๑. เครื่องยาที่ได้จากลำต้นของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑]ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เถาซึ่งมีรสเมาเพื่อปรุงยาฟอกขับระดูโลหิต ของสตรี และภายหลังเป็นยาบำรุงโลหิตด้วย, เป็นยาขับ ผายลม, แก้โลหิตเป็นพิษทำให้ร้อน บางจังหวัดใช้รักษาไข้และบำรุงหัวใจ แก้โรคปวดตามข้อ, ไขข้อพิการ, แก้เข้าข้อ, แก้ประดง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดใหญ่สูง ๓-๗ เมตร เนื้อในเถามีสีเหลืองอ่อนถึงแดงเรื่อ ๆ มีวงปีสีน้ำตาลดำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่กลับ โคนสอบ ปลายแหลมเป็นติ่ง ขอบเรียบ ผิวมัน ก้านยาว ประมาณ ๑ เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกรูปช้อน มี ๕ กลีบ สีเหลืองอมเขียว ออกตามซอกใบ ผลรูปกลม เปลือกนุ่ม เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดกลมแข็ง, ตะลุ่มนก ตาไก้ มะต่อมไก่ หรือ หลุมนก ก็เรียก."],
    [1654,1640,"มะตูม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลไม่อ่อนไม่แก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณผลมะตูมแก่แต่ยังไม่สุก ให้บิ์ดธาตุบำบัดเสลดแลลมเจริญไฟธาตุ ผลมะตูมอ่อนเกือบจะแก่ แก้เสมหแก้ลมทั้งปวง ผลมะตูมอ่อนยังเลก นั้นบำบัดตรีโทษแก้ลม ผลมะตูมสุกนั้นแก้เสมหแก้จุกเสียด เจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งให้มีกำลัง ผลมะตูมสุกแช่น้ำซ่มพอูมเจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งมีกำลัง แก้ลมทั้งปวงแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณลูกมะตูมอ่อน รู้แก้ซึ่งวาโยโลหิตเสมหะ แลบุพโพอันเน่าในอุทรให้ตกเสียแลรู้แก้ตรีโทษ ลูกมะตูมแก่ รู้แก้ซึ่งเสมหะลม รู้บำรุงเพลิงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด ลูกมะตูมสุก รู้แก้ลมอันเสียดในอุทร แลรู้แก้ซึ่งมูกเลือด รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้กระหายน้ำอนุโลมตามวาโยธาตุ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะตูมอ่อน ๆ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่ แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด บำรุงธาตุไฟให้ย่อย ... รากมะตูมรสปร่าขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี, พิษไข้, แก้สติเผลอ, รักษาน้ำดี, ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า bael fruit, bael, bel, bengal quince, golden apple, Indian baelfruit, Indian quince เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ โคนต้น และกิ่งก้านมีหนามยาว แข็ง หนามเดี่ยวหรือเป็นคู่ ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุก ๒-๓ ดอก หรือเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบและแข็ง เนื้อผลมีลักษณะใส เหนียว เมล็ดแบน รูปขอบขนาน มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ในช่อง มีสารเมือกล้อมรอบ สารเมือกแข็งตัวเมื่อแห้ง เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว โบราณแบ่งมะตูมเป็น ๓ พันธุ์ คือ มะตูมไข่ (ลูกกลมยาวคล้ายไข่) มะตูมยาง (ลูกค่อนข้างกลม โตกว่ามะตูมไข่ เนื้อน้อย มียางมาก) และมะตูมนิ่ม (เปลือกลูกอ่อนนิ่ม บีบกดได้), กะทันตาเถร ตูม บักตูม หรือ มะปิน ก็เรียก."],
    [1655,1641,"มะตูมกา","ดู ขี้กาแดง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแก่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTrichosanthes tricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๘] ตอนหนึ่งว่า“… ขี้กาแดงรสขมจัด ลูกถ่ายแรงกว่าเถา เถารสขม บำรุง น้ำดี ถ่ายล้างโทษเสมหะให้ตก และดับพิษเสมหะโลหิต รากใช้แก้ไข้...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichosanthestricuspidata Lour. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า redball snakegourd เป็นไม้เถาเนื้ออ่อน ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีร่องตามยาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไข่กว้าง ใบสากคาย ด้านล่างมีต่อมสีเข้มกระจายทั่วไปดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อกระจะ ออกตาม ซอกใบ ดอกเพศผู้สีขาว มีขนสั้น ๆ ดอกเพศเมียออกเดี่ยวตามซอกใบ มีขนหยาบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เปลือกเรียบ เหนียว สุกสีแดงสด มีเมล็ดจำนวนมาก สีน้ำตาลเข้ม รูปรีแกมรูปไข่กว้าง, ขี้กาขม ขี้กาใหญ่ หรือ มะตูมกา ก็เรียก."],
    [1656,1642,"มะตูมไข่, มะตูมนิ่ม, มะตูมยาง","ดูใน มะตูม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลไม่อ่อนไม่แก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณผลมะตูมแก่แต่ยังไม่สุก ให้บิ์ดธาตุบำบัดเสลดแลลมเจริญไฟธาตุ ผลมะตูมอ่อนเกือบจะแก่ แก้เสมหแก้ลมทั้งปวง ผลมะตูมอ่อนยังเลก นั้นบำบัดตรีโทษแก้ลม ผลมะตูมสุกนั้นแก้เสมหแก้จุกเสียด เจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งให้มีกำลัง ผลมะตูมสุกแช่น้ำซ่มพอูมเจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งมีกำลัง แก้ลมทั้งปวงแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณลูกมะตูมอ่อน รู้แก้ซึ่งวาโยโลหิตเสมหะ แลบุพโพอันเน่าในอุทรให้ตกเสียแลรู้แก้ตรีโทษ ลูกมะตูมแก่ รู้แก้ซึ่งเสมหะลม รู้บำรุงเพลิงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด ลูกมะตูมสุก รู้แก้ลมอันเสียดในอุทร แลรู้แก้ซึ่งมูกเลือด รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้กระหายน้ำอนุโลมตามวาโยธาตุ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะตูมอ่อน ๆ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่ แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด บำรุงธาตุไฟให้ย่อย ... รากมะตูมรสปร่าขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี, พิษไข้, แก้สติเผลอ, รักษาน้ำดี, ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า bael fruit, bael, bel, bengal quince, golden apple, Indian baelfruit, Indian quince เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ โคนต้น และกิ่งก้านมีหนามยาว แข็ง หนามเดี่ยวหรือเป็นคู่ ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุก ๒-๓ ดอก หรือเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบและแข็ง เนื้อผลมีลักษณะใส เหนียว เมล็ดแบน รูปขอบขนาน มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ในช่อง มีสารเมือกล้อมรอบ สารเมือกแข็งตัวเมื่อแห้ง เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว โบราณแบ่งมะตูมเป็น ๓ พันธุ์ คือ มะตูมไข่ (ลูกกลมยาวคล้ายไข่) มะตูมยาง (ลูกค่อนข้างกลม โตกว่ามะตูมไข่ เนื้อน้อย มียางมาก) และมะตูมนิ่ม (เปลือกลูกอ่อนนิ่ม บีบกดได้), กะทันตาเถร ตูม บักตูม หรือ มะปิน ก็เรียก."],
    [1657,1643,"มะธุระ","ดู หวาน.",null,null],
    [1658,1644,"มะนอแน่","ดู น้อยหน่า.",null,null],
    [1659,1645,"มะนอยจา, มะนอยหก, มะนอยหกฟ้า","ดู กระดอม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนและแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกกะดอมมีรสขมจัด ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง, ดีฝ่อ, ดีเดือด, คลั่งเพ้อ, คุ้มดีคุ้มร้าย ทำให้เจริญอาหารและดับพิษโลหิต ใช้มากในยาบำรุงธาตุและยาไข้ เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แพทย์ตามชนบทบางจังหวัดใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง (ไข้กลับไข้ซ้ำ) และเป็นยารักษามดลูกหลังจากการแท้งลูกแล้ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr. ในวงศ์ Cucurbitaceae เป็นไม้เถา ลำต้นเป็นร่องและมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปร่างต่าง ๆ กัน ตั้งแต่รูปไตจนถึงรูปสามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือเป็นแฉก โคนเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ผิวใบสากคายทั้ง ๒ ด้าน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเล็กน้อย ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผิวสาก มีสัน เนื้อสีเขียว ผลเมื่อสุกสีแดง เมล็ดรูปรี, ขี้กาดง ขี้กาน้อย ขี้กาเหลี่ยม มะนอยจา มะนอยหก หรือ มะนอยหกฟ้า ก็เรียก."],
    [1660,1646,"มะนาว",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า common lime, lime เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูปเหลือใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนโค้งกว้าง ปลายแหลม ขอบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้น ๒-๗ ดอก ตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ สีขาว รูปไข่ยาว ปลายแหลมสั้น ผลกลม เปลือกบาง เรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดกลมรี มีหลายเมล็ด ราก ใบ ดอก ผล น้ำในผล ผิวผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำในผลสีฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน และปรุงเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ รากเป็นยาถอนพิษ สำแดง แก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ เมล็ดคั่วผสมเป็นยากวาดแก้ซางเด็ก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบมะนาวเป็นยากัดฟอกโลหิตระดู โดยมากมักใช้เพียงร้อยแปดใบ ต้มเป็นยาพิกัดของโบราณ เมล็ดมะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะ, แก้โรคทรางของเด็ก เม็ดมะนาวมีรสขมจัด, ส่วนรากของมะนาวใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับหรือไข้ซ้ำฝนกับสุราทาฝี, แก้ปวดฝีได้ดี ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะนาวรสปร่าชาขื่นเล็กน้อย กระทุ้งพิษ, ถอนพิษสำแดง, แก้สติหลงลืม, น้ำมะนาวมีไวตามินซี ทาแก้เลือดออกไรฟัน ...”, โกรยชะมา มะสิว หมากฟ้า ส้มนาว หรือ ส้มมะนาว ก็เรียก, ตำรับยาแก้ไอซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีตัวยา มะนาวดอง หมายถึง มะนาวดองที่นำมาทำให้แห้งแล้ว."],
    [1661,1647,"มะนาวควาย, มะนาวริปน","ดู มะงั่ว.",null,null],
    [1662,1648,"มะแน่","ดู น้อยหน่า.",null,null],
    [1663,1649,"มะปิน","ดู มะตูม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลไม่อ่อนไม่แก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… คุณผลมะตูมแก่แต่ยังไม่สุก ให้บิ์ดธาตุบำบัดเสลดแลลมเจริญไฟธาตุ ผลมะตูมอ่อนเกือบจะแก่ แก้เสมหแก้ลมทั้งปวง ผลมะตูมอ่อนยังเลก นั้นบำบัดตรีโทษแก้ลม ผลมะตูมสุกนั้นแก้เสมหแก้จุกเสียด เจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งให้มีกำลัง ผลมะตูมสุกแช่น้ำซ่มพอูมเจริญไฟธาตุ มีรศอันหวานยิ่งมีกำลัง แก้ลมทั้งปวงแล ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณลูกมะตูมอ่อน รู้แก้ซึ่งวาโยโลหิตเสมหะ แลบุพโพอันเน่าในอุทรให้ตกเสียแลรู้แก้ตรีโทษ ลูกมะตูมแก่ รู้แก้ซึ่งเสมหะลม รู้บำรุงเพลิงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด ลูกมะตูมสุก รู้แก้ลมอันเสียดในอุทร แลรู้แก้ซึ่งมูกเลือด รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้กระหายน้ำอนุโลมตามวาโยธาตุ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะตูมอ่อน ๆ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ขับผายลม มะตูมแก่ แก้เสมหะและลมบำรุงธาตุไฟ ย่อยอาหารให้ละเอียด มะตูมสุกแก้ลมเสียดแทงในท้อง แก้มูกเลือด บำรุงธาตุไฟให้ย่อย ... รากมะตูมรสปร่าขื่นเล็กน้อย แก้พิษฝี, พิษไข้, แก้สติเผลอ, รักษาน้ำดี, ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า bael fruit, bael, bel, bengal quince, golden apple, Indian baelfruit, Indian quince เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ โคนต้น และกิ่งก้านมีหนามยาว แข็ง หนามเดี่ยวหรือเป็นคู่ ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ดอกออกเป็นกระจุก ๒-๓ ดอก หรือเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกสมบูรณ์เพศ มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม ผิวเรียบและแข็ง เนื้อผลมีลักษณะใส เหนียว เมล็ดแบน รูปขอบขนาน มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ในช่อง มีสารเมือกล้อมรอบ สารเมือกแข็งตัวเมื่อแห้ง เยื่อหุ้มเมล็ดสีขาว โบราณแบ่งมะตูมเป็น ๓ พันธุ์ คือ มะตูมไข่ (ลูกกลมยาวคล้ายไข่) มะตูมยาง (ลูกค่อนข้างกลม โตกว่ามะตูมไข่ เนื้อน้อย มียางมาก) และมะตูมนิ่ม (เปลือกลูกอ่อนนิ่ม บีบกดได้), กะทันตาเถร ตูม บักตูม หรือ มะปิน ก็เรียก."],
    [1664,1650,"มะระขี้นก",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นผลอ่อนและแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica charantia L. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “… มะระขี้นกเป็นมะระผลเล็กเป็นรูปหัวแหลมท้ายแหลม กลมโตประมาณฟองไข่ไก่ ผิวขรุขระมาก มีรสขมจัดกว่าชนิดผลใหญ่ ... เป็นยาเจริญอาหาร ระบายแก้โรค Rheumatism และ Gout คือโรคลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม หรือโรคปวดตามข้อนิ้วเล็ก ๆ ทั้งมีประโยชน์เป็นยาบำรุงน้ำดี และแก้โรคของม้ามและโรคของตับ เป็นยาขับพยาธิ์ในท้อง ... ผลใช้ตำพอกฝี, แก้บวม, แก้เจ็บปวดอักเสบ ใบและเถารับประทานแก้ไข้, ดับพิษร้อนดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica charantia L. ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อสามัญว่า balsam apple, balsam pear, bitter cucumber, bitter melon, leprosy gourd เป็นไม้เถา มีขน มักมีมือพันอยู่บริเวณข้อตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปฝ่ามือที่มีแฉกหยักลึกมาก ปลายแหลม โคนรูปหัวใจ มีขนทั้ง ๒ ด้าน ดอกเป็นดอกเดี่ยว แยกเพศร่วมต้น ออกตามซอกใบ ใกล้โคนก้านมีใบประดับรูปหัวใจหรือรูปไต กลีบเลี้ยงสีเขียวแกมสีเหลือง กลีบดอกสีเหลืองอมสีส้ม ผลแบบผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปรีหรือรูปกระสวย ปลายเรียวแหลม มีสันตามความยาวผล และมีตุ่มนูนจำนวนมาก ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดแบน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงอมส้ม, ผักไห่ มะหอย หรือมะไห่ ก็เรียก."],
    [1665,1651,"มะรุม",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. ในวงศ์ Moringaceae มีชื่อสามัญว่า ben oil tree, drumstick tree, horseradish tree, west Indian ben, moringa เป็นไม้ต้น เปลือกต้นสีเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ๒-๔ ชั้น เรียงเวียน ร่วงง่าย มักอยู่เป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ แผ่นใบบาง ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อกระจุก ดอกสีขาวแกมสีเขียวอ่อน กลีบดอก ๕ กลีบ กลีบกลางใหญ่มากกว่ากลีบอื่น ฝักทรงสามเหลี่ยมมน ปลายแหลม ห้อยลู่ลง เปลือกฝักมักเป็นร่องตื้นตามยาวประมาณ ๙ ร่อง เมล็ดรูปทรงค่อนข้างกลมหรือเป็นสามเหลี่ยมมน มีครีบตามยาวของเมล็ด ๓ ครีบ ราก เปลือกต้น ฝัก และผิวฝักใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๕, ๓๗๙] ตอนหนึ่งว่า “… คุณมะรุมมีรศเผดหวานขมแก้บวม เจริญไฟธาตุ รากกุ่มบกก็เหมือนกัน ... เปลือกมะรุมแก้ลมอำมพาต ให้มือตายเท้าตายหูตึงลิ้นกระด้างคางแขง ... รากมะรุมแก้วาโยธาตุกำเริบ ให้ฟกบวมให้คลื่นเหียนให้ตัวเยน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๒๙] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกต้นมีรสร้อนรับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ ... สรรพคุณแผลงกล่าวว่า รากมะรุมมีรสเผ็ด, หวานขม, แก้บวม, บำรุงไฟธาตุ, มีคุณเสมอกับกุ่มบก …”, มะค้อมก้อม หรือ อีฮุม ก็เรียก."],
    [1666,1652,"มะเร็ง",null,"น.","๑. โรคเรื้อรังกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีแผล ผื่น ตุ่ม ก้อน เป็นต้น อาจผุดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ภายในหรือภายนอกร่างกาย ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น มะเร็งไร มะเร็งตะมอย มะเร็งทรวง มะเร็งช้าง หากผู้ป่วยมีอาการไข้ร่วมด้วยมักเรียก ไข้มะเร็ง เช่น ไข้มะเร็งปากทูม ไข้มะเร็งปากหมู ไข้มะเร็งเปลวไฟฟ้า หรือถ้าผู้ป่วยมีฝีร่วมด้วยจะเรียก ฝีมะเร็ง เช่น ฝีมะเร็งทรวง ฝีมะเร็งฝักบัว ฝีมะเร็งตะมอย. ๒. ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน หมายถึง เนื้องอกชนิดร้าย เกิดขึ้นเพราะเซลล์แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ควบคุมไม่ได้แล้วแทรกไปตามเนื้อเยื่อข้างเคียง และสามารถหลุดจากแหล่งเริ่มต้นไปแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่บริเวณอื่น ๆ ได้ รักษาไม่ค่อยหาย."],
    [1667,1653,"มะเร็งคุด",null,"น.","มะเร็งชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมาจากคุดทะราด ฝีดาษเข้าข้อ เมื่อเริ่มเป็นทำให้เมื่อยในข้อกระดูก บวมตามแขน ขา มือ เท้า บางทีที่บวมนั้นแตกออกเน่าเปื่อยเป็นน้ำเหลืองไหล เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๒] ตอนหนึ่งว่า “... แลในลำดับนี้จะว่าแต่มะเร็งคุดนั้นก่อนเป็นปฐม อันว่าลักษณะเมื่อจะบังเกิดนั้น เกิดด้วยคุดทะราดและฝีดาษเข้าข้อ และระคนด้วยอสุรินทัญญาณธาตุ มีประเภททำให้เมื่อยในข้ออัฐิ แล้วบวมขึ้นตามแข้งขา และมือเท้าจะเดินไปไกลก็มิได้ บางทีกินด้นอยู่จนอัฐิแตก แล้วคุออกมานอกเนื้อ แตกออกมาเป็นบุพโพโลหิตไหล เปื่อยเน่าดุจดังกล่าวมานี้ ...”."],
    [1668,1654,"มะเร็งตะมอย",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีซึ่งอาจมีขนาดโตเท่าหัวแม่มือผุดขึ้นตามตัว และ/หรือตามแขนขา เรียก ฝีมะเร็งตะมอย จะทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งตะมอย ถ้าเม็ดฝีมีโคนสีขาว หัวสีดำ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก และหากเม็ดฝีแตกออกหรือรักษาไม่หายจะกลายเป็นมะเร็ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณะไข้มะเรงตะมอย มีสัณฐานผุดขึ้นมาเท่าแม่มือ เท่าผลจิงจ้อ ถ้าถานขาวศีศะดำทำพิศม์หนัก ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมให้มัว บางทีผุดขึ้นมาขึ้นที่ตัวที่แขนที่ขา ให้แพทย์เร่งรักษาให้จงดี ถ้าแตกออกไปได้ ถ้าจุดยามิฟังแตกออกไป ถ้าไม่ตายกลายเปนมะเรง ...”."],
    [1669,1655,"มะเร็งทรวง","ดู ฝีมะเร็งทรวง.",null,null],
    [1670,1656,"มะเร็งปากทูม",null,"น.","ฝีกาลชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นที่บริเวณหลัง ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง ๒ ข้าง ฝีนี้มียอดสีคราม เรียก ฝีมะเร็งปากทูม ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งปากทูม ถ้ารักษาไม่หาย ฝีจะแตกออกมีลักษณะเหมือนปากหมู เรียก มะเร็งปากหมู และเรียกฝีนี้ว่า ฝีมะเร็งปากหมู หากมีอาการไข้สูงมากร่วมด้วย เรียก ไข้มะเร็งปากหมู ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงปากหมู มีสัณฐานผุดขึ้นมา บวมขึ้นมาจากหลังทั้งสองก็มี ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเฃียว เหมือนน้ำคราม ทำพิศม์ต่างๆ ถ้าแพทย์จุดมิหายกลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูมถ้าแก้ดีไม่ตาย กลายเปนมะเรงปากหมู ...”."],
    [1671,1657,"มะเร็งปากหมู","ดูใน มะเร็งปากทูม.","น.","ฝีกาลชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นที่บริเวณหลัง ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง ๒ ข้าง ฝีนี้มียอดสีคราม เรียก ฝีมะเร็งปากทูม ผู้ป่วยมีไข้สูง เรียก ไข้มะเร็งปากทูม ถ้ารักษาไม่หาย ฝีจะแตกออกมีลักษณะเหมือนปากหมู เรียก มะเร็งปากหมู และเรียกฝีนี้ว่า ฝีมะเร็งปากหมู หากมีอาการไข้สูงมากร่วมด้วย เรียก ไข้มะเร็งปากหมู ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงปากหมู มีสัณฐานผุดขึ้นมา บวมขึ้นมาจากหลังทั้งสองก็มี ข้างเดียวก็มี มีสัณฐานยอดเฃียว เหมือนน้ำคราม ทำพิศม์ต่างๆ ถ้าแพทย์จุดมิหายกลับแตกออกไปจะลงไปเหมือนปากทูมถ้าแก้ดีไม่ตาย กลายเปนมะเรงปากหมู ...”."],
    [1672,1658,"มะเร็งเปลวไฟ",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขนาดเท่าลูกสะบ้า ฝีนี้มียอดสีเขียว เรียก ฝีมะเร็งเปลวไฟ ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่เป็นฝีเหมือนถูกไฟลวก เรียก ไข้มะเร็งเปลวไฟ หากฝีแตกออกเป็นแผลลึก อาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้มะเรงเปลวไฟ มีสัณฐานผุดขึ้นมาเท่าวงสะบ้า ยอดเฃียวทำพิศม์เหมือนถูกไฟให้สลบ ให้แพทยเร่งแก้ให้จงดี ถ้าแตกหวะออกไปได้ตาย ...”."],
    [1673,1659,"มะเร็งฝักบัว",null,null,"น. โรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีหรือตุ่มขึ้นบริเวณ สะดือ ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มะเร็งชนิดนี้มีพิษร้ายแรง ถึงตาย ดังพระตำหรับแผนฝีดาษ [๒/๑๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... มะเรงฝักบัวขึ้นสะดือ ๑๕ วัน ตายแล ...”."],
    [1674,1660,"มะเร็งเพลิง",null,null,"น. โรคมะเร็งชนิดหนึ่ง เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วยมีอาการผิวแดงเหมือนถูกไฟ หรือเป็นตุ่มขึ้นแล้วเปื่อยลามออกไป ทำให้ร้อนบริเวณที่เป็น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๔-๒๓๕] ตอนหนึ่งว่า “...ว่าด้วยลักษณะวัณโรค อันกลายซึ่งโรคสมมติว่ามะเร็งเพลิงนั้นเป็นคำรบ ๓ เมื่อแรกจะขึ้น ดูสัณฐานดุจต้องเพลิงมีผิวอันแดง บางทีขึ้นดุจยอดละลอกขึ้นมาแล้วก็เปื่อยลามออกไป กระทำให้ร้อนเป็นกำลัง ถ้าลามออกไปทั่วตัวแล้วเมื่อใด ตายเสีย ๓ ส่วน จะรอดสักส่วน ๑ แพทย์จะรักษายากนัก ...”."],
    [1675,1661,"มะเร็งไร",null,null,"น. โรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีตุ่มคล้ายหิดขึ้นตามผิวหนัง มีอาการคันมาก มักเกาจนเลือดซึม อาการไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่รักษาให้หายขาดยาก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากพยาธิคล้ายตัวไร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๔๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค อันกลายซึ่งโรคสมมติว่ามะเร็งไรนั้นเป็นคำรบ ๔ เมื่อจะบังเกิดนั้นต้องพลึงขึ้นมาดุจเป็นหิต ให้คันเกาจนโลหิตซิบๆ จึงหายคัน แล้วเป็นน้ำเหลืองเดินด้นไปในผิวหนัง และมะเร็งจำพวกนี้มีแม่ดังตัวไร บังเกิดด้วยอาโปธาตุอย่าง ๑ เกิดด้วย ทรางนางริ้นอย่าง ๑ บังเกิดด้วยลมซ่านออกไปในผิวหนังอย่าง ๑ อันลักษณะมะเร็งไรนี้ไม่ตายแต่จะลำบาก ครั้นถูกยาเข้าหายไป ครั้นบริโภคของอันสำแลงเข้าไปกลับเป็นมาเล่า อาศัยเหตุยาที่รากนั้น ไม่ต้องกับโรค จึงมิได้หายขาดตามอาจารย์ท่านกล่าวไว้ดังนี้ ...”."],
    [1676,1662,"มะเร็งลาม",null,null,"น. มะเร็งชนิดหนึ่ง เกิดได้หลายลักษณะ คือ เกิดเป็นตุ่มตามผิวหนังแล้วแตกออกเปื่อยลามไป หรือร่างกายถูกกระทบทำให้ฟกช้ำ แล้วเปื่อยลามออกไป หรือเกิดจากเป็นวัณโรคแล้วรักษาไม่หายกลายเป็นแผลเรื้อรัง แล้วกลายเป็นมะเร็งลาม ทำพิษให้เจ็บปวดมาก น้ำเหลืองไหลไปถึงบริเวณใด ทำให้เป็นแผลเปื่อยลามถึงที่นั่น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๓๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรค อันกลายซึ่งโรคสมมติว่ามะเร็งลามนั้นเป็นคำรบ ๒ เมื่อจะบังเกิดผุดเป็นเม็ดขึ้นมาก่อน แล้วก็แตกเปื่อยลำลาบออกไป บางทีถูกกระทบอันใดอันหนึ่งฟกช้ำ แล้วก็แตกเปื่อยออกไปก็มี บางทีเป็นวัณโรคและพ้นกำหนดแล้วไปมิหายมักกลายเป็นกะอากปากสุกรออกไปก่อน แล้วจึงตกเข้าไปในมะเร็งออกไปก็มี ให้เจ็บปวดมีพิษเป็นกำลัง มีแต่น้ำเหลืองหาบุพโพมิได้ ถึงจะมีบุพโพก็ไม่มากนัก แต่น้ำเหลืองนั้นร้าย ถ้าน้ำเหลืองไปถึงไหน ก็เปื่อยไปถึงที่สุดแห่งน้ำเหลือง ได้ความเวทนาแผลเป็นอันมาก …”."],
    [1677,1663,"มะลาคา","ดู ราชดัด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [1678,1664,"มะลิ",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac (L.) Aiton ในวงศ์ Oleaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… คุณต้นมะลิแก้ฝีคุทราด แก้เสมหแก้โลหิต ดอกมะลินั้นเยน แก้ร้อนในอกกระทำให้ใจชุ่มชื่น แก้โรคในจักษุแก้ไข้ตัวร้อนทุกประการ ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณดอกมลิ รู้แก้ไข้อันบังเกิด แต่เสมหะแลดี ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ต้นแก้คุดทะราด, ขับเสมหะและโลหิต, ดอกหอมเย็นทำให้จิตใจชุ่มชื่น, แก้โรคตาเจ็บ, แก้ไข้ทั้งปวง, แก้ตัวร้อน ... ดอกแห้งปรุงเป็นยาแต่งกลิ่น ใบสดใช้ตำผสมกันกับกะลามะพร้าว แต้มรักษาแผลพุพองหรือแผลฝีดาษให้แห้งดี รากฝนกินแก้ร้อน แก้เสียดท้อง ...” จัดเป็นเครื่องยาสมุนไพรชนิดหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac (L.) Aitonในวงศ์ Oleaceae มีชื่อสามัญว่า arabian jasmine, jasmine, sambac เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ปลายมน แหลม หรือเรียวแหลม แผ่นใบบาง ดอกสีขาว กลิ่นหอม ออกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกเชิงประกอบตามปลายกิ่ง แต่ละช่อกระจุกมักมี ๓ ดอก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด, มะลิลา ก็เรียก."],
    [1679,1665,"มะลิดไม้, มะลิ้นไม้","ดู เพกา.",null,null],
    [1680,1666,"มะลิลา","ดู มะลิ.",null,null],
    [1681,1667,"มะแว้ง","ดู มะแว้งต้น และ มะแว้งเครือ ประกอบ.",null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของมะแว้งต้น (Solanum anguiri Larn. และ S. sanitwongsei Craib) และ/หรือมะแว้งเครือ (S. trilobatum L.) มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… ผลเป็นยาขับเสมหะแก้ไอ ขับปัสสาวะ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะแว้งสุกเป็นยาแก้ไอได้ดี ...”."],
    [1682,1668,"มะแว้งเครือ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณมะแว้งเครือ รู้แก้เสมหะ ลม ไอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบและรากของมะแว้งเครือมีรสขม เป็นยาบำรุงธาตุ, ใช้ในวัณโรค ทำเป็นยาลูกกลอน ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะแว้งทั้งสองรสขื่น เปรี้ยวเอียนเล็กน้อย แก้เสมหะและขับให้เสมหะตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามแหลมแข็งและโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ โคนตัดหรือแหลมหรือรูปหัวใจ มักเบี้ยว ขอบเว้าลึก ๓–๕ หยัก เส้นกลางใบมักมีหนาม ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๒-๙ ดอก กลีบดอกสีม่วง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายผายรูปปากแตรหรือรูปกงล้อ ขอบหยักลึก ๕ แฉก ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ค่อนข้างกลม เกลี้ยง สีเขียวลายขาว เมื่อสุกสีแดงเข้ม เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่แกมรูปกลมหรือรูปไตแบน ขนาดเล็ก, แขว้งเคีย มะแว้งเครือเขา หรือ มะแว้งเถา ก็เรียก."],
    [1683,1669,"มะแว้งเครือเขา","ดู มะแว้งเครือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณมะแว้งเครือ รู้แก้เสมหะ ลม ไอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบและรากของมะแว้งเครือมีรสขม เป็นยาบำรุงธาตุ, ใช้ในวัณโรค ทำเป็นยาลูกกลอน ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะแว้งทั้งสองรสขื่น เปรี้ยวเอียนเล็กน้อย แก้เสมหะและขับให้เสมหะตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามแหลมแข็งและโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ โคนตัดหรือแหลมหรือรูปหัวใจ มักเบี้ยว ขอบเว้าลึก ๓–๕ หยัก เส้นกลางใบมักมีหนาม ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๒-๙ ดอก กลีบดอกสีม่วง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายผายรูปปากแตรหรือรูปกงล้อ ขอบหยักลึก ๕ แฉก ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ค่อนข้างกลม เกลี้ยง สีเขียวลายขาว เมื่อสุกสีแดงเข้ม เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่แกมรูปกลมหรือรูปไตแบน ขนาดเล็ก, แขว้งเคีย มะแว้งเครือเขา หรือ มะแว้งเถา ก็เรียก."],
    [1684,1670,"มะแว้งต้น","ดู มะแว้ง และ มะแว้งเครือ ประกอบ.",null,"น. ชื่อพืช ๒ ชนิด ชนิดแรกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum anguivi Lam. ในวงศ์ Solanaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ตามต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขอบใบหยักเว้ามน หรือเป็นแฉกมน ไม่สม่ำเสมอกัน แผ่นใบมีขนนุ่มทั้ง ๒ ด้าน ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๒-๘ ดอก กลีบดอกสีม่วง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายผายรูปปากแตรหรือรูปกงล้อ ขอบหยักลึก ๕ แฉก ด้านนอกของกลีบดอกสีจางกว่าด้านในและมีขนรูปดาว ผลแบบผลมีเนื้อ ค่อนข้างกลม เกลี้ยง สีเขียว เมื่อสุกสีแดงเข้ม เมล็ดเล็กมีจำนวนมาก รูปไข่แกมรูปกลมหรือรูปไตแบน, ชนิดหลังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า S. sanitwongsei Craib ในวงศ์ Solanaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบ ดอก ผล และเมล็ดมีลักษณะเหมือนชนิด S. anguivi Lam. แต่ตามต้นและกิ่งก้านไม่มีหนาม รากและผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๔๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากรับประทานเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ และกระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง ผลเป็นยาขับเสมหะแก้ไอ ขับปัสสาวะ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ผลมะแว้งสุกเป็นยาแก้ไอได้ดี ส่วนรากใช้เป็นยากัดเสมหะและปัสสาวะ ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะแว้งทั้งสองรสขื่น เปรี้ยวเอียนเล็กน้อย แก้เสมหะและขับให้เสมหะตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว ...”, มะแคว้ง มะแคว้งขม มะแคว้งดำ หรือ สะกั้งแค ก็เรียก."],
    [1685,1671,"มะแว้งเถา","ดู มะแว้งเครือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณมะแว้งเครือ รู้แก้เสมหะ ลม ไอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๓๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบและรากของมะแว้งเครือมีรสขม เป็นยาบำรุงธาตุ, ใช้ในวัณโรค ทำเป็นยาลูกกลอน ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะแว้งทั้งสองรสขื่น เปรี้ยวเอียนเล็กน้อย แก้เสมหะและขับให้เสมหะตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum trilobatum L. ในวงศ์ Solanaceae เป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามแหลมแข็งและโค้ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่ โคนตัดหรือแหลมหรือรูปหัวใจ มักเบี้ยว ขอบเว้าลึก ๓–๕ หยัก เส้นกลางใบมักมีหนาม ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๒-๙ ดอก กลีบดอกสีม่วง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายผายรูปปากแตรหรือรูปกงล้อ ขอบหยักลึก ๕ แฉก ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ค่อนข้างกลม เกลี้ยง สีเขียวลายขาว เมื่อสุกสีแดงเข้ม เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่แกมรูปกลมหรือรูปไตแบน ขนาดเล็ก, แขว้งเคีย มะแว้งเครือเขา หรือ มะแว้งเถา ก็เรียก."],
    [1686,1672,"มะแว้งทั้ง ๒","ดู มะแว้ง มะแว้งต้น และ มะแว้งเครือ ประกอบ.",null,"น. จุลพิกัดประเภทต่างลักษณะ ประกอบด้วยตัวยา ๒ อย่าง คือ ผลมะแว้งเครือ และผลมะแว้งต้น (หรือบางตำราว่าเป็น รากมะแว้งเครือ กับ รากมะแว้งต้น) ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก มีรสขม ขื่น เปรี้ยวหรือเอียนเล็กน้อย สรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ."],
    [1687,1673,"มะโว่ยาว","ดู มะงั่ว.",null,null],
    [1688,1674,"มะสิว","ดู มะนาว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า common lime, lime เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูปเหลือใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนโค้งกว้าง ปลายแหลม ขอบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้น ๒-๗ ดอก ตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ สีขาว รูปไข่ยาว ปลายแหลมสั้น ผลกลม เปลือกบาง เรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดกลมรี มีหลายเมล็ด ราก ใบ ดอก ผล น้ำในผล ผิวผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำในผลสีฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน และปรุงเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ รากเป็นยาถอนพิษ สำแดง แก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ เมล็ดคั่วผสมเป็นยากวาดแก้ซางเด็ก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบมะนาวเป็นยากัดฟอกโลหิตระดู โดยมากมักใช้เพียงร้อยแปดใบ ต้มเป็นยาพิกัดของโบราณ เมล็ดมะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะ, แก้โรคทรางของเด็ก เม็ดมะนาวมีรสขมจัด, ส่วนรากของมะนาวใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับหรือไข้ซ้ำฝนกับสุราทาฝี, แก้ปวดฝีได้ดี ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะนาวรสปร่าชาขื่นเล็กน้อย กระทุ้งพิษ, ถอนพิษสำแดง, แก้สติหลงลืม, น้ำมะนาวมีไวตามินซี ทาแก้เลือดออกไรฟัน ...”, โกรยชะมา มะสิว หมากฟ้า ส้มนาว หรือ ส้มมะนาว ก็เรียก, ตำรับยาแก้ไอซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีตัวยา มะนาวดอง หมายถึง มะนาวดองที่นำมาทำให้แห้งแล้ว."],
    [1689,1675,"มะหนุน","ดู ขนุน.",null,null],
    [1690,1676,"มะหอย","ดู มะระขี้นก.",null,null],
    [1691,1677,"มะหากำลัง","ดู มหากำลัง.",null,null],
    [1692,1678,"มะหาชุมนุมใหญ่สันนิบาต","ดู มหาชุมนุมใหญ่สันนิบาต.",null,null],
    [1693,1679,"มะไห่","ดู มะระขี้นก.",null,null],
    [1694,1680,"มักแค้งข่า","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [1695,1681,"มังกรดำ","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [1696,1682,"มังคุด",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกผลแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana L. ในวงศ์ Clusiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… ต้น ราก ลูก ดอก ใบ รักษาโรค มูกเลือด เปลือกต้นและเปลือกลูก ต้มเอาน้ำฝาดชะล้างบาดแผล และฝนแต้มทารักษาแผล แก้ท้องร่วง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๔๓] ตอนหนึ่งว่า “… เปลือกของลูกมีรสฝาด รับประทานเป็นยาแก้บิด มูกเลือด หรือฝนกับน้ำปูนใสแต้มแผลรักษาแผลได้ดี บางคนใช้น้ำต้มของเปลือกมังคุด ชะล้างบาดแผล (แทนด่างทับทิมของฝรั่งได้) ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana L. ในวงศ์ Clusiaceae มีชื่อสามัญว่า mangosteen เป็นไม้ต้น ทุกส่วนมียางข้นสีเหลืองอมส้ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรีแกมรูปขอบขนาน โคนมนหรือรูปลิ่ม ขอบเรียบ แผ่นใบหนา เกลี้ยง ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นคู่ กลีบดอก ๔ กลีบ สีเขียวแกมเหลือง ขอบกลีบสีชมพูถึงแดงเรื่อ รูปไข่กลับ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ค่อนข้างกลมหรือกลมแป้นเล็กน้อย ผลอ่อนสีเขียวตองอ่อน เมื่อเริ่มแก่มีจุดแต้มหรือประสีม่วงแดงมากขึ้น แล้วทั้งผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง ผลแก่จัดสีม่วงเข้มถึงม่วงดำ เปลือกหนา ผิวเปลือกค่อนข้างแข็ง เนื้อเปลือกชั้นในนิ่ม ฉ่ำน้ำ สีม่วง เมล็ดมี ๔-๘ เมล็ด ส่วนใหญ่ไม่สมบูรณ์ แบน ลีบ และมีเยื่อนุ่มสีขาวขุ่นหุ้ม มีรสหวานถึงหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม กินได้."],
    [1697,1683,"มังสัง",null,null,"น. เนื้อของคนและสัตว์ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [1698,1684,"มัชฌิมยาม","ดู ยาม, ยาม- ประกอบ.",null,"น. เวลาตั้งแต่ ๒๒.๐๐ น. ถึง ๐๒.๐๐ น. ตามการแบ่งเวลากลางคืนในบาลี, ยามกลาง ก็เรียก."],
    [1699,1685,"มัชฌิมวัย",null,null,"น. วัยกลางคน แพทย์แผนไทยนับตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไปจนถึง ๓๒ ปี แต่ในคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนับตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไปจนถึง ๓๐ ปี."],
    [1700,1686,"มัดกา","ดู มะกา.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bridelia ovata Decne. ในวงศ์ Phyllanthaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ก้านใบสั้นและโป่งพอง ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบหรือตามปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมช่อ ผลค่อนข้างกลม ราก ใบ และเปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบอ่อน ต้มเป็นยาขับเสมหะ สะกดลมขึ้นเบื้องสูงให้ต่ำลง บำรุงน้ำเหลือง แก้ไข้ แก้ระดู แก้มุตกิด แก้เหน็บชา รากแก้ไข้ เมล็ดทำให้ฟันแน่น ใบเป็นยาระบาย แต่ทำให้คลื่นเหียน ถ้าจะใช้ใบสดต้องปิ้งไฟเสียก่อน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบมะการับประทานเป็นยาถ่ายเสมหะและโลหิต ชักลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ แพทย์ชนบท ใช้ใบมะกา เป็นยาระบายเสมหะและถ่ายไข้ ถ่ายพิษตานทรางเด็ก, ใบมะกาสด, ไซ้ท้อง, และทำให้คลื่นเหียน, ก่อนใช้ต้องปิ้งไฟพอกรอบจึงใช้ โดยมากใช้ในยาต้ม เปลือกต้นมะการับประทานเป็นยาสมานลำไส้ ...”, ซำซา มัดกา มาดกา หรือ มะกาต้น ก็เรียก."],
    [1701,1687,"มัตถเกมัตถลุงคัง",null,null,"น. มันสมอง เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน. (มาจากคำ มัตถกะ แปลว่า หัว, กระหม่อม และ มัตถลุงค์ แปลว่า มันสมอง)."],
    [1702,1688,"มัน",null,null,"ว. รสอย่างรสกะทิ ถั่วลิสง เมล็ดงา เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสมันจะมีสรรพคุณซึมซาบไปตามเส้นเอ็น แก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อย บำรุงไขข้อ บำรุงเยื่อกระดูก เป็นยาอายุวัฒนะ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นต้น."],
    [1703,1689,"มันกลอย","ดู กลอย.",null,null],
    [1704,1690,"มันเงาะ","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [1705,1691,"มาด","ดู กำมะถัน.",null,null],
    [1706,1692,"มาดกา","ดู มะกา.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bridelia ovata Decne. ในวงศ์ Phyllanthaceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ก้านใบสั้นและโป่งพอง ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบหรือตามปลายกิ่ง ดอกแยกเพศร่วมช่อ ผลค่อนข้างกลม ราก ใบ และเปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบอ่อน ต้มเป็นยาขับเสมหะ สะกดลมขึ้นเบื้องสูงให้ต่ำลง บำรุงน้ำเหลือง แก้ไข้ แก้ระดู แก้มุตกิด แก้เหน็บชา รากแก้ไข้ เมล็ดทำให้ฟันแน่น ใบเป็นยาระบาย แต่ทำให้คลื่นเหียน ถ้าจะใช้ใบสดต้องปิ้งไฟเสียก่อน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใบมะการับประทานเป็นยาถ่ายเสมหะและโลหิต ชักลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ แพทย์ชนบท ใช้ใบมะกา เป็นยาระบายเสมหะและถ่ายไข้ ถ่ายพิษตานทรางเด็ก, ใบมะกาสด, ไซ้ท้อง, และทำให้คลื่นเหียน, ก่อนใช้ต้องปิ้งไฟพอกรอบจึงใช้ โดยมากใช้ในยาต้ม เปลือกต้นมะการับประทานเป็นยาสมานลำไส้ ...”, ซำซา มัดกา มาดกา หรือ มะกาต้น ก็เรียก."],
    [1707,1693,"มาดแดง","ดู กำมะถันแดง.",null,null],
    [1708,1694,"มาดเหลือง","ดู กำมะถัน.",null,null],
    [1709,1695,"มาตุคัพโภทร",null,null,"น. ท้องแม่, ครรภ์มารดา. (มาจากคำ มาตุ แปลว่า แม่ ครรโภทร แปลว่า ท้อง ท้องมีลูก)."],
    [1710,1696,"ม้าถอนหลัก","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [1711,1697,"มานกษัย","ดูใน กษัยลิ้นกระบือ.",null,null],
    [1712,1698,"มานทรวง","ดู ฝีมานทรวง.",null,null],
    [1713,1699,"มีดหมอ",null,null,"น. มีดขนาดกลางทำด้วยโลหะ ใบมีดรูปร่างคล้ายมีดเหน็บ เป็นแผ่น รูปยาวรี มีคมด้านหนึ่ง มีสันอยู่อีกด้านหนึ่ง ปลายมีดแหลม โคนมีดเป็นกั่นรูปเดือยเรียวแหลม หรือเป็นแผ่นสอดติดอยู่ในด้ามซึ่งมักทำด้วยไม้หรือเขาสัตว์ เป็นสิ่งของประจำตัวของหมอหลวงในสมัยโบราณ จะต้องได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น สามารถขับไล่ภูตผีปีศาจที่โบราณเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บได้ หรือใช้ในพิธีกรรมทางไสยศาสตร์."],
    [1714,1700,"มุตกิด",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่งเกิดกับผู้หญิง ผู้ป่วยมักมีระดูขาว ปัสสาวะขุ่นข้น บางครั้งบริเวณขอบทวารเบาอาจเป็นเม็ดหรือแผล คัน เปื่อย แสบ เหม็นคาว มีอาการแสบอก กินอาหารไม่รู้รส ปวดหลัง เสียวมดลูก เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยหลายเล่มแบ่งมุตกิดออกเป็น ๔ จำพวก คือ ๑) ปัสสาวะเป็นช้ำเลือดมีกลิ่นเหมือนปลาเน่า ๒) ปัสสาวะเป็นเลือดจาง ๆ สีเหมือนน้ำชานหมาก ๓) ปัสสาวะเป็นหนองจาง ๆ เหมือนน้ำซาวข้าว และ ๔) ปัสสาวะเป็นเมือกหยดลงเหมือนน้ำมูกไหล, เขียนว่า มุตรกฤต มุตระกฤต มุตรกฤจฉ์ หรือ มุตร์กิจฉ์ ก็มี."],
    [1715,1701,"มุตฆาต, มุตตฆาต",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปรกติของน้ำปัสสาวะ ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากการกระทบกระทั่ง เช่น จากอุบัติเหตุ เพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยมีอาการปวดมากเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ปวดขัดบริเวณสีข้าง จุกเสียดบริเวณหน้าอก อาเจียนเป็นลมเปล่า เบื่ออาหาร เป็นต้น ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๒๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... มุตรฆาฎ ๔ ประการ ว่าเมื่อจะถ่ายปัศสาวะออกมานั้น ให้ปวดให้ขัดเจบเปนกำลัง ให้โลหิตช้ำเปนหนองข้นขุ่นดำดุจน้ำครามนั้น ชื่อมุตรฆาฎอันนี้เกิดด้วยกระทบชอกช้ำ จึ่งสำแดงโทษเปนดังนี้ กระทำให้ขัดราวค่างดุจเส้นปัตฆาฎ แลให้เสียดแทงในอก จะไหวไปมามิสะดวก บริโภคอาหารมิได้ให้อาเจียนเปนลมเปล่า รู้มิถึงว่าเปนเมดยอดภายใน ...”, เขียนว่า มุตรฆาฏ หรือ มุตระฆาฎ ก็มี."],
    [1716,1702,"มุตตัง",null,null,"น. น้ำปัสสาวะ น้ำเบา เยี่ยว เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [1717,1703,"มุตรกฤต, มุตระกฤต, มุตรกฤจฉ์, มุตรกิจฉ์","ดู มุตกิด.",null,null],
    [1718,1704,"มุตรฆาฏ, มุตระฆาฎ","ดู มุตฆาต, มุตตฆาต.",null,null],
    [1719,1705,"มุศกายธาตุอติสาร",null,null,"น. โบราณกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากธาตุน้ำ หรือจากการกินอาหารแสลง ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นเสมหะและเลือดเน่า มีกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพ นอกจากนี้ยังมีอาการท้องอืด แน่นหน้าอก เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวในลักษณะมุศกายธาตุอติสาร อันเป็นโบราณกรรมเป็นคำรบ ๔ นั้นเกิดแต่กองอาโปธาตุ มีปิตตังเป็นต้น มีมุตตังเป็นที่สุด และลักษณะอาการประเภทนั้น คือบริโภคอาหารนั้นสำแลงแห่งธาตุ จึงให้เป็นโลหิตเป็นเสมหะเน่า เหม็นดังกลิ่นอาศพให้กุจฉิยาวาต โกฏฐาสยวาตระคนกัน ให้ท้องขึ้นปะทะอยู่หน้าอกให้แน่น ให้อาเจียนลมเปล่า ให้เหม็นอาหารจะลุกนั่งมิได้ ให้หน้ามืดยิ่งนัก ...”."],
    [1720,1706,"มูก, มูกเกื้อ, มูกมัน","ดู โมกมัน.",null,null],
    [1721,1707,"มูกเลือดทับกำเดา","ดู ทับกุมโทษ.",null,null],
    [1722,1708,"มูตร, มูตร์","ดู น้ำมูตร, น้ำมูตร์.",null,null],
    [1723,1709,"เม็งซอ","ดู ชิงชี่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [1724,1710,"เม็ด",null,"น.","๑. ส่วนภายในของผลไม้ที่เพาะเป็นต้นขึ้นได้ เช่น เม็ดมะขาม เม็ดมะกอก เม็ดพริกไทย. ๒. สิ่งที่มีลักษณะเป็นก้อนขนาดเล็ก เช่น เม็ดฝี เม็ดผด เม็ดยา. ๓. ลักษณนามเรียกของที่เป็นก้อนเป็นตุ่มเล็ก ๆ เช่น พริกไทย ๗ เม็ด, เกลือตัวผู้ ๗ เม็ด."],
    [1725,1711,"เม็ดกะจี้, เม็ดกาจี้, เม็ดตูมกาแดง, เม็ดแสงเบื่อ, เม็ดแสลงใจ, เม็ดแสลงทม, เม็ดแสลงโทน, เม็ดแสลงเบือ, เม็ดแสลงเบื่อ","ดู โกฐกะกลิ้ง.","น.","น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่แห้งของต้นแสลงใจมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strychnos nux-vomica L. ในวงศ์ Loganiaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๗๗] ตอนหนึ่งว่า “… โกฏกะกลิ้ง แก้โรคอันเกิดจากปากคอพิการ, ขับพยาธิ์, ขับปัสสาวะ, แก้พิษงู, พิษตะขาบ, พิษแมลงป่อง, แก้ลมกระเพื่อมในท้อง, แก้คลื่นเหียน, แก้ลมพานไส้, แก้ริดสีดวงทวาร, แก้โลหิตพิการทำให้ตัวเย็น แก้ลม คูธทวาร, ขับลมในลำไส้ ...” จัดเป็นโกฐชนิดหนึ่งในพิกัดโกฐพิเศษ ๓ ชนิด ร่วมกับโกฐกักกราและโกฐน้ำเต้า, กะกลิ้ง เม็ดกะจี้ เม็ดกาจี้ เม็ดตูมกาแดง เม็ดแสงเบื่อ เม็ดแสลงใจ เม็ดแสลงเบือ เม็ดแสลงเบื่อ เม็ดแสลงโทน หรือ เม็ดแสลงทม ก็เรียก. (จ. หม่าเฉียนจื่อ, แบไจ่จี้, กะจี้ หรือ กาจี้)."],
    [1726,1712,"เมโท",null,null,"น. มันข้น (เนื้อมันสีขาวอมเหลืองในร่างกาย) เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [1727,1713,"เมนทอล","ดู เกล็ดสะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [1728,1714,"เมล็ด",null,null,"น. ส่วนภายในของผลไม้ที่เพาะเป็นต้นขึ้นได้ เช่น เมล็ดมะขาม เมล็ดมะกอก เมล็ดพริกไทย. (แผลงมาจาก เม็ด)."],
    [1729,1715,"เมาเบื่อ",null,null,"ว. รสอย่างรสยาสูบ เมล็ดสบู่ดำ เมล็ดลำโพง เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสเมาเบื่อจะมีสรรพคุณแก้พิษสัตว์กัดต่อย พิษดี พิษโลหิต แก้พยาธิ ผื่นคัน เป็นต้น."],
    [1730,1716,"เม่าเหลก","ดู เขม่าเหล็ก.",null,null],
    [1731,1717,"เมือก",null,null,"น. สิ่งที่มีลักษณะเป็นเลือก ๆ คือ เหนียว ๆ ลื่น ๆ อย่างเมือกปลา."],
    [1732,1718,"เมืองบน",null,null,"น. ดินแดนที่อยู่เหนือพื้นดิน พื้นน้ำ เช่น บนอากาศ บนต้นไม้ บนภูเขา ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “… โอมไชยศรีสิทธิสารประเสริฐ อัญเชิญเถิดแม่ซื้อเอ๋ย ครูตูเฉลยบอกให้รู้จัก ลักษณะแม่ซื้อกระแหน่เมืองบน แม่ซื้อกลางหนและเมืองล่าง ซึ่งให้โทษต่าง ๆ กัน ...”."],
    [1733,1719,"เมืองล่าง",null,null,"น. ดินแดนบนพื้นดินหรือในน้ำ ดังตำรายาศิลาจารึก ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “… โอมไชยศรีสิทธิสารประเสริฐ อัญเชิญเถิดแม่ซื้อเอ๋ย ครูตูเฉลยบอกให้รู้จัก ลักษณะแม่ซื้อกระแหน่เมืองบน แม่ซื้อกลางหนและเมืองล่าง ซึ่งให้โทษต่างๆ กัน ...”."],
    [1734,1720,"เมื่อย",null,null,"ก. อาการเพลียของกล้ามเนื้อ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน."],
    [1735,1721,"เมื่อยขบ",null,null,"ก. อาการที่เมื่อปวดเหมือนมีอะไรขบบีบ หรือกดอยู่ที่ตรงนั้น."],
    [1736,1722,"เมื่อยล้า",null,null,"ก. อาการที่เมื่อยมากทำให้เดินเคลื่อนไหวได้ช้าลง."],
    [1737,1723,"เมื่อยสาน","ดู ข้าวสาร.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRaphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ยอดปรุงเป็นยารักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว รากแก้ไข้ แก้โลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถา ผิวเกลี้ยง มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายเป็นหางยาว โคนเว้า ขอบเรียบ ก้านเล็กและเรียว ช่อดอกออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝัก รูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาว, ข้าวสารเครือ ข้าวสารดอกเล็ก เครือข้าวสาร เคือคิก เมื่อยสาน หรือ สานเคือ ก็เรียก."],
    [1738,1724,"แม่ซาง",null,null,"น. เม็ดยอดที่ผุดขึ้นมาเป็นกลุ่ม มักมีเม็ดเล็ก ๆ กระจายอยู่เป็นบริวาร ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๐๒] ตอนหนึ่งว่า “... ในเมื่อแม่ทรางทั้ง ๔ ยอดขึ้นมาประชุมพร้อมกันในนาภีแล้วเมื่อใดก็ทำให้ตัวร้อน ให้ลงให้ราก ให้กระหายน้ำให้กินเข้านมมิได้ ครั้นเมื่ออายุกุมารได้ขวบ ๑ กับ ๗ เดือน ๘ เดือน จึ่งบริวาร ๔๐ ยอดนั้น ก็แบ่งกันมาขึ้นประจำ อยู่หัวเหน่า ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่นาภี ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่กะเภาะเข้า ๑๐ ยอด ขึ้นประจำอยู่ลิ้น ๑๐ ยอด เปน ๔๐ ยอดด้วยกันดังนี้ ...”."],
    [1739,1725,"แม่ซื้อ",null,"น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [1740,1726,"แม่เท้า","ดู นิ้วเท้าใหญ่ข้างล่าง.",null,null],
    [1741,1727,"แม่นม",null,null,"น. หญิงที่ให้เด็กอื่นกินนมของตนแทนแม่."],
    [1742,1728,"แม่นมเบญจกัลยาณี","ดู เบญจกัลยาณี.",null,null],
    [1743,1729,"แม่วี","ดู แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [1744,1730,"โมก, โมกมัน",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wrightia pubescens R. Br. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เปลือกสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาล มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่กลับ โคนแหลม ปลายใบเรียวแหลม เนื้อใบบาง มีขนนุ่มทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกออกตามปลายกิ่ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวหรือสีขาวแกมเขียว ผลเป็นฝักยาว รูปทรงกระบอก ผิวขรุขระ มีช่องอากาศเป็นตุ่ม มีร่อง ๒ ร่องตามยาว เมื่อแก่จะแตกตามร่อง ภายในมีเมล็ดจำนวนมากรูปยาว ปลายข้างหนึ่งของเมล็ดมีขนสีขาว, เปลือก กระพี้ แก่น ราก ใบ ดอก และผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๘] ตอนหนึ่งว่า “... ผลมูกมันนั้นแก้หืดแก้ตกมูก แก้ลงท้องแก้ลมสำปะชวรแล ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๕๔] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกโมกมัน ทำธาตุให้เป็นปกติ ใบขับน้ำเหลือง แก้ท้องมาร ดอกทำลายพรรดึก ลูกฆ่าแมงกินฟัน เปลือกแก้โรคไต ฆ่าเชื้อคุดทะราด กระพี้แก้ดีพิการ แก่นขับเลือก รากแก้ลมสันดาน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกโมกมันทำธาตุให้เป็นปกติ ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ใบขับน้ำเหลืองสำหรับคนท้องมารให้ตก ดอกทำลายพรรดึก ลูกฆ่าแมงที่กินฟัน เปลือกแก้โรคไต ฆ่าเชื้อคุดทะราดและกะพี้แก้ดีพิการ แก่นขับเลือด รากแก้ลมสันดาน ...”, มูก มูกเกื้อ หรือ มูกมัน ก็เรียก."],
    [1745,1731,"โมง",null,null,"น. วิธีนับเวลาตามประเพณีในเวลากลางวัน, ถ้าเป็นเวลาก่อนเที่ยงวัน ตั้งแต่ ๗ นาฬิกา ถึง ๑๑ นาฬิกา เรียกว่า โมงเช้า ถึง ๕ โมงเช้า, ถ้าเป็น ๑๒ นาฬิกา นิยมเรียกว่า เที่ยงวัน, ถ้าหลังเที่ยงวัน ตั้งแต่ ๑๓ นาฬิกา ถึง ๑๗ นาฬิกา เรียกว่า บ่ายโมง ถึงบ่าย ๕ โมง, ถ้า ๑๘ นาฬิกา นิยมเรียกว่า ๖ โมงเย็น หรือ ย่ำค่ำ."],
    [1746,1732,"โมรา","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [1747,1733,"โมหอม","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [1748,1734,"ไม้ตับ",null,null,"น. ๑. ไม้ไผ่ผ่าซีกใช้สำหรับหนีบสายสะดือเด็กแรกคลอด เพื่อป้องกันรกบิน หรือใช้หนีบปลา หมู ไก่ เป็นต้น สำหรับปิ้งไฟ. ๒. ไม้ที่ใช้เป็นแกนสอดในเวลากรองจาก แฝก หรือคา เรียกว่า ไม้ตับจาก ไม้ตับแฝก."],
    [1749,1735,"ไม้เท้ายายม่อม",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1750,1736,"ไม้เท้าฤาษี","ดู ไม้เท้ายายม่อม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณไม้ท้าวยายม่อมแลรากมะกล่ำตาช้างแดงขาว แก้ร้อน แก้กระหายน้ำ แก้อาเจียน แก้หืดไอแก้พิศมฝี ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณท้าวยายม่อม รู้แก้เสมหะโดยเบื้องต่ำ กล่าวสังเขปคุณท้าวยายม่อมสิ้นเท่านี้ …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… เป็นยาขับเสมหะลงเบื้องต่ำ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาขับพิษไข้ทุกชนิด แก้ร้อนใน บางจังหวัดใช้รากตำหรือฝนกับสุรารับประทาน แก้พิษงูกัด ใช้กากพอกหรือทาปากแผลถอนพิษงู ในสรรพคุณยาแผลงกล่าวว่า แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียน หืดไอ และพิษฝี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum indicum (L.) Kuntze ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่ม ลำต้นกลวง มักไม่แตกกิ่งก้าน เปลือกสีเขียวแกมสีน้ำตาล ผิวเรียบ กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ ๓-๘ ใบ หรือเรียงสลับตั้งฉาก ส่วนใหญ่รูปแถบ รูปขอบขนาน รูปใบหอก รูปใบหอกกลับ หรือรูปใบหอกแกมรูปแถบ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายยอด และแบบช่อกระจุกซ้อนหรือช่อกระจุก ออกตรงซอกใบ ช่อตั้งและโปร่ง ดอกสีขาวแกมเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ด้านนอกมีขน ต่อมประปราย โคนหลอดเกลี้ยง ผิวด้านในมีขนสั้น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม ผิวมันวาว ปลายแยกเป็น ๒-๔ พู สุกสีดำ มีเมล็ดพูละ ๑ เมล็ด, จรดพระธรณี ท้าวยายม่อม ปทุมราชา ปิ้งขม ปิ้งหลวงพญาเล็งจ้อน พมพี พินพี โพพิ่ง หรือ ไม้เท้าฤๅษี ก็เรียก."],
    [1751,1737,"ไม้เหลือง","ดู แกแล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณ ดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นแกแลมีรสขม ชาขื่น บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ, แก้พุพอง, บำรุงกำลัง, แก้กาฬสิงคลี, ขับปัสสาวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า cockspur thorn เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยถึงไม้เถา เนื้อแข็ง มียางสีเหลืองอ่อน ต้น กิ่ง และซอกใบ มีหนามแหลมแข็ง ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบเรียบดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อกระจะ ช่อดอก เพศเมียเป็นช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบเป็นคู่หรือเดี่ยวช่อดอกเพศผู้สีขาวนวล ดอกเล็กมาก ผลแบบผลรวม กลม ผิวขรุขระ เมล็ดเล็กมาก, แกก้อง แกล ไม้เหลือง หรือ แหร ก็เรียก."],
    [1752,1738,"ยกนัง",null,null,"น. ตับ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของ ธาตุดิน."],
    [1753,1739,"ยอก",null,null,"ก. รู้สึกเจ็บแปลบคล้ายมีอะไรมาเสียดแทง.ย่อม, ย่อมตีนหมา ดู ระย่อม."],
    [1754,1740,"ยักกระสาย",null,null,"น. การเปลี่ยนน้ำกระสายยาไปตามโรคหรืออาการแทรกซ้อนที่แพทย์คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นได้."],
    [1755,1741,"ยักขินีวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองสันทฆาต ผู้ป่วยมีอาการเสียดบริเวณหน้าอกและชายโครง ทรงตัวไม่ได้ มักทำให้ตัวโก่งแข็ง พูดไม่ชัด มักเป็นรำมะนาด ตาบอด เป็นต้น ผู้ป่วยมักมีอายุสั้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่ายักขินีวาโยเป็นคำรบ ๑๔ นั้น เกิดแต่กองสันทฆาตกระทำให้เสียดอกและชายโครงมิทรงตัวขึ้นได้ มักให้ตัวโกงแข็งเป็นเกลียว ให้เสียดสองราวข้างแล้วแล่นขึ้นไปจับเอาต้นลิ้นและไรฟัน กระบอกตา กระทำให้เจรจามิชัด มักเป็นรำมะนาดและให้จักษุมืด ดังกล่าวมานี้ ถ้าบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดถอยอายุ ...”."],
    [1756,1742,"ยักษ์นงเยาว์","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [1757,1743,"ยักษ์บริสุทธิ์","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [1758,1744,"ยา",null,null,"๑. น. สิ่งที่ใช้แก้หรือป้องกันโรค หรือบำรุงร่างกาย ในทางการแพทย์แผนไทยมักหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสมุนไพร ตั้งแต่ ๒ สิ่งขึ้นไป ผสมปรุงแต่งตามตำรับ เรียกชื่อต่าง ๆ กัน คือ เรียกตามลักษณะก็มี เช่น ยาผง ยาเม็ด ยาลูกกลอน ยาน้ำ เรียกตามสีก็มี เช่น ยาเขียว ยาดำ เรียกตามรสหรือกลิ่นก็มี เช่น ยาขม ยาหอม เรียกตามวิธีทำก็มี เช่น ยาต้ม ยาดอง ยาฝน ยาหลาม เรียกตามกิริยาที่ใช้ก็มี เช่น ยากวาด ยาดม ยาอม ยานัตถุ์ ยาเป่า ยาพ่น ยาพอก ยาเหน็บ ยาสวน. ๒. น. วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศ, วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์, วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือวัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์. (พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐). ๓. ก. ทำให้หายโรค, รักษาให้หาย ในคำว่า เยียวยา."],
    [1759,1745,"ยากวน",null,null,"น. ยาที่ได้จากการนำตัวยาหลายชนิดมาเคี่ยว แยกเอากากออก แล้วคนให้เข้ากันจนข้นเหนียว พอที่จะปั้นเป็นลูกกลอนได้ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยากวนนี้กินถ่ายไข้ดีมาก ให้เอาใบมะกา ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ หญ้าไทร ๑ ใบไผ่ป่า ๑ ฝักคูณ ๑ รากขี้กาทั้งสอง ๑ รากตองแตก ๑ ขี้เหล็กทั้ง ๕ เถาวัลย์เปรียง ๑ หัวหอม ๑ ฝักส้มป่อย ๑ สมอไทย ๑ สมอดีงู ๑ ยาดำหนัก ๑ ตำลึง ดีเกลือหนัก ๕ ตำลึง ยาทั้งนี้ให้เคี่ยวไปจนกว่าจะแห้ง แล้วจึงสงเอากากยาทั้งนั้นออกเสีย จึงเอายาดีเกลือกับยาดำส้มมะขามเปียกใส่เคี่ยวไปกว่าจะปั้นเป็นลูกกลอน ตามธาตุหนักธาตุเบาถ่ายไข้ถ่ายโลหิต สารพัดโรคทั้งปวงดีนักแล ...”."],
    [1760,1746,"ยากวาด",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้ป้ายในคอทารกและเด็กโดยรอบด้วยนิ้ว มักใช้นิ้วชี้ สำหรับแก้หละละอองซาง เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๑๔-๓๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยากวาดทรางสกอขนานนี้ท่านให้เอาผลมะแว้งเครือ ตรีกฎุกกเทียม กำมะถันแดง ผิวมะกรูด ขมิ้นอ้อย เมดในมนาว สานซ่ม ดินประสิวฃาว รวมยา ๑๑ สิ่งนี้เอาเสมอภาคทำเปนจุณ เอาน้ำประสานทองเท่ายาทั้งหลายบดปั้นแท่งไว้ ...”."],
    [1761,1747,"ยาแกง",null,"น.","ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลว มีชื่อต่าง ๆ ตามวิธีปรุงและเครื่องปรุง เช่น ยาแกงคั่วนกออก ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๖-๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่งยาแกงขั้วนกออกแก้กระไสยปลาหมอ เอานกออกตัวหนึ่งมาถอนขนให้หมด เอาทั้งตับไตไส้พุง ล้างแต่มูลออกเสียให้หมดแล้วสับให้แหลก แล้วจึ่งใส่พริกขิงเหมือนขั้วกินเอามะพร้าวไฟทำเปนกะทิใส่ลงขั้ว เอาผลศีศะลิงเปนผัก แล้วจึ่งเอาเทียนทั้ง ๕ โกฏพุงปลา โกฏก้านพร้าว ผลจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู ใบกระวาน ผลผักชี เมดในสะแก เมดในมะนาว ผลผลาญศัตรู ทำเปนจุณปรุงลงในแกงยาให้กิน …”, แกงยา ก็เรียก."],
    [1762,1748,"ยาแก้วห้าดวง","ดู เบญจโลกวิเชียร.",null,null],
    [1763,1749,"ยาขี้ผึ้ง",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะกึ่งของแข็ง ส่วนใหญ่เป็นยาใช้ภายนอก สำหรับทา ถู นวด ใช้แก้ปวดเมื่อย ฟกช้ำ แมลงกัดต่อย แก้โรคผิวหนังบางชนิด ยาขี้ผึ้งที่ใช้ในการแพทย์แผนไทยอาจใช้ดูดฝีหนอง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาขี้ผึ้งดูดบุพโพ เอามดยอบ, กำมะถันแดง, กำยาน, ยางสน, สารส้ม, ขี้ผึ้งแข็ง, สิ่งละ ๒ ตำลึง น้ำมันงาทะนาน ๑ หุงให้สิ้นฟองแล้ว จึงปิดแผลดูดบุพโพดีนัก …”. (อ. ointment)."],
    [1764,1750,"ยางสน",null,null,"น. ชันน้ำมัน (oleoresin) ที่ได้จากการกรีดลำต้นของพืชในสกุล Pinus วงศ์ Pinaceae ที่พบในประเทศไทยมี สนสองใบและสนสามใบ เมื่อกลั่นชันน้ำมันนี้จะได้ น้ำมันสน กับ ชันสน (rosin หรือ colophony) ยางสนใช้เป็นตัวยาอย่างหนึ่งสำหรับแก้แผลฝีหนอง มีสรรพคุณดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาขี้ผึ้งดูดบุพโพ เอามดยอบ, กำมะถันแดง, กำยาน, ยางสน, สารส้ม, ขี้ผึ้งแข็ง สิ่งละ ๒ ตำลึง น้ำมันงาทะนาน ๑ หุงให้สิ้นฟองแล้วจึงปิดแผลดูดบุพโพดีนัก ... ”. (อ. turpentine)."],
    [1765,1751,"ยาชง",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง เตรียมได้โดยนำเครื่องยาผสมกันตามตำรับยา เติมน้ำร้อนจนท่วมตัวยา อาจจำเป็นต้องคนให้เข้ากัน หรือปิดฝาทิ้งไว้ รินเอาน้ำยากิน."],
    [1766,1752,"ยาชโลม",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้ลูบไล้หรือเช็ดตามตัวให้เปียก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชะโลมท่านให้เอารากโมง รากรำดวน รากไซย้อย รากญ่าแพรก รากตำลึง รากผักเข้า ดินประสิวขาว ศริยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาคย์ บดทำแท่งไว้ละลายน้ำซาวเข้าชโลมหายดีนัก ...”."],
    [1767,1753,"ยาดนาง","ดู ย่านาง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา มีรอยแผลเป็นตามเถาและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่ ดอกเป็นช่อแยกเพศต่างช่อร่วมต้น อาจเป็นแบบช่อกระจะเทียม ช่อกระจุกมีก้าน มีดอก ๑-๓ ดอก ออกตามซอกใบหรือตามเถา ช่อดอกเพศผู้สีเหลือง เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลีบดอกเล็กมาก มี ๓ หรือ ๖ กลีบ ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบเลี้ยงชั้นในรูปกลม กลีบดอกมี ๖ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง เมล็ดรูปเกือกม้า ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากปรุงเป็นยาต้มรับประทาน เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ, ไข้เหนือ, ... เป็นยาขับกระทุ้งพิษได้ดี มักใช้รวมกับรากเท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ เรียกว่ายา ๕ ราก หรือแก้ว ๕ ดวง ...” รากย่านางเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง หรือ ย่านนาง ก็เรียก. เขียนว่า หญ้านาง ก็มี."],
    [1768,1754,"ยาดอง",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลว เตรียมได้โดยการเอาเครื่องยาผสมกันตามตำรับยา อบให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อรา ดองไว้ระยะหนึ่ง โดยทั่วไปมักใช้เป็นยากินถ้าดองด้วยสุรา เรียกว่า ยาดองเหล้า ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาดองแก้กระไสยดาน เอาเทียนดำ เทียนขาว มดยอบแก่นปรู แก่นมะหาด กะพังอาด ขมิ้นเครือ ศีศะเบญปัด สิ่งละ ๒ ส่วน ส้มเสี้ยว ส้มสันดาน ส้มเช้า สลัดได มะตาดเครือ มะหาละลาย เจตมูล ขิงแห้ง สิ่งละ ๔ ส่วน พริกล่อน ๑๐ ส่วน สหัศคุณเทศ ๑๒ ส่วน ทำเปนจุณห่อผ้ากาษา ดองด้วยน้ำสุรา ๕ ทนาน ฝังเข้าเปลือกไว้ ๓ วัน เมื่อจะกินให้พลีกินเช้าเย็น ...”."],
    [1769,1755,"ยาดองเหล้า","ดูใน ยาดอง.",null,null],
    [1770,1756,"ยาดำ",null,null,"น. เครื่องยาที่ได้จากยางของพืชในสกุล Aloe วงศ์ Asparaga-ceae หลายชนิด ที่สำคัญคือ A. barbadensis Mill., A. perryi Baker เป็นต้น มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง สีดำ สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำอมเขียวขี้ม้า ทึบแสง เปราะ มีกลิ่นฉุน รสขม เตรียมโดยการนำน้ำยางสีเหลืองจากใบมาเคี่ยวจนเหนียว แล้วตากแดดให้แห้ง มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๕๔] ตอนหนึ่งว่า “... รับประทานภายในเป็นยาถ่ายท้อง ขับน้ำดี, ถ่ายพิษไข้, ถ่ายขับพยาธิ์เส้นด้ายในลำไส้ แต่ยาดำเมื่อถ่ายท้อง, ให้มีอาการไซ้ให้ปวดท้อง บางคนกลายเป็นบิดได้ง่าย ฉะนั้นการใช้ยาดำปรุงเป็นยาต้ม จึงควรปรุงผลกระวาน หรือผลจันทน์เทศ คุมการไซ้ไว้ด้วย และคุมธาตุด้วยแพทย์ตามชนบท ใช้ยาดำฝนกับสุราข้น ๆ ทาที่หัวฝีหรือแก้อาการปวดฟกบวมได้ดีมาก ในตำรับบำบัดสรรพโรคกล่าวว่ายาดำ ทำจากต้นว่านหางจระเข้ ใช้ใบต้มเคี่ยวจนข้นแห้งเป็นยางแข็ง ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า ยาดำรสเบื่อเหม็น ขมเล็กน้อย ถ่ายลมเบื้องสูงให้ลงต่ำ กัดฟอกเสมหะและโลหิต ในตำราแพทย์โบราณ ใช้ปรุงเข้ายาต้มกันแทบทุกขนาน จนได้สมญาว่า แทรกเป็นยาดำ คนที่เป็นริดสีดวงทวารหนักถ้าใช้ยาที่เข้ายาดำ มักจะทำให้โรคริดสีดวงกำเริบขึ้น ...” และคัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๑๐๗] ตอนหนึ่งว่า “... ยาดำ มีรสขม รู้ถ่ายลมเบื้องสูง กัดฟอกเสมหะและโลหิต …”."],
    [1771,1757,"ยาดำสะตุ",null,null,"น. ยาดำที่นำมาบดเป็นผงละเอียด เติมน้ำเล็กน้อยแล้วยกขึ้นตั้งไฟจนแห้งกรอบ."],
    [1772,1758,"ยาต้ม",null,"น.","ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง เตรียมได้โดยการเอาตัวยาผสมกันตามตำรับยา ใส่หม้อขนาดพอเหมาะ เติมน้ำให้ท่วมตัวยา แล้วต้มให้เดือดตามกำหนด เช่น ต้ม ๓ เอา ๑ หมายถึง ต้มให้เดือด แล้วเคี่ยวจนน้ำงวดไป ๒ ส่วน เหลือเพียง ๑ ส่วน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... ขนานหนึ่งเอาใบพลวง ๑ รากกล้วยแดง ๑ รากกล้วยตีบหอม ๑ รากกล้วยหอม ๑ รากตาเสือ ๑ เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายแล ...”. ยาหม้อ ก็เรียก."],
    [1773,1759,"ยาถ่ายดีเกลือ, ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ท้องผูก มีตัวยา ตรงกับสูตรตำรับยากวนในตำราเวชศึกษา [๑๖/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยากวนนี้กินถ่ายไข้ดีมาก ให้เอาใบมะกา ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ หญ้าไทร ๑ ใบไผ่ป่า ๑ ฝักคูณ ๑ รากขี้กาทั้งสอง ๑ รากตองแตก ๑ ขี้เหล็กทั้ง ๕ เถาวัลย์เปรียง ๑ หัวหอม ๑ ฝักส้มป่อย ๑ สมอไทย ๑ สมอดีงู ๑ ยาดำหนัก ๑ ตำลึง ดีเกลือ หนัก ๕ ตำลึง ยาทั้งนี้ ให้เคี่ยวไปจนกว่าจะแห้ง แล้วจึงสงเอากากยาทั้งนั้นออกเสีย จึงเอายาดีเกลือกับยาดำส้มมะขามเปียกใส่เคี่ยวไปกว่าจะปั้นเป็นลูกกลอน ตามธาตุหนักธาตุเบาถ่ายไข้ถ่ายโลหิต สารพัด โรคทั้งปวง ดีนักแล ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [1774,1760,"ยาธาตุ",null,null,"น. ยาช่วยทำให้การย่อยอาหารเป็นปรกติ เช่น ยาธาตุอบเชย ยาธาตุบรรจบ."],
    [1775,1761,"ย่านนาง","ดู ย่านาง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา มีรอยแผลเป็นตามเถาและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่ ดอกเป็นช่อแยกเพศต่างช่อร่วมต้น อาจเป็นแบบช่อกระจะเทียม ช่อกระจุกมีก้าน มีดอก ๑-๓ ดอก ออกตามซอกใบหรือตามเถา ช่อดอกเพศผู้สีเหลือง เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลีบดอกเล็กมาก มี ๓ หรือ ๖ กลีบ ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบเลี้ยงชั้นในรูปกลม กลีบดอกมี ๖ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง เมล็ดรูปเกือกม้า ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากปรุงเป็นยาต้มรับประทาน เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ, ไข้เหนือ, ... เป็นยาขับกระทุ้งพิษได้ดี มักใช้รวมกับรากเท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ เรียกว่ายา ๕ ราก หรือแก้ว ๕ ดวง ...” รากย่านางเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง หรือ ย่านนาง ก็เรียก. เขียนว่า หญ้านาง ก็มี."],
    [1776,1762,"ย่านลิเลน","ดู เถาเอ็นอ่อน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [1777,1763,"ย่านาง","ดู เบญจโลกวิเชียร ประกอบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา มีรอยแผลเป็นตามเถาและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่ ดอกเป็นช่อแยกเพศต่างช่อร่วมต้น อาจเป็นแบบช่อกระจะเทียม ช่อกระจุกมีก้าน มีดอก ๑-๓ ดอก ออกตามซอกใบหรือตามเถา ช่อดอกเพศผู้สีเหลือง เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลีบดอกเล็กมาก มี ๓ หรือ ๖ กลีบ ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบเลี้ยงชั้นในรูปกลม กลีบดอกมี ๖ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง เมล็ดรูปเกือกม้า ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากปรุงเป็นยาต้มรับประทาน เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ, ไข้เหนือ, ... เป็นยาขับกระทุ้งพิษได้ดี มักใช้รวมกับรากเท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ เรียกว่ายา ๕ ราก หรือแก้ว ๕ ดวง ...” รากย่านางเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง หรือ ย่านนาง ก็เรียก. เขียนว่า หญ้านาง ก็มี."],
    [1778,1764,"ยาประจุ",null,null,"น. ยาแผนโบราณประเภทหนึ่ง ใช้ขับพิษ ถ่ายพิษ ล้างพิษ หรือฟอกพิษ เช่น ยาประจุโลหิต."],
    [1779,1765,"ยาประจุโลหิต",null,null,"น. ยาฟอกเลือด ยาขับโลหิตระดูที่เน่าเสียออกจากร่างกาย."],
    [1780,1766,"ยาปะยะโรค",null,null,"น. โรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง รักษาหรือไม่รักษาก็หายได้."],
    [1781,1767,"ยาผง",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นผงละเอียด เตรียมได้โดยการนำเครื่องยาผสมกันตามตำรับยา แล้วบดเป็นผง โดยทั่วไปใช้เป็นยากินหรือใช้ภายนอก เช่น โรยแผล ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๔๙] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่งเอาผลฝ้ายหนีบขั้วให้เตรียม แห้วหมู อุตพิศ การะบูร สิ่ง ๑ เฟื้อง ทำเปนจุณแล้วจึ่งเอาเบญจมูลเหลก ใบคนทีสอ ต้ม ๓ เอา ๑ แล้วจึ่งเอายาผง ปรุงลงในน้ำยานั้น ให้กินแก้กระไสยลมประมวนซึ่งกระทำให้จุกเสียด ให้แน่นน่าอกนั้นหายวิเสศนัก ...”."],
    [1782,1768,"ยาผาย",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้ขับหรือระบายลม เลือด และธาตุ ให้เดินเป็นปรกติ เช่น ยาผายลมช่วยให้ลมระบายออกทางทวารหนัก ยาผายเลือดเป็นยาสำหรับฟอกเลือดหรือระดูให้เป็นปรกติ ยาผายธาตุช่วยให้ถ่ายอุจจาระเป็นปรกติ."],
    [1783,1769,"ยาผายธาตุ","ดูใน ยาผาย.",null,null],
    [1784,1770,"ยาผายลม","ดูใน ยาผาย.",null,null],
    [1785,1771,"ยาผายเลือด","ดูใน ยาผาย.",null,null],
    [1786,1772,"ยาแผนไทย",null,null,"น. ยาที่ได้จากสมุนไพรโดยตรงหรือที่ได้จากการผสม ปรุง หรือแปรสภาพสมุนไพร และให้ความหมายรวมถึงยาแผนโบราณตามกฎหมายว่าด้วยยา. (พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒)."],
    [1787,1773,"ยาแผนโบราณ",null,null,"น. ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ หรือการบำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศ หรือยาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศเป็นยาแผนโบราณ หรือยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นยาแผนโบราณ. (พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐)."],
    [1788,1774,"ยาฝน",null,null,"น. ยาพื้นบ้านไทยรูปแบบหนึ่ง เตรียมได้โดยการเอาตัวยาตามตำรับยา มาฝนกับน้ำด้วยหินทรายละเอียด จนได้ปริมาณตัวยาตามต้องการ โดยทั่วไปตัวยาที่ใช้มักเป็นตัวยาที่แข็ง มีทั้งพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุ เช่น แก่นจันทน์แดง เปลือกหอยแครง นอแรด เขี้ยวปลาพะยูน, ยาแฮน ก็เรียก."],
    [1789,1775,"ยาพ่น",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้อมในปาก แล้วเป่าให้พุ่งออกมาเป็นฝอย กระทบตามผิวกายบริเวณที่เป็นโรค เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการของโรค ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๕/๒๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ยาพ่นภายนอก กระทุ้งให้ออกมานอกกายา ย่านางใบมะขาม วัลย์เปรียงเอามา ดินประสิว แทรกยา พ่นผุดทันใจ ...”."],
    [1790,1776,"ยาพอก",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้โปะตามบริเวณที่ต้องการ เพื่อบำบัดรักษาโรค หรืออาการบางอย่าง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... แล้วจึ่งแต่งยาพอกตามชายโครงให้ตับหดขึ้นไปขนานนี้ ท่านให้เอาหน่อไม้ เขม่าเหลก ปูนฃาว บดพอกชายโครง ๓ วันหายดีนัก ...”."],
    [1791,1777,"ยาเพชรสว่าง","ดู เบญจโลกวิเชียร.",null,null],
    [1792,1778,"ยาม, ยาม-",null,null,"น. ส่วนแห่งวัน ยามหนึ่งมี ๓ ชั่วโมง รวมวันหนึ่งมี ๘ ยาม ในบาลีแบ่งกลางคืนเป็น ๓ ยาม ยามหนึ่งมี ๔ ชั่วโมง เรียกว่า ปฐมยาม, มัชฌิมยาม และ ปัจฉิมยาม."],
    [1793,1779,"ยาม ๑",null,null,"น. เวลา ๒๑.๐๐ น. บางครั้งเรียก หนึ่งยาม."],
    [1794,1780,"ยาม ๒",null,null,"น. เวลา ๒๔.๐๐ น. บางครั้งเรียก สองยาม."],
    [1795,1781,"ยาม ๓",null,null,"น. เวลา ๐๓.๐๐ น. บางครั้งเรียก สามยาม."],
    [1796,1782,"ยาม ๔","ดู ย่ำรุ่ง.",null,null],
    [1797,1783,"ยามกลาง","ดู มัชฌิมยาม.",null,null],
    [1798,1784,"ย่ามแดง",null,null,"น. ถุงผ้าขนาดเล็กสีแดงมีสายยาวในตัวสำหรับสะพาย เป็นของพระราชทานคู่กับกระบองแดงแก่หมอหลวงในสมัยโบราณ แพทย์ผู้มีย่ามแดงกับกระบองแดงมีสิทธิ์และทรงอำนาจในการเก็บเครื่องยาสมุนไพรได้ทั่วพระราช-อาณาจักร."],
    [1799,1785,"ยามต้น","ดู ปฐมยาม.",null,null],
    [1800,1786,"ยามยาตรา",null,null,"น. เวลาที่เหมาะสำหรับการเริ่มออกเดินทางจากบ้าน ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๑๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะยาตราไปแห่งใด ๆ เมื่อจะไปนั้นฤกษดีแล้วจึ่งไป มิได้มีอันตรายเลย ...”."],
    [1801,1787,"ยามสุดท้าย, ยามหลัง","ดู ปัจฉิมยาม.",null,null],
    [1802,1788,"ยารุ",null,null,"น. ยาถ่ายอย่างแรง."],
    [1803,1789,"ยาลม","ดู ยาหอม ประกอบ.",null,"น. ยาแผนไทยกลุ่มหนึ่ง ใช้แก้ลมกองหยาบ โดยทั่วไปมีรสร้อน กลิ่นหอม เช่น ยาประสะเจตพังคี ยาประสะกานพลู ยาอภัยสาลี, ยาหอมที่มีรสร้อน เช่น ยาหอมอินทจักร์ ยาหอมเนาวโกฐ จัดเป็นยาลมประเภทหนึ่ง."],
    [1804,1790,"ยาลูกกลอน","ดู ลูกกลอน.",null,null],
    [1805,1791,"ยาสมุนไพร",null,null,"น. ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือแร่ ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ. (พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐)."],
    [1806,1792,"ยาสามัญประจำบ้าน",null,null,"๑. น. ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีการผลิตถูกต้องตามกฎหมายด้านยา ผู้บริโภค สามารถหาซื้อใช้ได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และมีจำหน่าย ทั่วไป. ๒. น. ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศเป็นยาสามัญประจำบ้าน. (พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐)."],
    [1807,1793,"ยาสุม",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง ใช้โปะไว้บนกระหม่อมของทารกหรือเด็ก เพื่อให้ตัวเย็น แก้ไข้ แก้หวัด เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๔๐๑-๔๐๒] ตอนหนึ่งว่า “... แล้วจึ่งให้แต่งยาสุม ขนานนี้ท่านให้เอา ดอกมลิ ดอกพิกุล ดอกกระดังงา ใบพุดทรา ใบผักเปด รากเข้าสาน รากสลิด รากอังชัน รากมูลกาทั้ง ๒ หัวหอม ดินประสิวขาว รวมยา ๑๒ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดสุมกระหม่อมแต่เช้าจนเที่ยงจึ่งเอาออกเสีย ...”."],
    [1808,1794,"ยาหม้อ","ดู ยาต้ม.","น.","ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง เตรียมได้โดยการเอาตัวยาผสมกันตามตำรับยา ใส่หม้อขนาดพอเหมาะ เติมน้ำให้ท่วมตัวยา แล้วต้มให้เดือดตามกำหนด เช่น ต้ม ๓ เอา ๑ หมายถึง ต้มให้เดือด แล้วเคี่ยวจนน้ำงวดไป ๒ ส่วน เหลือเพียง ๑ ส่วน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... ขนานหนึ่งเอาใบพลวง ๑ รากกล้วยแดง ๑ รากกล้วยตีบหอม ๑ รากกล้วยหอม ๑ รากตาเสือ ๑ เอาเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินหายแล ...”. ยาหม้อ ก็เรียก."],
    [1809,1795,"ยาหม่อง",null,null,"น. ยาขี้ผึ้งชนิดหนึ่ง ใช้ทา ถู นวด เป็นต้น โดยทั่วไปมักมีส่วนผสมของเกล็ดสะระแหน่ และน้ำมันระกำหรือเมทิลซาลิไซเลต (methylsalicylate) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังร้อนแดง ใช้แก้ปวดเมื่อย ฟกช้ำ แมลงกัดต่อย เป็นต้น."],
    [1810,1796,"ยาหลาม","ดู หลาม และ หลามยา ประกอบ.",null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง เตรียมได้โดยการนำเครื่องยาผสมกันตามตำรับยา ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ เติมน้ำเหล้า หรือน้ำผสมเหล้า แล้วเผาไฟให้เดือด รินเอาน้ำยากิน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๓๒/๑๔๙] ตอนหนึ่งว่า “… ยาแก้ซาง เอาขมิ้นอ้อย ๗ แว่น กระเทียม ๗ กลีบ หอม ๗ หัว พริก ๗ เม็ด ดีปลี ๗ ดอก ใบเทียน ๑ กำมือ ใบกะเพรา ๑ กำมือ ใบทับทิม ๑ กำมือ ใบตูดหมูตูดหมา ๑ กำมือ เอาใส่กระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำพอสมควร เอาสุราแทรก หลามเอาน้ำกิน ... ” หรือเตรียมได้จากเครื่องยาที่หลามตามวิธีการในตำรับยา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาหลามแก้ตานโจรขนานนี้ ท่านให้เอากเทียม ๗ กลีบ ขมิ้นอ้อย ๗ ชิ้น พริกไทย ๗ เมด ขิง ๗ ชิ้น ใบเทียนกำมือ เปลือกฝิ่นทั้งสองกำมือ ใบกพังโหม ๓ กำมือ รวมยา ๙ สิ่งนี้ตำให้แต่ภอช้ำ ๆ ใส่เล่าครึ่งหลามด้วยไม้ไผ่สีสุกให้สุกแล้ว จึ่งเอามาบดปั้นแท่งไว้แซกดีงูเหลือม ให้กิน ...”."],
    [1811,1797,"ยาหอม","ดู ยาลม ประกอบ.",null,"น. ยาแผนไทยกลุ่มหนึ่ง มีกลิ่นหอม อาจมีรสสุขุมหรือรสร้อนขึ้นอยู่กับตัวยาในตำรับ ยาหอมที่มีรสสุขุมใช้แก้ลมกองละเอียด (ลมที่ทำให้เกิดอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียน อ่อนเพลีย สวิงสวาย ใจสั่น เป็นต้น) เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมมหาสดมภ์ ส่วนยาหอมที่มีรสร้อนใช้แก้ลมกองหยาบ (ลมที่ทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น) เช่น ยาหอมอินทจักร์ ยาหอมเนาวโกฐ."],
    [1812,1798,"ยาหอมทิพโอสถ","ดู ทิพโอสถ.",null,null],
    [1813,1799,"ยาหอมเทพจิต, ยาหอมเทพจิตร","ดู เทพจิต, เทพจิตร.",null,null],
    [1814,1800,"ยาหอมนวโกฐ, ยาหอมเนาวโกฐ","ดู เนาวโกฐ.",null,null],
    [1815,1801,"ยาหอมอินทจักร์","ดู อินทจักร์.",null,null],
    [1816,1802,"ยาห้าราก","ดู เบญจโลกวิเชียร.",null,null],
    [1817,1803,"ยาแฮน","ดู ยาฝน.",null,null],
    [1818,1804,"ย่ำค่ำ",null,null,"น. เวลา ๑๘.๐๐ น."],
    [1819,1805,"ย่ำรุ่ง",null,null,"น. เวลา ๐๖.๐๐ น., ยาม ๔ ก็เรียก."],
    [1820,1806,"ยิปซัม","ดู ในเกลือจืด.",null,null],
    [1821,1807,"ยืด",null,null,"ก. ทำให้ขยายตัว คลายออก หรือกลับสู่สภาพปรกติ เช่น ยืดเส้น."],
    [1822,1808,"ยูนานิ",null,null,"น. ศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมที่มีรากฐานจากคำสอนของฮิปโปเครตีส (Hippocrates) ปราชญ์และแพทย์ชาวกรีก ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ๔๖๐–๓๗๗ ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาเผยแพร่ไปในอาหรับและเปอร์เชีย ชาวอาหรับนำไปเผยแพร่ในประเทศอินเดียตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๑๔ ปัจจุบันยังมีการเรียนการสอนและการใช้การแพทย์ยูนานในระบบสุขภาพของอินเดียและประเทศแถบเอเชียใต้ การแพทย์ยูนานิเชื่อว่า ร่างกายประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน ๔ ธาตุ ได้แก่ ดิน อากาศ น้ำ และไฟ และมีของเหลว ๔ อย่างหล่อเลี้ยง ได้แก่ เลือด เสมหะ น้ำดีเหลือง และน้ำดีดำ ซึ่งหากของเหลวเหล่านี้ไม่สมดุลจะทำให้เจ็บป่วย."],
    [1823,1809,"รก",null,null,"น. ๑. เครื่องสำหรับหล่อเลี้ยงเด็กในครรภ์แนบอยู่กับมดลูก มีสายล่ามมาที่สะดือเด็ก. ๒. สิ่งที่เป็นเส้นคล้ายรากไม้ที่ห้อย อยู่ตามกิ่งไม้บางอย่าง เช่น มะดัน เรียกว่า รกมะดัน; บางทีเป็นแผ่นห่อกาบไม้ เช่น ต้นมะพร้าว เรียกว่า รกมะพร้าว. ๓. ใช้เรียกเครื่องยาบางชนิดที่มีลักษณะเป็นริ้ว เป็นเส้น เช่น รกจันทน์ หรือรกจันทน์เทศ (ดอกจันทน์) รกมะขาม (สาแหรกมะขาม)."],
    [1824,1810,"รกบิน","ดู ไม้ตับ ประกอบ.",null,"น. รกที่ไม่ออกมาตามปรกติภายหลังคลอด แต่กลับตีขึ้นข้างบน หมอตำแยมักใช้ไม้ตับหนีบสายสะดือด้านที่ติดกับรก แล้วผูกติดกับขามารดาเพื่อป้องกันการเลื่อนขึ้นของสายรก."],
    [1825,1811,"รวงผึ้ง","ดู ฝีรวงผึ้ง.",null,null],
    [1826,1812,"รส",null,null,"น. ๑. ในทางการแพทย์แผนไทย หมายถึง สิ่งที่รู้ได้ด้วยลิ้น ซึ่งรวมความรู้สึกต่าง ๆ เช่น เผ็ดร้อน เมาเบื่อ หอมเย็น. ๒. สิ่งที่รู้ได้ด้วยลิ้น ในทางวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัสมีรส พื้นฐานซึ่งจำแนกได้โดยประสาทรับรส ๔ รส คือ เปรี้ยว หวาน เค็ม และขม (ปัจจุบันมีรายงานว่า รสอูมามิอาจเป็นรสพื้นฐานอีกรสหนึ่ง)."],
    [1827,1813,"รสกล้า",null,null,"ว. ฤทธิ์แรง."],
    [1828,1814,"รสประธาน",null,null,"น. รสหลักของยา ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งรส ประธานเป็น ๓ รส ได้แก่ รสร้อน รสเย็น และรสสุขุม เมื่อรู้รสประธาน ก็จะรู้สรรพคุณของยานั้น ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... รู้จักสรรพคุณยานั้น ท่านกล่าว เอารสยา ๓ อย่างขึ้นตั้งเป็นประธาน คือ ยารสเย็น จำพวกหนึ่งยารสร้อน จำพวกหนึ่ง ยารสสุขุม จำพวกหนึ่ง ...”."],
    [1829,1815,"รสยา",null,null,"น. สิ่งที่รู้ด้วยลิ้นซึ่งรวมความรู้สึกในช่องปากต่อตัวยา เช่น เปรี้ยว เค็ม เผ็ดร้อน ในทางการแพทย์แผนไทยการรู้รสยาจะทำให้รู้สรรพคุณของตัวยา ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งรสยาได้ ๔ แบบ (ขึ้นอยู่กับตำรา) ได้แก่ รสยา ๔ รส รสยา ๖ รส รสยา ๘ รส และรสยา ๙ รส."],
    [1830,1816,"รสยา ๔ รส",null,null,"น. รสยาอย่างหนึ่ง แบ่งตามคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ได้แก่ ฝาด เผ็ด เค็ม และเปรี้ยว."],
    [1831,1817,"รสยา ๖ รส",null,null,"น. รสยาอย่างหนึ่ง แบ่งตามคัมภีร์วรโยคสาร ได้แก่ ฝาด (กะสาวะ) หวาน (มธุระ) ขม (ติตติกะ) เผ็ดร้อน (กฏุกะ) เค็ม (ละวะณะ) และเปรี้ยว (อัมพิละ)."],
    [1832,1818,"รสยา ๘ รส",null,null,"น. รสยาอย่างหนึ่ง แบ่งตามคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ ได้แก่ ขม ฝาด เค็ม เผ็ด ร้อน หวาน เปรี้ยว เย็นหอม และมัน."],
    [1833,1819,"รสยา ๙ รส",null,null,"น. รสยาอย่างหนึ่ง แบ่งตามตำราสรรพคุณเภสัช ได้แก่ ฝาด หวาน เมาเบื่อ ขม เผ็ดร้อน มัน หอมเย็น เค็ม และเปรี้ยว. อย่างไรก็ดี ตำราเวชศึกษาของพระยาพิศณุประสาทเวช มียารสจืดเพิ่มเข้ามาอีก ๑ รส รวมเป็น ๑๐ รส."],
    [1834,1820,"รสเย็น",null,null,"น. รสประธานรสหนึ่ง ให้รสอย่างรสยาห้าราก ยามหานิลแท่งทอง ยามหากาฬ เป็นต้น แพทย์แผนไทยใช้แก้โรคทางเตโช."],
    [1835,1821,"รสร้อน",null,null,"น. รสประธานรสหนึ่ง ให้รสอย่างรสยาเบญจกูล ยาตรีกฏุก ยาไฟประลัยกัลป์ เป็นต้น แพทย์แผนไทยใช้แก้โรคทางวาโย."],
    [1836,1822,"รสสุขุม",null,null,"น. รสประธานรสหนึ่ง ให้รสอย่างรสยาหอมต่าง ๆ แพทย์แผนไทยใช้แก้โรคทางโลหิต."],
    [1837,1823,"ร้องไห้ ๓ เดือน","ดูใน ลมอุทรวาต.","น.","ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เกิดวันอังคาร เด็กจะร้องไห้ในเวลาเย็นทุกวัน ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟจนถึง ๓ เดือน แต่จะหายไปเอง หรือเลิกร้องไห้ ชาวบ้านเรียก “ร้องไห้ ๓ เดือน” เมื่อมีอาการจะทำให้ท้องขึ้น ขนลุกชัน เชื่อมมัว หอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือน ขึ้นไปแล้ว ยังรักษาไม่หาย จะมีอาการซูบผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด เป็นต้น ในที่สุดจะชักมือกำเท้างอ ตาช้อนสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อลมอุทรวาต กระทำให้ร้องไห้แต่ยังอยู่ในเรือนเพลิง ไปจน ๓ เดือนเป็นกำหนด จึงจะหายไปเอง ถึงแพทย์จะให้ยาก็ไม่หาย เมื่อถอยลงมาจากศีรษะ แลลงทรวงอกนั้นแล้ว ลงมาตั้งอยู่ในนาภีจึงเรียกว่าลมกองใหญ่ พัดขึ้นมาตามนาภี ตามเส้นชิดกระดูกสันหลังขึ้นมาในอกแลลำคอ จนไปถึงช่องหูขวาแลกระหม่อม ถ้าเป็นข้างขึ้นตาย ข้างแรมไม่ตาย แลประเภทดังนี้คือ ต้องตะบองราหูก็ว่า กุมาทสังข์ก็ว่า อักขมูขีก็ว่า แลสะพั้น ๗ จำพวกนี้ หญิงชายก็ดีเป็น ดุจเดียวกัน …”, ตะพั้นไฟ ลมตะบองราหู หรือ สะพั้นไฟ ก็เรียก."],
    [1838,1824,"ร้อนใน",null,null,"น. อาการร้อนภายในช่องท้องถึงภายในปาก ผู้ป่วยมักมีอาการปากแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำ มีแผลที่เยื่อบุภายในช่องปาก ท้องผูก เป็นต้น มักใช้คู่กับ กระหายน้ำ เป็น ร้อนในกระหายน้ำ."],
    [1839,1825,"ระคน",null,null,"ก. ปนหรือผสมให้เข้ากันคละกันเป็นกลุ่มเป็นพวก เป็นต้น."],
    [1840,1826,"ระดู",null,null,"น. เลือดประจำเดือนที่ถูกขับถ่ายจากมดลูกออกมาทางช่องคลอด."],
    [1841,1827,"ระดูทับไข้",null,null,"น. การมีระดูออกมาระหว่างเป็นไข้ อาการจะรุนแรง น้อยกว่าไข้ทับระดู แต่อาจรุนแรงถึงตายได้."],
    [1842,1828,"ระดูล้างหน้า",null,null,"น. ระดูที่มาเล็กน้อยเมื่อเริ่มตั้งครรภ์."],
    [1843,1829,"ระแนง",null,null,"ก. ร่อน เช่น เอาผงยามาระแนงเอาแต่ผงละเอียด."],
    [1844,1830,"ระบม",null,null,"ก. อาการเจ็บร้าว หรือตึงที่เกิดจากความเมื่อยขัดหรือ บอบชํ้า เป็นต้น เช่น ฝีระบมจนเป็นไข้."],
    [1845,1831,"ระบาย",null,null,"ก. ถ่ายออก เช่น ระบายท้อง."],
    [1846,1832,"ระย่อม",null,"น.","น. ๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [1847,1833,"ระย่อมแดง","ดู ระย่อม.",null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [1848,1834,"ระลอก","ดู ละลอก.",null,null],
    [1849,1835,"ระแวง","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [1850,1836,"รักตจันทน์, รัตจันทน์","ดู จันทน์แดง.",null,null],
    [1851,1837,"รัตฆาฏ, รัตฆาต","ดู รัตฆาต.",null,null],
    [1852,1838,"รัตตฆาต",null,null,"น. ๑. เส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณขาหนีบ เส้นข้างขวา เรียก รัตตฆาตขวา เส้นข้างซ้าย เรียก รัตตฆาตซ้าย. ๒. เส้นบริวารของเส้นอิทา และเส้นปิงคลา แล่นจากบริเวณขอบกระดูกเชิงกราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณต้นคอ มี ๒ เส้น แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เส้นข้างขวา เรียก รัตตฆาตขวา เส้นข้างซ้าย."],
    [1853,1839,"รัตตฆาตขวา","ดูใน รัตตฆาต.",null,null],
    [1854,1840,"รัตตฆาตซ้าย","ดูใน รัตตฆาต.",null,null],
    [1855,1841,"รัตตธาตุอติสาร",null,null,"น. โบราณกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากธาตุดิน ผู้ป่วยมีอาการ ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นสีแดงคล้ำหรือสีเขียว มีเสมหะปน เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๙] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวในลักษณะรัตตธาตุอติสาร อันเป็นโบราณกรรมอันเป็นคำรบ ๓ เกิดแต่กองปัถวี มีเกสาเป็นต้น มีมัตถเกมัตถลุงคังเป็นที่สุด มีอาการและประเภทมักให้ลงจะประมาณมิได้ ให้อุจจาระแดงดังโลหิตเน่าและเสมหะระคน บางทีเขียวดังใบไม้ ...”."],
    [1856,1842,"รัตตปิตต, รัตตปีต, รัตตปีตต, รัตตะปิตตะ","ดู รัตตะปิตตะโรค.",null,null],
    [1857,1843,"รัตตะ",null,null,"ว. แดง, โลหิต, เลือด. (ส. รกฺต; ป. รตฺต)."],
    [1858,1844,"รัตตะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานบริเวณหน้าขา ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์อันตั้งอยู่หน้าขา มีโลหิตแตกออกมาชื่อรัตตะคุละมะ …”."],
    [1859,1845,"รัตตะปิตตะโรค",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง เกิดจากโลหิตระคนด้วยวาตะ เสมหะ และปิตตะ ผู้ป่วยจะมีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รักษายาก ดังจารึกตำรายาวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร [๕/๑๖๒] ตอนหนึ่งว่า “... รัตตะปิตตะโรคนั้น คือ โลหิตระดมกับด้วยวาตะเสมหะดี พร้อมกันทั้งสามดังนี้แล้ว คือกำเริบเพื่อสันนิบาตดังนี้เป็นอติไสย ว่าโรคนั้นหนัก แพทย์อย่าพึงรักษาเลย เป็นอาการตัด ให้แก้ดูตามบุญ ...”, รัตตปิตต รัตตปีต รัตตปีตต หรือ รัตตะปิตตะ ก็เรียก."],
    [1860,1846,"ราก",null,null,"น. ๑. ส่วนของต้นไม้ ตามปรกติอยู่ในดิน มีหน้าที่ดูดอาหาร เลี้ยงลำต้น. ๒. ในทางการนวดไทย หมายถึงจุดสิ้นสุดของทางเดินเส้นประธาน เช่น รากของเส้นอิทาอยู่ที่ข้างจมูกด้านซ้าย. ๓. ก. อาเจียน, อ้วก, สำรอกออกทางปาก."],
    [1861,1847,"รากขวัญ",null,null,"(ราชา) น. ไหปลาร้า เรียกว่า พระรากขวัญ."],
    [1862,1848,"รากชิวหา",null,null,"น. โคนลิ้น."],
    [1863,1849,"รากดิน",null,null,"น. เครื่องยาสัตว์วัตถุชนิดหนึ่ง ได้จากไส้เดือนดิน (earthworm) สกุล Pheretima หลายชนิด เช่น ไส้เดือนแดง [Pheretima aspergillum (E. Perrier)] ที่ล้างน้ำสะอาด ตากแดดจนแห้งสนิท อาจนำมาคั่วหรือเผาเป็นถ่านก่อนใช้ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเย็นคาว สรรพคุณใช้แก้ไข้ แก้ไข้กาฬ บำรุงตับ แก้หอบหืด แก้ร้อนในกระหายน้ำ เป็นต้น, ไส้ดิน ก็เรียก."],
    [1864,1850,"รางจืด",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Lindl. ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า babbler’s vine, blue trumpet vine เป็นไม้เลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลมเป็นติ่ง โคนเว้า มน ตัดหรือรูปลิ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนอมสีฟ้า โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ภายในหลอดสีขาว ปากหลอดผาย ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก ปลายเรียวเป็นจะงอยคล้ายปากแหลม เมล็ดค่อนข้างกลม แป้น ผิวขรุขระ, ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตำบลกล่าวว่า รสเย็นถอนพิษและยาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง ...”, เครือเขาเขียว เครือยาเขียว น้ำแน้ รางเย็น หรือ แหน่นแน้ ก็เรียก."],
    [1865,1851,"รางเย็น","ดู รางจืด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Lindl. ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า babbler’s vine, blue trumpet vine เป็นไม้เลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลมเป็นติ่ง โคนเว้า มน ตัดหรือรูปลิ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนอมสีฟ้า โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ภายในหลอดสีขาว ปากหลอดผาย ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก ปลายเรียวเป็นจะงอยคล้ายปากแหลม เมล็ดค่อนข้างกลม แป้น ผิวขรุขระ, ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตำบลกล่าวว่า รสเย็นถอนพิษและยาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง ...”, เครือเขาเขียว เครือยาเขียว น้ำแน้ รางเย็น หรือ แหน่นแน้ ก็เรียก."],
    [1866,1852,"ราชดัด",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brucea javanica (L.) Merr. ในวงศ์ Simaroubaceae มีชื่อสามัญว่า java brucea fruit เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เมื่ออ่อนมีขนปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีทั้งต้นที่พบเฉพาะช่อดอกเพศผู้และช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในช่อเดียวกัน กลีบดอกขนาดเล็กมาก มี ๔ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปไข่ มีสันทั้ง ๒ ข้าง ผิวเกลี้ยง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีดำ เมล็ดรูปไข่ ราก ลูกสุกและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๙] ตอนหนึ่งว่า “… ลูกราชดัดรสขม แก้กษัย, บำรุง น้ำดี ... ใช้รากต้มรับประทานแก้ไข้, แก้บิด, แก้เสียดท้อง, แก้ปวดกล้ามเนื้อ, เคี้ยวอมแก้ไอ ใช้ผลเป็นยาแก้ไข้บำรุงน้ำเหลือง แก้ท้องขึ้นเฟ้อ, แก้ลมวิงเวียนหาวเรอ, แก้เจ็บอก, แก้อาเจียนเป็นโลหิต ...”, กะดัด ฉะดัด ดีคน บีคน พญาดาบหัก มะขี้เหา มะดีควาย หรือ มะลาคา ก็เรียก."],
    [1867,1853,"ราทยักษวาโย","ดู ลมราทยักษ, ลมราทยักษ์, ลมราทธยักษ์.",null,null],
    [1868,1854,"รามใหญ่","ดู พิลังกาสา.",null,null],
    [1869,1855,"รามะภานีวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองหทัย ผู้ป่วยมีอาการคันบริเวณใบหน้า หู ตา เป็นต้น แล้วคันมากไปทั่วทั้งตัว กินอาหารไม่ได้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยลักษณะกำเนิดแห่งลม อันชื่อว่ารามะภานีวาโย เป็นคำรบ ๖ นั้น เกิดแต่ กองหทัยขึ้นมาถึงศีรษะ กระทำให้คันหูคันหน้าคันตาเป็นต้น แล้วแล่นซ่านไปทั่วทั้งร่างกายให้คันเป็นกำลัง สมมติว่าลมมีพิษก็ว่า ประดงก็ว่า และบริโภคอาหารมิได้ ...”."],
    [1870,1856,"รายตีนตอง",null,null,"ว. เรียงต่อเนื่องกันเป็นแถวรายรอบเครื่องสังเวยในบัตรพลี มักใช้กับข้าวสารขาว ข้าวสุก หรือข้าวคั่ว เช่น ข้าวสุกเทรายตีนตอง ข้าวสารขาวรายตีนตอง ข้าวคั่วรายตีนตอง."],
    [1871,1857,"ราหูกลืนจันทร์","ดู ฝีราหูกลืนจันทร์.",null,null],
    [1872,1858,"รำเพรำพัด","ดู ไข้รำเพรำพัด.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันออกไป เช่น อาจมีไข้ จุกเสียดในท้อง อาเจียน ละเมอเพ้อพก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าไข้รำเพรำพัด คือให้รากให้จุกในอุทรแล ให้แดกขึ้นแลแดกลงเป็นกำลัง แลให้มะเมอเพ้อพกดังผีเข้า แพทย์ไม่รู้ว่าเปนไข้สันนิบาตนั้นหามิได้เลย ...”, ไข้ลมเพลมพัด รำเพรำพัด หรือ ลมเพลมพัด ก็เรียก."],
    [1873,1859,"รำมะนาฏ","ดู รำมะนาด",null,null],
    [1874,1860,"รำมะนาด",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่งเกิดตามรากฟัน ทำให้เหงือกบวม อักเสบเป็นหนอง, เขียนว่า รำมะนาฏ ก็มี."],
    [1875,1861,"รำหัด",null,null,"ก. แทรก, เจือ, ใส่, โรย ตัวยาปริมาณเล็กน้อย โดยใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จีบเข้าหากัน ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๙๖] ตอนหนึ่งว่า “... รวมยา ๒๕ สิ่งนี้เอาเสมอภาค เอาโกฏหัวบัวเท่าตัวยาทั้งหลายให้ทำเปนจุณ เอาน้ำดอกไม้เปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ ให้แทรกพิมเสนกิน แล้วรำหัดชะมดด้วยวิเสศนัก ...”."],
    [1876,1862,"ริดสีดวง",null,null,"น. โรคกลุ่มหนึ่ง เกิดได้กับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ตา จมูก ลำไส้ ทวารหนัก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มี ๑๘ ชนิด แต่ละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกต่างกันไป บางชนิดอาจมีติ่งหรือก้อนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เช่น ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค กล่าวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแต่กุมารโรค อันอาจารย์ในก่อนสืบ ๆ กันมา รจนาลงไว้ในคัมภีร์ทั้งหลายต่าง ๆ นั้นมากกว่ามากนัก เหลือที่จะกำหนด ในที่นี้จะยกว่าแต่ที่ท่านสงเคราะห์ไว้เป็นหมวด แล้วมีนามบัญญัติสมมติว่า คัมภีร์ริดสีดวงต่าง ๆ ๑๘ จำพวก คือ ริดสีดวงอันชื่อว่า ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะโรค, พริณะโรค, โรหินีโรค,วิชิกามะโรค, อุระปัศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะโรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, บานทะโรค, สุกระโรค, ริดสีดวงทั้ง ๑๘ จำพวก ซึ่งว่ามาทั้งนี้ พึงรู้ตามในคัมภีร์ท่านกล่าวไว้ ...”, หฤศโรค ก็เรียก, เขียนว่า ฤศดวง หรือ ฤษดวง ก็มี."],
    [1877,1863,"ริดสีดวงคูถ, ริดสีดวงคูท, ริดสีดวงคูธ",null,null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดที่ทวารหนัก ผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระแล้วมีเลือดสด ๆ ปนออกมา หัวริดสีดวงยื่นออกมาที่ขอบช่องทวาร เหมือนกลีบมะเฟืองบ้าง เดือยไก่บ้าง ทำให้คันและปวดที่บริเวณรอบทวารอย่างมาก ดังคัมภีร์โรคนิทาน [๒/๓๕๘] ตอนหนึ่งว่า “… อาหารเก่าเมื่อ คือทรางขโมยกินลำไส้ ถ้าพ้นกำหนดทรางแล้ว คือฤศดวงคูธนั้นแล ถ้าจะแก้ให้ประกอบยา ... แก้ฤศดวงคูธ หายแล ...”, ริดสีดวงทวาร หรือ ฤศดวงคูธ ก็เรียก."],
    [1878,1864,"ริดสีดวงจมูก","ดู ฆานโรโค, ฆานะโรโค.",null,null],
    [1879,1865,"ริดสีดวงตา","ดู วิตานะโรค.",null,null],
    [1880,1866,"ริดสีดวงทวาร","ดู ริดสีดวงคูถ, ริดสีดวงคูท, ริดสีดวงคูธ.",null,null],
    [1881,1867,"ริดสีดวงมหากาฬ",null,null,"น. ๑. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในลำคอ อก ลำไส้ และทวารหนัก เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วยมีเม็ดขนาดเท่าถั่วเขียวขึ้นเป็นกลุ่ม ๙-๑๐ เม็ด เมื่อสุกจะแตกออกเป็นหนองปนเลือด แล้วจะเปื่อยลามเป็นปื้น มีหนองปนเลือดไหลซึมตลอดเวลา ปากคอเปื่อย กินอาหารเผ็ดร้อนไม่ได้ ตำราแพทย์แผนไทยว่า ริดสีดวงประเภทนี้แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด ตามตำแหน่งที่เกิด ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๑๕/๒๘๖] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวกำเนิดริดสีดวงมหากาฬ ๔ จำพวก จำพวกหนึ่งขึ้นในคอ จำพวกหนึ่งขึ้นในอก จำพวกหนึ่งขึ้นในทวาร จำพวกหนึ่งขึ้นในลำไส้ ทรวงอก ลำคอเป็นเม็ดๆ เท่าถั่วเขียว เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตออกมาแล้ว เลื่อนเข้าหากันบานดังดอกบุก เป็นบุพโพโลหิตไหล ไม่รู้ก็ว่าเป็นฝี อนึ่งเกิดขึ้นดังเมล็ดข้าวโพดตามลำไส้ลำคอ ...”. ๒. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ริดสีดวง มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราอายุรเวทศึกษา [๔๗/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาริดสีดวงมหากาฬ เอาเทียนทั้งห้า โกฐสอ โกฐกักกรา โกฐจุฬาลัมพา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ตรีกฏุก สะค้าน มดยอบ สนเทศ สมุลแว้ง อบเชย ขอบชะนางทั้งสอง สิ่งละ ๑ บาท ชาดก้อน ๑ เฟื้อง แต่ชาดนั้นใส่กระเบื้องตั้งไฟให้ร้อนเอาน้ำมะกรูด บีบใส่ลงคั่วให้แห้ง ๓ หน จนชาดกรอบแล้ว จึงผสมกับทั้งปวงตำเป็นผงบดแทรกเกลือพิมเสน ปั้นเม็ดเท่าเม็ดพริกไทย ๓ เม็ด น้ำสุราเป็นกระสาย กินแก้สารพัดโรคริดสีดวงเรื้อรัง ฝีเปื่อยพังทั้งตัว คุดทะราด อุปทม ไส้ด้วน ไส้ลาม แก้มุตกิด ริดสีดวงทวารหนัก เบา ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ แต่ในสูตรตำรับที่ประกาศไม่มีชาดก้อน."],
    [1882,1868,"ริดสีดวงแห้ง",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการกระหายน้ำ อกแห้ง คอแห้ง ไอ หอบ ผอมเหลือง สาเหตุเนื่องมาจาก พังผืดพิการ หรือแตก ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑๔/๒๘๕] ตอนหนึ่งว่า “... พั้งผืดพิการ มักให้อกแห้ง ระหายน้ำ อย่างนี้ คือโรคริดสีดวงแห้งนั้นแล ...”."],
    [1883,1869,"ริตวาษวาโย, ริตตะวาษวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองลมรัตตฆาตซึ่งกลายเป็นสันนิบาต ผู้ป่วยมีอาการเสียดแทงสวิงสวายเป็นเวลา กินอาหารไม่ได้ หายใจขัด เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวซึ่งลักษณะแห่งลม อันชื่อริตวาษวาโยเป็นคำรบ ๑๒ นั้นเกิดแต่กองรัตตฆาตขึ้นมา มักกลายเป็นสันนิบาต เหตุว่าลมรัตตฆาตกองนี้ กระทำให้โทษทั้ง ๓ ประชุมพร้อมด้วยอรรถว่าเป็นเจ้าของแห่งสันนิบาต ถ้าเป็นไข้อันใดอันหนึ่งก็ดี ที่จะถึงซึ่งเอกดานทุวัณตรีโทษนั้น ก็อาศัยแห่งรัตตฆาตกองนี้กระทำเป็นอาทิ คือให้เสียดแทงสวิงสวาย ให้จับเป็นเพลา ให้บริโภคอาหารมิได้ ให้หายใจขัดให้เสมหะปะคอและอก ให้ตกทางคูถทวารมิได้ขาด ให้ปวดลมอยู่เนือง ๆ ดังนี้ ...”."],
    [1884,1870,"รุ",null,null,"ก. ระบายสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป."],
    [1885,1871,"รู้ถ่ายเองปิดเอง",null,null,"ว. เกี่ยวกับการเป็นยาถ่ายหรือยาระบาย ซึ่งมีสรรพคุณฝาดสมานในตัว ทำให้ผู้ใช้หยุดถ่ายได้เองในเวลาต่อมา มักใช้ในการระบุสรรพคุณของสมุนไพรที่ใช้เป็นยาถ่ายยาระบายบางชนิด เช่น สมอเทศ สมอไทย โกฐน้ำเต้า ดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๑/๑๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... ลูกสมอเทศ รสเปรี้ยวฝาดจัดกว่าสมอไทย แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ลมจุกเสียด ผายธาตุ ใช้ระบาย ในโรคป่วง แก้พิษร้อนภายใน แก้ระหายน้ำ รู้ถ่ายเองปิดเอง …”, รู้เปิดรู้ปิด ก็เรียก."],
    [1886,1872,"รูปขันธ์",null,null,"น. กองรูป, สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา รวมถึงพฤติกรรมและคุณสมบัติอื่นของส่วนที่เป็นร่างกาย, เป็นขันธ์ ๑ ที่เป็นรูปธรรมในขันธ์ ๕, รูปักขันโธ ก็เรียก."],
    [1887,1873,"รูปักขันโธ","ดู รูปขันธ์.",null,null],
    [1888,1874,"รู้เปิดรู้ปิด","ดู รู้ถ่ายเองปิดเอง.",null,null],
    [1889,1875,"เริมน้ำข้าว, เริมน้ำเข้า","ดู ไข้เริมน้ำข้าว, ไข้เริมน้ำเข้า.",null,null],
    [1890,1876,"เริมน้ำค้าง","ดูใน ไข้เริมน้ำค้าง.",null,null],
    [1891,1877,"เรือนเพลิง, เรือนไฟ",null,null,"น. สถานที่สำหรับมารดาหลังคลอดบุตรใช้อยู่ไฟ."],
    [1892,1878,"แร่เกลือจืด","ดูใน เกลือจืด.",null,null],
    [1893,1879,"โรคลม",null,null,"น. ความผิดปรกติที่มีสาเหตุมาจากธาตุลม เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย ทำให้มีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของลมที่ทำให้เกิดโรค เช่น ลมชิวหาสดมภ์ ลมมหาสดมภ์ ลมปลายปัตฆาต ลมปะกัง ลมกระษัย."],
    [1894,1880,"โรหิณีโรค, โรหินีโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในลำคอผู้ป่วยมีเสมหะมาก ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น มีเลือดออกในลำคอ กินอาหารไม่ได้ ไม่รู้รสอาหาร เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าโรหินี กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดขึ้นในลำคอนั้นเป็นคำรบ ๕ มีอาการกระทำให้ชุ่มไปด้วยเสมหะ ให้เหม็นคาวคอเป็นกำลัง บางทีให้เน่าเหม็นโขง ให้ลำคอเป็นเลือด บริโภคอาหารมิได้ไม่มีรส ...”."],
    [1895,1881,"ฤดู ๓",null,"น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๓ ฤดู ฤดูละ ๔ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ คิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ วสันตฤดู (ฤดูฝน) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น คิมหันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานเตโช."],
    [1896,1882,"ฤดู ๔",null,"น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจกำหนดไว้ต่างกัน ตำราเวชศึกษาแบ่งเป็น ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ส่วนคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ แบ่งเป็น คิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๑๑ ถึงเดือนอ้าย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วสันตเหมันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป."],
    [1897,1883,"ฤดู ๖",null,"น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปี เป็น ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วัสสานฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ."],
    [1898,1884,"ฤดูสมุฏฐาน","ดู อุตุสมุฏฐาน.",null,null],
    [1899,1885,"ฤทธิจร, ฤทธิเจริญ",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้วาโยธาตุ พิการ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… ถ้าจะแก้ให้เอาดีปลี ๑ แฝกหอม ๑ เปราะหอม ๑ พริกไทย ๑ แห้วหมู ๑ ว่านน้ำ ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค รากกะเทียมเท่ายาทั้งหลาย ตำผงละลายน้ำร้อน น้ำผึ้ง ก็ได้กินแก้วาโยธาตุพิการหายแล ยาชื่อฤทธิจร…”."],
    [1900,1886,"ฤศดวง","ดู ริดสีดวง.",null,null],
    [1901,1887,"ฤศดวงคูธ","ดู ริดสีดวงคูถ, ริดสีดวงคูท, ริดสีดวงคูธ.",null,null],
    [1902,1888,"ฤษดวง","ดู ริดสีดวง.",null,null],
    [1903,1889,"ลงแดง",null,null,"ก. อาการท้องเดินและถ่ายเป็นเลือด มักใช้แก่คนอด ยาเสพติด เช่น ฝิ่น."],
    [1904,1890,"ลงท้อง","ดู ท้องเดิน.",null,null],
    [1905,1891,"ลงฝัก",null,null,"น. โรคเกิดเพราะเส้นเลื่อนลงสู่ถุงอัณฑะทำให้ถุงอัณฑะโต เรียกว่า กระษัยลงฝัก."],
    [1906,1892,"ลมกระษัย, ลมกษัย",null,null,"น. ลมที่ทำให้ผอมแห้งแรงน้อย เป็นต้น ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๑๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อว่าลมกระษัย มันชอบให้มึน ให้ตึง ให้มือตาย ตีนตาย ...”."],
    [1907,1893,"ลมกองละเอียด",null,null,"น. ลมที่ทำให้มีอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียน อ่อนเพลีย สวิงสวาย ใจสั่น เป็นต้น, สุขุมวาตะ หรือ สุขุมวาตา ก็เรียก."],
    [1908,1894,"ลมกองหยาบ",null,null,"น. ลมที่ทำให้มีอาการจุกเสียดแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น, โอฬาริกวาตะ หรือ โอฬาริกวาตา ก็เรียก."],
    [1909,1895,"ลมกรรมมัชวาต, ลมกัมมัชชวาต, ลมกัมมัชวาต",null,null,"น. ๑. ลมที่เกิดในหญิงกำลังจะคลอดบุตร มดลูกจะหดตัวตำแหน่งของทารกอยู่ต่ำมาก พร้อมที่จะคลอดออกมา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... ในเมื่อกุมารแลกุมารีทั้งหลายคลอดออกจากครรภ์แห่งมารดา อันจิตคิดว่าจะแทนคุณแห่งมารดานั้น ก็เคลิ้มไปให้ลืมเสียสิ้น เพราะว่าสะดุ้งตกใจกลัว ด้วยลุอำนาจแห่งลมกัมมัชชวาตนั้น ...”. ๒. ลมที่ทำให้ทารกในครรภ์ เคลื่อนเอาศีรษะลง ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๑๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าฝูงสัตวโลกยทั้งหลาย เมื่อแต่แรกจะปฏิสนธิแลประสูตรออกมาจากอุทร แลลมกรรมมัชวาตพัดเอาเท้าขึ้นเอาศีศะลง ...”, ลมเบ่ง ก็เรียก."],
    [1910,1896,"ลมกาฬสิงคลี",null,null,"น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีหน้าและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเป็นวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณว่าถ้ารักษาไม่ได้ภายใน ๓ วัน อาจถึงแก่ความตายได้ ดังคัมภีร์ชวดาร[๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลมกาฬสิงคลีนั้น ถ้าจับให้หน้าเขียว ให้ขอบตาเขียว ลางก็จับหัวใจให้ใจสั่น ลางที่ให้ถอนหายใจฮึดฮือ ลาง ที่ให้ดิ้นดุจตีปลา ให้ผุดเปนวงดำ วงแดง วงเหลือง วงขาว เท่าใบพุทรา เท่าแว่นน้ำอ้อย กำหนด ๓ วัน ...”."],
    [1911,1897,"ลมกำเดา",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นลมที่เกิดแทรกไข้กำเดา ผู้ป่วยมีอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย หนักศีรษะ เจ็บตา เป็นต้น ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๑๘-๓๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... ลมกำเดาขึ้นให้วิงเวียน ให้จักษุลาย, จักษุมืด, จักษุฟ่าแลขาว ให้ศีษะหนักซุนแลเจ็บจักษุ โทษลมรคนกำเดา …”."],
    [1912,1898,"ลมกำเนิด","ดู ลมซาง.",null,null],
    [1913,1899,"ลมกุมภัณฑ์",null,null,"น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันเสาร์ เด็กจะมีอาการไข้ ชักมือกำเท้างอ ไม่รู้สึกตัว นัยน์ตาช้อนขึ้น หน้าเขียว กัดฟัน หลังแอ่น ลมชนิดนี้ยังเกิดจากบาดแผล เหมือนลมบาดทะยัก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๙๒] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณะลมกุมภัณฑ์แลบาทยักษ์ซึ่งบังเกิดนั้น เมื่อจะเกิดให้จับตาช้อนดูสูง หน้าเขียวให้ชักเท้ากำมือกำ หลังแอ่น ให้กัดฟัน จับเอาเมื่อกุมารเป็นเพื่อพิษต่างๆ แลลมจำพวกนี้จึงบังเกิดพลอยด้วยขณะนั้น ถ้ามิดังนั้นก็เกิดเพราะบาดเสี้ยนแลหนาม เป็นบาดแผลเข้าที่ใดๆ ย่อมเป็นไข้พิฆาต จึงเป็นกำเนิดลมกุมภัณฑ์ ลมบาทยักษ์ …”."],
    [1914,1900,"ลมกุมภัณฑยักษ์",null,null,"น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการชักมือกำเท้างอ หมดสติ โบราณว่าถ้ารักษาไม่ได้ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแก่ความตาย ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/ ๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลมกุมภัณฑยักษ์นั้น ถ้าล้มไข้ลงดุจอย่างสันนิบาต เมื่อจับนั้นให้ชักมือกำชักเท้างอ มิได้สมปฤดี มิเรียกมิรู้สมปฤดีเลย กำหนด ๑๑ วัน ...”."],
    [1915,1901,"ลมเกลี่ยวดำ, ลมเกี่ยวดำ","ดู ลมเปลี่ยวดำ.",null,null],
    [1916,1902,"ลมขึ้น, ลมขึ้นเบื้องสูง","ดู ลมขึ้นสูง.",null,null],
    [1917,1903,"ลมขึ้นสูง",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่งหรือความผิดปรกติอันเกิดจากธาตุลม ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย สวิงสวาย หน้ามืด หูอื้อ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง หลวงทิพรักษาทูลเกล้าถวาย คือ เอายาดำ, กัญชา, อุจพิด, ดองดึง สิ่งละ ๔ ส่วน กระเทียม ๖ ส่วน, ว่านน้ำ, ชะเอมเทศ, โกฐน้ำเต้า, โกฐพุงปลา, มหาหิงคุ์ สิ่งละ ๘ ส่วน ว่านเปราะ, ผลผักชี สิ่งละ ๑๒ ส่วน ขิงแห้ง, แก่นแสมทะเล, รากส้มกุ้ง, สะค้าน สิ่งละ ๑๖ ส่วน พริกไทย, เปลือกกันเกรา สิ่งละ ๒๔ ส่วน ทำเป็นจุณบดละลายน้ำผึ้งรวงให้กินหนัก ๑ สลึง แก้ลมขึ้นสูงหายดีนัก ...”, ลมขึ้น หรือ ลมขึ้นเบื้องสูง ก็เรียก."],
    [1918,1904,"ลมจร",null,null,"น. โรคลมกลุ่มหนึ่ง เกิดแทรกกับโรคอื่น ลมชนิดนี้ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ว่ามีมากมายหลายจำพวก แต่ระบุชื่อไว้เพียง ๑๘ จำพวก ได้แก่ พิรุตวาโย ทุนยักษวาโย วารยักษวาโย จิตุบาทวาโย อัควารันต-วาโย รามะภานีวาโย สรรพวารจักรโมละวาโย อัตพังคีวาโย พาหุรวาโย สิตมัควาโย พุทธยักษวาโย ริตตะวาษวาโย วารยักษวาโย ยักขินีวาโย นิริยังยักษวาโย ตริตบาทวาโย อัคนีวาโย และเนาวนารีวาโย ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของลม ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะกำเนิดแห่งลมอันจะบังเกิดแก่บุคคลทั้งหลายในโลกนี้ อันพระมหาฤๅษีเจ้าสำแดงไว้ในพระคัมภีร์ฉันทวาตปฏิสนธิ ๕๖ จำพวกนั้น เป็นแต่ที่เกิดแห่งลมจร นอกกว่านี้จะนับประมาณมิได้ มากกว่ามากนัก ได้แลร้อยแลพันแพทย์ มิได้หยั่งรู้หยั่งเห็น กำหนดไว้อัมพฤกษ์อัมพาต โดยอาจารย์สำแดงไว้ในก่อน ในที่นี้จะขอแอบอาศัยความยกแยกออกมา กล่าวไว้แต่ ๑๘ จำพวก พอเป็นที่สังเกตแห่งแพทย์สืบไปเมื่อหน้านั้น คือ พิรุตวาโย ทุนยักษวาโย วารยักษวาโย จิตุบาทวาโย อัควารันตวาโย รามะภานีวาโย สรรพวารจักรโมละวาโย อัตพังคีวาโย พาหุรวาโย สิตมัควาโย พุทธยักษวาโย ริตตะวาษวาโย วารยักษวาโย ยักขินีวาโย นิริยังยักษวาโย ตริตบาทวาโย อัคนีวาโย และเนาวนารีวาโย เป็น ๑๘ จำพวกด้วยกัน ...”."],
    [1919,1905,"ลมจะโปง","ดู จับโปง.","น.","โรคชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการปวดบวมตามข้อ มีน้ำใสในข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ จับโปงน้ำ และ จับโปงแห้ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๒/๙๖] ตอนหนึ่งว่า ถ้าแลให้เสียดเข่าชื่อว่าลมจะโปงสะคริวก็ว่า ...” , จะโปง ลมจะโปง หรือ ลมจับโปง ก็เรียก."],
    [1920,1906,"ลมจะโปงสะคริว",null,null,"น. อาการตะคริวบริเวณน่อง ที่เกิดขึ้นร่วมกับ จับโปง."],
    [1921,1907,"ลมจับโปง","ดู จับโปง.","น.","โรคชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการปวดบวมตามข้อ มีน้ำใสในข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ จับโปงน้ำ และ จับโปงแห้ง ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๒/๙๖] ตอนหนึ่งว่า ถ้าแลให้เสียดเข่าชื่อว่าลมจะโปงสะคริวก็ว่า ...” , จะโปง ลมจะโปง หรือ ลมจับโปง ก็เรียก."],
    [1922,1908,"ลมจำปราบ",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง มักเป็นในเด็ก ผู้ป่วยมักมีอาการ ชักหลังแอ่น ตัวเย็น ขนลุก ผิวดำคล้ำ เลือดออกตามรูขุมขน ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยังลักขณลมอันหนึ่งชื่อว่าลมจำปราบร้ายนักกระทำ พิศม์ดุจพิศม์งู เมื่อจะจับนั้นให้ดิ้นเสือกไปก่อนแล้ว จึ่งให้ชักหลังแอ่นไปถึงตะโพกแลให้ตัวเยนขนกลับขึ้นเบื้องบน ถ้ามิรู้แก้ตายทันใจแลโลหิตแตกทุกเส้นโลมา ...”."],
    [1923,1909,"ลมชิวหาสดม, ลมชิวหาสดมภ์",null,null,"น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการหาว เรอ คลื่นเหียน ขากรรไกรแข็งอ้าแล้วหุบไม่ลง พูดไม่ชัด ลิ้นกระด้างคางแข็ง มักเกิดแทรกลมอัมพาต หากรุนแรงจะทำให้ไม่รู้สึกตัว ปลุกไม่ตื่น กำหนด ๓ วัน ๗ วัน ดังคัมภีร์ชวดาร [๑๔/๔๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... ลมชิวหาสดม เมื่อแรกจับให้หาวให้เรอแลให้เหียน แลขากรรไกรแข็งอ้าขบลงมิได้ ให้นิ่งแน่ไปมิรู้สึกปลุกมิตื่น กำหนด ๓ วัน ๗ วัน ...”."],
    [1924,1910,"ลมซาง",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึง ๕ ขวบ ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันไปตามวันเกิดคัมภีร์ประถมจินดาว่ามี ๗ จำพวก (ตามวันเกิดทั้ง ๗ วัน) แต่กล่าวไว้เพียง ๕ จำพวกเท่านั้น ได้แก่ ลมอุทรวาต ลมสุนทรวาต ลมหัศคินี ลมอริต และลมกุมภัณฑ์ (ลม กุมภัณฑ์ยักษ์), ลมกำเนิด ก็เรียก."],
    [1925,1911,"ลมดูดสะบัก",null,null,"น. อาการปวดเมื่อยบริเวณสะบัก บ่า และไหล่ข้างซ้าย เช่น จากการนอนตะแคงด้านซ้ายนาน ๆ ทำให้เลือดลมตามแนวเส้นอิทาและเส้นกาลทารีเดินไม่สะดวก."],
    [1926,1912,"ลมตติยาวิโรธ",null,null,"น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการมือเท้าเย็น มีลมเป็นก้อน กลิ้งอยู่ในช่องท้อง ทำให้ปวดมาก บางครั้งปวดตั้งแต่ปลายเท้าถึงหัวใจ หมดสติ เป็นต้น ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลมตติยาวิโรธนั้น ให้มือให้เท้าเย็น เปนลูกกลิ้งอยู่ในท้อง ให้จุกร้องดังสัตว์ตอดสัตว์กัด บางทีปวดแต่แม่เท้าขึ้นมาจนถึงหัวใจ นิ่งแน่ไปดุจดังพิษงูเห่า ...”."],
    [1927,1913,"ลมตะกัง","ดู ลมปะกัง.",null,null],
    [1928,1914,"ลมตะคริว, ลมตะคิว",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากลมในลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กผิดปรกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมือเท้าชักเกร็ง ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ลมจำพวกหนึ่ง เข้าในไส้ใหญ่ ไส้น้อย มันให้ชักมือชักเท้า แข็งงอ จะเปิบเข้าก็มิได้ จะจับสิ่งอันใด ๆ ก็มิได้ สมมุติเรียกลมตะคิว …”."],
    [1929,1915,"ลมตะบองราหู","ดู ลมอุทรวาต.","น.","ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เกิดวันอังคาร เด็กจะร้องไห้ในเวลาเย็นทุกวัน ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟจนถึง ๓ เดือน แต่จะหายไปเอง หรือเลิกร้องไห้ ชาวบ้านเรียก “ร้องไห้ ๓ เดือน” เมื่อมีอาการจะทำให้ท้องขึ้น ขนลุกชัน เชื่อมมัว หอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือน ขึ้นไปแล้ว ยังรักษาไม่หาย จะมีอาการซูบผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด เป็นต้น ในที่สุดจะชักมือกำเท้างอ ตาช้อนสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อลมอุทรวาต กระทำให้ร้องไห้แต่ยังอยู่ในเรือนเพลิง ไปจน ๓ เดือนเป็นกำหนด จึงจะหายไปเอง ถึงแพทย์จะให้ยาก็ไม่หาย เมื่อถอยลงมาจากศีรษะ แลลงทรวงอกนั้นแล้ว ลงมาตั้งอยู่ในนาภีจึงเรียกว่าลมกองใหญ่ พัดขึ้นมาตามนาภี ตามเส้นชิดกระดูกสันหลังขึ้นมาในอกแลลำคอ จนไปถึงช่องหูขวาแลกระหม่อม ถ้าเป็นข้างขึ้นตาย ข้างแรมไม่ตาย แลประเภทดังนี้คือ ต้องตะบองราหูก็ว่า กุมาทสังข์ก็ว่า อักขมูขีก็ว่า แลสะพั้น ๗ จำพวกนี้ หญิงชายก็ดีเป็น ดุจเดียวกัน …”, ตะพั้นไฟ ลมตะบองราหู หรือ สะพั้นไฟ ก็เรียก."],
    [1930,1916,"ลมตุลาราก",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นบริเวณคอหอย ผู้ป่วยจะมีอาการคาวคอ ถ่มน้ำลายบ่อย ๆ เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ ตำราการแพทย์แผนไทยว่า หากเป็นนานถึง ๕ เดือน ตาเสียแล้วจึงหาย ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลมหนึ่งชื่อลมตุลาราก บังเกิดแต่คอหอยให้เปนคาวคอ เฝ้าถ่มแต่เขฬะบ่อย ๆ จะหายใจก็ขัดอก ถ้าเกิดแต่บุทคลผู้ใดได้ ๕ เดือน เสียจักษุจึงหาย …”."],
    [1931,1917,"ลมทักขิณโรธ",null,null,"น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง มักเกิดต่อเนื่องจากโรคอื่น โบราณว่าเป็นลมในกองไข้ ผู้ป่วยมีอาการมือเท้าเย็น ตามัว ลิ้นกระด้างคางแข็ง ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลมทักขิณโรธ เปนไข้อันใด ๆ ก่อน ให้มือให้เท้าเย็นให้จักษ์มัว ห้ามมิให้วางยาผาย ให้จับดิ้นรน ยุดมิได้อยู่ เจรจามิได้ ลิ้นกระด้างคางแขง แพทย์จะแก้ ๆ ให้จงดี ...”."],
    [1932,1918,"ลมในลำลึงค์","ดู ลมลำลึงค์.",null,null],
    [1933,1919,"ลมในเส้น",null,null,"น. ลมที่พัดประจำอยู่ตามเส้นต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ลมจันทกระลา พัดอยู่ในเส้นอิทา ลมสูญทกลา พัดอยู่ในเส้น ปิงคลา เมื่อลมเหล่านี้ผิดปรกติจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด หรือชาตามแนวเส้นที่ลมนั้นพัดประจำหรือบริเวณใกล้เคียง เป็นต้น การรักษาอาจใช้การนวด การประคบ หรือการใช้ยา บางขนาน ดังคัมภีร์ชวดาร [๑๔/๔๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่ง ให้แพทย์พึงพิจารณาว่า ลมนั้นบังเกิดเพื่อในเส้น แลเนื้อแลโลหิตแลกระดูกแลผิวหนังแลหัวใจ พึงพิจารณาลมนั้นก่อน แล้วจึงพิจารณายาที่จะทราบไปในที่นั้น ๆ ให้ควรแก่โรคลม ถ้าลมจำพวกใดบังเกิดขึ้นในเส้น ชอบนวดแลยาประคบ กินยาแก้ลมในเส้นจึงหาย …”."],
    [1934,1920,"ลมบาดทะจิต, ลมบาทจิตต์",null,null,"น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้สูง เพ้อ ชัก เป็นต้น โบราณว่าถ้ารักษาไม่ได้ภายใน ๑๐ วัน อาจถึงแก่ความตาย ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลมบาทจิตต์ เมื่อล้มไข้ลงดุจอย่างสันนิบาต แรกจับให้ละเมอเพ้อพกว่านั่นว่านี่ ทำอาการดุจปีศาจเข้าอยู่ ลางทีว่าบ้าสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตต์ระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน ...”, บาทจิตร ก็เรียก."],
    [1935,1921,"ลมบาทาทึก, ลมบาทาธึก","ดู บาทาทึก, บาทาทึบ, บาทาธึก.",null,null],
    [1936,1922,"ลมเบ่ง","ดู ลมกรรมมัชวาต, ลมกัมมัชชวาต, ลมกัมมัชวาต.",null,null],
    [1937,1923,"ลมประโคมหิน",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดบวมตามข้อทั่วร่างกาย ทำให้กระดิกตัวไม่ได้ ร้องไห้มาก เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๔/๕๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ลมปะโคมหิน ให้บวมไปทุกข้อทุกลำให้มีพิษมีสงให้ไหวตัวมิได้ ให้ร้องไปทั้งกลางวันกลางคืน ราวกะคอจะแตกออกไป ...”, เขียนว่า ลมปะโคมหิน ก็มี."],
    [1938,1924,"ลมปราบ",null,null,"น. โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง มักเกิดกับกล้ามเนื้อแขน ขา หน้าอก และสันหลัง ผู้ป่วยมักมีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน และเจ็บเสียวแปล๊บ ต่อมามีอาการชา และแขนขาลีบ."],
    [1939,1925,"ลมปลายไข้",null,null,"น. ความผิดปรกติเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไม่สบายตัว วิงเวียน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ท้องอืดเฟ้อ มักเกิดขึ้นหลังฟื้นไข้ หรือหายจากความเจ็บป่วยบางอย่าง แพทย์แผนไทยมักแก้ด้วยยาหอม เช่น ยาหอมนวโกฐ."],
    [1940,1926,"ลมปลายปัตคาด",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากเลือดและลมเดินไม่สะดวก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด บวม แข็ง และตึงที่กล้ามเนื้อ เอ็น เยื่อหุ้มกระดูก และริมหัวต่อกระดูก เป็นต้น."],
    [1941,1927,"ลมป่วง","ดู ป่วง.",null,null],
    [1942,1928,"ลมปะกัง",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดข้างเดียวหรือ ๒ ข้างก็ได้ บางตำราว่ามักเป็นเวลาเช้า ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาพร่า วิงเวียน อาเจียน, ลมตะกัง หรือ สันนิบาตลมปะกัง ก็เรียก."],
    [1943,1929,"ลมปะโคมหิน","ดู ลมประโคมหิน.",null,null],
    [1944,1930,"ลมปัตฆาต","ดูใน ปัตฆาต.",null,null],
    [1945,1931,"ลมเปรี้ยวดำ","ดู ลมเปลี่ยวดำ.",null,null],
    [1946,1932,"ลมเปลี่ยวดำ, ลมเปี่ยวดำ",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยบางเล่มว่า เกิดจากการกระทบกับความเย็นมากจนเป็นตะคริว ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งอย่างรุนแรง กระตุก ทำให้เจ็บปวดบริเวณที่เป็นมาก มักแก้โดยการนวดจุดบริเวณใต้ตาตุ่มด้านในหรืออาจรักษาด้วยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, เปลี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ ลมเกี่ยวดำ หรือลมเปรี้ยวดำ ก็เรียก."],
    [1947,1933,"ลมผูกธาตุ",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการท้องผูกเรื้อรังเป็น พรรดึก ร่างกายผอมเหลือง หอบ ไอ กินอาหารไม่ได้บวม เป็นต้น ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... ลมหนึ่งผูกธาตุให้เปนพรรดึก ครั้นนานไปก็กลายเปน เสมหะกลัดเข้า ให้ผอมแห้งกายเหลือง ครั้นนานต่อไปอิกก็กลายเปนหอบ เปนไอ กินเข้ากินนมมิได้ อาโปธาตุเปนกำลัง ให้บวม แพทย์มิรู้ว่าเปนริศดวง ...”."],
    [1948,1934,"ลมพรรดึก",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดจากอาการท้องผูกมาก มีลมคั่งอยู่ในท้อง เป็นเถาดาน อุจจาระเป็นก้อนแข็งคล้ายขี้แมวหรือขี้แพะ ตำราการแพทย์แผนไทยว่า อาจเกิดจากธาตุไฟกำเริบหรือกินของแสลง ผู้ป่วยมักมีอาการจุกเสียด กินอาหารไม่ได้ ทุรนทุราย ร้อนตามแข้งขา เป็นเหน็บชา ปัสสาวะบ่อย ๆ เป็นต้น."],
    [1949,1935,"ลมพหิ",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันหลัง ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... เส้นนี้ชื่อปิงคลามันกลายเป็นลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศม์ งูทับสมิงคลาขบย่อมขึ้นตามกระดูกสันหลังทั้งซ้ายขวา ...”, พหิวาตา หรือ พหิวาตาหทัย ก็เรียก."],
    [1950,1936,"ลมพานไส้",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้ป่วยมีอาการอาเจียน จุกอก หากเป็นอยู่นานถึง ๗ เดือน ผู้ป่วยจะปวดเสียดบริเวณซี่โครงด้านซ้าย ร่างกายผอม เหลืองอยากกินของสดของคาว เมื่อมีอาการเรื้อรังถึง ๓ ปี จะถึงแก่ความตาย ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๑๕] ตอนหนึ่งว่า “...ลมจำพวกหนึ่ง สมมุติว่าลมพานไส้ ให้อาเจียนให้จุกอก ถ้าเปนไปถึงกำหนด ๗ เดือน มักกลายเปนตัว เสียดอยู่ซี่โครงซ้ายให้ผอมเหลือง พอใจอยากของสดของคาว ครั้นถึง ๓ ปี จะตาย ...”."],
    [1951,1937,"ลมพิษ","ดู ประดงลม.",null,null],
    [1952,1938,"ลมพุทธยักษ์, ลมพุทยักษ์",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการชัก กระสับกระส่าย ขบฟันตาเหลือก ตาเบิกกว้าง ปากเบี้ยว มือกำเท้างอ แยกแข้งแยกขา ไม่มีสติ เป็นต้น ดังคัมภีร์ชวดาร [๑๔/๔๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… ลมพุทธยักษ์ให้ชักกระสับกระส่าย ให้ขบฟันเหลือกตาให้มือกำเท้างอปากเบี้ยวจักษุแหก แยกแข้งแยกขาหาสมปฤดีมิได้ ลมจำพวกเหล่านี้เยียวยายากนัก เป็นปัจฉิมที่สุดโรค แล้วพิจารณาดูทวารหนักทวารเบา ถ้ายังอุ่นอยู่ให้แก้ต่อไป ประการหนึ่งให้ดูผิวเนื้อ นิ้วมือกดลงแล้วยกขึ้นดูหาโลหิตมิได้ รอยนิ้วกดแล้วยกขึ้นเป็นรอยเขียวซีด อาการตัดแล …”, ลมสันนิบาตพุทธยักษ์ ก็เรียก."],
    [1953,1939,"ลมเพลมพัด","ดู ไข้รำเพรำพัด.","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันออกไป เช่น อาจมีไข้ จุกเสียดในท้อง อาเจียน ละเมอเพ้อพก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าไข้รำเพรำพัด คือให้รากให้จุกในอุทรแล ให้แดกขึ้นแลแดกลงเป็นกำลัง แลให้มะเมอเพ้อพกดังผีเข้า แพทย์ไม่รู้ว่าเปนไข้สันนิบาตนั้นหามิได้เลย ...”, ไข้ลมเพลมพัด รำเพรำพัด หรือ ลมเพลมพัด ก็เรียก."],
    [1954,1940,"ลมมหาสดม, ลมมหาสดมภ์",null,null,"น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการหาวนอนมาก จิตใจสับสน หมดสติ ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลมมหาสดมจับนั้น ให้หาวนอนเปนกำลัง ให้หวาดหวั่นไหว อยู่แต่ในใจ ให้นอนนิ่งแน่ ให้มิรู้สึกกายแล ...”."],
    [1955,1941,"ลมมีพิษ",null,null,"น. โรคลมกลุ่มหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากน้อย ตามประเภทของโรคลมนั้น ๆ อาจรักษาได้ หรือรักษายาก โบราณแบ่งออกเป็น ๖ ประเภท ได้แก่ ลมอินทร์ธนู ลม-กุมภัณฑยักษ์ ลมอัศมุขี ลมราทธยักษ์ ลมบาทจิตต์ และลมพุทธยักษ์ ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๔-๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมอันมีพิษนั้น มีหกจำพวก ... นอกกว่าลม ๖ จำพวก นี้ก็มี คือ ลมอินทร์ธนู ๑ คือ ลมกุมภัณฑยักษ์ ๑ คือ ลมอัศมุข์ ๑ ลมราทธยักษ์ ๑ ลมบาทจิตต์ ๑ ลมพุทธยักษ์ ๑ แลลมจำพวกเหล่านี้ บังเกิดแก่มนุษย์ผู้ใด มนุษย์ผู้นั้น ตกเข้าอยู่ในเนื้อมือพระยามัจจุราช เยียวยาเปนอันยากนัก ...”, ลมร้าย ก็เรียก."],
    [1956,1942,"ลมมีพิษมาก","ดู ลมอันมีพิษ.",null,null],
    [1957,1943,"ลมมุตกิด",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของลมในเส้นสิกขินี ทำให้มดลูกเคลื่อน ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง เจ็บท้องน้อย เสียวมดลูก ตกขาว กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น."],
    [1958,1944,"ลมรัตตฆาต",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการเสียดแทงในท้อง สวิงสวาย มีไข้ กินอาหารไม่ได้ หายใจขัด มีเสมหะในลำคอ ถ่ายมีมูกปน มีลมในท้อง ปวดท้องบ่อย ๆ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวซึ่งลักษณะกำเนิดแห่งลม อันชื่อว่าริตวาษวาโย เป็นคำรบ ๑๒ นั้นเกิดแต่กองรัตตฆาตขึ้นมามักกลายเป็นสันนิบาตเหตุว่าลมรัตตฆาตกองนี้ กระทำให้โทษทั้ง ๓ ประชุมพร้อม ด้วยอรรถว่าเป็นเจ้าของแห่งสันนิบาต ถ้าเป็นไข้อันใดอันหนึ่งก็ดีที่จะถึง ซึ่งเอกดานทุวัณตรีโทษนั้นอาศัยแห่งรัตตฆาตกองนี้กระทำ เป็นอาทิคือให้เสียดแทงสวิงสวาย ให้จับเป็นเพลา ให้บริโภคอาหารมิได้ ให้หายใจขัด ให้เสมหะปะคอและอก ให้ตกทางคูถทวารมิได้ขาด ให้ปวดลมอยู่เนือง ๆ ดังนี้ ...”."],
    [1959,1945,"ลมราชยักษ์","ดู ลมราทยักษ, ลมราทยักษ์, ลมราทธยักษ์.",null,null],
    [1960,1946,"ลมราทยักษ, ลมราทยักษ์, ลมราทธยักษ์",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการเป็นไข้ตัวร้อน ชัก มือเท้ากำงอ ลิ้นกระด้างคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เป็นต้น ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งว่า “... ลมจำพวกหนึ่ง ชื่อราทยักษ์จับย่อมให้ชักทั่วทั้งกายให้ยักไปมา ให้สะบัดต้นฅอแลปากให้แก้ต้นคางแลกระบอกจักษุจงได้รู้สึกตัวแล ...”, ลมราชยักษ์ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก."],
    [1961,1947,"ลมร้าย","ดู ลมมีพิษ.",null,null],
    [1962,1948,"ลมลำบอง","ดู ละบอง.",null,null],
    [1963,1949,"ลมลำลึงค์",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดในอวัยวะเพศชาย ทำให้ปัสสาวะขัด ปวดแสบปวดร้อน เป็นต้น พบชื่อปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตอนฤๅษีดัดตน (ท่าแก้ลมลำลึงค์, ลมในลำลึงค์) แต่ไม่ปรากฏรายละเอียดในตำราการแพทย์แผนไทย อย่างไรก็ตาม ในหนังสือศัพท์แพทย์แผนไทยของสำนักข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความหมายว่า “ลมลำลึงค์ คือ ลมที่ทำให้ปัสสาวะขัด”, ลมในลำลึงค์ ก็เรียก."],
    [1964,1950,"ลมลำโหก","ดู ลมลำโฮก.",null,null],
    [1965,1951,"ลมลำโฮก",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง พบบันทึกในแผนปลิงหงาย ตำรา การแพทย์แผนไทยว่า โรคชนิดนี้แก้ได้โดยการปล่อยปลิง ๙ ตัว บริเวณกลางอก ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวในทางนวดไทยว่า เป็นจุดบนเส้นอิทาและเส้นปิงคลา ใช้นวดแก้หาวเรอหรือ หาวคางค้าง, ลมลำโหก ก็เรียก."],
    [1966,1952,"ลมแล้ง","ดู คูน.","น.","๑. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia fistula L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกนอกสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล เรียบหรือแตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน แผ่นใบเกลี้ยง ค่อนข้างบาง ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่ ผลเป็นฝัก ห้อยลง รูปทรงกระบอก ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีดำ ภายในฝักมีเยื่อบางกั้นเป็นช่องตามขวาง แต่ละช่องมีเมล็ด ๑ เมล็ด รูปรี แบน สีน้ำตาลเป็นมัน, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ดอก ฝัก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... มีรสหวานเอียนเล็กน้อย เนื้อในฝัก รับประทานเป็นยาระบาย ถ่ายไม่สะดวกไม่มวนไม่ไซ้ท้อง เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ใบฆ่าพยาธิ์ ดอกแก้แผลเรื้อรัง กะพี้แก้รำมะนาด แก่นขับไส้เดือน รากขับพยาธิ์ คือ คุดทะราด ...”, ลมแล้ง ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea Hook.f. ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้า ลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว หรือม่วง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด ก้านใบกินได้, ตูน ทูน ออดิบ หรือ ออกดิบ ก็เรียก."],
    [1967,1953,"ลมวาตพรรค์, ลมวาตพักตร์, ลมวาตพัคค์","ดู ลมวาตภักษ์, ลมวาตภัคค์.",null,null],
    [1968,1954,"ลมวาตภักษ์, ลมวาตภัคค์",null,null,"น. ลมที่เกิดกับทารกที่คลอดในท่าหงายหน้า ทำให้สำลักน้ำคร่ำขณะคลอด ถ้าก้อนเสมหะนั้นยังค้างอยู่จะทำให้ร่างกายซูบผอม และเมื่อเสมหะนั้นโตขึ้น จะทำให้มีอาการท้องเสีย หรือท้องอืดเฟ้อ อาจชัก เชื่อมมึน เหนื่อยหอบ และทำให้อาเจียน กินข้าวดื่มนมไม่ได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใดเป็นดาลเสมหะอยู่ข้างอุระเบื้องขวา ถ้าเป็นดังกล่าวมาแต่หลังนั้น ท่านว่ากุมารนั้นมักดูสูงกินข้าวดื่มนม มักอาเจียนแลให้อุจจาระปัสสาวะเหลืองดังนี้ เป็นกำเนิดแห่งกองลมวาตภัคค์ ถ้าแลแผ่นเสมหะยังค้างอยู่ จักทำให้กายนั้นซูบผอม ถ้าแลแผ่นเสมหะนั้นเติบขึ้นกว่าเก่า จักทำให้ลงท้องขึ้นแล้วจะให้ชักเท้ากำมือกำตาช้อน ...”. เขียนว่า ลมวาตพรรค์ ลมวาตพักตร์ ลมวาตพัคค์ หรือ ลมวาตะพรรค ก็มี."],
    [1969,1955,"ลมวาตะพรรค","ดู ลมวาตภักษ์, ลมภาวตภัคค์.",null,null],
    [1970,1956,"ลมวิงเวียน",null,null,"น. ลมกองละเอียดประเภทหนึ่ง ทำให้หน้ามืด ตาลาย วิงเวียน อ่อนเพลีย สวิงสวาย ใจสั่น."],
    [1971,1957,"ลมวิหก, ลมวิหค",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง พบชื่อปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตอนคัมภีร์นวด แต่ไม่ปรากฏรายละเอียดในตำราการแพทย์แผนไทยฉบับหลักๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในหนังสือศัพท์แพทย์แผนไทย ของสำนักข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความหมายว่า “ลมวิหค คือ ลมที่เกิดจากดีกำเริบอย่างรุนแรง”."],
    [1972,1958,"ลมสะอึก","ดู สะอึก.",null,null],
    [1973,1959,"ลมสันนิบาตพุทธยักษ์","ดู ลมพุทธยักษ์, ลมพุทยักษ์.",null,null],
    [1974,1960,"ลมสุนทรวาต",null,null,"น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันพุธ เด็กเริ่มมีอาการปวดท้อง ท้องขึ้น ตามด้วยอาการท้องเสีย ชักมือกำเท้างอ ท้องและหน้าเขียว เป็นต้น ดังคัมภีร์ ประถมจินดา [๑๕/๑๐๓] ตอนหนึ่งว่า “... ลมชื่อว่าสุนทรวาตนั้นเป็นต้น ตั้งขึ้นแต่สะดือแลท้องน้อย ให้ปวดท้องแลท้องขึ้นก่อนแล้วให้ลงท้อง ให้หลับตา ให้ชักเท้ากำมือกำ ให้ท้องแลหน้าเขียว …”."],
    [1975,1961,"ลมสุมนา","ดู สุมนาวาตะ.",null,null],
    [1976,1962,"ลมสูบพิษขึ้นในลำไส้",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการ วิงเวียน อาเจียน แน่นหน้าอก รู้สึกเปรี้ยวและหวานในปาก เมื่อเป็นนานเข้าจะทำให้ปวดเสียดชายโครงข้างซ้าย ร่างกายผอมเหลือง เป็นต้น ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลมอันหนึ่งชื่อลมสูบพิษขึ้นในลำไส้ ให้เวียนหัว ให้อาเจียน ให้จุกอกให้ปากหวาน แลปากเปรี้ยว ถ้าเปนแก่บุคคลผู้ใด ครั้นแก่เข้ากลาย เปนตัว เข้าเสียดโครงข้างซ้าย ครั้นแก่หนักเข้าให้ผอมเหลือง ...”."],
    [1977,1963,"ลมหัศคินี, ลมหัสดี",null,null,"น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี เด็กมีอาการชัก มือกำเท้างอ หลังแข็ง เหงื่อออก ท้องอืด เป็นต้น เด็กที่เป็นโรคนี้ห้ามอาบน้ำเย็น และไม่ใช้ยาที่ผสมกับเหล้า ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๑๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณะลมหัศคินีนั้น เมื่อจะบังเกิดจับให้ชักเท้ากำมือกำ ให้หลังแข็ง แลให้เหงื่อตก ให้ท้องขึ้น ถ้าเป็นแต่เวลาเช้าให้ระวังถึงเที่ยงจึงตาย ถ้าเป็นเที่ยงจนค่ำแล้วไม่ตาย ท่านห้ามอย่าให้อาบน้ำเช้าเย็น อย่าให้กินยาเข้าสุรา แลลมจำพวกนี้เกิดเพื่อซางโค แต่ตั้งมูลปฏิสนธิได้ ๓ เดือนจึงสำแดงโทษให้แก่กุมาร ซึ่งพระอาจารย์เจ้ากล่าวไว้มีในพระคัมภีร์ประถมจินดาผูก ๑ ว่าด้วยลักษณะครรภรักษาโน้น แลลมจำพวกนี้ชอบแต่ยาเย็น เป็นยาสุขุมดุจกล่าวมาดังนี้ …”."],
    [1978,1964,"ลมโหก","ดู ลมโฮก.",null,null],
    [1979,1965,"ลมอริต, ลมอริศ",null,null,"น. ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดในเด็กที่เกิดวันศุกร์ เด็กมีอาการคอเขียว ชัก มือกำเท้างอ นัยน์ตากลอก ไปมา น้ำลายฟูมปาก ลิ้นกระด้างคางแข็ง บางทีชักข้างซ้าย แต่เกร็งข้างขวา เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณะลมอริตนั้น เมื่อจะเกิดให้คอเขียว ให้ชักเท้ากำมือกำบางทีให้ชักแต่จำหระซ้าย บางทีให้ชักแต่จำหระขวา บางทีให้ชักแต่ข้างซ้าย แต่ข้างขวาให้กระด้างคางแข็ง ร้องไห้ไม่ออก น้ำลายฟูมปากออกมา แลให้ลูกตากลับกลอกไป ให้ยักคิ้วหลิ่วตา และเป็นเสมหะปะทะคอดังครอกๆ ถ้าแลกุมารผู้ใดเป็นดังกล่าวมานี้ได้ชื่อว่า ลมอริตกระทำโทษ เมื่อตายแล้วให้ตัวเหลืองดังรดด้วยน้ำขมิ้นสด เพราะลมจำพวกนี้บังเกิดเพื่อละอองพระบาท กาฬสิงคลีดุจกล่าวมานี้ …”."],
    [1980,1966,"ลมอันมีพิษ",null,null,"น. โรคลมกลุ่มหนึ่ง ที่มีอาการรุนแรง รักษายาก โบราณแบ่งออกเป็น ๖ ประเภท ได้แก่ ลมกาฬสิงคลี ลมชิวหาสดมภ์ ลมมหาสดมภ์ ลมทักขิณโรธ ลมตติยาวิโรธ และลมอีงุ้มอีแอ่น ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๔-๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมอันมีพิษนั้นมีหกจำพวก เราจะกล่าวไปในเบื้องน่าคือ ลมกาฬสิงลี ๑ ลมชิวหาสดม ๑ ลมมหาสดม ๑ ลมทักขิณโรธ ๑ ลมตติยาวิโรธ ๑ ลมอีงุ้มอีแอ่น ๑ ... ลมจำพวกเหล่านี้บังเกิดแก่มนุษย์ผู้ใดมนุษย์ผู้นั้นตกเข้าอยู่ในเนื้อมือพระยามัจจุราช เยียวยาเปนอันยากนัก ...”, ลมมีพิษมาก ก็เรียก."],
    [1981,1967,"ลมอัศมุขี, ลมอัศมุข์",null,null,"น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ป่วยมีอาการดิ้น ร้องเสียงดัง ชัก หมดสติ เป็นต้น ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลมอัศมุขีนั้น เปนทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็ก ให้ดิ้นร้อง แล้วชักแน่ไป มิได้สมปฤดีเลย ...”."],
    [1982,1968,"ลมอัษฎากาศ",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการชาทั้งตัว ขยับแขนขาไม่ได้ เชื่อมมึน เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากความผิดปรกติของลมในเส้นอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งว่า “... อัศฎากาศ จับหาสติมิได้ เขม่นทั่วกายชาไปทั้งตัวให้แสยง ...”."],
    [1983,1969,"ลมอินทร์ธนู",null,null,"น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการ เหมือนไข้รากสาด ผิวหนังตั้งแต่บริเวณชายโครงถึงหน้าผาก เป็นวง ๆ สะดือเป็นสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการ เพ้อ เป็นต้น โบราณว่าผู้หญิงที่เป็นด้านซ้ายหรือผู้ชายที่เป็น ด้านขวา อาการจะรุนแรง รักษาไม่หาย ดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... ลมอินทร์ธนู เมื่อล้มไข้เหมือนลากสาด เปนวงล้อมสะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือ เหลือง เท่าวงน้ำอ้อยงบ แต่ชายโครงตลอดจนหน้าผาก พิษนั้นให้อื้ออึงคนึงอยู่ในใจ ให้เพ้อพกดังผีเข้าอยู่ ถ้าหญิงเปนซ้ายชายเปนขวา อาการตัด ...”."],
    [1984,1970,"ลมอีงุ้มอีแอ่น",null,null,"น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการ ชักตัวงอหลังแอ่น โบราณว่าถ้าชักจนหลังหัก ก็จะถึงแก่ความตายดังคัมภีร์ชวดาร [๔๑/๓๐๕-๓๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลมอีงุ้มอีแอ่นนั้น เมื่อล้มไข้เหมือนสันนิบาต เมื่อจับนั้นอีงุ้มงอไปข้างหน้า อีแอ่นงอไปข้างหลัง ถ้าลั่นเสียงเผาะเมื่อใดตายเมื่อนั้น ...”."],
    [1985,1971,"ลมอุทรวาต",null,"น.","ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เกิดวันอังคาร เด็กจะร้องไห้ในเวลาเย็นทุกวัน ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟจนถึง ๓ เดือน แต่จะหายไปเอง หรือเลิกร้องไห้ ชาวบ้านเรียก “ร้องไห้ ๓ เดือน” เมื่อมีอาการจะทำให้ท้องขึ้น ขนลุกชัน เชื่อมมัว หอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือน ขึ้นไปแล้ว ยังรักษาไม่หาย จะมีอาการซูบผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด เป็นต้น ในที่สุดจะชักมือกำเท้างอ ตาช้อนสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อลมอุทรวาต กระทำให้ร้องไห้แต่ยังอยู่ในเรือนเพลิง ไปจน ๓ เดือนเป็นกำหนด จึงจะหายไปเอง ถึงแพทย์จะให้ยาก็ไม่หาย เมื่อถอยลงมาจากศีรษะ แลลงทรวงอกนั้นแล้ว ลงมาตั้งอยู่ในนาภีจึงเรียกว่าลมกองใหญ่ พัดขึ้นมาตามนาภี ตามเส้นชิดกระดูกสันหลังขึ้นมาในอกแลลำคอ จนไปถึงช่องหูขวาแลกระหม่อม ถ้าเป็นข้างขึ้นตาย ข้างแรมไม่ตาย แลประเภทดังนี้คือ ต้องตะบองราหูก็ว่า กุมาทสังข์ก็ว่า อักขมูขีก็ว่า แลสะพั้น ๗ จำพวกนี้ หญิงชายก็ดีเป็น ดุจเดียวกัน …”, ตะพั้นไฟ ลมตะบองราหู หรือ สะพั้นไฟ ก็เรียก."],
    [1986,1972,"ลมโฮก",null,null,"น. โรคลมชนิดหนึ่ง เกิดที่ลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืดเฟ้อ จุกเสียด วิงเวียน ไอ มีเสมหะในลำคอมาก เป็นต้น ดังตำราโรคนิทานคำฉันท์ [๓๕/๑๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... ไส้ใหญ่ธาตุปัถวี เมื่อกระลีแตกร้าวฉาน ปวดท้องใช่สามาน ย่อมท้องขึ้นแลท้องพอง ให้โทษเปนต่างๆ ทุรนร่างวิงเวียนใน ตามืดลุกไม่ไหว ทั้งให้ไอออกอาเจียน หาวเรอขัดในอก หลังไหล่ฟกเปนพ้นเพียน เสมหะมักเบียดเบียน แน่นปะทะลำคอขัง ร้อนคอร้อนท้องน้อย วาตาพลอยถอยกำลัง ลมกลัดพัดขัดคั่ง เรอปะทะเปนลมโฮก ทั้งนี้ใช่อื่นไกล โทษไส้ใหญ่ก่อเกิดโรค ผิจะแก้ตามโฉลก ตำหรับโรคไส้ใหญ่นา ...”, ลมโหก ก็เรียก."],
    [1987,1973,"ลวณะ","ดู เค็ม.",null,null],
    [1988,1974,"ลสิกา",null,null,"น. ไขข้อ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [1989,1975,"ลอองพระบาท","ดูใน ละออง.",null,null],
    [1990,1976,"ละบอง",null,null,"น. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบวมตามข้อต่าง ๆ อาจเกิดได้กับทุกข้อต่อของร่างกาย ภายในข้อที่บวมนั้นมีน้ำเป็นเมือกข้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อละบองกาลบังเกิดแต่มะนุษยหญิงชายทั้งหลาย ถ้าแพทย์มิรู้สำคัญว่าลมจะโปง เปนปัฏฆาตสดุ้งไม่รู้ถึงโรค ศรีสัณวรรณนั้นดูพิกาล แล้วให้ปล่อยปลิงประคบเท้า ยาร้อนกอกลมซับโลหิตออก ให้หมอนวดคนไข้นั้นไม่สู้ เจ็บนักเที่ยวเดินไปได้ บวมตามข้อตามเกลียวปัฏฆาต ถ้าแพทยไม่รู้ถึงโรค ทำพิศม์จะตายด้วยกาลหมู่นี้ ...”, ลมลำบอง ก็เรียก."],
    [1991,1977,"ละบองราหู","ดู ลำบองราหู.",null,null],
    [1992,1978,"ละย่อม","ดู ระย่อม.",null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณระย่อม รู้แก้ไข้จับอันกระทำให้หนาว ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุเปนเพื่อกระทำ ลูกนั้นรู้แก้โลหิตในปติสนธิให้ตั้งเปนปรกติ เปลือกนั้นรู้แก้ไข้สันนิบาต แลไข้เปนเพื่อลมพิศม์ กระพี้นั้นรู้แก้โรคโลหิตให้ตั้งอยู่ ไส้นั้นรู้แก้ไข้อันร้ายกาจ รากนั้นรู้แก้ลมอันทพฤกษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากมีรสขมแก้กาฬเลือด แก้บ้าเพื่อดีและโลหิต ใช้รากเป็นยาแก้ไข้ และเจริญอาหาร …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่อสามัญว่า Indian snake root, serpentine root, insanity herb เป็นไม้พุ่ม ทั้งต้นมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว มักมีต่อมตรงซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุกค่อนข้างแน่น มักเป็นช่อเดี่ยวออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ป่องกลาง สีขาว สีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เมื่อดอกยังอ่อน ก้านดอกและกลีบเลี้ยงสีเขียว แต่เมื่อดอกเริ่มโรย กลีบเลี้ยง และก้านดอกรวมทั้งช่อดอกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลรูปไข่มักออกเป็นคู่ติดกันที่โคน เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีม่วงดำ ก้านผลและกลีบเลี้ยงติดทนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ดรูปไข่ แบน, กระย่อม กะย่อม ขะย่อม ขะหย่อม ย่อม ย่อมตีนหมา หรือระย่อมแดง ก็เรียก. เขียนว่า ละย่อม ก็มี."],
    [1993,1979,"ละลอก",null,null,"น. โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เป็นเม็ดมีหนอง, ฝีละลอก ฝีลำมะลอก ลำมะลอก หรือ หัวลำมะลอก ก็เรียก. เขียนว่า ระลอก ก็มี."],
    [1994,1980,"ละลอกแก้ว",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีฝีขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย ฝีนี้อาจมีขนาดตั้งแต่เล็กจนถึงใหญ่ ภายในอาจมีหนองใส เรียก ฝีละลอกแก้ว เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้สูง ทำให้เกิดไข้พิษ เรียก ไข้ละลอกแก้ว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณไข้ละลอกแก้ว เกิดในท่ามกลางไข้พิศม์ มีลักษณสัณฐานเกิดเท่าผลผักปลังก็มีเท่าเม็ดถั่วดำก็มี เท่าเม็ดถั่วเฃียวก็มี เท่าเม็ดจิ่งจ้อก็มี เปนเงาหนองก็มี ให้แพทยเร่งรักษาให้จงดี ...”."],
    [1995,1981,"ละออง",null,null,"น. โรคเด็กชนิดหนึ่ง เกิดกับทารกแรกเกิดถึงเด็กอายุไม่เกิน ๕ ขวบ ๖ เดือน ผู้ป่วยมีฝ้าบาง ๆ เกิดขึ้นในปาก ลำคอ กระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น ฝ้าบาง ๆ นี้อาจมีสีต่าง ๆ กัน ทำให้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังมีเจ้าเรือนและชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามวันเกิดของผู้ป่วยด้วย เช่น ละอองแก้ววิเชียร เป็นละอองที่เกิดกับเด็กที่เกิดวันจันทร์ มีซางน้ำเป็นเจ้าเรือน ละอองที่อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นถึงตายได้ เรียกละอองพระบาท เช่น ละอองมหาเมฆ ละอองเปลว ไฟฟ้า ละอองแก้ววิเชียร."],
    [1996,1982,"ละอองแก้วมรกฎ, ละอองแก้วมรกต","ดู ละออง ประกอบ.",null,"น. ละอองที่เป็นกับทารก หรือเด็กที่เกิดวันอังคาร มีซางแดงเป็นซางเจ้าเรือน ผู้ป่วยมักมีอาการหน้าเขียวคล้ำจนเกือบดำ ลิ้นกระด้างคางแข็ง อ้าปากไม่ได้ ชัก เท้ากำมือกำ ถ้ารักษาไม่หายอาจตายได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะกล่าวลักษณลอองแก้วมรกฎ เมื่อจะบังเกิดขึ้นนั้นร้ายนักมักให้หน้าเขียว ดำ ก็ดีแลให้ชักชักเท้ากำมือ อ้าปากมิออกให้ลิ้นกระด้างคางแขง ถ้าแก้มิฟังกุมารผู้นั้นจะตายเปนเที่ยง ...”."],
    [1997,1983,"ละอองแก้ววิเชียร","ดู ละออง ประกอบ.",null,"น. ละอองที่เป็นกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันจันทร์ มีซางน้ำเป็นซางเจ้าเรือน ผู้ป่วยมักมีฝ้าบาง ๆ สีขาวเป็นมันเมือก เกิดขึ้นในปาก ลำคอ กระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น มักมีอาการท้องขึ้น ท้องอืดมาก ท้องร่วงนับครั้งไม่ถ้วน เบื่ออาหารเมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีไข้ นอนไม่หลับ สะดุ้ง ผวา ไอมาก ชักตาเหลือกขึ้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณลอองแก้ววิเชียรนั้น ท่านให้พิจารณาดูในเพดานแลลิ้นแลกระพุ้งปากทั้ง ๒ ถ้าเหนขาวดังกล้ำมะพร้าวยังไม่ได้ขูดนั้นชื่อว่าลอองพระบาท เกิดเพื่อหละแสงพระจันทรกระทำให้ลงไปจนตาแขง จะนับเวลามิได้ส่วนลงก็ให้ลงไปส่วนท้องขึ้นก็ขึ้นไปเปนกำลัง สมมุตว่าทั้งขึ้นทั้งล่องแพทยจะรักษายากนัก แลพิจารณาเพดานแลลิ้น แลกพุ้งแกมทั้ง ๒ นั้นเหนขาวเปนมันเลือกดุจมะพร้าวกทินั้น ชื่อว่าลอองแก้ววิเชียรเกิดเพื่อทรางน้ำ กระทำให้เลือกไปทั้งปากจะกินเข้า นมก็มิได้ ถ้าแพทย์วางยาชอบจึ่งตกไปทีเดียวมิได้กลับขึ้นอีก ถ้าแลยามิชอบเปนแต่ประทังอยู่ ...”."],
    [1998,1984,"ละอองทับทิม","ดู ละอองเปลวไฟฟ้า.",null,null],
    [1999,1985,"ละอองเนียรกรรถี, ละอองเนียรกันดี","ดู ละออง ประกอบ.",null,"น. ละอองที่เป็นกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันศุกร์มีซางช้างเป็นซางเจ้าเรือน ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกุมารกุมารี เกิดวันศุกร์ทรางช้างเป็นเจ้าเรือน ทรางแกลบเป็นทรางจร หละชื่อแสงพระจันทร์ ละอองชื่อเนียรกรรถี ลมชื่ออริศ จรประจำทรางช้างวันศุกร์ ในอาการทรางช้างนั้น เขม่ามักขึ้นในเรือนไฟ ถ้าขึ้นหลายชั้นขึ้นมาแต่ลำคอถึงลิ้นแล้วดาษไปทั้งปาก ให้ไออกแห้ง ให้ลงให้ราก กระหายน้ำ กินข้าว กินนมมิได้ ...”."],
    [2000,1986,"ละอองเปลวไฟฟ้า","ดู ละออง ประกอบ.",null,"น. ละอองที่เป็นกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันเสาร์ มีซางโจรเป็นซางเจ้าเรือน และทารกหรือเด็กที่เกิดวันอาทิตย์ มีซางเพลิงเป็นซางเจ้าเรือน ผู้ป่วยมักมีเม็ดหรือยอดสีแดงคล้ายสีชาดหรือสียอดทับทิม ผุดขึ้นมาตามฝ้าบาง ๆ ที่เกิดขึ้นในปาก ลำคอ กระพุ้งแก้ม หรือบนลิ้น เมื่อรุนแรงขึ้นมักมีอาการลิ้นกระด้างคางแข็ง ตาค้าง ชัก เท้ากำมือกำ ตัวร้อนจัดดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๘๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณลอองพระบาทอันชื่อว่าเปลวไฟฟ้า ลอองทับทิมก็ว่านั้น เมื่อจะตั้ง ก็บังเกิดขึ้นเมดยอดแดง ดังน้ำชาด มิฉะนั้นดุจดังยอดทับทิมกระทำพิศม์ ให้ลิ้นกระด้างคางแขงแลให้ตาแขง ให้ชักเท้ากำมือ ให้ตัวร้อนเปนกำลัง ถ้าแก้มิทันท่านกำหนดไว้แต่เช้าจนเที่ยงตาย ถ้าแพทยจะรักษาท่านห้ามอย่าให้วางยาอันร้อน เข้าเล่า น้ำมัน น้ำซ่ม นั้นเลย ท่านให้แก้ด้วยยาอันเยน หอม ฝาด ขมนั้นจึ่งรอดชีวิตรแลลอองพระบาท ๗ ประการนี้ดุจกัน ...”, ละอองทับทิม ก็เรียก."],
    [2001,1987,"ละอองพระบาท","ดูใน ละออง.",null,null],
    [2002,1988,"ละอองมหาเมฆ","ดู ละออง ประกอบ.",null,"น. ละอองที่เป็นกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี มีซางโคเป็นซางเจ้าเรือน ผู้ป่วยมักมีเม็ดยอดสีม่วงคล้ำขึ้นในปาก เมื่อรุนแรงขึ้นจะมีอาการหน้าเขียว ชักเท้ากำมือกำ ตาช้อนสูง อุจจาระปัสสาวะไม่ออก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๒๖] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณลอองพระบาท อันชื่อว่ามหาเมฆนั้น เมื่อจะบังเกิดตั้งขึ้นดังดอกกแบกช้ำ กระทำพิศม์นั้นมากกล้านัก จับให้หน้าเขียว ชักเท้า กำมือ แลให้ตาช้อนดูสูง แล้วให้อุจารปัสาวะมิตก ...”."],
    [2003,1989,"ละอองแสงเพลิง","ดู ละออง ประกอบ.",null,"น. ละอองที่เป็นกับทารกหรือเด็กที่เกิดวันพุธ มีซางสะกอเป็นซางเจ้าเรือน ผู้ป่วยมักมีฝ้าขาวตามกระพุ้งแก้ม ซึ่งเมื่อเป็นอยู่หนึ่งวันกับหนึ่งคืนแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เมื่อรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการเชื่อมมึน ท้องร่วง อุจจาระสีเขียว ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณลออง อันชื่อว่าแสงเพลิงนั้น บังเกิดขึ้นเพื่อทรางสกอ เมื่อแรกเกิดนั้นกระทำให้กระฃาวข้างกระพุ้งปาก อยู่วันหนึ่งกับคืนหนึ่งก็ให้คล้ำเขียวเข้าดังใบไม้ แล้วทำพิศม์ ให้เชื่อมมึน ให้ลงท้องให้อุจารนั้นเขียวดังใบไม้ด้วยเหตุว่า ละอองนั้นลั่นลงไปจับเอาใส้อ่อนแลขั้วดีนั้น ...”."],
    [2004,1990,"ลักกะจั่น, ลักกะจันทน์","ดู ลักจั่น.",null,null],
    [2005,1991,"ลักจั่น",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งสีแดงของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dracaena cochinchinensis (Lour.) S. C. Chen ในวงศ์ Dracaenaceae มีชื่อสามัญว่า lignum dracaenae พืชนี้เมื่อแก่นมีเชื้อราเจริญลงไปในเนื้อไม้ทำให้เนื้อไม้มีสีแดง มีลักษณะเป็นเนื้อโปร่งและเบาถึงเนื้อแน่นและหนัก ปริง่าย ผิวเรียบถึงขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ สีขาวแกมสีชมพูถึงสีแดงเข้ม ถึงสีม่วงดำ อาจมีร่องตามยาว รอยตัดสีแดง กลิ่นหอมเล็กน้อย แพทย์แผนไทยใช้ลักจั่นแทนจันทน์แดง (Pterocarpus santalinus L. f.) ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงปัจจุบัน จนเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า ลักจั่น คือ จันทน์แดง ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสฝาดเล็กน้อย สรรพคุณแก้พิษไข้ ทั้งภายในและภายนอก บำรุงหัวใจ แก้พิษฝีที่มีอาการอักเสบ อาการปวดบวม, ลักจั่นจันทน์แดง ลักกะจันทน์ หรือ ลักจันทน์ ก็เรียก. เขียนว่า ลักกะจั่น ก็มี."],
    [2006,1992,"ลักจั่นจันทน์แดง, ลักจันทน์","ดู ลักจั่น.",null,null],
    [2007,1993,"ลังพิสา","ดู พิลังกาสา.",null,null],
    [2008,1994,"ลับมืนหลวง","ดู ชุมเห็ดเทศ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบเพสลาดแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ชุมเห็ดเทศรสเบื่อเอียน ถ่ายพยาธิ์ในท้อง และถ่ายเสมหะ, รู้ถ่ายเองปิดเอง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า seven golden candlestick, candlestick senna leaf เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อกระจะ สีเหลือง ออกตามปลายกิ่งหรือตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีใบประดับสีเหลือง ประกบหุ้มดอกขณะตูม ร่วงง่าย กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กว้างเกือบกลม ผลแบบผลแห้งแตก เป็นฝักรูปสี่เหลี่ยม มีครีบตามความยาวฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลดำ มีเมล็ดจำนวนมาก เป็นเหลี่ยมค่อนข้างแบน เปลือกแข็งสีเทาเข้มอมสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมสีดำ, ขี้คาก ชุมเห็ดใหญ่ ลับมืนหลวง หรือ หมากกะลิงเทศ ก็เรียก."],
    [2009,1995,"ลาหนัง","ดู น้อยหน่า.",null,null],
    [2010,1996,"ลำบอง",null,null,"ว. บวม."],
    [2011,1997,"ลำบองราหู",null,"น.","น. โรคชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๒ เดือน ผู้ป่วยมักมีอาการเป็นเม็ดตามร่างกาย และอาการอื่น ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละเดือน เช่น ลำบองราหูที่เกิดในเดือน ๑ เมื่อเริ่มเป็นจะทำให้เจ็บผิวหนัง ขนลุก ผื่นขึ้นทั้งตัว นอนสะดุ้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา, ละบองราหู หรือ กระบองราหู."],
    [2012,1998,"ลำพัน, ลำพันแดง, ลำพันหางหมู",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Enhalus acoroides (L. f.) Royle ในวงศ์ Hydrocharitaceae พืชนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น หัวงอทะเล ว่านน้ำทะเล หญ้าชะเงาใบยาว ลำพันแดงมีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณลำพันทั้ง ๒ มีรศอันเผดร้อนเสมอกัน แก้ไข้เพื่อภูตปิศาจ แก้ลมจุกเสียดแก้พิศม์ฝี แก้ไข้กำเดา ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต) [๕๑/๔๖๐] ตอนหนึ่งว่า “... ลำพันทั้ง ๒ มีรสอันเผ็ดร้อนเสมอกัน แก้ไข้เพื่อภูตปีศาจ แก้ลมจุกเสียด พิษฝี แก้ไข้กำเดา ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้หัวของไม้นี้ปรุงรับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ แก้เตโชธาตุพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... เป็นยาขับลมในลำไส้ได้ดี ...”."],
    [2013,1999,"ลำมะลอก","ดู ละลอก.",null,null],
    [2014,2000,"ลำลาบ",null,null,"ก. เปื่อยลามเป็นแนวออกไป."],
    [2015,2001,"ลิ้นกระด้างคางแข็ง",null,null,"ก. อาการลิ้นแข็งขยับขากรรไกรไม่ได้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการไข้สูง ลมชิวหาสดมภ์ ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต ลมทักขิณโรธ."],
    [2016,2002,"ลิ้นฟ้า","ดู เพกา.",null,null],
    [2017,2003,"ลุกใต้ดิน","ดู เจตมูล, เจตมูลเพลิง.",null,null],
    [2018,2004,"ลูก",null,null,"น. ๑. เรียกสิ่งที่จะสืบเป็นพันธุ์ไม้ว่า ลูกไม้, ผลไม้ ก็เรียก. ๒. เรียกตัวยาสมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะที่มีลักษณะ กลมหรือเกือบกลม โดยใช้คำ ลูก ประกอบข้างหน้า เช่น ลูกเอ็น ลูกจันทน์ ลูกเบญกานี. ๓. ผู้มีกำเนิดจากพ่อแม่."],
    [2019,2005,"ลูกกลอน",null,null,"น. ยาแผนโบราณไทยรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นเม็ดกลม เตรียมได้โดยการนำเครื่องยาตามตำรับยา บดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำกระสายอื่น ๆ ทำเป็นเส้นขนาดต่าง ๆ ตามต้องการ ตัดเป็นส่วน ๆ ขนาดเท่ากัน นำแต่ละส่วนมาปั้นเป็นเม็ดกลม แล้วทำให้แห้งสนิท โดยทั่วไปใช้เป็นยากิน ดังคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ [๓๒/๒๑๐] “... ยาแก้บิดหัวลูก เอาชันผง น้ำตาลหม้อ เคล้ากันปั้นเป็นลูกกลอนกิน …”, ยาลูกกลอน ก็เรียก."],
    [2020,2006,"ลูกจันทน์","ดู จันทน์เทศ และ ดอกจันทน์",null,"น. เครื่องยาที่เป็นเมล็ดแก่และแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myristica fragrans Houtt. วงศ์ Myristicaceae มีชื่อสามัญว่า nutmeg ลักษณะค่อนข้างกลม รูปไข่หรือทรงรี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓ เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลอ่อน เป็นร่องแบบร่างแห ปลายด้านกว้างมีแผ่นนูนอยู่เยื้องศูนย์กลาง กว้างประมาณ ๕ มิลลิเมตร และมีร่องโยงไปยึดติดกับฐานออวุลที่อยู่ปลายด้านที่แคบ ฐานออวุลมีลักษณะกลมแบน สีคล้ำ เนื้อในมีจุด และเส้นสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นหอม ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีกลิ่นหอม รสฝาดร้อน มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ขับลม แก้จุกเสียด แก้กำเดา แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงโลหิต เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้เป็นเครื่องเทศ."],
    [2021,2007,"ลูกชีลา","ดู ลูกผักชี.","น.","น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำผลผักชี (ผักชีลา) ห่อผ้าขาวบาง ต้มกับน้ำจนเดือด รินเอาน้ำใช้ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น."],
    [2022,2008,"ลูกประคบ",null,null,"ก. เครื่องยาที่ห่อผ้า ผูกเป็นลูกกลม ๆ เมื่อจะใช้นำมา ทำให้ร้อน แล้วนาบหรือคลึงบริเวณที่ต้องการ."],
    [2023,2009,"ลูกผักชี",null,null,"น. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coriandrum sativum L. ในวงศ์ Apiaceae มีชื่อสามัญว่า coriander มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณผลผักชีมีรศร้อนหวาน บำบัดโรคในอก เจริญไฟธาตุ แก้อาเจียน แก้ไข้ แก้ฤษดวงในตา ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณผักชี มีรศอันขม ฝาด หวาน รู้แก้ไข้อันบังเกิดแต่ทรวง รู้บำรุงธาตุ แก้ปากคอมิสบาย รู้แก้สอึกแก้กระหายน้ำ แก้เหียน แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุ ...” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๙๙] ตอนหนึ่งว่า “... ลูกรับประทานขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ บำรุงธาตุ แก้สะอึก แก้กระหายน้ำ แก้คลื่นเหียน อาเจียน แก้ตาเจ็บ ...”, ชีลา ผลชีลา ผลผักชี ผลผักชีจีน ลูกชีลา หรือ ลูกผักชีจีน ก็เรียก."],
    [2024,2010,"ลูกผักชีจีน","ดู ลูกผักชี.","น.","น้ำกระสายยาชนิดหนึ่ง ได้จากการนำผลผักชี (ผักชีลา) ห่อผ้าขาวบาง ต้มกับน้ำจนเดือด รินเอาน้ำใช้ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ช่วยแก้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น."],
    [2025,2011,"ลูกมะแหน","ดู สมอพิเภก.",null,null],
    [2026,2012,"ลูกหนู",null,null,"น. ส่วนที่นูนขึ้นบนกล้ามเนื้อเวลาเอามือดึงหรือฟันที่แขน, ต่อมนํ้าเหลืองที่โตขึ้นและคลำได้เป็นก้อนบริเวณใต้หู ใต้ขากรรไกรล่าง และใต้คาง."],
    [2027,2013,"ลูกเอ็น, ลูกเอ็ล",null,"น.","น. เครื่องยาที่เป็นผลแก่จัดและแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elettaria cardamomum (L.) Maton ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “… ผลเอนแก้วาโยธาตุกำเริบเพื่อลมอากาศธาตุ ...”. ถ้าใช้เป็นเครื่องเทศ เรียก กระวานเทศ, ผลเอน ผลเอ็ล หรือ ลูกเอ็ล ก็เรียก."],
    [2028,2014,"ลูด","ดู ชะลูด.",null,null],
    [2029,2015,"เล้งจือเช่า","ดู หญ้าปักกิ่ง.",null,null],
    [2030,2016,"เลี่ยมสมุทร",null,"น.","ฝีกาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีเม็ดฝีซึ่งอาจมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วดำ ขึ้นบริเวณริมฝีปากบนหรือล่าง เมื่อเม็ดฝีนี้แตก จะมีเลือดไหล เรียก ฝีเลี่ยมสมุทร เมื่อรุนแรงขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว เชื่อมมัว มีไข้สูง เรียก ไข้เลี่ยมสมุทร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า หากรักษาไม่ดี อาจทำให้ตายได้ ดังคัมภีร์ตักศิลา [๑/๗๔-๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะว่าด้วยลักษณเลี่ยมสมุทเกิดแต่ริมสีปากทั้งสองเกิดริมสีปาก ข้างบนข้างล่างก็มี ลางทีเปนเม็ดเท่าเม็ดถั่วดำก็มี ให้แตกร้าว เปนโลหิตไหล ทำพิศมให้จับสท้านร้อนสท้านหนาว ให้เชื่อมมัวให้แพทยเร่งประทับยาให้จงดี ถ้าทำไม่ดีตายแล ...”."],
    [2031,2017,"เลือกปาก",null,null,"ว. อาการที่รู้สึกเป็นเมือกเหนียวในปาก ใน “แผนนวด” ของตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕] มีจุดนวดบนเส้นสุมนาสำหรับแก้เค็มปากเลือกปาก."],
    [2032,2018,"แล่ง",null,null,"น. หน่วยในมาตราตวงตามวิธีประเพณีของไทย ๒ จังออน เท่ากับ ๑ แล่ง, ๒ แล่ง เท่ากับ ๑ ทะนาน."],
    [2033,2019,"แลงแวง","ดู สมุลแว้ง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [2034,2020,"โลมา",null,null,"น. ขน เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [2035,2021,"โลหะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานบริเวณช่องท้องเหนือสะดือ ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์อันตั้งอยู่ เบื้องบนแห่งนาภีชื่อว่าโลหะคุละมะ …”."],
    [2036,2022,"โลหิตเกิดแต่กระดูก",null,null,"น. โลหิตปรกติโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกระดูก ก่อนมีระดูสตรีมักมีอาการปวดทุกข้อกระดูก เหมือนกระดูกจะหลุดออกจากกัน เจ็บเอว และหลังระบมไปทั้งตัว เป็นต้น เมื่อมีระดูมาแล้วอาการจึงทุเลาลง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะปรกติโลหิต อันบังเกิดแต่ข้ออัฐินั้นเป็นคำรบ ๕ เมื่อจะบังเกิดกระทำให้ทุกข้อกระดูกดังจะคลาดจากกัน ให้เจ็บเอวและหลังยิ่งนัก มักให้คร้านตนบิดตัวบ่อย ๆ และให้ระบมไปทั้งกาย บางทีให้จับสะท้านร้อนสะท้านหนาว และกระทำพิษนั้นต่าง ๆ ต่อระดูมีมาจึงคลาย ...” นอกจากนี้ ในคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๕] ยังระบุว่า มีอาการปวดเมื่อยเหมือนกระดูกจะแตกหลุดออกจากกัน ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณโลหิตอันเกิดแต่อัฐินั้น เมื่อระดูจะมีมานั้นให้เมื่อยทุกข้อ ทุกลำนั้น ดังอัฐิจะแตกจะคลาดกันไป ให้เจบเอว เจบหลัง ให้บิดคร้านนอนไปครั้นระดูมีมาก็หาย ...” และในคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๑] ระบุว่า มีอาการเมื่อยทุกข้อกระดูกเหมือนจะหลุด ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณะโลหิตรดูอันบังเกิดมาแต่กระดูกนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักกระทำให้เมื่อยกระดูกทุกข้อกระดูกต่อกัน ดังจะคลาดให้เจบเอว เจบหลังนัก ต่อมีรดูมาจึ่งหายไป ...”, โลหิตบังเกิดเนื่องมาแต่กระดูก โลหิตอัฏฐิชาตัง หรือ โลหิตอันเกิดแต่อัฐิ ก็เรียก."],
    [2037,2023,"โลหิตเกิดแต่ผิวเนื้อ",null,null,"น. โลหิตปรกติโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากผิวเนื้อ ก่อนมีระดูสตรีมักมีอาการร้อนตามตัว ผิวหนังแดงดังผลตำลึงสุก บางครั้งมีเม็ดผดขึ้นทั่วตัว เหมือนเป็นหัด เหือด เป็นต้น เมื่อมีระดูมาแล้วอาการจึงทุเลาลง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะปรกติโลหิต อันบังเกิดแต่ผิวเนื้อนั้นเป็นคำรบ ๓ เมื่อจะเกิดนั้นกระทำให้ร้อนผิวเนื้อผิวหนังให้แดงไปทั้งกายดุจผลตำลึงสุก บางทีให้ผุดขึ้นมาดุจเมล็ดทรายทั่วทั้งตัว เป็นดังหัดและเหือดและผด บางทีเป็นดวงเป็นลายดุจรากสาด มีพิษร้อนเป็นกำลัง ต่อระดูมีมาจึงคลาย ...” นอกจากนี้ ในคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๕] ยังระบุว่า เม็ดผดขนาดเท่าใบพุทรา เท่างบน้ำอ้อย ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณโลหิตอันบังเกิดแต่ผิวเนื้อนั้น เมื่อจะมีระดูมานั้นให้ร้อนผิวเนื้อ ผิวหนัง แลแดงดังผลตำลึงสุก บางทีผุดขึ้นดังเมดผดแลเท่าใบพุทราเท่างบน้ำอ้อยก็มี ... ครั้นระดูมีมาก็หาย ...” และในคัมภีร์ประถม-จินดา [๑/๑๗๑] ระบุว่า ผิวหนังแดง และมีเม็ดผดขึ้น ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณะโลหิตรดูอันบังเกิดมาแต่เนื้อนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักกระทำให้ร้อนในผิวเนื้อ ผิวหนังแดงดังผลตำลึงสุกผุดขึ้นเปนยอดผด แล้วให้คันทั้งตัวต่อมีรดูมาจึ่งหายไป ...”, โลหิตเนื่องมาแต่ผิวเนื้อ โลหิตมังสังชาตัง หรือ โลหิตอันบังเกิดแต่ผิวเนื้อ ก็เรียก."],
    [2038,2024,"โลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น",null,null,"น. โลหิตปรกติโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากเส้นเอ็น ก่อนมีระดูสตรีมักมีอาการสะบัดร้อนสะท้านหนาว หรือครั่นเนื้อครั่นตัว ตัวร้อน ปวดหัวมาก เชื่อมมัว เป็นต้น เมื่อมีระดูมาแล้วอาการจึงทุเลาลง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๖] ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณะโลหิตอันบังเกิดแต่เส้นเอ็นนั้นเป็นคำรบ ๔ เมื่อจะบังเกิดนั้นกระทำให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว และให้ผิวเนื้อร้อน ให้ปวดศีรษะเป็นกำลัง ให้เชื่อมมัวหาเวลามิได้ ต่อระดูมีมาจึงคลาย ...” ในคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๕] ระบุว่า มีอาการเหมือนเป็นไข้ ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณโลหิตอันเกิดแต่เส้นเอนทั้งปวงนั้นเมื่อระดูจะมีมานั้นให้เปนดุจไข้จับ ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาวปวดศีศะเปนกำลัง ครั้นระดูมีมาก็หายไปแล ...” และในคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๑] ระบุว่า มีอาการเจ็บทั่วตัว ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณะรดูอันบังเกิดแต่เส้นเอนนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักกระทำให้เจบตัวทั่วสารพางค์กาย แลให้สบัดร้อนสะท้านหนาว แล้วให้จับปวดศีศะเปนกำลังต่อมีรดูมาจึ่งหายไป ...”, โลหิตนหารูชาตัง โลหิตเนื่องมาแต่เส้นเอน โลหิตบังเกิดเนื่องมาแต่เส้นเอ็น หรือ โลหิตอันเกิดแต่เส้นเอ็น ก็เรียก."],
    [2039,2025,"โลหิตคลอดบุตร",null,null,"น. โลหิตทุจริตโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโลหิตระดูของสตรีหลังคลอดบุตร เมื่อเริ่มมีอาการจะมีเลือดคั่ง ไหลเวียนไม่สะดวก แล้วจับเป็นลิ่มเป็นก้อน มีอาการจุกแน่น เกร็ง ขบฟัน ตาเหลือก ตาซ้อน ขอบตาเขียว ริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... กล่าวด้วยลักษณะโลหิตทุจริตโทษ คือ โลหิตคลอดบุตรนั้นเป็นคำรบ ๓ เมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำให้โลหิตนั้นคั่งเข้าเดินมิได้สะดวก แล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่มก้อน ให้แดกขึ้นแดกลง บางทีให้คลั่งขบฟันตาเหลือกตาช้อน ให้ขอบตาเขียว ริมฝีปากเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียว สมมติว่าปีศาจเข้าสิง ...”."],
    [2040,2026,"โลหิตตกหมกช้ำ",null,null,"น. โลหิตทุจริตโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโลหิตระดูอันเกิดจากการใช้ยาบำบัดอาการโลหิตเน่าไม่ได้ผล ทำให้โรคกำเริบขึ้น เกิดเป็นฝีต่าง ๆ เช่น ฝีมดลูก ฝีปอดคว่ำ ฝีเอ็น ฝีอัคนีสัน ฝีปลวก มานโลหิต ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๒๓-๑๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะโลหิตทุจริตโทษ คือ โลหิตตกหมกช้ำนั้นเป็นคำรบ ๕ ก็อาศัยแห่งโลหิตเน่าซึ่งแพทย์ว่า ยาประคบ ยาผาย ยาขับโลหิต มิได้ถึงกำลังโลหิต และโลหิตนั้นจึงระส่ำระสายออกมิสิ้นเชิง จึงตกหมกช้ำอยู่ จึงได้ชื่อว่าโลหิตตกหมกช้ำดังนี้ บางทีตกช้ำอยู่ในเส้นเอ็นสันหลังและหัวเหน่า เมื่อจะให้โทษนั้นก็คุมกันเข้ากระทำให้เป็นฝีมดลูก ฝีปอดคว่ำ ฝีเอ็น และฝีอัคนีสันห์ และฝีปลวก และมานโลหิต ...”."],
    [2041,2027,"โลหิตต้องพิฆาต",null,null,"น. โลหิตทุจริตโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโลหิตระดูของสตรีที่มีประวัติตกต้นไม้ ถูกทุบตี เป็นต้น ทำให้โลหิตผิดปรกติ ระคนกับระดูแห้งกรังติดกระดูกสันหลัง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะโลหิตทุจริตโทษ คือ โลหิตต้องพิฆาตอันตกต้นไม้ และต้องทุบถองตีโบยนั้น เป็นคำรบ ๓ ... ถ้าสตรีภาพผู้ใดเป็นดังกล่าวมาแล้วแต่หนหลังนั้น ท่านว่าไข้ถึงซึ่งพิฆาตนัก โลหิตนั้นกระทบช้ำห้อ เข้าระคนกับโลหิตระดู จึงแห้งเข้ากรังติดกระดูกสันหลังอยู่ จึงได้ชื่อว่าโลหิตระดูกรังแห้งก็ดีเพราะอาศัยโลหิตพิการดังนี้ …”, โลหิตระดูกรัง ก็เรียก."],
    [2042,2028,"โลหิตทุจริตโทษ",null,null,"น. ความผิดปรกติของระดู รวมถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดร่วมกับความผิดปรกติของระดู ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่า เป็นความผิดปรกติซึ่งเกิดกับสตรีที่มีสามีแล้ว แบ่งตามสาเหตุการเกิดเป็น ๕ ประเภท ได้แก่ โลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต โลหิตเน่า และโลหิตตกหมกช้ำ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะโลหิตทุจริตโทษ ๕ ประการสืบต่อไป คือโลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต อันตกต้นไม้ และต้องทุบตีโบย โลหิตเน่า โลหิตตกหมกช้ำ เป็น ๕ ประการด้วยกัน อันบังเกิดแก่สตรีภาพทั้งหลาย อันมีสามีแล้วกล่าวไว้ดังนี้ ...”, ทุจริตโลหิต หรือทุจริตโลหิตโทษ ก็เรียก."],
    [2043,2029,"โลหิตนหารูชาตัง","ดู โลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น.",null,null],
    [2044,2030,"โลหิตเน่า",null,null,"น. โลหิตทุจริตโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากโลหิตระดูร้าง โลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาต และโลหิตตกหมกช้ำ ที่ปล่อยทิ้งให้เรื้อรังจนเน่า ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ แทรกซ้อนขึ้น เช่น เกิดจ้ำตามผิวหนังเป็นสีดำ แดง เขียว หรือขาว หรือเป็นตุ่มขนาดเล็ก ทำให้มีอาการคันมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะโลหิตทุจริตโทษ คือ โลหิตเน่านั้นเป็นคำรบ ๔ ก็อาศัยแห่งโลหิตระดูร้างโลหิตคลอดบุตร โลหิตต้องพิฆาตและโลหิตตกหมกช้ำเจือมาเน่าอยู่ จึงเรียกว่าโลหิตเน่า ... ในเมื่อจะให้โทษนั้น โลหิตอันเน่ามีพิษอันกล้าแล่นไปทุกขุมขน บางทีแล่นเข้าจับหัวใจ บางทีแล่นออกผิวเนื้อ ผุดเป็นวง ดำ แดง เขียว ขาว ก็มี บางทีผุดขึ้นดังยอดผด กระทำพิษให้คันเป็นกำลัง ให้ทุรนทุรายยิ่งนัก ...”."],
    [2045,2031,"โลหิตเนื่องมาแต่ดี","ดู โลหิตอันบังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน.",null,null],
    [2046,2032,"โลหิตเนื่องมาแต่ผิวเนื้อ","ดู โลหิตเกิดแต่ผิวเนื้อ.",null,null],
    [2047,2033,"โลหิตเนื่องมาแต่เส้นเอน","ดู โลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น.",null,null],
    [2048,2034,"โลหิตบังเกิดแต่ขั้วดี","ดู โลหิตอันบังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน.",null,null],
    [2049,2035,"โลหิตบังเกิดแต่ดวงหทัย",null,null,"น. โลหิตปรกติโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากจิตใจ ก่อนมีระดูสตรีมักมีอาการหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย บ่น เพ้อ เป็นต้น เมื่อระดูมาแล้ว อาการจึงทุเลาลง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... ในที่นี้จะกล่าวปรกติโลหิต อันบังเกิด แต่ดวงหทัยนั้นก่อนเป็นปฐม เมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำให้ดวงจิตระส่ำระสาย ให้จิตนั้นลอยไป และให้เพ้อบ่นว่าหาสติไม่ได้ มักให้ขึ้งโกรธเป็นกำลัง ต่อมีระดูมาแล้วจึงคลาย ...” นอกจากนี้ ในคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๔] ยังระบุว่า เมื่อเริ่มมีอาการจะมีขอบตาเขียวร่วมด้วย ดังความตอนหนึ่งว่า “... โลหิตบังเกิดแต่หัวใจนั้น เมื่อจะมีระดูมามักให้ระส่ำระสายมักขึ้งมักโกรธ บ้าบ่น บางทีให้คลั่งละเมอเพ้อพก เมื่อจะเปนนั้นริมจักขุเขียว ถ้าแพทยผู้ใดแก้มิฟังหญิงนั้นจะเสียจริตเปนบ้า ...” และในคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๑] ยังระบุว่า เมื่อมีอาการจะมีริมฝีปากเขียว ตาเขียวร่วมด้วย ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณโลหิตรดูอันบังเกิดมาแต่หทัยนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักให้ระส่ำระสายคลั่งไคล้ใหลหลงให้ขึ้งโกรธ เมื่อขณะนั้นให้ริมฝีปากเขียว ตาเขียว ถ้าแก้มิฟังสัตรีผู้นั้นจะมรณเปนอันเที่ยง ...”, โลหิตบังเกิดแต่หัวใจ โลหิตบังเกิดมาแต่หทัย โลหิตระดูอันบังเกิดมาแต่หทัย หรือ โลหิตหทยังชาตัง ก็เรียก."],
    [2050,2036,"โลหิตบังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน",null,null,"น. โลหิตปรกติโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากปิตตสมุฏฐาน ก่อนมีระดูสตรีมักมีอาการคลั่ง โกรธง่าย สวิงสวาย ตัวร้อน เป็นต้น เมื่อมีระดูมาแล้วอาการจึงทุเลาลง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะปรกติโลหิต อันบังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน เมื่อจะบังเกิดนั้นกระทำให้คลั่ง มักขึ้งโกรธ ให้สวิงสวายหาแรงมิได้กระทำให้ตัวร้อนเป็นเปลวหาสมประดีมิได้ ต่อมีระดูมาแล้วจึงคลาย ...” นอกจากนี้ในคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๔] ยังระบุว่า มีไข้ ๔ - ๕ วัน ซึม ไม่รู้ค่ำรู้รุ่ง นอนสะดุ้งผวา เพ้อ ตกใจง่าย บางครั้งมีผื่นสีดำ สีแดง ขนาดเท่าแว่นอ้อย ดังความตอนหนึ่งว่า “... ลักษณโลหิตบังเกิดแต่ขั้วดีนั้น เมื่อระดูมีมาให้เปนไข้ไป ๔ วัน ๕ วัน ให้เชื่อมไปไม่รู้ว่าค่ำ ว่ารุ่ง แลนอนสะดุ้งหวาดเจรจาด้วยผี คนสมมุติว่าขวัญไปกินเถื่อน เพราะว่าโลหิตนั้นทำเอง บางทีผุดขึ้นมาเหน ดำ แดง ก็มี เท่าแว่นอ้อยก็มี ...” และในคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๗๑] ยังระบุว่า เกิดจากดี และตับ ดังความตอนหนึ่งว่า “... อันลักขณะโลหิตรดูอันบังเกิดมาแต่ดี แต่ตับนั้น ถ้าสัตรีผู้ใดไข้ลงมักให้เชื่อมมึน เมามัวซบเซา มิได้รู้ว่ารุ่ง ว่าค่ำ คืนวัน แล้วให้นอนสดุ้งหวาดไหวเจรจาด้วยผี สมมฺติวาขวัญกินเถื่อน โทษทั้งนี้คือโลหิตกระทำเอง ถ้ารู้ไม่ถึงกำหนด ๗ วัน ตาย ...”, โลหิตเนื่องมาแต่ดี โลหิตบังเกิดแต่ขั้วดี หรือ โลหิตปิตตังชาตัง ก็เรียก."],
    [2051,2037,"โลหิตบังเกิดแต่หัวใจ","ดู โลหิตบังเกิดแต่ดวงหทัย.",null,null],
    [2052,2038,"โลหิตบังเกิดเนื่องมาแต่กระดูก","ดู โลหิตเกิดแต่กระดูก.",null,null],
    [2053,2039,"โลหิตบังเกิดเนื่องมาแต่เส้นเอ็น","ดู โลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น.",null,null],
    [2054,2040,"โลหิตบังเกิดมาแต่หทัย","ดู โลหิตบังเกิดแต่ดวงหทัย.",null,null],
    [2055,2041,"โลหิตปรกติโทษ",null,null,"น. ระดูซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนของสตรีแต่ละคน รวมถึงอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับระดู แบ่งตามสาเหตุการเกิดเป็น ๕ ประเภท ได้แก่ โลหิตเกิดแต่ดวงหทัย โลหิตเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน โลหิตเกิดแต่ผิวเนื้อ โลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น และโลหิตเกิดแต่กระดูก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแตกต่างกัน โดยเมื่อมีระดูมาแล้วอาการเหล่านั้นก็จะหายไป อนึ่ง ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามระบุว่า โลหิตปรกติโทษเกิดกับสตรีพรหมจรรย์ ดังความตอนหนึ่งว่า [๔/๑๑๑-๑๑๒] “... โลหิตปรกติโทษ ๕ ประการ คือ โลหิตสตรีอันเป็นพรหมจารีนั้น และโลหิตทุจริตโทษ ๕ ประการ คือ โลหิตสตรีอันมีสามีแล้ว และโลหิตปรกติโทษ ๕ ประการนั้น คือโลหิตอันบังเกิดแต่ดวงหทัย คือโลหิตเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน กล่าวคือ ดี คือโลหิตเกิดแต่ผิวเนื้อ คือโลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น คือโลหิตเกิดแต่อัฐิ ...”, ปรกติโลหิต หรือ โลหิตระดูปรกติ ก็เรียก."],
    [2056,2042,"โลหิตปิตตังชาตัง","ดู โลหิตอันบังเกิดแต่ปิตตสมุฏฐาน.",null,null],
    [2057,2043,"โลหิตมังสังชาตัง","ดู โลหิตเกิดแต่ผิวเนื้อ.",null,null],
    [2058,2044,"โลหิตระดูอันบังเกิดมาแต่หทัย","ดู โลหิตบังเกิดแต่ดวงหทัย.",null,null],
    [2059,2045,"โลหิตระดูกรัง","ดู โลหิตต้องพิฆาต.",null,null],
    [2060,2046,"โลหิตระดูปรกติ","ดู โลหิตปรกติโทษ.",null,null],
    [2061,2047,"โลหิตระดูร้าง",null,null,"น. โลหิตทุจริตโทษประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโลหิตระดูที่ไม่มาตามปรกติ มักทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ระดูอาจมีสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า หรือสีจางเหมือนสีน้ำชานหมาก หรือใสเหมือนน้ำคาวปลา หรืออาจมีสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวแต่โลหิตทุจริตโทษ คือระดูร้างนั้นก่อนเป็นปฐม เมื่อจะบังเกิดนั้น ระดูมิได้มาต้องตามเคย บางทีดำ เหม็นเน่าโขง บางทีจางดุจน้ำชานหมาก บางทีใสดุจน้ำคาวปลา บางทีขาวดุจน้ำซาวข้าว กระทำให้เวทนาต่าง ๆ ...”."],
    [2062,2048,"โลหิตหทยังชาตัง","ดู โลหิตบังเกิดแต่ดวงหทัย.",null,null],
    [2063,2049,"โลหิตอัฏฐิชาตัง","ดู โลหิตเกิดแต่กระดูก.",null,null],
    [2064,2050,"โลหิตอันเกิดแต่เส้นเอ็น","ดู โลหิตเกิดแต่เส้นเอ็น.",null,null],
    [2065,2051,"โลหิตอันเกิดแต่อัฐิ","ดู โลหิตเกิดแต่กระดูก.",null,null],
    [2066,2052,"โลหิตอันบังเกิดแต่ผิวเนื้อ","ดู โลหิตเกิดแต่ผิวเนื้อ.",null,null],
    [2067,2053,"โลหิตัง",null,null,"น. เลือด โลหิต เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [2068,2054,"วรรค",null,null,"น. ตอน, หมวด."],
    [2069,2055,"วรรณานงคราญ, วัณณานงคราญ","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [2070,2056,"วสันตฤดู",null,null,"น. ๑. ช่วงเวลาของปีนับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (ตามหลักวิชาการแพทย์ แผนไทยว่าด้วยฤดู ๓) ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน. ๒. ช่วงเวลาของปีนับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทยว่าด้วยฤดู ๖) ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝน."],
    [2071,2057,"วสันตเหมันตฤดู","ดูใน ฤดู ๔.","น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจกำหนดไว้ต่างกัน ตำราเวชศึกษาแบ่งเป็น ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ส่วนคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ แบ่งเป็น คิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๑๑ ถึงเดือนอ้าย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วสันตเหมันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป."],
    [2072,2058,"วสา",null,null,"น. มันเหลว (น้ำเหลือง) เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของ ธาตุน้ำ."],
    [2073,2059,"วักกัง",null,null,"น. ไต (เมื่อก่อนแปลว่า ม้าม) เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [2074,2060,"วัณโรค, วัณโรคปอด","ดู ฝีวัณโรค.",null,null],
    [2075,2061,"วัณโรคฟองสมุทร","ดู ฝีฟองพระสมุทร.","น.","ฝีวัณโรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีต่อมนูนขึ้นคล้ายหลังเบี้ยที่บริเวณต้นคอและขากรรไกร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า จะมีอาการเจ็บคอมาก กินดื่มไม่ได้ หากรักษาไม่หายจะกลัดหนอง ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ เชื่อมมัว เป็นต้น ฝีชนิดนี้รักษาได้ ไม่ร้ายแรงถึงตาย ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะวัณโรคบังเกิดภายในอันชื่อว่าฟองพระสมุทร บังเกิดเพื่อวาโยโลหิตระคนกันขึ้นในคอต้นขา ตะไกรนั้นเป็นคำรบ ๕ เมื่อแรกขึ้นมีสัณฐานดังหลังเบี้ย ถ้าขึ้นขวาตัวผู้ ถ้าขึ้นซ้ายตัวเมีย มีอาการกระทำให้เจ็บในลำคอเป็นกำลังจะกลืนข้าวกลืนน้ำ ให้เจ็บปวดดังจะขาดใจตาย ถ้ายาถูกก็เกลื่อนหายไป ถ้ายามิถูกก็จำเริญแก่ขึ้นเป็นบุพโพ มีเวทนาเป็นอันมากนัก แล้วกระทำพิษให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาวดุจไข้จับให้เชื่อมมัว ให้ร้อนศีรษะตลอดจนปลายเท้า จะได้เหมือนไข้เหนือสันนิบาตนั้นหามิได้ ให้ทุรนทุรายไปกว่าบุพโพจะแตก และวัณโรคฟองสมุทรนี้เป็นยาปะยะโรครักษาได้ จะได้ตายนั้นหามิได้ …”, ฟองพระสมุทร หรือ วัณโรคฟองสมุทร ก็เรียก."],
    [2076,2062,"วัสสานฤดู",null,null,"น. ช่วงเวลาของปีนับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ (ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทยว่าด้วยฤดู ๖) ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก."],
    [2077,2063,"วางชัลลุกะ , วางปลิง","ดู ปล่อยปลิง.",null,null],
    [2078,2064,"ว้าด","ดู สวาด.",null,null],
    [2079,2065,"วาตอชิณ, วาตะอชิณ",null,null,"น. อชิณธาตุโรคอติสารประเภทหนึ่ง เกิดจากวาตะทำให้เกิดโทษ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างแรงในเวลาพลบค่ำ อุจจาระมีสีดำ กลิ่นเปรี้ยว เหม็นมาก นอกจากนี้ ยังมีอาการท้องอืด แน่นหน้าอก อาเจียนเป็นลมเปล่า เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๕] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยประเภทลงเป็นเพื่อสำแลง คือ วาตอชิณเป็นคำรบ ๓ บังเกิดเพื่อบริโภคยาก็ดี ของกินก็ดี อันไปบ่มิได้ควรแก่ธาตุโรคนั้น มักกระทำให้ลง เมื่อเพลาพลบค่ำ มีอาการให้ท้องขึ้นและแน่นหน้าอกจับใจ ให้คลื่นเหียน แล้วให้อาเจียนแต่ลม ให้เท้านั้นเย็นมือเย็น ให้บริโภคอาหารมิได้ ให้คอแห้งผาก ให้อุจจาระมีสีอันคร่ำ มีกลิ่นอันเปรี้ยว เหม็นยิ่งนัก ถ้าแก้มิฟังพ้นกำหนด ๑๐ วันไป ก็จะเข้าปฉัณณธาตุอติสาร จัดเป็นตติยอติสารชวร ถ้าจะแก้แต่ยังอยู่ในวาตอชิณ ตามอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ …”."],
    [2080,2066,"วาตะสุตะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในสันหลัง ผู้ป่วยมีอาการเจ็บ ร้อน เอวและสันหลัง ไอ ผอมแห้ง ผิวแห้ง เป็นเกล็ด เหนื่อยหอบมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๕] ตอนหนึ่งว่า “… ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าวาตสุตะ กล่าวคือโรคริดสีดวงอันบังเกิดในสันหลัง นั้นเป็นคำรบ ๑๒ มีอาการกระทำให้เจ็บเอวและสันหลัง บางทีให้ร้อนในสันหลัง บางทีให้ไอเป็นกำลัง ให้ผอมแห้ง ให้ตัวเป็นเกล็ด แล้วให้เหนื่อยหอบเป็นกำลังยิ่งนัก ...”."],
    [2081,2067,"ว่านค้างคาวดำ","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [2082,2068,"ว่านชักมดลูก",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma comosa Roxb. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสฝาด สรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๐๙] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้หัวตำดองด้วยสุรารับประทานครั้งละไม่เกิน ๒ ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ปราศจากการอักเสบได้เร็วดี ถ้าสำหรับผู้ชายที่เป็นไส้เลื่อนหรือกระษัยกร่อนลงฝักปวดเสียวลูกอัณฑะ ๆ แข็งเป็นเส้น เจ็บปวด ใช้ว่านนี้ฝนกับสุราทาที่เจ็บปวด …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma comosa Roxb. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดินรูปไข่หรือค่อนข้างกลม เนื้อในสีขาวนวลถึงขาวอมเหลือง กาบใบห่อซ้อนกันแน่นเป็นลำต้นเทียม สูง ๑-๒ เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปวงรี หรือวงรีแกมรูปใบหอก ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก แทงออกจากเหง้าก่อนใบ ใบประดับด้านล่างสีขาวปลายสีชมพู ใบประดับด้านบนขนาดใหญ่กว่า สีชมพูหรือสีแดงอ่อน ดอกมีขนาดเล็ก สีชมพูอมม่วง ผลแบบผลแห้งแตก, ว่านชักมดลูกตัวเมีย ก็เรียก."],
    [2083,2069,"ว่านชักมดลูกตัวเมีย","ดู ว่านชักมดลูก.",null,null],
    [2084,2070,"ว่านตีนดิน,ว่านตีนเย็น","ดู เปราะบ้าน.",null,null],
    [2085,2071,"ว่านน้ำ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus L. ในวงศ์ Acoraceae มีชื่อสามัญว่า sweet flag, flagroot, myrtle-flag, sweet calamus มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณหว้านน้ำ รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง แลรู้บำรุงซึ่งโลหิต แก้โรคอันหักแพลง รศนั้นพานขม ...” ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… รากว่านน้ำรับประทานมากทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานแต่น้อย แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้จุกแน่น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๘๙-๔๙๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากว่านน้ำรับประทานมากทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อยเป็นยาแก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้จุกและธาตุเสีย ... ใช้รากฝนกับสุราเจือน้ำเล็กน้อยทาหน้าอกเด็ก เป็นยาดูดพิษแก้ความอักเสบของหลอดลมและปอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus L. ในวงศ์ Acoraceae มีชื่อสามัญว่า myrtle grass เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าแยกแขนง มักมีรากฝอยจำนวนมากอยู่ตามข้อ ส่วนเหนือดินเป็นลำต้นสั้น ๆ ที่มีใบเรียงถี่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับสองแถว รูปแถบ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนแผ่เป็นกาบโอบข้อ ขอบเรียบ ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ออกจากต้นเป็นช่อก้านโดดคล้ายใบ และมีใบประดับรูปคล้ายใบแต่ขนาดเล็กกว่า ในช่อดอกมีดอกจำนวนมาก สีเหลืองอมเขียว ขนาดเล็กมาก เรียงแน่นรอบแกนช่อ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด สีแดง รูปขอบขนาน เมล็ดรูปรีเล็กมาก, หัวงอ หรือ ฮางคาว ก็เรียก."],
    [2086,2072,"ว่านปอบ","ดู ไพล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า \n  Zingiber montanum (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ \n  Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา\n  ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า \n  “... จะกล่าวสรรพคุณไพล ลำต้นนั้นรู้แก้ประกอบไปด้วย\n  อุปัทวะ ใบนั้นรู้แก้ไข้อันเมื่อยขบ ดอกนั้นรู้แก้กระจายเสีย\n  ซึ่งโลหิตอภิญญาณ รากนั้นรู้แก้โลหิตออกจากปากแลจมูก \n  ศีศะนั้นรู้ แก้ขับโลหิตให้ออกมา ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย \n  [๔๕/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบแก้ครั่นเนื้อตัว, แก้เมื่อย, \n  ดอกกระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อนอยู่ รากแก้เลือดกำเดา\n  ออกทางจมูก, แก้อาเจียนโลหิต, หัวขับระดูประจำเดือนสตรี \n  ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum \n  (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อ\n  สามัญว่า cassumunar ginger, bengal ginger, vanaardraka, \n  banada เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก\n  สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอมสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบ\n  เรียงสลับ โอบกันแน่นชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ \n  ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบ แผ่นใบด้านล่าง\n  มีขนนุ่ม ลิ้นใบเป็น ๒ แฉกตื้น ช่อดอกแบบช่อเชิงลด \n  ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด \n  ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม, ปูลอย \n  ปูเลย ว่านปอบ หรือ ว่านไฟ ก็เรียก."],
    [2087,2073,"ว่านเปราะป่า","ดู เปราะป่า.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าKaempferia marginata Carey ex Roscoe หรือชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า K. roscoeana Wall. ในวงศ์ Zingiberaceae ทั้ง ๒ ชนิด มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเปราะป่า ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งดีแลลม ใบนั้นรู้กระทำให้ฟกบวมในท้องนั้นตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้เหน็ดเหนื่อย รากนั้นรู้กระทำซึ่งโลหิตอันเศษให้ตกเสีย ศีศะนั้นรู้แก้อันแสลง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ศีรษะแก้ไข้ ขับลมในลำไส้, ผสมกับหัวหอมตำให้ละเอียดสุมศีรษะเด็กแก้หวัด แก้กำเดา ...”. ๒. พืช ๒ ชนิด ในสกุล Kaempferia วงศ์ Zingiberaceae คือ ชนิด Kaempferia marginata Carey ex Roscoe และชนิด K. roscoeana Wall. มีชื่อสามัญว่า wild galangal, resurrectional rhizome ทั้ง ๒ ชนิด เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านใบ ส่วนมากมี ๒ ใบ ขนาดไม่เท่ากัน แผ่นใบแบนราบติดกับพื้นดิน รูปรี หรือรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม สีม่วงแดง ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ในกาบใบ ดอกมีจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด สีขาว ผลแบบผลแห้งแตก, ตูบหมูบ ว่านเปราะป่า หว้านเปราะป่า หรือ หัวเปราะป่า ก็เรียก."],
    [2088,2074,"ว่านพังพอน","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [2089,2075,"ว่านไฟ","ดู ไพล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า \n  Zingiber montanum (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ \n  Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา\n  ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า \n  “... จะกล่าวสรรพคุณไพล ลำต้นนั้นรู้แก้ประกอบไปด้วย\n  อุปัทวะ ใบนั้นรู้แก้ไข้อันเมื่อยขบ ดอกนั้นรู้แก้กระจายเสีย\n  ซึ่งโลหิตอภิญญาณ รากนั้นรู้แก้โลหิตออกจากปากแลจมูก \n  ศีศะนั้นรู้ แก้ขับโลหิตให้ออกมา ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย \n  [๔๕/๓๗๓] ตอนหนึ่งว่า “… ใบแก้ครั่นเนื้อตัว, แก้เมื่อย, \n  ดอกกระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อนอยู่ รากแก้เลือดกำเดา\n  ออกทางจมูก, แก้อาเจียนโลหิต, หัวขับระดูประจำเดือนสตรี \n  ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum \n  (J. Koenig) Link ex A. Dietr. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อ\n  สามัญว่า cassumunar ginger, bengal ginger, vanaardraka, \n  banada เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอก\n  สีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอมสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบ\n  เรียงสลับ โอบกันแน่นชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ \n  ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบ แผ่นใบด้านล่าง\n  มีขนนุ่ม ลิ้นใบเป็น ๒ แฉกตื้น ช่อดอกแบบช่อเชิงลด \n  ออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด \n  ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปกลม, ปูลอย \n  ปูเลย ว่านปอบ หรือ ว่านไฟ ก็เรียก."],
    [2090,2076,"ว่านมดง่าม","ดู เพชรสังฆาต.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเถาสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเพ็ชสังฆาฎ รู้แก้กระดูกแตกหักแลรู้แก้ลม ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๘๓] ตอนหนึ่งว่า “… ตามสรรพคุณยาของพระยาบำเรอราชกล่าวว่า เถารับประทานแก้กระดูกแตกหัวซ้น, ขับลมในลำไส้ แพทย์ตามชนบท ใช้เถารับประทานวันละ ๑ ข้อจนครบ ๓ วันแก้โรคริดสีดวงทวารหนัก, ทั้งชนิดกลีบมะไฟและเดือยไก่ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. ในวงศ์ Vitaceae มีชื่อสามัญว่า winged treebine vine, veldt grape vine เป็นไม้เลื้อย เถาเป็นสี่เหลี่ยม มีสันเด่น ค่อนข้างอวบน้ำ มักมีมือพัน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ร่วงง่าย มักคงอยู่ตามปลายยอด แผ่นใบรูปไข่ โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบเรียบ หยักซี่ฟัน หรือเว้าลึกแบบฝ่ามือ ๓-๕ หยัก ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นแยกแขนง ช่อย่อยแบบช่อกระจุก ออกตรงข้ามใบ ดอกสีนวลหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอก ๔ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปค่อนข้างกลม รูปไข่กลับ หรือทรงรี ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดง และสีม่วงคล้ำตามลำดับ เมล็ดรูปรี แป้น, ตำลึงสวรรค์ เถาขั่นข้อ เถาสามร้อยต่อ หรือว่านมดง่าม ก็เรียก."],
    [2091,2077,"ว่านหอม","ดู เปราะบ้าน.",null,null],
    [2092,2078,"ว่านหัวตั้ง","ดู ขมิ้นอ้อย.",null,null],
    [2093,2079,"ว่านหัวฬา","ดู เนระพูสีไทย.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae มีสรรพคุณ\n  ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... เง่าเข้ายา แก้ซางเด็ก แก้ไข้ แก้ลิ้นคอเปื่อย \n  แก้ไอ แก้ปวด บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tacca chantrieri Andre ในวงศ์ Dioscoreaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้ารูปทรงกระบอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่โคนต้น มี ๓-๑๒ ใบ รูปรี รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลมถึงเป็นหาง ก้านใบยาว ช่อดอกแบบช่อกระจุก มี ๑-๒ ช่อ มีก้านช่อยาว มีวงใบประดับ ๒ คู่ สีเขียวถึงม่วงดำ ดอกสีเขียวถึงม่วงดำ กลีบรวมมี ๖ กลีบ เรียงเป็น ๒ วง ผลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม มีกลีบรวม ติดทน เมล็ดรูปไต, นิลพูสี ดีงูหว้า ม้าถอนหลัก ว่านพังพอน ว่านหัวฬา ว่านค้างคาวดำ หรือ มังกรดำ ก็เรียก."],
    [2094,2080,"วามะกะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานบริเวณช่องท้องด้านซ้าย ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันวาลมก้อน,ดาลุ์ตั้งอยู่เบื้องซ้าย มีนาภีเปนที่สุดชื่อว่าวามะกะคุละมะ…”."],
    [2095,2081,"วาย",null,null,"ก. ค่อยสิ้นไปตามคราวหรือกําหนดอายุเวลา เช่น มะม่วงวาย ตลาดวาย หัวใจวาย."],
    [2096,2082,"วาโยธาตุ","ดู ธาตุลม.",null,null],
    [2097,2083,"วาโยธาตุสมุฏฐาน","ดูใน ธาตุสมุฏฐาน.","น.","ธาตุทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ได้แก่ ปถวีธาตุสมุฏฐาน ธาตุดินเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค อาโปธาตุสมุฏฐาน ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค วาโยธาตุสมุฏฐาน ธาตุลมเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค และเตโชธาตุสมุฏฐาน ธาตุไฟเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๔๒ ประการ(ดิน ๒๐, น้ำ ๑๒, ลม ๖, ไฟ ๔) แพทย์แผนไทยพิจารณาย่อลงเหลือเพียง ๓ กองสมุฏฐาน เรียกว่า สมุฏฐานปิตตะ สมุฏฐานวาตะ และสมุฏฐานเสมหะ."],
    [2098,2084,"วารยักษวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองอชิณวาต ผู้ป่วยจะอยากกินอาหารคาวหวาน เนื้อ ปลา ปู และหอย ซึ่งเมื่อกินแล้วทำให้มีอาการเสียดชายโครงทั้ง ๒ ข้าง จุกแน่นบริเวณหน้าอก แล้วลามไปจนถึงบริเวณองคชาต มือเท้าตายไม่มีเรี่ยวแรง เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[๔/๓๐๕-๓๐๖]ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่าวารยักษวาโยเป็นคำรบ ๓ นั้น เกิดแต่กองอชิณวาต มักกระทำให้อยากคาวหวานและเนื้อ ปลา ปู หอย ครั้นบริโภคเข้าไป ทำให้เสียดชายโครงทั้งสองข้าง และให้จุกอก แล้วแล่นลงมาจับเอาองคชาต กระทำให้ตีนมือตายและหิวโหยหาแรงมิได้ ลมจำพวกนี้ถ้าบังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ใดถึงปี ๑ จะให้มือตีนทั้ง ๒ นั้นเสีย ดังกล่าวมานี้ …”."],
    [2099,2085,"วิงเวียน",null,null,"ก. รู้สึกเวียนหัวดูอะไรหมุนไปหมด มักมีอาการคลื่นไส้ด้วย เช่น ทำงานเหนื่อยเกินไปจนรู้สึกวิงเวียนจะเป็นลม มักใช้เป็นลมวิงเวียน ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๔๕] “... จักษุมัวให้ปวดศีศะให้วิงเวียนศีศะ ...”."],
    [2100,2086,"วิจิตรนาวรร, วิจิตรนาวรรณ","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [2101,2087,"วิชิกามะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในดวงจิต ผู้ป่วยมีอาการปวด แสบ หรือยอกในทรวงอกบ่อย ๆ บิดตัวไปมาไม่ได้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กินอาหารไม่ได้ มีเหงื่อออกมาก เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าวิชิกามะ บังเกิดขึ้นในดวงจิตนั้นเป็นคำรบ ๖ มีอาการกระทำให้แสบในทรวงอก และให้ยอกในอกอยู่เป็นนิจ จะไหวตัวไปมาก็มิได้ บางทีให้ร้อน บางทีให้หนาว จะบริโภคอาหารก็มิได้ ให้หิวเป็นกำลัง และให้เสโทตกหนัก ...”."],
    [2102,2088,"วิญญาณขันธ์",null,null,"น. กองวิญญาณ ความรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นขันธ์ ๑ ที่เป็นนามธรรมในขันธ์ ๕, วิญญาณักขันโธ ก็เรียก."],
    [2103,2089,"วิญญาณักขันโธ","ดู วิญญาณขันธ์.",null,null],
    [2104,2090,"วิตานะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดที่ตา ผู้ป่วยมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลา มีขี้ตา คันตา ปวดแสบปวดร้อนในตา อาจมีแผลเปื่อยตามขอบตา เป็นต้น, ริดสีดวงตา หรือ หฤศโรควิตานะ ก็เรียก."],
    [2105,2091,"วิสมสันนิบาต","ดู เบญจกาฬสันนิบาต ประกอบ.",null,"น. เบญจกาฬอันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การกินอาหารที่เป็นพิษหรืออาหารแสลง การเปลี่ยนที่อยู่ การมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป ผู้ป่วยจะมีอาการจิตใจฟุ้งซ่าน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... วิสมสันนิบาตนั้นเป็นคำรบ ๔ บังเกิดด้วยบริโภคของอันมีพิษและถูกต้องสิ่งของอันมีพิษ เป็นอชิณโรคกล่าวคือสำแลง อนึ่งประพฤติอิริยาบถมิได้เสมอ คือแปลกถิ่นที่ดินและที่นอนเป็นต้น จึงมีอาการกระทำให้บังเกิดนั้น เกิดแต่เสพเบ็ญจกามคุณ มักให้จิตระส่ำระสาย และให้สะอึกสะอื้น ให้ครั่นกายและให้บริโภคอาหารมิได้ดังกล่าวมานี้ อาจารย์กำหนดไว้ว่า ชื่อวิสมสันนิบาต ...”."],
    [2106,2092,"วิสัมพยาใหญ่, วิสำพญาใหญ่",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียด มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาวิสำพญาใหญ่ เอาลูกผักชีลา ๑ บาท ลูกจันทน์ ๒ บาท ดอกจันทน์ ๒ บาท กระวาน ๒ กานพลู ๒ โกฐทั้ง ๕ อบเชย ๒ สมุลแว้ง ๒ น้ำประสานทอง ๑ สมอเทศ ๒ สมอไทย ๒ รากไคร้เครือ ๒ ว่านน้ำ ๒ บอระเพ็ด ๒ ขิงแห้ง ๒ พญารากขาว ๒ ยาเหล่านี้เอาหนักสิ่งละ ๑ สลึง ดีปลีเท่ายาทั้งหลาย แก้จุกเสียด น้ำผึ้ง น้ำร้อน เป็นยากระสาย ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [2107,2093,"วิหกวาตพัค, วิหควาตพัค, วิหควาตภัคค์",null,null,"น. เส้นที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักด้านใน แล่นไปตามสะบักบนถึงข้อไหล่ ทำหน้าที่ยึดหัวไหล่ ถ้าถูกกระทบอย่างแรง ทำให้หัวไหล่หลุด อยู่ตรงหัวดุมไหล่."],
    [2108,2094,"วีสติปถวี",null,null,"น. ธาตุดิน ๒๐ ประการ อันได้แก่ ผม (เกศา) ขน (โลมา) เล็บ (นขา) ฟัน (ทันตา) หนัง (ตโจ) เนื้อ (มังสัง) เอ็น (นหารู) กระดูก (อัฏฐิ) ไขกระดูก (อัฏฐิมิญชัง) ม้าม (ปิหกัง) เมื่อก่อนแปลว่า ไต หัวใจ (หทยัง) ตับ (ยกนัง) พังผืด (กิโลมกัง) ไต (วักกัง) เมื่อก่อนแปลว่า ม้าม ปอด (ปัปผาสัง) ไส้ใหญ่ (อันตัง) ไส้น้อย (อันตคุณัง) อาหารใหม่ (อุทริยัง) อาหารเก่า (กรีสัง) และสมองศีรษะ (มัตถเกมัตถลุงคัง). (มาจากคำ วีสะ หรือ วีสติ แปลว่า ยี่สิบ กับ ปถวี แปลว่า ดิน)."],
    [2109,2095,"เวชกรรมไทย",null,null,"น. ๑. ระบบวิชาความรู้ที่ว่าด้วยการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วยกิจ ๔ ประการของแพทย์ (รู้จักที่ตั้งที่แรกเกิดของโรค รู้จักชื่อของโรค รู้จักยาสำหรับบำบัดโรค รู้จักยาใดแก้โรคใด) วิธีการตรวจวินิจฉัยโรค จรรยาแพทย์ หรือคุณธรรม โดยองค์ความรู้เหล่านี้ปรากฏตามคัมภีร์ ตำราทางการแพทย์แผนไทย รวมทั้งกฎหมายและวิชาการอื่นที่เกี่ยวข้อง. ๒. การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัด การรักษา การป้องกันโรค การส่งเสริมและการฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการผดุงครรภ์ไทย เภสัชกรรมไทย และการนวดไทย ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖) ๓. การตรวจ การวินิจฉัย การบำบัดหรือการป้องกันโรคด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย. (พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. ๒๕๔๒)"],
    [2110,2096,"เวชศึกษา",null,null,"น. ตำราการแพทย์แผนไทยชุดหนึ่ง ชื่อเต็มว่า เวชศึกษา แพทย์ศาสตร์สังเขป มี ๓ เล่ม ผู้เรียบเรียงและรวบรวมตำรานี้คือพระยาพิศณุประสาทเวช (คง ถาวรเวช) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนเวชสโมสร โดยมีวัตถุประสงค์ดังปรากฏบนปกหน้าของตำราชุดนี้ว่า “… เวชศึกษา แพทย์ศาสตร์สังเขป เล่ม ... เป็นสมุดคู่มือของหมอและพยาบาลไข้ …” และมีรายละเอียด การจัดทำต้นฉบับดังคำนำในการจัดพิมพ์ตำรานี้ตอนหนึ่งว่า “... การศึกษาวิชาแพทย์ก็ไม่ใช่เป็นของง่าย ถ้าจับเค้าเงื่อนไม่ได้เสียแต่ต้นแล้วก็อาจจะทำให้ฟั่นเฝือไป ข้าพเจ้าจึงได้ค้นหา เค้าเงื่อนตามที่ได้ใช้เป็นวิธีสอนนักเรียนอยู่ ตามความรู้ซึ่งได้เห็นผลที่นักเรียนเข้าใจได้ง่ายกว่าวิธีอย่างอื่นบ้าง และเลือกคัดข้อความจากท่านผู้รู้ได้ทำไว้บ้าง รวบรวมเข้าเป็นหมวดเป็นตอนแต่ย่อ ๆ พอเป็นหลักไว้ในเบื้องต้นชั้นหนึ่ง หวังเพื่อจะให้เป็นประโยชน์แก่กุลบุตรผู้ที่มีความประสงค์จะศึกษาเล่าเรียน เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะไม่มีวิธีศึกษาเช่นนี้ไว้เป็นแน่ ...” ตำราชุดนี้พิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์พาณิชเจริญ (ธนบุรี) เมื่อ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) ต่อมาได้มีการพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง เวชศึกษา แพทย์ศาสตร์สังเขป เล่ม ๑ มีเนื้อหาว่าด้วยกิจ ๔ ประการของผู้เป็นแพทย์ ได้แก่ การรู้ที่ตั้งที่แรกเกิดของโรค การรู้จักชื่อโรค การรู้จักยา สำหรับแก้โรค และการรู้ว่ายาใดจะแก้โรคชนิดใด รวมทั้งมีตำรับยาแก้โรคหลายขนาน ในตอนท้ายยังมีบทว่าด้วยจรรยาแพทย์, เวชศึกษา แพทย์ศาสตร์สังเขป เล่ม ๒ มีเนื้อหาว่าด้วยมูลเหตุของโรค ธาตุทั้ง ๔ และสมุฏฐานของโรค ๕ ประการ รวมทั้งยาแก้โรค ธาตุวิตถาร และวิธีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ อันเป็นวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบัน, เวชศึกษา แพทย์ศาสตร์สังเขป เล่ม ๓ มีเนื้อหาว่าด้วยบทชุมนุมเทวดาและไหว้ครู และตำรับยาแก้โรคต่าง ๆ."],
    [2111,2097,"เวชชศาสตร์วัณณณา, เวชศาสตร์วรรณนา, เวชศาสตร์วรรณา, เวชสาตร์วัณ์ณณา,",null,null,"น. ตำราการแพทย์แผนไทยชุดหนึ่ง มี ๕ เล่ม บนปกหน้าระบุชื่อผู้เรียบเรียงว่า “... เวชสาตร์วัณ์ณณา ตำราแพทย์แบบเก่าเล่ม … สุ่ม วรกิจพิศาล ได้เรียบเรียงไว้ตามตำราของท่านพระยาประเสริฐสาตรดำรง (หนู) บิดา ...” ตำราชุดนี้พิมพ์จำหน่ายโดยโรงพิมพ์พิศาลบรรณนิติ์ (กรุงเทพฯ) ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๐, เวชสาตร์วัณ์ณณา เล่ม ๑ มีเนื้อหาประกอบด้วยคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ ได้แก่ คัมภีร์ฉันทศาสตร์ คัมภีร์สรรพคุณ และคัมภีร์ธาตุวิภังค์ รวม ๒๐๐ หน้า (หน้า ๑-๒๐๐), เวชสาตร์วัณ์ณณา เล่ม ๒ มีเนื้อหาประกอบด้วยคัมภีร์ ๕ คัมภีร์กับ ๑ ตำรา ได้แก่ คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ คัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย คัมภีร์จะละนะสังคหะ คัมภีร์ชวดาร คัมภีร์ตักกะศิลา และตำราอุจจาระธาตุ รวม ๒๐๒ หน้า (หน้า ๒๐๑-๔๐๒), เวชสาตร์วัณ์ณณา เล่ม ๓ มีเนื้อหาประกอบด้วยคัมภีร์ ๑ คัมภีร์ คือ คัมภีร์ประถมจินดา รวม ๒๑๓ หน้า (หน้า ๔๐๓-๖๑๐), เวชสาตร์วัณ์ณณา เล่ม ๔ มีเนื้อหาประกอบด้วยคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ ได้แก่ คัมภีร์ปฐมจินดา คัมภีร์มหาโชตรัต และคัมภีร์กษัย รวม ๒๐๒ หน้า (หน้า ๖๑๑-๘๑๒), เวชสาตร์วัณ์ณณา เล่ม ๕ มีเนื้อหาประกอบด้วยคัมภีร์ ๕ คัมภีร์ กับ ๓ ตำรา ได้แก่ คัมภีร์อภัยสันตา คัมภีร์มัญชุสารวิเชียร ตำราอุทรโรค คัมภีร์มุขโรค คัมภีร์อติสาร คัมภีร์มรณญาณสูตร ตำรายาเตร็ด และตำรายาพิเศษคำกลอน รวม ๒๐๗ หน้า (หน้า ๘๑๒-๑๐๑๘)."],
    [2112,2098,"เวทนากขันโธ","ดู เวทนาขันธ์.",null,null],
    [2113,2099,"เวทนาขันธ์",null,null,"น. กองเวทนา ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือ เฉย ๆ เป็นขันธ์ ๑ ที่เป็นนามธรรมในขันธ์ ๕, เวทนากขันโธ ก็เรียก."],
    [2114,2100,"เวียด","ดู สวาด.",null,null],
    [2115,2101,"ศอเสมหะ","ดูใน สมุฏฐานเสมหะ.",null,null],
    [2116,2102,"ศักการะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นในทวารหนัก ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนในทวารหนัก บางทีให้น้ำเหลืองไหลอยู่ตลอด ดังหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๘๔๕ หอสมุดแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า “... ลักษณหฤศโรคอันชื่อว่า ศักการะ กล่าวคือโรคฤศดวงอันบังเกิดขึ้นในทวารหนักนั้น เปนคำรบ ๑๔ มีอาการกระทำให้แสบร้อนในทวารหนัก ลางทีให้น้ำเหลืองไหลอยู่เปนนิจ ...”, สักเคระโรค ก็เรียก."],
    [2117,2103,"ศิศิรฤดู","ดูใน ฤดู ๖.","น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปี เป็น ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วัสสานฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ."],
    [2118,2104,"ศุญทะกะลา",null,null,"น. ลมประจำเส้นปิงคลา."],
    [2119,2105,"เศวตศิลา","ดู เกลือจืด.",null,null],
    [2120,2106,"สกะถานะโรค","ดู สะกะถานะโรค.",null,null],
    [2121,2107,"สติ",null,null,"น. ความรู้สึก, ความรู้สึกตัว เช่น ได้สติ ฟื้นคืนสติ สิ้นสติ, ความรู้สึกผิดชอบ เช่น มีสติ ไร้สติ, ความระลึกได้ เช่น ตั้งสติ กำหนดสติ. (ป.; ส. สฺมฺฤติ)."],
    [2122,2108,"สนสองใบ","ดู แก่นสน และยางสน ประกอบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus mercusii Jungh. & de Vriese ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งที่เรือนยอด ช่อดอกเพศเมียออกเป็นกระจุก ๑-๓ ช่อ ตามปลายกิ่งใหญ่ในระดับสูง ขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปกรวย เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกดำ เกี๊ยะเปลือกหนา ไต้ หรือสะรอล ก็เรียก."],
    [2123,2109,"สนสามใบ","ดู แก่นสน และ ยางสน ประกอบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus kesiya Royle ex Gordon ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลอมชมพูอ่อน ล่อนเป็นสะเก็ดรูปตาข่าย ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๓ ใบ เรียงเวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลือง ออกเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกเพศเมีย ออกตามปลายกิ่ง มีขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปไข่ สีน้ำตาล เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกแดง หรือ เกี๊ยะเปลือกบาง ก็เรียก."],
    [2124,2110,"สนิมเหล็ก",null,null,"น. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ได้จากผงเหล็กกล้าที่มีคุณภาพดี ที่ใช้ตะไบตะบันจนเป็นผง เมื่อจะใช้ทำยาแพทย์แผนไทยจะนำมาสะตุก่อน โดยการนำขึ้นตั้งไฟ บีบน้ำมะนาว ใส่จนท่วมผงเหล็ก ทิ้งไว้จนแห้ง ทำซ้ำอีก ๖-๗ ครั้ง จนผง เหล็กกรอบดี ใช้มือขยี้ได้ผงละเอียดจึงนำมาบดเป็นผงละเอียด ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเผ็ดเย็น สรรพคุณแก้ฝี และแก้คุดทะราด บำรุงโลหิต เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๘๘] ตอนหนึ่งว่า “… ยาทาหลังจักษุ เอาสารส้ม ๑ สลึง ตั้งไฟให้คว้าง และเอาแป้งอำพัน ๑ สลึง กวนให้เป็นจุณ ใส่ลงในสารส้มทำแท่งไว้ฝนด้วยน้ำมะนาวแทรกสนิมเหล็กรมควันเทียนให้ทั่ว ทาหลังจักษุแก้ต้อกระจกแววนกยูง ...”."],
    [2125,2111,"ส้มกรูด","ดู มะกรูด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix DC. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า kaffir lime, leech lime, Mauritius papeda, porcupine orange เป็นไม้ต้น มีหนามแหลม กิ่งขณะ อ่อนค่อนข้างแบนและมักเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว เรียงเวียน แผ่นใบหนาและเป็นมัน มีจุด โปร่งแสง มีกลิ่นหอม ช่อดอกแบบช่อกระจะสั้น ออกที่ปลาย กิ่งหรือตามง่ามใบ กลีบดอก ๔-๕ กลีบ สีขาวอมเหลือง รูปไข่ ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผลแบบผลส้ม รูปรีถึงรูปค่อนข้าง กลม ผิวเป็นมัน ขรุขระเป็นคลื่นและปุ่มนูน และมีต่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอม ผลแก่สีเขียวเข้ม สุกสีเหลืองอมส้ม น้ำในผลมีรสเปรี้ยว, ราก ใบ ผิวของผล ผลสด และน้ำคั้นจากผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๗] ตอนหนึ่งว่า “… รากกระทุ้งพิษ, แก้พิษฝีภายใน, แก้เสมหะเป็นโทษ, น้ำมะกรูดมีไวตามินซี ใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน แพทย์ตามชนบทใช้ลูกมะกรูดหมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม รับประทานเป็นยาฟอกล้างและบำรุงโลหิตระดู ผิวลูกใช้ปรุงเป็นยาลม ขับลมในลำไส้และขับระดู รากถอนพิษสำแลง, แก้ลมจุกเสียด ...”, ส้มกรูด ส้มมั่วผี หรือ หมากหูด ก็เรียก."],
    [2126,2112,"ส้มขอน","ดู ส้มป่อย.",null,null],
    [2127,2113,"ส้มขาม","ดู มะขาม.",null,null],
    [2128,2114,"ส้มนาว","ดู มะนาว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า common lime, lime เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูปเหลือใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนโค้งกว้าง ปลายแหลม ขอบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้น ๒-๗ ดอก ตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ สีขาว รูปไข่ยาว ปลายแหลมสั้น ผลกลม เปลือกบาง เรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดกลมรี มีหลายเมล็ด ราก ใบ ดอก ผล น้ำในผล ผิวผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำในผลสีฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน และปรุงเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ รากเป็นยาถอนพิษ สำแดง แก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ เมล็ดคั่วผสมเป็นยากวาดแก้ซางเด็ก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบมะนาวเป็นยากัดฟอกโลหิตระดู โดยมากมักใช้เพียงร้อยแปดใบ ต้มเป็นยาพิกัดของโบราณ เมล็ดมะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะ, แก้โรคทรางของเด็ก เม็ดมะนาวมีรสขมจัด, ส่วนรากของมะนาวใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับหรือไข้ซ้ำฝนกับสุราทาฝี, แก้ปวดฝีได้ดี ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะนาวรสปร่าชาขื่นเล็กน้อย กระทุ้งพิษ, ถอนพิษสำแดง, แก้สติหลงลืม, น้ำมะนาวมีไวตามินซี ทาแก้เลือดออกไรฟัน ...”, โกรยชะมา มะสิว หมากฟ้า ส้มนาว หรือ ส้มมะนาว ก็เรียก, ตำรับยาแก้ไอซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีตัวยา มะนาวดอง หมายถึง มะนาวดองที่นำมาทำให้แห้งแล้ว."],
    [2129,2115,"สมประดี, สมปฤดี, สมปฤาดี",null,null,"น. ความรู้สึกตัว มักใช้เข้าคู่กับคำ สติ เป็นสติสมประดี เช่น ไม่ได้สติสมประดี. (ส. สฺมฺฤติ; ป. สติ)."],
    [2130,2116,"ส้มป่อย",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acacia concinna (Willd.) DC. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Mimosoideae เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ ใบเป็นใประกอบแบบขนนกสองชั้นปลายคู่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กสีนวล กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ รูปไข่ ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ขอบเป็นคลื่น ผิวย่นเมื่อแห้งสีน้ำตาลคล้ำ เมล็ดรูปรีถึงรูปกลม, ราก ต้น หนาม ใบ ดอก ฝัก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๑] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณส้มป่อย ต้นนั้นรู้แก้น้ำตา อันเสียให้ตั้ง ใบนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุ ดอกนั้นรู้แก้เอ็นให้ติดลูกนั้น รู้แก้ปากกุมารอันไข้ รากนั้นรู้แก้ไข้อันกระทำให้ร้อนเย็น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๔๗] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้น้ำตาพิการ ใบแก้โรคตา ชำระเมือก มันในลำไส้ ดอกแก้เส้นพิการให้บริบูรณ์ ผลแก้น้ำลายเหนียว รากแก้ไข้ ... ใบใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ ล้างเมือกมันในลำไส้ แก้บิด ฟอกล้างโลหิตระดู ฝักปิ้งให้เหลืองชงน้ำจิบแก้ไอ เมล็ดคั่วให้เกรียม บดให้ละเอียด นัดถุ์ทำให้คันจมูกและจาม ดี ใช้ใบตำห่อผ้าประคบเส้นให้เส้นอ่อน ...”, ส้มขอน ก็เรียก."],
    [2131,2117,"ส้มป่อยหวาน","ดู ชะเอม.",null,null],
    [2132,2118,"ส้มผ่อ","ดู ข่อย.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. ในวงศ์Moraceae มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เนื้อไม้สีขาว มียางสีขาว กิ่งสีน้ำตาล สากและคาย มีขนหยาบสั้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับหรือรูปรี ใบแก่สากคายกว่าใบอ่อน ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นและต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกเล็ก สีเขียวอ่อน มีขนละเอียด ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๔ ดอก สีเขียว มีขนและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเป็นผล ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปค่อนข้างกลม ปลายบุ๋ม โคนผลมีวงกลีบรวมติดทนและโค้งลงเมื่อผลแก่ ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีเมล็ด๑ เมล็ด รูปกลม สีขาวอมเทา โบราณใช้กิ่งทุบให้แตกสีฟัน เปลือกต้นใช้ทำสมุด เรียก “สมุดข่อย” ผลสุกรสหวาน กินได้, ใบ เปลือก ราก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ข่อยรสเบื่อเมา เปลือกดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น แก้โรคทางฟัน แก้พยาธิ์ผิวหนัง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาแก้ริดสีดวง ...”, กักไม้ฝอย ขรอย ขันตา ส้มผ่อ หรือสะนาย ก็เรียก."],
    [2133,2119,"ส้มพอเหมาะ","ดู กระเจี๊ยบแดง.",null,null],
    [2134,2120,"ส้มมอ","ดู สมอไทย.",null,null],
    [2135,2121,"ส้มมะงั่ว","ดู มะงั่ว.",null,null],
    [2136,2122,"ส้มมะนาว","ดู มะนาว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า common lime, lime เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูปเหลือใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนโค้งกว้าง ปลายแหลม ขอบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้น ๒-๗ ดอก ตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ สีขาว รูปไข่ยาว ปลายแหลมสั้น ผลกลม เปลือกบาง เรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดกลมรี มีหลายเมล็ด ราก ใบ ดอก ผล น้ำในผล ผิวผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำในผลสีฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน และปรุงเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ รากเป็นยาถอนพิษ สำแดง แก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ เมล็ดคั่วผสมเป็นยากวาดแก้ซางเด็ก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบมะนาวเป็นยากัดฟอกโลหิตระดู โดยมากมักใช้เพียงร้อยแปดใบ ต้มเป็นยาพิกัดของโบราณ เมล็ดมะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะ, แก้โรคทรางของเด็ก เม็ดมะนาวมีรสขมจัด, ส่วนรากของมะนาวใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับหรือไข้ซ้ำฝนกับสุราทาฝี, แก้ปวดฝีได้ดี ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะนาวรสปร่าชาขื่นเล็กน้อย กระทุ้งพิษ, ถอนพิษสำแดง, แก้สติหลงลืม, น้ำมะนาวมีไวตามินซี ทาแก้เลือดออกไรฟัน ...”, โกรยชะมา มะสิว หมากฟ้า ส้มนาว หรือ ส้มมะนาว ก็เรียก, ตำรับยาแก้ไอซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีตัวยา มะนาวดอง หมายถึง มะนาวดองที่นำมาทำให้แห้งแล้ว."],
    [2137,2123,"ส้มมั่วผี","ดู มะกรูด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix DC. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า kaffir lime, leech lime, Mauritius papeda, porcupine orange เป็นไม้ต้น มีหนามแหลม กิ่งขณะ อ่อนค่อนข้างแบนและมักเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว เรียงเวียน แผ่นใบหนาและเป็นมัน มีจุด โปร่งแสง มีกลิ่นหอม ช่อดอกแบบช่อกระจะสั้น ออกที่ปลาย กิ่งหรือตามง่ามใบ กลีบดอก ๔-๕ กลีบ สีขาวอมเหลือง รูปไข่ ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผลแบบผลส้ม รูปรีถึงรูปค่อนข้าง กลม ผิวเป็นมัน ขรุขระเป็นคลื่นและปุ่มนูน และมีต่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอม ผลแก่สีเขียวเข้ม สุกสีเหลืองอมส้ม น้ำในผลมีรสเปรี้ยว, ราก ใบ ผิวของผล ผลสด และน้ำคั้นจากผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๗] ตอนหนึ่งว่า “… รากกระทุ้งพิษ, แก้พิษฝีภายใน, แก้เสมหะเป็นโทษ, น้ำมะกรูดมีไวตามินซี ใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน แพทย์ตามชนบทใช้ลูกมะกรูดหมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม รับประทานเป็นยาฟอกล้างและบำรุงโลหิตระดู ผิวลูกใช้ปรุงเป็นยาลม ขับลมในลำไส้และขับระดู รากถอนพิษสำแลง, แก้ลมจุกเสียด ...”, ส้มกรูด ส้มมั่วผี หรือ หมากหูด ก็เรียก."],
    [2138,2124,"สมอไทย",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia chebula Retz. ในวงศ์ Combretaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... ใบผลสมอไทยมีรสฝาด (แทนนิน) มาก ... คุณสมบัติของ สมอต้มใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานเป็นยาระบายอ่อน ๆ แพทย์ตามชนบทใช้เป็นยาระบายท้องสำหรับคนที่เป็นอหิวาต์ หรือท้องร่วงอย่างแรง หรือพวกลมป่วงต่าง ๆ แก้พิษร้อน ภายในกระหายน้ำได้ดี ... ผลสมอรับประทานแก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้ลมจุกเสียด ผายธาตุ ...” จัดอยู่ในพิกัดจตุผลาธิกะ ตรีฉินทะลามะกา ตรีผลา ตรีสมอ เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia chebula Retz. ในวงศ์ Combretaceae มีชื่อสามัญว่า chebulic myrobalan เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง ไม่มีพอน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ไม่แยกแขนง ออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๔-๗ ช่อ มักออกเป็นช่อยาวตามรอยแผลใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสมบูรณ์เพศ โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ด้านในมีขนแน่น ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกลม หรือรูปกระสวย อาจมีพูหรือสันตามยาว เนื้อหนา ผลแก่สีเขียวแกมสีเหลือง เมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำผิวขรุขระ เมล็ดรูปรี, ส้มมอ สมออัพยา หรือ กกส้มมอ ก็เรียก."],
    [2139,2125,"สมอพิเภก",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นผลของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. ในวงศ์ Combretaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวง วงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณ สมอพิเภกมีรศอันเปรี้ยวนั้น รู้สังหารเสียซึ่งลมแลแก้ไข้อันพิเศษ ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ผลสมอพิเภกอ่อน แลผลแก่นั้นมีรศอันฝาด รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุ รู้แก้ธาตุอันกำเริบ แก้ไข้จับแลแก้ริดสีดวง รู้บำรุงธาตุ เมล็ดในนั้นรู้แก้บิดเสลด ดุจดังน้ำเข้า ใบนั้นรู้แก้บาดแผลอันประกอบไปด้วยพยาธิ ดอกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดแต่จักษุคือตาเปียกแฉะ เปลือกนั้นรู้แก้โรคในทางปัสสาวะ คือนิ่ว เบาเปนโลหิต แก่นนั้นรู้แก้ริดสีดวงพลวก รากนั้นรู้แก้โลหิตอันกระทำให้ร้อน ...” และ ตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๑] ตอนหนึ่งว่า “… สมอพิเภก ผลอ่อนมีรสเปรี้ยว แก้ไข้แก้ลม ผลแก่มีรสฝาด แก้โรคในตา บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง เมล็ดในแก้บิด ใบแก้บาดแผล ดอกแก้โรคในตา เปลือกต้มขับปัสสาวะ แก่นแก้ริดสีดวงพรวก รากแก้โลหิตอันทำให้ร้อน ...” จัดอยู่ในพิกัดตรีผลา เป็นต้น. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb ในวงศ์ Combretaceae มีชื่อสามัญว่า belleric myrobalan เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นตรง โคนต้นมักมีพอน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือออกเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง รูปรีแกมรูปไข่กลับ ช่อดอกแบบช่อหางกระรอก มีทั้งดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศ ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปเกือบกลมถึงรูปรีกว้าง ผิวมีขนละเอียดสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น เปลือกนอกแข็ง เมล็ด รูปรี ผิวขรุขระ, ลูกมะแหน หมากแหน หรือ แหน ก็เรียก."],
    [2140,2126,"สมออัพยา","ดู สมอไทย.",null,null],
    [2141,2127,"ส้มโอมะละกอ","ดู มะงั่ว.",null,null],
    [2142,2128,"สมุฏฐาน",null,null,"น. ที่เกิด ที่ตั้ง เหตุ."],
    [2143,2129,"สมุฏฐานของโรค",null,null,"น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ตำราการแพทย์ แผนไทยจำแนกออกได้เป็น ๔ สมุฏฐาน คือ ธาตุสมุฏฐาน อุตุสมุฏฐาน อายุสมุฏฐาน และกาลสมุฏฐาน แต่บางตำราเพิ่มประเทศสมุฏฐาน และพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดโรค."],
    [2144,2130,"สมุฏฐานปิตตะ",null,"น.","ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ พัทธะปิตตะ (น้ำดีที่อยู่ในฝักหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปิตตะ (น้ำดีที่อยู่นอกฝักหรือนอกถุงน้ำดี) และกำเดา (เปลวแห่งความร้อน หรือความร้อนที่ได้จากการเผาผลาญในร่างกาย)."],
    [2145,2131,"สมุฏฐานวาตะ",null,null,"น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำให้หัวใจทำงานเป็นปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำให้เกิดอาการเสียดแทงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเส้น อันทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย)."],
    [2146,2132,"สมุฏฐานเสมหะ",null,null,"น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในส้วงทวาร)."],
    [2147,2133,"สมุนไพร",null,null,"น. ๑. ผลิตผลธรรมชาติอาจได้จากพืช สัตว์ แร่ธาตุ หรือจุลชีพ ซึ่งนำมาใช้เป็นยาได้ หรือใช้ผสมกันตามตำรับยาเพื่อบำบัดโรคหรือบำรุงร่างกาย. ๒. พืช สัตว์ จุลชีพ ธาตุ วัตถุ สารสกัดดั้งเดิมจากพืชหรือสัตว์ที่ใช้หรือแปรสภาพ หรือผสม หรือปรุงเป็นยาหรืออาหาร เพื่อการตรวจวินิจฉัย บำบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์ และให้หมายความรวมถึงถิ่นกำเนิดหรือถิ่นที่อยู่ของสิ่งดังกล่าวด้วย. (พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒)."],
    [2148,2134,"สมุลแว้ง",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสมุลแว้งมีรศเผดร้อน แก้ฤษดวงในปากในคอ แก้หืดไอแลแก้ลมสำปะชวรด้วย ...” คัมภีร์สรรพคุณยาไทยและฉันทศาสตร์โดยพิสดาร [๓๖/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... สมุลแว้ง แก้ธาตุทั้ง ๔ กำเริบ กระทำให้โลหิตเสีย ให้บวมทั้งตัว ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกต้นสมุลแว้งหอมฉุนปร่า แก้ลมวิงเวียน, และลมทำให้ใจสั่น, แก้พิษหวัดกำเดา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาหอมขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ ...” .๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum bejolghota (Buch.-Ham.) Sweet ในวงศ์ Lauraceae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายมน โคนแหลม ขอบเรียบ ใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่อดอกแบบช่อกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง มีกลีบดอก ๖ กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขนเป็นมันเหมือนไหม กลีบเลี้ยงติดทนจนเป็นผล ผลแบบผลมีเนื้อ อวบน้ำ รูปรีหรือรูปค่อนข้างกลม, ขนุนมะแวง จวงดง เฉียด เชียกใหญ่ บริแวง พะแว มหาปราบตัวผู้ โมหอม ระแวง หรือ แลงแวง ก็เรียก."],
    [2149,2135,"สรรพคุณเภสัช",null,null,"น. ระบบวิชาความรู้ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของสิ่งที่เป็นยา จัดเป็นหลักวิชาด้านเภสัชกรรมไทย ๑ ใน ๔ หมวดวิชา อันได้แก่ เภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณาเภสัช และเภสัชกรรม ตำราเภสัชกรรมไทยว่า การรู้สรรพคุณยา จำเป็นต้องรู้รสของตัวยาก่อน เมื่อรู้รสของตัวยาแล้ว ก็จะรู้สรรพคุณของตัวยาโบราณ แบ่งรสยาออกเป็น รสประธาน ๓ รส (รสเย็น รสร้อน รสสุขุม) รสยา ๙ รส (รสฝาด รสหวาน รสเบื่อเมา รสขม รสเผ็ดร้อน รสมัน รสหอมเย็น รสเค็ม และรสเปรี้ยว) เป็นต้น."],
    [2150,2136,"สรรพวาระจักรโมละวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองอัมพฤกษ์และลมปัตคาดร่วมกัน ผู้ป่วยมีอาการเจ็บบริเวณหลังส่วนล่างก่อน แล้ววิ่งขึ้นไปตามสีข้าง มีอาการเจ็บมากบริเวณต้นคอ เป็นต้น มักเกิดเป็นครั้งคราว ๓-๔ วันครั้ง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่าสรรพวาระจักร โมละเป็นคำรบ ๗ นั้น เกิดแต่กองอัมพฤกษ์และปัตคาด ระคนกันกระทำให้จับเป็นคราว ๓-๔ วันจับทีหนึ่ง เมื่อจะจับขึ้นนั้นให้เจ็บหลังก่อนแล้วแล่นขึ้นไปจับเกลียวข้าง ให้เจ็บต้นคอยิ่งนัก …”."],
    [2151,2137,"สร้อยพี","ดู สารภี.",null,null],
    [2152,2138,"สร่าง",null,null,"ก. คลาย, ถอย, ทุเลา, (ใช้แก่ลักษณะความเป็นไปของร่างกายหรืออารมณ์ที่ผิดปรกติจากธรรมดา), เช่น สร่างไข้ สร่างโศก ไข้ยังไม่สร่าง สร่างเมา เมาไม่สร่าง."],
    [2153,2139,"สลักเพชร",null,"น.","โครงสร้างของกระดูกบริเวณข้อบางข้อที่เมื่อสวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้เคลื่อนไหวได้ เช่น ข้อต่อขอบกระดูกเชิงกรานตรงสะโพกกับหัวกระดูกต้นขา ทำให้ขากางออกได้ เรียก ตะโพกสลักเพชร, ข้อต่อขากรรไกรบนและล่าง ทำให้อ้าปากและกินอาหารได้ เรียก ขากรรไกรสลักเพชร, เขียนว่า สลักเพ็ด ก็มี."],
    [2154,2140,"สลักเพชรจม",null,null,"ก. อาการปวดสะโพก."],
    [2155,2141,"สลักเพ็ด","ดู สลักเพชร.","น.","โครงสร้างของกระดูกบริเวณข้อบางข้อที่เมื่อสวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้เคลื่อนไหวได้ เช่น ข้อต่อขอบกระดูกเชิงกรานตรงสะโพกกับหัวกระดูกต้นขา ทำให้ขากางออกได้ เรียก ตะโพกสลักเพชร, ข้อต่อขากรรไกรบนและล่าง ทำให้อ้าปากและกินอาหารได้ เรียก ขากรรไกรสลักเพชร, เขียนว่า สลักเพ็ด ก็มี."],
    [2156,2142,"สลัดได","ดู กระลำพัก ประกอบ.","น.","น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Euphorbia antiquorum L. ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก อวบน้ำ มียางสีขาวข้น ลำต้นและกิ่งมีเหลี่ยมหรือแนวสันและมีหนามเป็นคู่ ใบเป็นใบเดี่ยว มีน้อย ร่วงง่าย ช่อดอกแบบช่อรูปถ้วย ออกเป็นช่อเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกซ้อน ดอกแยกเพศร่วมต้น ผลรูปเกือบกลมถึงกลม สีส้มอมสีเหลือง เมล็ดรูปรี สีน้ำตาลแกมเทา เมื่อต้นแก่จะมีเชื้อราลงแก่น ทำให้เนื้อไม้แข็งขึ้นและมีกลิ่นหอม เรียก กระลำพัก ยาง กระลำพัก และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๒๒] ตอนหนึ่งว่า “… สลัดไดมีรสเบื่อเมาขมเล็กน้อย ถ่ายเสมหะและโลหิต แพทย์ตามชนบทใช้ยางของต้นสลัดไดที่กรีดออกมาแล้ว ทำให้สุกโดยการตุ๋นหรือเอายางใส่ถ้วยแล้เอาน้ำเดือด ๆ เข้าใส่กวนไปจนสุกจึงเอาตากแดดให้แห้ง ใช้ผสมเป็นยาถ่ายอย่างแรงแต่ต้องใช้ส่วนน้อยและมีตัวยาอื่นๆ คุมไว้ด้วย ... ใช้ต้นสลัดไดหั่นใส่ลงดองกับมะกรูดและยาอื่น ๆ เป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม รับประทานแก้กษัย, น้ำเบาพิการ, แก้ระดูขาวเป็นพิษ, ทำให้ท้องระบายอ่อน ๆ ...”."],
    [2157,2143,"ส้วง",null,"น.","ช่อง, โพรง, (โดยมากมักใช้กับทวารหนัก), เขียนว่า ซ่วงหรือ ทร่วง ก็มี."],
    [2158,2144,"ส้วงทวาร",null,null,"น. ทวารหนัก."],
    [2159,2145,"ส้วงเลื่อนทวารเบา","ดูใน บานทะโรค.",null,null],
    [2160,2146,"สวัด",null,null,"ก. ตวัด, วัดให้ม้วนเข้ามาโดยเร็ว, โอบรัดเข้ามาโดยเร็ว."],
    [2161,2147,"สวาด",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Caesalpinia bonduc (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีขนและหนามแหลมตรงหรือโค้งตามกิ่งก้าน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ๒ ชั้น มีหูใบขนาดใหญ่และติดทน ใบย่อยออกเป็นคู่ตรงกันข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนเฉียง ปลายเรียวแหลมหรือมน มีติ่งแหลมสั้น ช่อดอกออกเหนือซอกใบขึ้นไปเล็กน้อย มีใบประดับเป็นเส้นงอ ดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักรูปป้อมหรือรี ปลายมีติ่งแหลม ผิวมีหนามแหลมและขนปกคลุม ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเมล็ด ๑-๒ เมล็ด รูปกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จัดมีสีเทาผิวเป็นมันเงา, ราก ใบ ผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๓/๑๔๙] ตอนหนึ่งว่า “... ใบปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้กระษัยน้ำมูตรพิการ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบปรุงเป็นยาขับผายลม แก้จุกเสียด, แก้แน่น, ผลแก้กษัย, แก้น้ำมูตรพิการ ...”, บ่าขี้แฮด มะกาเลง ว้าด หรือ เวียด ก็เรียก."],
    [2162,2148,"สวิงสวาย",null,null,"ก. อาการที่รู้สึกใจหวิว วิงเวียน คลื่นไส้ ตาพร่าจะเป็นลม เช่น เดินฝ่าแดดนาน รู้สึกสวิงสวาย ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๘] ตอนหนึ่งว่า “... ให้คอแห้งลำคอตีบ กินข้าวกินน้ำมิได้ ให้อาเจียนให้สวิงสวาย แล้วให้พลุ่งขึ้นพลุ่งลงในอก ให้ยกมือเท้าขวักไขว่ไปมา ...”."],
    [2163,2149,"สหัศธารา",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ลมในเส้น ลมกองหยาบ เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๓/๒๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อสหัศธารา แก้ลม ๘๐ จำพวก แก้เสมหะ ๒๐ จำพวก แก้ลมเข้าในเส้น ชื่อวาตะพรรค ๓๐ จำพวก แก้ลมแล่นในเนื้อ ๘ จำพวก แก้ลมแล่นตามสันหลัง ชื่อปราณยักษ์ ๒๐ จำพวก แก้โลหิตกำเดา ทำให้เป็นฝีในอก ๕ จำพวก ชื่ออุระวาต ให้สลักอกจุกเสียด เอามหาหิงคุ์ ๕ สลึง โกฐก้านพร้าว ๒ สลึงโกฐพุงปลาสลึงเฟื้อง โกฐเขมา ๒ สลึงเฟื้อง โกฐกักกรา ๓ สลึง เทียนดำ ๓ สลึงเฟื้อง เทียนขาว ๑ บาท เทียนสัตยบุษย์ ๑ บาทเฟื้อง เทียนตาตั๊กแตน ๕ สลึง เทียนแดง ๕ สลึงเฟื้อง ลูกจันทน์ ๖ สลึง ดอกจันทน์ ๖ สลึงเฟื้อง การะบูน ๗ สลึง หัศคุนเทศ ๖ บาท รากทนดี ๑๐ บาท รากจิงจ้อ ๑ บาท หว้านน้ำ ๑๑ บาท ดีปลี ๑๒ บาท ลูกสมอไทย ๑๓ บาท รากเจ็ตมูลเพลิง ๒๘ บาท พริกไทย ๓๐ บาท บดเป็นผงแก้จุกเสียด ละลายน้ำลูกสมอไทยต้มกิน แก้ตัวเย็น ละลายข่าต้มกิน แก้น้ำลายเหนียว ละลายน้ำมะงั่วกิน แก้นอนไม่หลับ ละลายน้ำอ้อยแดงกิน แก้สบัดร้อนสบัดหนาว ละลายน้ำเปลือกมะรุมต้มกิน แก้รากเป็นเลือดหรือแก้บิด ละลายน้ำตาลหม้อกินแก้ท้องรุ้งพุงมาร ละลายน้ำรากจิงจ้อต้มกิน แก้บวม ๕ ประการ ละลายน้ำร้อนกิน แก้ลมจุกขึ้นไปถึงต้นลิ้น ละลายน้ำผึ้งหรือน้ำส้มส้ากิน แก้ลมตายไปภาคหนึ่ง ละลายน้ำนมโคกินแก้ลมเป็นอ่างลิ้นขัดพูดไม่ชัด ละลายน้ำมันเนยกิน แก้ไข้ป่าเว้น ๒ วันจับ ๓ วันจับ ละลายน้ำมะนาวกิน เมื่อหญิงคลอดลูกจะให้ขับเลือด ละลายน้ำมะงั่วกิน สะเดาะลูกตายในท้องละลาย น้ำมันงากิน แก้ฝีภายใน ละลายน้ำผักเป็ดต้มกิน ...” ปัจจุบัน ยาขนานนี้เป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [2164,2150,"สองคลองสันนิบาต","ดู สันนิบาตสองคลอง.",null,null],
    [2165,2151,"สองยาม","ดู ยาม ๒.",null,null],
    [2166,2152,"สะกะถานะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นที่ริมทวารหนักข้างในลักษณะคล้ายเดือยไก่ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้เหลือง บางทีรู้สึกร้อน รู้สึกหนาว เมื่อยตัว ท้องผูกเวลาถ่ายมีเลือดปนออกมา ดังหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๘๔๕ หอสมุดแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยลักษณหฤศโรคอันชื่อว่าสะกะถานะ กล่าวคือฤศดวงอันบังเกิดขึ้นริมทะวารหนัก ค่างในนั้นเปนคำรบ ๑๖ มีสรรถานดังเดือยไก่ มีอาการกระทำให้จับดุจไข้เหลือง ลางทีให้ร้อนให้หนาว ลางทีให้เมื่อยทั่วสาระภางกาย ถ้าอุจาระผูกเข้าทราบใดแลเดินออกมาโดยกำลังลมพานยอตเข้าโลหิตก็แตกออกมา โรคนั้นก็กำเริบขึ้นดุจกล่าวมาดังนี้ ...”, เขียนว่า สกะถานะโรค ก็มี."],
    [2167,2153,"สะกั้งแค","ดู มะแว้งต้น.",null,null],
    [2168,2154,"สะเดาอินเดีย",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Azadirachta indica A. Juss. วงศ์ Meliaceae เป็นไม้ต้น เปลือกต้นสีน้ำตาลแดงหรือสีออกเทา เมื่อแก่แตกเป็นร่องหรือแผ่น เปลือกชั้นในสีน้ำตาลแดง มีน้ำเลี้ยง ไม่มีสี เหนียว และมีกลิ่นเหม็น กระพี้สีออกขาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่หรือปลายคู่ ใบย่อยเรียงตรงข้ามหรือกึ่งตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ ออกตามซอกใบ มีขนนุ่มสั้น กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอม มีขนคล้ายไหม ผลแบบผลผนังชั้นในแข็งรูปรี สีเขียวแก่สีเหลือง, เปลือก กระพี้ แก่น ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณสะเดามีรศขมหวานแก้กำเดา แก้รากแก้สะอึกแก้พิศม์ฝีแก้ไข้เพื่อดีพิการ ...” ตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณสะเดาน้อย รู้แก้ริดสีดวงงอกคุธราช แลรู้แก้แผลทั้งปวงอันประกอบไปด้วยแม่พยาธิ รู้แก้รากแลเหียน แลเสมหะดี ... จะกล่าวสรรพคุณสะเดาใหญ่ มีรศอันขม ฝาด เยน รู้แก้ระมัดซึ่งท้อง รู้บำรุงธาตุ รู้กระทำให้อาหารงวด รู้แก้แม่พยาธิทั้งปวง แลรู้แก้โรคในลำคอ แลแก้โลหิตแลดี ดอกนั้นรู้แก้ริดสีดวงในลำคออันกระทำให้คนนั้นดุจหนึ่งพยาธิอันตายอยู่นั้น ลูกนั้นรู้แก้ลมแลดี เปลือกนั้น รู้แก้บิดเปนมูกเลือด กระพี้นั้นรู้แก้ดีแลแก้บ้าอันเพ้อคลั่ง แก่นนั้นรู้แก้ลมอันกระทำให้เหียนรากแลลมอันผูก รากนั้นรู้ แก้เสมหะอันผูกภายในแลเสมหะอันติดลำคอ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๐๔] ตอนหนึ่งว่า “... สะเดาอินเดียหรือต้นควินิน ... ดอกออกเป็นช่อสีขาว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย เปลือกต้นเกลี้ยงกว่าสะเดา รสขมจัดกว่า ใช้เปลือกต้มรับประทานเป็นยาตัดจับสำหรับไข้จับสั่น หรือไข้ประจำฤดู ได้ดี …”."],
    [2169,2155,"สะตุ",null,null,"ก. ๑. ทำให้ตัวยามีฤทธิ์แรงขึ้น หรือใช้รักษาตรงกับโรคดีขึ้น เช่น สะตุสารส้ม. ๒. ทำให้พิษของตัวยาลดลง เช่น สะตุรงทอง. ๓. ทำให้ตัวยาปราศจากเชื้อโรค เช่น สะตุดินสอพอง. ๔. ทำให้ตัวยานั้นสลายตัว ทำให้ตัวยา ฟู หรือกรอบ เพื่อให้แตกสลายได้ง่ายขึ้น เช่น สะตุเกลือ."],
    [2170,2156,"สะนาย","ดู ข่อย.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. ในวงศ์Moraceae มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น เนื้อไม้สีขาว มียางสีขาว กิ่งสีน้ำตาล สากและคาย มีขนหยาบสั้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปไข่กลับหรือรูปรี ใบแก่สากคายกว่าใบอ่อน ดอกแยกเพศ มีทั้งร่วมต้นและต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกเล็ก สีเขียวอ่อน มีขนละเอียด ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๔ ดอก สีเขียว มีขนและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเป็นผล ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปค่อนข้างกลม ปลายบุ๋ม โคนผลมีวงกลีบรวมติดทนและโค้งลงเมื่อผลแก่ ผลสุกสีเหลืองถึงสีส้ม มีเมล็ด๑ เมล็ด รูปกลม สีขาวอมเทา โบราณใช้กิ่งทุบให้แตกสีฟัน เปลือกต้นใช้ทำสมุด เรียก “สมุดข่อย” ผลสุกรสหวาน กินได้, ใบ เปลือก ราก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “… ข่อยรสเบื่อเมา เปลือกดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น แก้โรคทางฟัน แก้พยาธิ์ผิวหนัง ดับพิษทั้งปวง หุงเป็นน้ำมันทาแก้ริดสีดวง ...”, กักไม้ฝอย ขรอย ขันตา ส้มผ่อ หรือสะนาย ก็เรียก."],
    [2171,2157,"สะแน่","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [2172,2158,"สะบัก",null,null,"น. กระดูกส่วนที่เป็นฐานรองรับต้นแขน อยู่ถัดบ่าลงไปข้างหลัง ปลายด้านนอกเป็นที่หัวกระดูกต้นแขนเกาะยึด."],
    [2173,2159,"สะบักจม",null,null,"น. อาการปวดตึงบริเวณสะบัก บ่า และไหล่ข้างขวา มักจะเกิดเรื้อรัง อาจเนื่องจากการใช้งานที่แขนมาก และเป็นเวลานาน ทำให้เลือดลมตามแนวเส้นปิงคลาเดินไม่สะดวก."],
    [2174,2160,"สะพั้น",null,"น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดในทารกหรือเด็กเล็ก ผู้ป่วยจะมีอาการขอบตาเขียว นอนสะดุ้ง ชัก เท้ากำมือกำ หลังแข็งท้องขึ้น ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นต้น ตำราการแพทย์แผนไทยว่าเกิดจากเด็กกลืนก้อนเลือดเข้าไปในท้องขณะคลอดจากท้องแม่ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกุมารกุมารีผู้ใด แรกคลอดจากครรภ์มารดาได้ ๗ วัน ๑๑ วัน ๑๕ วัน ๒๑ วันนั้น แลให้ขอบตาเขียวนอนมักสดุ้ง ตาช้อนดูสูง ใหชักเท้ากำมือกำ หลังแข็งท้องขึ้นลิ้นกระด้างคางแข็ง ท่านว่ากำเนิดลมสุนทรวาต แลลมวาตภัคค์แล สะพั้นไฟ ซึ่งมาว่าทั้งนี้เพราะกุมารอมก้อนโลหิตแห่งมารดา ออกมาแล้วกลืนเข้าไป จึ่งบังเกิดโทษนั้นต่าง ๆ …”, ตะพั้น ก็เรียก."],
    [2175,2161,"สะพั้นไฟ","ดู ลมอุทรวาต.","น.","ลมซางชนิดหนึ่ง เกิดกับเด็กที่เกิดวันอังคาร เด็กจะร้องไห้ในเวลาเย็นทุกวัน ตั้งแต่อยู่ในเรือนไฟจนถึง ๓ เดือน แต่จะหายไปเอง หรือเลิกร้องไห้ ชาวบ้านเรียก “ร้องไห้ ๓ เดือน” เมื่อมีอาการจะทำให้ท้องขึ้น ขนลุกชัน เชื่อมมัว หอบ เป็นต้น ถ้าอายุเกิน ๓ เดือน ขึ้นไปแล้ว ยังรักษาไม่หาย จะมีอาการซูบผอม ท้องขึ้น อาเจียน จุกเสียด เป็นต้น ในที่สุดจะชักมือกำเท้างอ ตาช้อนสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ชื่อลมอุทรวาต กระทำให้ร้องไห้แต่ยังอยู่ในเรือนเพลิง ไปจน ๓ เดือนเป็นกำหนด จึงจะหายไปเอง ถึงแพทย์จะให้ยาก็ไม่หาย เมื่อถอยลงมาจากศีรษะ แลลงทรวงอกนั้นแล้ว ลงมาตั้งอยู่ในนาภีจึงเรียกว่าลมกองใหญ่ พัดขึ้นมาตามนาภี ตามเส้นชิดกระดูกสันหลังขึ้นมาในอกแลลำคอ จนไปถึงช่องหูขวาแลกระหม่อม ถ้าเป็นข้างขึ้นตาย ข้างแรมไม่ตาย แลประเภทดังนี้คือ ต้องตะบองราหูก็ว่า กุมาทสังข์ก็ว่า อักขมูขีก็ว่า แลสะพั้น ๗ จำพวกนี้ หญิงชายก็ดีเป็น ดุจเดียวกัน …”, ตะพั้นไฟ ลมตะบองราหู หรือ สะพั้นไฟ ก็เรียก."],
    [2176,2162,"สะโพก",null,"น.","ส่วนของร่างกายเบื้องหลังถัดจากบั้นเอวลงไปมีเนื้อนูนออกมาทั้ง ๒ ข้าง, ตะโพก หรือ ตะโภก ก็เรียก, เขียนว่า สะโภก ก็มี."],
    [2177,2163,"สะโภก","ดู สะโพก.","น.","ส่วนของร่างกายเบื้องหลังถัดจากบั้นเอวลงไปมีเนื้อนูนออกมาทั้ง ๒ ข้าง, ตะโพก หรือ ตะโภก ก็เรียก, เขียนว่า สะโภก ก็มี."],
    [2178,2164,"สะรอล","ดู สนสองใบ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinus mercusii Jungh. & de Vriese ในวงศ์ Pinaceae เป็นไม้ต้น ลำต้นตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึกตามยาว ใบออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ ใบ เวียนสลับถี่ตามปลายกิ่ง ใบรูปเข็ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้แบบช่อหางกระรอก สีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อน ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งที่เรือนยอด ช่อดอกเพศเมียออกเป็นกระจุก ๑-๓ ช่อ ตามปลายกิ่งใหญ่ในระดับสูง ขนาดใหญ่กว่าช่อดอกเพศผู้ ผลรูปกรวย เมล็ดมีจำนวนมาก ขนาดเล็ก มีปีก แก่นและยางสนใช้ทำยา, เกี๊ยะเปลือกดำ เกี๊ยะเปลือกหนา ไต้ หรือสะรอล ก็เรียก."],
    [2179,2165,"สะระแหน่",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [2180,2166,"สะระแหน่ญวน, สะระแหน่สวน","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [2181,2167,"สะอึก",null,null,"ก. อาการที่หายใจชะงักเป็นระยะ เนื่องจากกะบังลมหดตัวและช่องสายเสียงปิดตามทันทีทันใดในเวลาเดียวกัน, ลมสะอึก ก็เรียก."],
    [2182,2168,"สักเคระโรค","ดู ศักการะโรค.",null,null],
    [2183,2169,"สังกตัม","ดู สังกะตัง.",null,null],
    [2184,2170,"สังกะตัง",null,null,"ว. ลักษณะที่ติดแน่นเป็นปมเหนียวที่ผมหรือขนสัตว์ สางไม่ออก เช่น ผมเป็นสังกะตัง, สังกตัม ก็เรียก."],
    [2185,2171,"สังขารขันธ์",null,null,"น. กองสังขาร ความคิดเป็นขันธ์ ๑ ที่เป็นนามธรรมในขันธ์ ๕."],
    [2186,2172,"สังคัง",null,null,"น. โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรา (Epidermophyton floccosum) บางรายเกิดจากเชื้อราในสกุล Trichophyton เกิดที่ถุงอัณฑะ ลักษณะเป็นผื่นแดง มีสะเก็ดมีอาการคันมาก."],
    [2187,2173,"สังเสทชะ, สังเสทะชะ",null,null,"น. สัตว์ที่เกิดในเปือกตมชื้นแฉะ หมักหมมเน่าเปื่อย เช่น กิมิชาติ."],
    [2188,2174,"สัญญาขันธ์",null,null,"น. กองสัญญา, ความจำ, เป็นขันธ์ ๑ ที่เป็นนามธรรมในขันธ์ ๕."],
    [2189,2175,"สัญญาณ",null,null,"น. จุดหรือตำแหน่งสำคัญบนร่างกายที่ใช้ในการนวด รักษาโรคแบบราชสำนัก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเส้นประธานสิบ."],
    [2190,2176,"สัณฐาน",null,null,"น. ๑. ลักษณะ ดังคัมภีร์กระษัย [๑/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณกระไสยโรคอันบังเกิดขึ้นเปนอุปาติกะ ... มีสันถานดั่งปูทเลเข้ากินอยู่ในเภาะเข้า กระทำให้ปวดขบท้องน้อยเปนกำลัง ...”. ๒. รูปทรง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๒] ตอนหนึ่งว่า “… ลักษณะสันทฆาตอันบังเกิดเพื่อกาฬ เกิดขึ้นภายในดี, ตับ, ปอด, และหัวใจนั้นเป็นคำรบ ๒ สัณฐานดุจเมล็ดข้าวสารหัก ...”."],
    [2191,2177,"สัตตเกสร","ดู เกษรทั้ง ๗, เกสรทั้ง ๗.",null,null],
    [2192,2178,"สัตตโกฐ, สัตตะโกฏ","ดู โกฐทั้ง ๗.",null,null],
    [2193,2179,"สัตตบงกช, สัตตบุษย์","ดูใน บัวหลวง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn. ในวงศ์ Nelumbonaceae มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เป็นไม้น้ำ ลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดินและที่เป็นไหลเหนือดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปเกือบกลมหรือรูปโล่ เว้าหรือเป็นคลื่น ด้านบนเกลี้ยง ก้านติดใต้ใบ มีหนามเป็นตุ่มเล็ก ๆ ชูแผ่นใบขึ้นที่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ ภายในก้านมีน้ำยางใส เมื่อถูกอากาศจะเหนียวเป็นเส้นใย ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาว สีชมพู หรือสีแดง กลิ่นหอม ผลแบบผลกลุ่ม ประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมากอยู่ในฐานดอก รูปกลมรี มีเมล็ด ๑ เมล็ด ขนาดใหญ่, บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู หรือสีแดง กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก ปทุม โกกนท หรือโกกนุท เป็นต้น, พันธุ์ดอกสีชมพูหรือแดง กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบงกช, พันธุ์ดอกสีขาว กลีบไม่ซ้อน ทรงฉลวย เรียก บุณฑริก, ส่วนพันธุ์ดอกสีขาว กลีบซ้อน ทรงป้อม เรียก สัตตบุษย์."],
    [2194,2180,"สัตถกวาต, สัตถกวาตะ",null,null,"๑. ดูใน สมุฏฐานวาตะ. ๒. น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากสันฑฆาต ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอก เมื่อเป็นนานเข้าจะเกิดเป็นเวลา โดยเมื่อมีอาการจะรู้สึกเจ็บแปลบปลาบไปทั่วทั้งตัว เหมือนถูกมีดเชือดและเหล็กแหลมแทง ใจสั่น เมื่ออาการบรรเทาลงจะรู้สึกหิว ไม่มีแรง ปวดหัว ตามัว กินอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ หากจะรักษาต้องรักษา เมื่อเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ถ้ารักษามิหายก็จะกลายเป็นโทสันฑฆาตและตรีสันฑฆาต รักษาไม่ได้ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยลักษณะกำเนิดลม อันชื่อว่าลมสัตถกวาตนั้นเป็นคำรบ ๒ ถ้าบังเกิดแก่บุคคลผู้ใด มักกระทำให้เจ็บอกเป็นต้น และลมกองนี้เป็นเพื่อสันทฆาต ครั้นแก่เข้ากระทำให้จับเป็นเพลา และอาการที่จับนั้นมักให้เจ็บไปทุกชิ้นเนื้อ ดุจดังบุคคลเอามีดมาเชือดและเอาเหล็กอันแหลมมาแทงให้แปลบปลาบไปทั้งกาย ให้ใจนั้นสั่นอยู่ริกๆ ให้เจ็บอกเป็นกำลัง ครั้นสร่างแล้วให้หิวหาแรงมิได้ให้เจ็บศีรษะให้จักษุมัว มิได้เห็นสิ่งอันใด บริโภคอาหารมิได้ นอนมิหลับ ถ้าจะแก้ให้แก้ แต่ยังเจ็บอกอยู่นั้นให้หาย ถ้ามิหายแก่เข้าก็จะกลายเป็นโทสันทฆาตและตรีสันทฆาต เป็นอติสัยโรคตามอาจารย์กล่าวไว้เป็นโรคตัด แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ดังนี้ ...”."],
    [2195,2181,"สัตวชาติ",null,null,"น. สัตว์, จำพวกสัตว์."],
    [2196,2182,"สัตววัตถุ, สัตว์วัตถุ",null,null,"น. สัตว์หรือส่วนใดอวัยวะใดของสัตว์ ซึ่งใช้เป็นยา หรือเป็นส่วนผสมในตำรับยา เช่น ปลาช่อน ดีจระเข้กระดูกควายเผือก ชะมดเช็ด แววนกยูง ในตำราเภสัชกรรมไทยแบ่งสัตว์วัตถุออกเป็น ๓ จำพวก ได้แก่ สัตว์บก สัตว์น้ำและสัตว์อากาศ."],
    [2197,2183,"สันฑฆาต, สันทฆาต, สันทะฆาฏ",null,null,"น. ๑ เส้นที่มีจุดเริ่มต้นบริเวณขอบเชิงกรานด้านหน้า แล่นถึงตาตุ่ม เส้นด้านบนจะแล่นไปทางด้านหลัง ขึ้นข้างกระดูกสันหลัง ถึงบริเวณต้นคอ ท้ายทอย ขึ้นศีรษะ แล้วลงมาที่แขน เส้นที่อยู่ด้านขวา เรียก เส้นสันฑฆาตขวา เส้นที่อยู่ด้านซ้าย เรียก เส้นสันฑฆาตซ้าย. ๒. โรคเกี่ยวกับเส้นชนิดหนึ่ง ทำให้มีอาการจุกเสียดหน้าอก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๑๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... ๓. เส้นนี้ สันทฆาตขวา แก้ยอกอก สลักอก ๗. เส้นนี้สันทฆาตซ้าย แก้เจ็บอกดังเป็นหนอง ...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง เกิดจากการกระทบกระแทกชอกช้ำอย่างแรง เช่น ตกต้นไม้ ถูกทุบถองโบยตี ทำให้เกิดเลือดออก เป็นลิ่ม เป็นก้อนแห้งหรือเน่าเสียอยู่ภายใน เรียก โลหิตต้องพิฆาต ในสตรีอาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบ่งเป็น ๔ ชนิด ตามความรุนแรงของโรค ได้แก่ เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑฆาต."],
    [2198,2184,"สันตัปปัคคี",null,null,"น. ไฟทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้ร่างกาย อุ่นเป็นปรกติ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๔ ชนิดของธาตุไฟ."],
    [2199,2185,"สันตุกมิต","ดู ตานจร ประกอบ.",null,"น. ตานจรชนิดหนึ่ง เกิดจากการกระทบ กระเทือนทำให้ชอกช้ำ ผู้ป่วยมีอาการไข้ ตัวร้อน มือเท้าเย็น เป็นผื่นขึ้นทั้งตัว ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดมวนในท้อง กระหายน้ำ กินข้าวกินนมไม่ได้ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณตานจรจำพวกหนึ่ง ชื่อว่าสนตุกมิด โทษเกิดเพื่อไข้อภิฆาฏ ในเมื่อรู้เดินรู้วิ่งแลล้มลงถูกไม้ถูกดินก็ดี หน้าแลจมูกแลหน้าอกลงกระทบฟกช้ำแห่งใดๆ ก็ดี ย่อมเปนไข้อภิฆาฏสิ้น กระทำให้จับให้ตัวร้อน มือเท้าเยน ให้บิดตัวบ้างให้เปนเมดเปนยอดขึ้นทั้งตัว สมมติว่าออกหัด ครั้นจมเข้าไปก็ทำให้ลงท้องเปนมูกเลือดจะนับเวลามิได้ ให้ปวดมวนให้กระหายน้ำนัก แลให้ชักมึนให้ไอกินเข้ากินนมนั้นมิได้ ท่านให้แก้จงดีจะได้ส่วนหนึ่ง เสียสองส่วน ...”."],
    [2200,2186,"สันนิบาต",null,"น.","๑. ความเจ็บป่วยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง, ไข้สันนิบาต หรือ สันนิปาติกาอาพาธา ก็เรียก. ๒. ชื่อความเจ็บป่วยพวกหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเทิ้ม ชักกระตุก เพ้อ เป็นต้น เช่น สันนิบาตลูกนก สันนิบาตหน้าเพลิง สันนิบาตหนังตาตก."],
    [2201,2187,"สันนิบาตกองใหญ่","ดู มหาสันนิบาต.",null,null],
    [2202,2188,"สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน","ดู สันนิบาต ประกอบ.","น.","สันนิบาตอันเกิดที่ชายตับ ผู้ป่วยจะมีอาการตับโต ตับย้อยหรือหย่อน มีไข้ ตัวเย็น ท้องอืดเฟ้อ ผะอืดผะอม เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน เมื่อบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดก็ดี มักเกิดขึ้นที่ชายตับ ให้ตับใหญ่ออกมาคับโครง บางทีให้ตับนั้นหย่อนลงถึงตะคาก ให้จับเป็นเพลาดังเป็นไข้และให้เย็นไปทั้งตัวแล้วให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้ผะอืดผะอม ถ้าแลลักษณะดังนี้บังเกิดแก่บุคคลผู้ใด นามชื่อว่าไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน ...”, ไข้สันนิบาตกะตัดศีรษะด้วน ก็เรียก."],
    [2203,2189,"สันนิบาตเกิดเพื่อดีซึม","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตที่เกิดในกองปิตตสมุฏฐาน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซึม หมดสติ ตาแดง ปากหนัก หูหนัก อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก เบื่ออาหาร สะบัดร้อนสะท้านหนาวเป็นเวลา เป็นต้น."],
    [2204,2190,"สันนิบาตเกิดเพื่อดีพลุ่ง","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตที่เกิดในกองปิตตสมุฏฐาน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลั่งเป็นครั้งคราว แน่นหน้าอก คอแห้ง กินอาหารไม่ได้ อาเจียน สวิงสวาย เป็นต้น."],
    [2205,2191,"สันนิบาตเกิดเพื่อดีรั่ว","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตที่เกิดในกองปิตตสมุฏฐานทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างแรง อุจจาระเหลืองเหมือนน้ำขมิ้นสด สวิงสวาย แน่นหน้าอก ท้องร้องตลอดเวลาหมดสติ เป็นต้น."],
    [2206,2192,"สันนิบาตเกิดเพื่อดีล้น","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตที่เกิดในกองปิตตสมุฎฐาน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหูแว่ว (คล้ายถูกผีสิง) เบื่ออาหาร คอแห้ง กระหายน้ำ น้ำลายเหนียว มือเท้าเย็น แต่ตัวร้อน เป็นต้น."],
    [2207,2193,"สันนิบาตเกิดเพื่อปิตตสมุฏฐาน","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตอันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง ทำให้น้ำดีพิการ ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งออกเป็น ๔ ประการ คือ สันนิบาตเกิดเพื่อดีซึม สันนิบาตเกิดเพื่อดีพลุ่ง สันนิบาตเกิดเพื่อดีล้น และ สันนิบาตเกิดเพื่อดีรั่ว ผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่เกิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๗] ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวแต่สันนิบาตอันบังเกิดคือปิตตสมุฏฐาน อันอาจารย์ท่านจัดยกไว้เป็น ๔ อย่างคือ เกิดเพื่อดีซึม ดีพลุ่ง และดีล้น ดีรั่ว มีลักษณะต่าง ๆ กัน ...”."],
    [2208,2194,"สันนิบาตเกิดเพื่อโลหิตสมุฏฐาน",null,null,"น. สันนิบาตอันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ และเสมหะ กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง ทำให้โลหิตพิการ ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บหนังศีรษะ เจ็บแก้วตา ตามืดมัว เวียนศีรษะ อาจหมดสติ เป็นต้น การเจ็บป่วยนี้เมื่อเป็นแล้วรักษาไม่หาย ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๐] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยสันนิบาตอันบังเกิดเพื่อโลหิตสมุฏฐานนั้นเป็นคำรบ ๗ เมื่อจะบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดก็ดี ให้เจ็บแต่รากขนลงมาถึงเพียงหู แล้วเข้าจับเอาแก้วตา กระทำให้ตามืดเข้า และพิษนั้นจึงแล่นเข้าจับดวงหทัย บางคนสลบไปดุจตาย บางคนจับให้ชักมือเท้าโลดโผนโจนไปก็ดี บางคนจับให้นิ่งไป เรียกมิได้ยินอ้าปากมิออก บางทีก็ให้เขม่นไปทั้งตัว ให้ร้อนเป็นกำลัง บางทีจับให้เวียนศีรษะลุกมิได้ ลักษณะซึ่งกล่าวมานี้ ถ้าและแก้พิษเป็นอติสัยโรคยานี้มิได้เลย …”."],
    [2209,2195,"สันนิบาตเกิดเพื่อวาตสมุฏฐาน",null,null,"น. สันนิบาตอันเกิดจากกองสมุฏฐานวาตะ เสมหะ และปิตตะ กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง ทำให้ลมพิการ ผู้ป่วยมักเป็นลม สลบ เมื่อฟื้นจะชักเกร็งหน้ามืด มือเท้าและตัวเย็น แต่ร้อนในอก ท้องผูก เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๘๘] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะสันนิบาต อันบังเกิดเพื่อวาตสมุฏฐานเป็นคำรบ ๖ เมื่อจะบังเกิดแก่บุคคลใดก็ดี กระทำให้จับนิ่งไป ครั้นแก้ฟื้นขึ้นมาให้ชักเท้ากำมือกำ และให้สะทกไปทั้งตัว ให้หน้ามืด ให้ตัวเย็นมือเย็น ให้เท้าเย็น ให้ร้อนในอกเป็นกำลัง ให้อุจจาระปัสสาวะมิตก ให้ผูกเป็นพรรดึก ...”."],
    [2210,2196,"สันนิบาตเกิดเพื่อเสมหสมุฏฐาน",null,null,"น. สันนิบาตอันเกิดจากกองสมุฏฐานเสมหะ ปิตตะ และวาตะ กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง ทำให้เสมหะพิการ ผู้ป่วยมักมีไข้เป็นเวลา ปากแห้ง คอแห้ง ลิ้นเปื่อยและแตก สะบัดร้อนสะท้านหนาว ปวดเมื่อยตามตัว กินอาหารไม่ได้ แน่นลำคอ น้ำตาไหล เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยสันนิบาตอันบังเกิดเพื่อเสมหสมุฏฐานเป็นคำรบ ๕ เมื่อเกิดแก่บุคคลผู้ใดก็ดี ให้จับเป็นเพลา ให้คอแห้งถึงทรวงอก ให้ปากแห้ง ให้ฟันแห้ง ให้ลิ้นเปื่อยแตกระแหง ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้เมื่อยทั้งตัว ให้บริโภคอาหารไม่ได้ ให้แน่นลำคอเป็นกำลัง ให้น้ำตาไหล ...”."],
    [2211,2197,"สันนิบาตข้อมือตก",null,null,"น. ชื่อโรคอย่างหนึ่งในทางการนวดไทย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อัมพฤกษ์ ผู้ป่วยจะมีอาการกระดกข้อมือไม่ขึ้น นิ้วมือไม่มีแรง อาจมีอาการบวมที่มือ เป็นต้น."],
    [2212,2198,"สันนิบาตจร","ดู อาคันตุกะสันนิบาต.",null,null],
    [2213,2199,"สันนิบาตเจลียงพระสมุทร","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตอันเกิดจากเสมหะ (๒ ส่วน) วาตะ (๔ ส่วน) ปิตตะ (๑ ส่วน) กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง ผู้ป่วยจะมีอาการผิวหนังซีดขาว สาก และชา ฝ่ามือฝ่าเท้าซีดขาว มีความรู้สึกหนักมือหนักเท้า เจ็บตามตัว แน่นในคอและหน้าอก เรอบ่อย มองเห็นเป็นสีแดงและเป็นวง เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๘๕] ตอนหนึ่งว่า “... สันนิบาตเจลียงพระสมุทรนั้น เป็นคำรบ ๔ เมื่อจะบังเกิดนั้นมีอาการกระทำให้ผิวเนื้อขาวซีดและชาสากไป ฝ่ามือและฝ่าเท้านั้นก็ซีดดุจบุคคลเอาดินสอพองทาลงไปให้หนักมือและหนักเท้าเป็นกำลัง มักให้เจ็บทุกชิ้นเนื้อ ให้แน่นลำคอและแน่นอก มักเป็นลมดังในคอ ให้เรอมิได้ขาด มักกระทำให้ขึ้งโกรธ แลเห็นสิ่งอันใดก็ให้แดงไปสิ้น ครั้นดูเพ่งก็ย่อมเป็นวงไปทั้งนั้น โทษทั้งนี้เหตุว่าเกิดแต่ดีส่วนหนึ่ง เสมหะ ๒ ส่วน วาโย ๔ ส่วนระคนกันเข้า จึงเป็นดังกล่าวมานี้ ...”."],
    [2214,2200,"สันนิบาตเจลียงอากาศ","ดู สันนิบาต ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตอันเกิดจากเสมหะ (๑ ส่วน) วาตะ (๒ ส่วน) ปิตตะ (๔ ส่วน) กระทำร่วมกันให้เกิดโทษเต็มกำลัง ผู้ป่วยจะมีอาการผิวเหลือง ฝ่ามือฝ่าเท้าเหลือง อุจจาระปัสสาวะเหลือง เวียนหัว ปวดแสบตา มองเห็นไม่ชัด เบื่ออาหาร เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมล-มังคลาราม [๔/๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... สันนิบาตเจลียงอากาศนั้นเป็นคำรบ ๓ เมื่อบังเกิดนั้น มีอาการกระทำให้ผิวเนื้อนั้นเหลืองดุจทาน้ำขมิ้น ฝ่ามือและฝ่าเท้าเหลืองดุจกัน มักให้เวียนศีรษะ ให้เจ็บแสบในจักษุ มักให้กระหายน้ำนัก มักให้เป็นดังจะหลับแล้วมิหลับเล่า ให้เจ็บในอก ให้ปัสสาวะนั้นเหลืองดุจน้ำกรักอันแก่ ดูอันใดก็นานเห็น บริโภคอาหารมิได้ไม่มีรสมิได้ซูบผอม โทษทั้งนี้เหตุว่าเสมหะส่วน ๑ วาโย ๒ ส่วน ดี ๔ ส่วนระคนกันเข้าจึงเป็นดังกล่าวมานี้ ...”."],
    [2215,2201,"สันนิบาตตีนตก",null,null,"น. ชื่อโรคอย่างหนึ่ง ในทางการนวดไทย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อัมพฤกษ์ ผู้ป่วยจะมีอาการกระดกปลายเท้าไม่ขึ้น นิ้วเท้าไม่มีแรง อาจมีอาการบวมที่ปลายเท้า เป็นต้น."],
    [2216,2202,"สันนิบาตลมปะกัง","ดู ลมปะกัง.",null,null],
    [2217,2203,"สันนิบาตสองคลอง",null,null,"น. อาการที่เกิดพร้อมกันของการอาเจียนกับท้องเสีย, สองคลองสันนิบาต ก็เรียก."],
    [2218,2204,"สันนิบาตหนังตาตก",null,null,"น. ชื่อโรคอย่างหนึ่ง ในทางการนวดไทยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไข้สูง ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ลืมตาไม่ขึ้น ตาบวม เป็นต้น."],
    [2219,2205,"สันนิบาตหน้าเพลิง",null,null,"น. ไข้ประเภทหนึ่ง เกิดกับสตรีหลังคลอดผู้ป่วยมีอาการไข้สูงมาก เพ้อคลั่ง ขบฟัน ตาเหลือก แลบลิ้น เท้าเย็นมือเย็น, ที่เรียก “หน้าเพลิง” เนื่องจากโบราณใช้เรียก ไข้ที่เกิดกับสตรีหลังคลอดในช่วงอยู่ไฟ."],
    [2220,2206,"สันนิปาตอชิณ, สันนิปาตะอชิณ",null,null,"น. อชิณธาตุโรคอติสารประเภทหนึ่ง เกิดจากเสมหะ ปิตตะ และวาตะร่วมกันกระทำให้เกิดโทษ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างแรงในเวลากลางคืน อุจจาระมีสีดำ แดง ขาว และเหลืองปนกัน นอกจากนี้ ยังมีอาการแน่นหน้าอก สะบัดร้อนสะท้านหนาว มีไข้ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๖] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยประเภทลงเป็นเพื่อสำแลง คือสันนิปาตอชิณนั้น เป็นคำรบ ๔ บังเกิดเพื่อบริโภคยาก็ดี บริโภคของกินก็ดี อันไปบ่มิได้ควรแก่ธาตุโรค นั้นมักกระทำให้ลงเมื่อเพลากลางคืน มีอาการให้แน่นหน้าอก แล้วให้หายใจสะอื้น ให้จับสะบัดร้อนสะท้านหนาว ให้เท้านั้นเย็นให้ตัวร้อน ให้ลงมิได้สะดวกให้สีอุจจาระดำ แดง ขาว เหลือง ระคนกันมีกลิ่นถ้าแก้มิถอยพ้น ๒๙ วันไปก็จะเข้ามุศกายธาตุ อันระคนด้วยกาลธาตุอติสารจะบังเกิด จัดเป็นจตุตถอติสารชวร อันเนื่องอยู่ในปัญจมชวรนั้นแพทย์ทั้งหลายพึงรู้ดังนี้ ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังอยู่ในสันนิปาตอชิณ ตามอาจารย์สำแดงไว้ในก่อนสืบกันมาดังนี้ …”."],
    [2221,2207,"สันนิปาติกาอาพาธา","ดู สันนิบาต.",null,null],
    [2222,2208,"สับดโกฏิ","ดู โกฐทั้ง ๗.",null,null],
    [2223,2209,"สะบันงา","ดู กระดังงา.",null,null],
    [2224,2210,"สาก",null,null,"ว. อาการที่ระคายเพราะมีลักษณะไม่ละเอียดอ่อนหรือไม่นุ่มนวล เช่น ใบข่อยจับแล้วสากมือ."],
    [2225,2211,"สากกะเบือละว้า","ดู ขมิ้นอ้อย.",null,null],
    [2226,2212,"สาครประเทศ","ดู ประเทศสมุฏฐาน ประกอบ.",null,"น. สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นดินปนกรวดทราย มีฝนตกน้อย ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากโลหิตและกำเดา."],
    [2227,2213,"สาคันทามอระเบญจา",null,null,"น. ฝีชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นบริเวณบังหึงด้านซ้าย."],
    [2228,2214,"สาทยโรค",null,null,"น. โรคที่รักษาได้."],
    [2229,2215,"สาธารณประเทศ","ดู ประเทศสมุฏฐาน ประกอบ.",null,"น. สถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นดินปนกรวดทราย เปือกตม ทั้งที่เป็นน้ำจืดและน้ำเค็ม ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มักเป็นที่เกิดของโรคอันเกิดจากเลือด ลม กำเดา ดี และเสมหะ."],
    [2230,2216,"สาธารณโลหิต",null,null,"น. โลหิตทั่วไป."],
    [2231,2217,"สานเคือ","ดู ข้าวสาร.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าRaphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae มีสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ยอดปรุงเป็นยารักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว รากแก้ไข้ แก้โลหิต …”.๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphistemma hooperianum (Blume) Decne. ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถา ผิวเกลี้ยง มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายเป็นหางยาว โคนเว้า ขอบเรียบ ก้านเล็กและเรียว ช่อดอกออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝัก รูปไข่แกมรูปขอบขนานยาว เมล็ดมีขนปุยสีขาว, ข้าวสารเครือ ข้าวสารดอกเล็ก เครือข้าวสาร เคือคิก เมื่อยสาน หรือ สานเคือ ก็เรียก."],
    [2232,2218,"ส่าน้ำ","ดู กัญชาเทศ.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leonurus sibiricus Lในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า siberian motherwort เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม มีขนละเอียดปกคลุมทั้งต้น สูงประมาณ ๑ เมตร มีข้อห่าง ๆ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเรียงสลับ โคนและปลายสอบแหลม ขอบหยักลึกเป็น ๓ แฉก ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกรอบข้อบริเวณซอกใบ สีชมพูเข้มหรือสีขาว กลีบดอกรูปปาก กลีบบนรูปลิ้นปลายโค้งขึ้น กลีบล่างแยกเป็น ๓ แฉก ปลายโค้งลง ผลรูปถ้วย, ใบและผลใช้ทำยา ในตำรับยาทากระหม่อมที่เข้ากัญชาเทศ ใช้แก้นอนไม่หลับ ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๕๑/๒๒๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาทากระหม่อมแก้นอนไม่หลับ ขนานนี้ท่านให้เอา หรดานทอง ๑ สลึง ดอกลำโพงกาสลัก ๒ สลึง กัญชาเทศ ๓ สลึง มูลโค ๒ สลึง ใบพิมเสน ๑ สลึง บดด้วยน้ำดอกไม้ทากระหม่อมแก้นอนมิหลับหายดีนัก ...”, ซ้าซา หรือ ส่าน้ำ ก็เรียก."],
    [2233,2219,"สามยาม","ดู ยาม ๓.",null,null],
    [2234,2220,"สามลทรรศน์, สามลทัศ","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [2235,2221,"สามสิบดี","ดู ฟ้าทะลายโจร.",null,null],
    [2236,2222,"สารทฤดู","ดูใน ฤดู ๖.","น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปี เป็น ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วัสสานฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ."],
    [2237,2223,"สารภี",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mammea siamensis (Miq.) T. Anderson. ในวงศ์ Calophyllaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ดอกปรุงเป็นยาหอม แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ชูกำลัง ...” จัดเป็นเครื่องยาสมุนไพรชนิดหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mammea siamensis (Miq.) T. Anderson. ในวงศ์ Calophyllaceae เป็นไม้ต้น ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ มียางสีขาวแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนเมื่อแข็งตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ดอกสีขาว กลิ่นหอม ก่อนโรยสีออกเหลือง ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกตามต้นและกิ่งแก่ มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ ผลรูปกระสวยถึงรูปไข่ เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีเหลืองถึงสีแสด มีเมล็ด ๑ เมล็ด มีเยื่อสีเหลืองถึงสีแสดหุ้ม, สร้อยพี ก็เรียก."],
    [2238,2224,"สารส้ม",null,null,"น. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง ในทางเคมีเป็นเกลือซัลเฟตของอะลูมิเนียม มี ๒ ชนิด คือ สารส้มโพแทช [aluminium potassium sulfate dodecahydrate] ซึ่งมีสูตรโมเลกุล AlK(SO4)2•12H2O กับสารส้มแอมโมเนียม [aluminium ammonium sulfate dodecahydrate] ซึ่งมีสูตรโมเลกุล AlNH4(SO4)2•12H2O ในทางการแพทย์แผนไทยนิยมใช้สารส้มโพแทชมากกว่าสารส้มแอมโมเนียม สารส้มโพแทชเป็นก้อนผลึกใสหรือสีขาวขุ่น แข็ง เปราะหักง่าย รูปร่างไม่แน่นอน ผิวนอกเรียบหรือขรุขระ กลิ่นอ่อน รสเปรี้ยวฝาด มีสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๔๐] ตอนหนึ่งว่า “... ควรใช้สารส้มที่สะอาด หรือสารส้มที่ได้สตุแล้วรับประทานภายใน เป็นยาขับปัสสาวะ แก้หนองใน แก้ปัสสาวะพิการ แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงรวมกับยาขับฟอกล้างระดู ใช้ผงสารส้มกับเกลือป่น สีฟันทำให้ฟันมั่นคงดีแก้ปวดฟัน ใช้แกว่งน้ำทำให้น้ำใส ตกตะกอนนอนก้นเร็ว ...”, หินส้ม ก็เรียก."],
    [2239,2225,"สาระพะกะระ","ดู ตานจร ประกอบ.",null,"น. ตานจรชนิดหนึ่ง เกิดจากพยาธิ ผู้ป่วยมีเม็ดขึ้นที่หูที่จมูก แล้วแตกออกเป็นเลือดปนหนอง เหม็นเน่า เป็นแล้ว หายแล้วกลับมาเป็นอีกเรื้อรังอยู่นาน หากมีอาการถ่ายเป็นหนองฝีแล้วจะทำให้ตายได้ โดยก่อนตายจะมีเลือดออกทางหู จมูก และทวารหนัก ทวารเบา ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๒/๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณตานจรจำพวกหนึ่งชื่อว่าสาระพะกะระ ให้ขนลุกทุกเส้น ให้เปนยอดขึ้นในหูในจมูกนั้น ก็ดี ยอดนั้นครั้นแตกออกก็เปนโลหิตไหลไป จึงให้บวมขึ้นแตกออก เปนบุพโพเหมนเน่านัก ย่อมเปนชั่วนาตาปีหายหายแล้วก็เปนไปเล่า ถ้าขึ้นจมูกแล้วร้ายนัก เพราะว่าขึ้นสมองแล้วตกลงไปในท้องทำให้ลงดังหนองฝีแลสมองเนื้อ กระทำให้ตัดอาหารเสีย เมื่อตายนั้นโลหิตออกทางหูจมูก แลทวารหนักเบา ถ้าอาการเปนดังนี้ ท่านตัดรักษาไม่รอดเลย ...”."],
    [2240,2226,"สำรอก",null,null,"๑. ก. อาเจียน, ขย้อนเอาสิ่งที่กลืนลงไปในกระเพาะอาหารแล้วออกมาทางปาก เช่น สำรอกอาหาร. ๒ น. อาการซึ่งเกิดในเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ ๑ ขวบ เด็กมีอาการขย้อนเอาสิ่งที่กินเข้าไปออกมาทางปาก ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามี ๔ อย่าง คือ สำรอกเป็นเสมหะ สำรอกเป็นสีเหลือง สำรอกเป็นสีเขียว และสำรอกเป็นเม็ดคล้ายเมล็ดมะเขือ นอกจากนี้ เด็กยังอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ท้องเดิน มีไข้ เป็นต้น คัมภีร์ประถมจินดา [๔๑/๔๓๖-๗] ว่าเด็กในช่วงอายุ ๑ ขวบจะสำรอก ๗ ครั้ง ดังความตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแลกุมารกุมารี ผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดาแล้ว แลกำเนิดอันเปนเหตุที่จะให้บังเกิดโรคต่าง ๆ นั้น คือ สำรอก ๗ ครั้ง เมื่อจะชันคอนั้นครั้ง ๑ เพราะเส้นเอ็นนั้นไหว ทรางจึงพลอยทำโทษเอาครั้ง ๑ เมื่อรู้นั่งกระดูกสันหลังคลาด ทรางจึงพลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อรู้คลานนั้น เพราะว่าตะโพกแลเข่านั้นเคลื่อน ทรางจึงพลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อดอกไม้ขึ้นทรางจึงพลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อรู้ย่างเพราะว่า กระดูกทั้ง ๓๐๐ ท่อนนั้นสะเทือนไหวแลเส้นเอ็นกระจายสิ้น ท่านว่าสำรอกกลาง ทรางก็พลอยทำโทษครั้ง ๑ เมื่อรู้ย่าง เพราะว่าไส้ พุงตับปอดนั้นคลอน ท่านว่าสำรอกใหญ่ให้ระวัง จงดีเถิดทรางก็พลอยทำโทษครั้ง ๑ ซึ่งว่ามาทั้งนี้เปนธรรมดาวิสัยมนุษย์ทุกๆ คน มิได้เว้นเลย …”."],
    [2241,2227,"สำรอก ๗ ประการ","ดู สำรอก ประกอบ.",null,"น. สำรอกที่เกิดได้ ๗ ครั้ง ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑ ขวบ ดังหนังสือสมุดไทยดำ หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๕๐ ชื่อคัมภีร์ทรางสำรอก ๗ ครั้ง ยามีอยู่ (หอสมุดแห่งชาติ) ความตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวกำเนิดทราง เดกทังหลายอันเป็นเหตทจะใหเกิดโรคตาง ๒ ครืสำรอก ๗ ครัง เมือชันฅอนันเพราะเส้นเอนมันไว ทรางก็พลอยเอา ครัง ๑ เมือรูนังกะดูกสันหลังคลาด ครัง ๑ ทรางเมือรูคลาน วาตะโพกแลหัวเขาเคล็อน ครัง ๑ เมือดอกไมคืน ครัง ๑ เมือรูยางนันอันกระดูก ๓๐๐ ทอนเสทิอนแล้ว ทังเสนเอน กระสายสินทารวาเปนขยอนสำรอกใญ ใหระมัดจงดี เมือจะรูพูดครัง ๑ เมือวิ่งใสพุงตับปอดคลอนทรางนันก็พลอยเอา ครัง ๑ อันนี้เปนทำมะดาสัตทุกตัวคนมิโดยเวนเล้ย เหตุนิทาร จงใหประกอบยารายเดือนไวใหกินเปนยาประจำทอง ทุกเดือนวังจะกันเสียสิ่งสำรอก แลตานทรางตามประเวนีดังกลาวมานีแล ...” อย่างไรก็ตาม ในหนังสือคู่มือการศึกษาวิชาเวชกรรม สมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณในประเทศไทย สำนักวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๒๒/๕๗] ว่าสำรอกมี ๗ ประการ แต่ไม่มีสำรอกที่เกิดเมื่อทารก “รู้พูด” แต่มีสำรอกอันเกิดเมื่อทารก “รู้คว่ำ” แทน ดังความตอนหนึ่งว่า “... ครั้งที่ ๑ เกิดเมื่อทารกรู้ชันคอ เพราะเส้นเอ็นนั้นเคลื่อนไหว, ครั้งที่ ๒ เกิดเมื่อทารกรู้คว่ำ เพราะกล้ามเนื้อขยายตัว, ครั้งที่ ๓ เกิดเมื่อทารกรู้นั่ง เพราะทำให้กระดูกสันหลังเกร็งตัว, ครั้งที่ ๔ เกิดเมื่อทารกรู้คลาน เพราะสะโพกและข้อเข่าเคลื่อนไหว, ครั้งที่ ๕ เกิดเมื่อทารกเริ่มมีฟัน เพราะอาจเกิดการอักเสบขึ้นได้, ครั้งที่ ๖ เกิดเมื่อทารกเริ่มยืน เพราะอวัยวะภายในสั่นคลอน และครั้งที่ ๗ เกิดเมื่อทารกเริ่มเดิน เพราะกระดูกเคลื่อนไหวเส้นเอ็นกระจาย ...”."],
    [2242,2228,"สำรอกกลาง","ดู สำรอก ประกอบ.",null,"น. สำรอกที่เกิดในเด็กเมื่อเริ่มยืนและหัดเดิน ในช่วงนี้กล้ามเนื้อของเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจกระทบกระเทือนกระดูกและเส้นเอ็นในร่างกาย."],
    [2243,2229,"สำรอกทับซาง","ดู ทับสองโทษ.",null,null],
    [2244,2230,"สำรอกปลิง",null,null,"ก. ทำให้ปลิงขย้อนเอาเลือดที่ดูดเก็บไว้ออกมา โบราณทำได้โดยการนำปลิงไปแช่เหล้า หรือปล่อยมดแดงให้กัดปลายด้านใดด้านหนึ่งของตัวปลิง จะทำให้ปลิงคายเลือดออกมาทางปลายอีกด้านหนึ่ง."],
    [2245,2231,"สำรอกใหญ่","ดู สำรอก ประกอบ.",null,"น. สำรอกที่เกิดในเด็กเมื่อเริ่มเดิน เนื่องจากอวัยวะภายใน (เช่น ลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ ปอด) ของเด็กจะสะเทือน."],
    [2246,2232,"สิงไค","ดู ตะไคร้.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าและกาบใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๓๑] ตอนหนึ่งว่า “... ตะไคร้มีกลิ่นหอม รสปร่าแก้คาวและแก้เบื่ออาหาร, บำรุงไฟธาตุให้เจริญ, แก้โรคทางปัสสาวะ (แก้กษัย) ขับลมในลำไส้, ทำให้เจริญอาหาร ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ในวงศ์ Poaceae มีชื่อสามัญว่า lemon grass, lapine เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นขึ้นเป็นกอ แตกใบหนาแน่นที่โคน ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ใบรูปแถบ ปลายเรียวแหลม ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง แตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกย่อยแบน ออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้าน และอีกช่อหนึ่งมีก้าน ดอกบนเป็นดอกเพศผู้ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าพบดอก, ไคร จะไคร ตะไคร้แกง หรือ สิงไค ก็เรียก."],
    [2247,2233,"สิงฆานิกา",null,null,"น. น้ำมูก เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [2248,2234,"สิตมัควาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกามวาตะและกองลมวิหค ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการมือเท้าเย็น แล้วทำให้มือเท้าตายยกไม่ขึ้น หากรักษาไม่หายจะทำให้มีอาการลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด และอายุสั้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะแห่งลม อันชื่อว่าสิตมัควาโย เป็นคำรบ ๑๐ นั้น เกิดแต่กามวาตและกองลมวิหค กระทำให้มือเท้าเย็นก่อนแล้วกระทำให้มือเท้าตายยกขึ้นมิได้ ลมกองนี้ครั้นแก่เข้าแก้มิถอย จึงตกไปในระหว่างอัมพาต กระทำให้ลิ้นกระด้าง เจรจามิชัด มักให้เตโชเป็นติกธาตุ แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ ถ้าบังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ใดแล้ว บุคคลผู้นั้นอายุมิยืนเลย ...”."],
    [2249,2235,"สิทธิการิยะ",null,null,"น. ขอให้งานทุกอย่างสำเร็จลุล่วง มักใช้เป็นคำขึ้นต้น ในคัมภีร์การแพทย์แผนไทยหรือตำรายาแพทย์โบราณ ใช้เป็นคำอธิษฐานขอให้การกระทำทั้งปวงสำเร็จลุล่วงทุกประการ."],
    [2250,2236,"สิว",null,null,"น. ตุ่มเม็ดเล็ก ๆ ที่มีหนองเป็นไตสีขาว ๆ อยู่ข้างใน มักขึ้นตามหน้า."],
    [2251,2237,"สิวหัวช้าง",null,null,"น. สิวที่เป็นตุ่มใหญ่มีสีแดง เพราะอักเสบค่อนข้างรุนแรงจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีหนองและปวด มักขึ้นบริเวณแก้มและจมูก."],
    [2252,2238,"สีเตาะ, สีฟัน, สีฟันคนทา","ดู คนทา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHarrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… รากคนทามีรสขมเฝื่อน แก้ไข้เส้น ไข้เหนือและไข้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้รากปรุงเป็นยารับประทานแก้ไข้ทุกชนิด และขับพิษไข้หัวให้ออกผื่นได้รวดเร็ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ตามกิ่งมีหนามแหลมโค้ง ยอดอ่อนมักมีขน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ช่อดอกแบบช่อกระจุกและช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๔-๕ ดอก หรือทวีคูณของ ๔ หรือ ๕ ดอก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลีบดอกรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปเกือบกลม แบน ผนังผลชั้นนอก คล้ายแผ่นหนัง ชั้นในแข็ง เมล็ดขนาดเล็ก เปลือกนอกบาง, กะลันทา โกทา สีฟัน สีฟันคนทา สีเตาะ หนามกะแท่ง หรือ หนามจี้ ก็เรียก."],
    [2253,2239,"สีนายวน, สียายอน","ดู จุนสี.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปแผ่นหรือรูปแท่งของเกลือทองแดงที่เกิดในธรรมชาติในทางเคมีเป็น copper sulphate pentahydrate (CuSO4• 5H2O) มีชื่อสามัญว่า chalcanthite, bluestone, blue vitriol, verdigris มีสีเขียว (ปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า) ใส หน้าตัดเป็นเงาวาว ความแข็ง ๒.๕ ความถ่วงจำเพาะ ๒.๑-๒.๓ เนื้อเปราะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเปรี้ยวฝาดเย็น ใช้ภายนอกช่วยกัดล้างเม็ดฝี กัดหัวหูด และคุดทะราด ผสมกับขี้ผึ้งปิดแผล สำหรับกัดฝ้า กัดหนอง, กำมะถันเขียว ชินสี สีนายวน สียายอน หรือ หินเขียว ก็เรียก, เขียนว่า จุณสี ก็มี."],
    [2254,2240,"สีเสียด",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่ได้จากการต้มเคี่ยวเปลือกและเนื้อไม้ของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acacia catechu (L. f.) Willd. ในวงศ์ Fabaceae มีลักษณะเป็นก้อนสีดำ รอยหักเป็นมันวาว แข็งแต่เปราะ มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด [๕๑/๔๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... สีเสียดไทยมีรสฝาดกินแก้ลงให้ปิดธาตุแล …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้เปลือกต้นหรือก้อนสีเสียดปรุงเป็นยาสมานและคุมธาตุ, แก้ท้องร่วง, แก้บิด, แก้ลงแดง, แก้อติสาร ภายนอกใช้เป็นยารักษาบาดแผล, ล้างแผลถูกไฟ และโรคผิวหนัง บางชนบทใช้เมล็ดในฝักป่นทารักษาโรคหิด …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acacia catechu (L. f.) Willd. ในวงศ์ Fabaceae มีชื่อสามัญว่า catechu tree, cutch tree เป็นไม้ต้นขนาดกลาง กิ่งก้านมีหนามขนาดเล็กเป็นคู่ เปลือกต้นค่อนข้างขรุขระ สีเทาเข้ม ลอกออกเป็นแผ่น เปลือกในสีแดง ใบเป็นประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนเบี้ยว ปลายมน มีขนประปราย ช่อดอกเป็นช่อกระจะแน่น รูปทรงกระบอก ดอกเมื่อบานสีนวล แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบนยาว สีน้ำตาล เมื่อแก่เต็มที่จะแตกอ้าออก มีเมล็ด ๓-๗ เมล็ด, สีเสียดก้อน สีเสียดไทย สีเสียดลาว หรือ สีเสียดเหนือ ก็เรียก."],
    [2255,2241,"สีเสียดก้อน, สีเสียดไทย, สีเสียดลาว, สีเสียดเหนือ","ดู สีเสียด.",null,null],
    [2256,2242,"สุกระโรค","ดู กาลสุกระโรค.",null,null],
    [2257,2243,"สุขุมวาตะ, สุขุมวาตา","ดู ลมกองละเอียด.",null,null],
    [2258,2244,"สุติชาติ",null,null,"น. ชื่อปลิงประเภทหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่ามีลักษณะท้องสีแดง ริมครีบสีดำ ดังตำราปล่อยปลิง [๔๔/๑๕] ตอนหนึ่งว่า “...จำพวกหนึ่งชื่อว่าสุติชาติ ท้องแดง ริมครีบดำ ให้กินแต่หัวเข่าลงไปถึงตีน พยาธิหาย ๑๐๐๐ หนึ่งแล ...”."],
    [2259,2245,"สุทวาต","ดู ฝีสุนทรวาต.",null,null],
    [2260,2246,"สุนทรวาตอติสาร",null,null,"น. ปัจจุบันกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลมอโธคมาวาตอ่อนและลมอุธังคมาวาตกำเริบ เมื่อเป็นเด็กอายุได้ ๓ เดือน ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดมวนในท้อง ท้องอืดเฟ้อ เป็นต้น ถ้ารักษาไม่หายจะพัฒนาเป็นโรคมานชนิดต่าง ๆ ทั้ง ๕ ชนิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๗๐-๑๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะสุนทรวาตอติสาร อันเป็นปัจจุบันกรรม นั้นเป็นคำรบ ๒ เกิดแต่กองอุทธังคมาวาตพัดอยู่ในกระหม่อม เมื่ออยู่ในครรภ์มารดากระหม่อมปิด ครั้นออกจากครรภ์มารดาแล้วกระหม่อมเปิด ครั้นได้ ๓ เดือนกระหม่อมยังมิปิด จึงบังเกิดโทษ คือลมอโธคมาวาตอ่อน อุทธังคมาวาต กำเริบพัดลงมาจะทำให้ไส้พองท้องใหญ่ คือให้ลงก่อนแล้วเป็นมูกเลือด ปวดมวน กินยาปิดให้จุกขึ้นมา กินยาเปิดให้ลงไป โรคดังนี้มักแปรเป็นมาน ๕ ประการ ...”."],
    [2261,2247,"สุพรรณถัน","ดู กำมะถัน.",null,null],
    [2262,2248,"สุพรรณถันแดง","ดู กำมะถันแดง.",null,null],
    [2263,2249,"สุม",null,null,"ก. ๑. วางทับซ้อน ๆ กันลงไปจนสูงเป็นกอง มักใช้กับคำว่า กระหม่อม เป็น สุมกระหม่อม ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๑๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... ในคิมหันตะระดูเอาใบเสนียด ๑ งาเมด ๑ เทียนดำ ๑ ดินประสิวฃาว ๑ บดสุมกระหม่อมให้สมองยุบเร็วหายปลดโลหิตตกทางจมูกแลไรฟัน แลอาเจียนโลหิตหายแล ได้ทำแล้วอย่าสนเทห์เลย ...”. ๒. นำตัวยามาผสมรวมกันใส่ในหม้อดิน เผาให้เป็นถ่าน ยกลงจากเตา ทิ้งไว้จนเย็น (โดยไม่เปิดฝาหม้อ หากเปิดฝาหม้อตัวยาภายในจะเป็นเถ้า) มักใช้ร่วมกับคำว่า ยา เป็น สุมยา."],
    [2264,2250,"สุมนาวาต, สุมนาวาตะ",null,null,"น. ๑. ดูใน สมุฏฐานวาตะ. ๒. น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองลมอัมพฤกษ์ และมักเกิดในระหว่างตรีโทษ ผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งห้า (การได้ยิน การมองเห็นการได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส) โรคนี้รักษายาก แต่อาจบรรเทาอาการให้รุนแรงน้อยลงได้ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวด้วยลักษณะกำเนิดแห่งลมหนึ่ง อันชื่อว่าสุมนานั้นเป็นคำรบ ๔ ถ้าบังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ใด กระทำให้อัดอั้นไปทั้งกาย มิได้รู้สึกตน และลมกองนี้เกิดแต่กองอัมพฤกษ์ มักเกิดขึ้นในระหว่างตรีโทษ กระทำให้โสตประสาทมิได้ยินศัพท์สำเนียงอันใด ให้จักษุประสาทมิได้เห็นสิ่งอันใดชัด ให้ฆานประสาทมิได้เหม็นและหอมสิ่งอันใด ให้กายประสาทมิได้รู้สึกสัมผัสอันใด ให้ชิวหาประสาทมิได้รู้จักว่ารสอันใดหวาน เปรี้ยว จืด เค็ม เผ็ด ร้อนนั้น เป็นต้น และอาการอันเศษ นอกจากนี้แจ้งอยู่ในคัมภีร์ตติยพิณสันนิบาตและคัมภีร์ประเมหะโทษโน้นเสร็จแล้ว ในที่นี้กล่าวไว้พอเป็นที่สังเกตแห่งแพทย์แต่ลักษณะอันเป็นแก่นสาร ให้บุคคลทั้งหลายพึงรู้ว่า ลมสุมนานี้เกิดในระหว่างตรีโทษถึงมรณันตกชวนะเป็นที่สุดแห่งโรคยามิได้เลย ถ้าจะแก้ให้แก้แต่พอได้ความสุข ให้เวทนานั้นน้อยลง ...” คำนี้แพทย์แผนไทยนิยมอ่านว่า สุมมะนาวาตะ, ลมสุมนา ก็เรียก."],
    [2265,2251,"สุริยจันทน",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง เป็นยาตำราหลวง ใช้แก้พิษกำเดา พิษกาฬ เช่น ไข้เหนือ ไข้รากสาด ไข้สันนิบาต มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๔๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อสุริยจันทน สำหรับแก้พิศม์กำเดาพิศม์กาลทำพิศม์ต่าง ๆ สมมุติว่าเปนไข้เหนือ ไข้ลากสาด สันนิบาตก็ดี ท่านให้เอาจันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ เถามวกทั้ง ๒ คุคะ ๑ มหาสะดำ ๑ รากปลาไหลเผือก ๑ รากหญ้านาง ๑ รากฝักเข้า ๑ รากตำลึง ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากภุมเรียงทั้ง ๒ คงคาเดือด ๑ เหมือดคน ๑ รากพุงดอ ๑ รากโมง ๑ รากกะทุงสุนักข์บ้า ๑ เกสรบัวหลวง ๑ เขากวาง ๑ งาช้าง ๑ เขากุย ๑ นอแรด ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวจรเข้ ๑ กรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ เอาเสมอภาค บดปั้นแท่งไว้แก้ไข้พิศม์สาระพัดพิศม์หายแล …”."],
    [2266,2252,"สุวรรณเศียร","ดู ฝีสุวรรณเศียร.",null,null],
    [2267,2253,"สุวิชิกาโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นตามขอบทวารหนัก ลักษณะเป็นเม็ดขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ผู้ป่วยมีอาการปวดแสบ คัน บางทีมีหนองและเลือดออกทางทวารหนัก ปวดมวน และตึงทวารหนัก ดังหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๘๔๕ (หอสมุดแห่งชาติ) ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยลักษณหฤศโรคอันชื่อว่าสุวิชิกา กล่าวคือฤศดวงอันเกิดตามขอบทวารหนักนั้นเปนคำรบ ๑๕ มีสรรถานดังเมลดเข้าโพช มีลักษณอาการกะทำให้ปวด ให้แสบ ให้คัน เปนกำลัง บางทีให้เปนบุปโพโลหิตตกทางทวารหนัก ให้ปวดให้ตึงทวารยิ่งนัก ...”."],
    [2268,2254,"สูญทกลา",null,null,"น. ลมประจำเส้นปิงคลา, สูรย์กาลา ก็เรียก."],
    [2269,2255,"สูญพระเมรุ์, สูนย์พระเมรุ",null,null,"น. สะดือ ดังตำราโรคนิทาน คำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๗๘] ตอนหนึ่งว่า “... เส้นสิบท่านพรรณา ในครรภาเปนนิไสย ล้อมสูญพระเมรุ์ไว้ สถิตย์ลึกสักสองนิ้ว ล้อมเปนจักร์ทราสูนย์ ดูไพบูลย์ไม่แพลงพลิ้ว ดุจสายบรรทัดทิว เปนแนวแถวทอดเรียงกัน ...”."],
    [2270,2256,"สูตร",null,null,"น. ส่วนประกอบที่กำหนดขึ้นในการปรุงยา อาหาร เครื่องดื่ม เป็นต้น. (ส.; ป. สุตฺต)."],
    [2271,2257,"สูรย์กาลา","ดู สูญทกลา.",null,null],
    [2272,2258,"เสโท",null,null,"น. เหงื่อ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [2273,2259,"เส้น",null,null,"น. สิ่งที่มีลักษณะเป็นแนว ไม่กำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับต้องได้ เช่น เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาท ในแนวเหล่านี้อาจเป็นทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุไฟ หรือธาตุลม คัมภีร์แผนนวดในตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ ว่ามี ๗๒,๐๐๐ เส้น ดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... แล้วจึ่งมีเอนเกี่ยว กระหวัดอยู่ในนาภีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เส้น ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... เส้นเอ็นย่อมเปนรู ลมเลือดชูให้ฟูฟอน กำเริบมักรุมร้อน ให้ศุขทุกๆ ราตรี เมื่อสบายเลือดลมเสมอ จึงราเรอกระเษมสี ยังหะทัยให้เปรมปรี เพราะเส้นเอ็นไม่ก่อการ ...” แต่ในคัมภีร์โรคนิทานตามตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงรัชกาลที่ ๕ ว่ามี ๒,๗๐๐ เส้น ดังที่กล่าวไว้ [๒/๓๔๘] ตอนหนึ่งว่า “... ส่วนว่าเส้นประธาน ๑๐ เส้น มีบริวาร ๒๗๐๐ เส้นนั้น ก็หวาดไหวไปสิ้นทั้งนั้นที่กล้าก็กล้าที่แขงก็แขงที่ตั้งดานก็ตั้งดานที่ขอดก็ขอดเข้าเปนก้อนเปนเถาไป เปนเหตุแต่จะให้โทษนักถ้าพร้อมกันทั้ง ๒๗๐๐ เส้นแล้วก็ตายแล ถ้าเปนแต่ ๒ ๓ ๔ เส้นยังแก้ได้แล ...”, เอ็น หรือ เส้นเอ็น ก็เรียก."],
    [2274,2260,"เส้นกังขุง","ดู เส้นสุขุมัง.",null,null],
    [2275,2261,"เส้นกาลทวารี, เส้นกาลทารี, เส้นกาลธารี",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแล้วแยกออกเป็น ๔ เส้น ๒ เส้นบนแล่นขึ้นไปตามชายโครงทั้ง ๒ ข้าง แล้วไปสะบักใน กำด้น และศีรษะ แล้ววกกลับมาต้นแขนลงมาตามแนวหลังแขนทั้งสอง และแยกออกไปตามนิ้วมือทั้ง ๒ ข้าง ส่วน ๒ เส้นล่างแล่นลงไปตามหน้าแข้ง จนถึงข้อเท้า แล้วแตกออกไปตามนิ้วเท้าทั้ง ๒ ข้าง ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อว่า กาลทารีนั้น แล่นออกมาแต่นาภี แล้วแตกออกเปน ๔ เส้น สองเส้นนั้นแล่นขึ้นไป โดยทั้งสองแล้วไปเอาลำแขนทั้ง ๒ ตลอดลงไปถึงนิ้วมือทั้ง ๑๐ นั้นแล เส้นนั้นเล่าแล่นลงไปต้นฃาทั้ง ๒ ลงไปตามลำแค่งทั้ง ๒ ตลอดลงไปถึงนิ้วเท้าทั้ง ๑๐ นั้นแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใสเส้นเอ็นชื่อทารี อาจารย์ท่านพรรณนา แล่นออกมาแต่นาพี กลับแตกแยกเปนสี่ สองเส้นนี้ผ่านขึ้นไป ตามโครงสุดข้างละเส้น ร้อยขึ้นเปนสบักใน ทั้งซ้ายขวาตามนิสัย แล่นขึ้นไปกำด้นครัน ตลอดเศียรเวียนกระหลบ แล่นทวนทบจรจัล โดยหลังแขนทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ข้อมือ แตกแยกเปนห้าแถว ตามแนวนิ้ว ให้ยึดถือสองข้างทุกนิ้วมือ ให้ยึดถือทำต่างๆ สองเส้นเบื้องใต้นั้น แล่นผกผันลงเบื้องล่าง ตามหน้าขาสองข้าง วางลงไปหน้าแข้งพลัน หยุดพอเพียงข้อท้าว แตกออกเหล่าละห้าอันเอ็นหนึ่งทั้งห้านั้น ทั้งสองข้างดังกล่าวมา ...”, เส้นฆานทารี หรือ เส้นทารี ก็เรียก."],
    [2276,2262,"เส้นกุขุง","ดู เส้นสุขุมัง.",null,null],
    [2277,2263,"เส้นคิช, เส้นคิชฌะ","ดู เส้นสิขินี.",null,null],
    [2278,2264,"เส้นฆานทารี","ดู เส้นกาลทวารี, เส้นกาลทารี, เส้นกาลธารี.",null,null],
    [2279,2265,"เส้นจันทภูสัง, เส้นจันทะภูสัง",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แล่นขึ้นไปราวนมข้างซ้าย ผ่านไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูข้างซ้าย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “... ๑๒. จันทะภูสัง รากโสตซ้าย ...” คัมภีร์แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งว่าลาวุสังนั้นแล่นออกมาแต่นาภี ขึ้นไปราวนมซ้าย แล่นไปข้างซ้ายแล้วไปหูซ้าย ออกเปนรากหูซ้ายนั้นแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งเส้นชื่ออุรังภูสำพวังนั้นก็ว่า สัมปะสาโสนามปรา กฎชื่อว่าเปนสามอย่าง เส้นนี้แล่นออกมา แต่นาภีวิถีทาง ขึ้นไปไม่ขัดขวางตามราวนมเบื้องซ้าย หมายไปเนาเอาข้างซ้าย หมายหูซ้ายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนี้มา …”, เส้นภูสำพวัง เส้นลาวุสัง เส้นสัมปะสาโส หรือ เส้นอุรัง ก็เรียก."],
    [2280,2266,"เส้นทวารี, เส้นทะวารี",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแล่นลงไปต้นขาขวา แข้งขวาด้านในผ่านฝ่าเท้า โคนนิ้วเท้าขวาทั้ง ๕ นิ้ว แล้วกลับย้อนขึ้นมาตามหน้าแข้งขวา ขึ้นไปนมข้างขวา ไปใต้คาง ลอดขากรรไกรข้างขวาแล้วไปสิ้นสุดที่ตาข้างขวา ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อว่าทวารีนั้น แล่นออกมาจากนาภีแล้ว ตลอดลงไปเอาเท้าขวาแล้วกลับขึ้น มาตามแค่งผ่านขึ้นไปตามนมขวาแล่นเข้าไปใต้คางขวาแล้วแตกออกเปนรากจักขุขวาแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งเส้นทะวาคะตา บางตำรากล่าวพิปลาย ทะวารีกำหนดหมาย บางธิบายทะวาระจันทร์ เส้นนี้มีนามสาม ตามผู้แพทย์เคยสำคัญ วิถีดำเนินนั้น เส้นเดียวกันอย่ากังขา แล่นออกแต่นาภี ข้างขวานี้แล่นลงมา ตามแนวแห่งขาขวา สู่หน้าแข้งจนฝ่าท้าว ตลอดนิ้วทั้งห้านิ้ว พริ้วกลับขึ้นตามแข้งเข่า หน้าขาขึ้นไปเอา ชายโครงสุดจนเต้านม ขึ้นคางแล่นตลอดเช้า เอาลูกตาโดยนิยม เปนรากจักษุสม ให้กรอกกลับหลับลืมแล เปนเส้นจักษุขวา ...”, เส้นทะวาคะตา เส้นทะวาระ-จันทร์ หรือ เส้นรากตาขวา ก็เรียก."],
    [2281,2267,"เส้นทะวาคะตา, เส้นทะวาระจันทร์","ดู เส้นทวารี, เส้นทะวารี.",null,null],
    [2282,2268,"เส้นทารี","ดู เส้นกาลทารี, เส้นกาลธารี.",null,null],
    [2283,2269,"เส้นนันทกระหวัด","ดู เส้นสุขุมัง.",null,null],
    [2284,2270,"เส้นบาทาทึก, เส้นบาทาธึก","ดู บาทาทึก, บาทาทึบ, บาทาธึก.",null,null],
    [2285,2271,"เส้นประธานสิบ",null,null,"น. แนวหลักในการขับเคลื่อนธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย ๑๐ แนว ทุกแนวมีจุดเริ่มต้นบริเวณรอบ ๆ สะดือ แล้วแยกกันไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไปสิ้นสุดที่อวัยวะต่าง ๆ ประกอบด้วย เส้นอิทา เส้นปิงคลา เส้นสุมนา เส้นกาลทารี เส้นสหัศรังสี เส้นทวารี เส้นจันทะภูสัง เส้นรุชำ (สุตัง) เส้นสุขุมัง และเส้นสิขินี ในหลักวิชานวดไทยจัดว่าเส้นประธานสิบมีความสำคัญมากกว่าเส้นอื่น ๆ ในร่างกาย ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... แลมีเอน ๑๐ เส้นเปนประธานแก่เอนทั้งหลายแล ...”, เส้นสิบ หรือ เอ็น ๑๐ ประการ ก็เรียก."],
    [2286,2272,"เส้นปัตฆาตขวา","ดูใน ปัตฆาต.",null,null],
    [2287,2273,"เส้นปัตฆาตซ้าย","ดูใน ปัตฆาต.",null,null],
    [2288,2274,"เส้นปัตฆาตนอก","ดูใน ปัตฆาต.",null,null],
    [2289,2275,"เส้นปัตฆาตใน","ดูใน ปัตฆาต.",null,null],
    [2290,2276,"เส้นปิงคลา, เส้นปิงคะลา",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แล่นลงไปบริเวณหัวหน่าวแล้วแล่นไปตามต้นขาข้างขวา แล้วเลี้ยวขึ้นไปแนบแนวกระดูกสันหลังด้านขวา แล่นขึ้นไปบนศีรษะแล้วกลับลงมาสิ้นสุดที่จมูกด้านขวา มีลมประจำเส้นชื่อ สูรย์กาลา, สูญทกลา และศุญทะกาลา ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อว่าปิงคลานั้น แล่นออกมาแต่นาภีแล้วลงไปเอาต้นขาเบื้องขวา แล้วเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แล้วแล่นขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแล้วลงมาเอานาสิกขวา อยู่ประจำลมอันชื่อว่าสูญทกลาเบื้องขวานั้นแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งว่า “... เส้นปิงคะลาเบื้องขวาไป ปิงคะลาทีฆายาว กล่าวดังเส้นอิทาไซ้ จากครรภาขวาไป แล่นลงในหัวเหน่าขา เลี้ยวลอดตลอดหลัง สุดศรีสังลงนาศา ประจำลมสูรย์กาลา ซีกข้างขวา เปนสำคัญ …”."],
    [2291,2277,"เส้นพื้นฐาน",null,null,"น. แนวเส้นที่ใช้ในการกดนวด เพื่อบำบัดโรค ฟื้นฟูสุขภาพ หรือส่งเสริมสุขภาพ."],
    [2292,2278,"เส้นภูสำพวัง","ดู เส้นจันทภูสัง, เส้นจันทะภูสัง.",null,null],
    [2293,2279,"เส้นมุตฆาตขวา",null,null,"น. เส้นที่มีทางเดินจากท้องน้อย บริเวณอุ้งเชิงกรานด้านขวาแล่นไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่า ใช้นวดแก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย."],
    [2294,2280,"เส้นมุตฆาตซ้าย",null,null,"น. เส้นที่มีทางเดินจากท้องน้อย บริเวณอุ้งเชิงกรานด้านซ้าย แล่นไปที่ทวารหนัก ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามว่า ใช้นวดแก้ปัสสาวะบ่อย."],
    [2295,2281,"เส้นรัตคีนี","ดู เส้นสิขินี.",null,null],
    [2296,2282,"เส้นรากจักษุ","ดู เส้นสหัศรังสี, เส้นสหัสรังษี, เส้นสหัสสรังษี.",null,null],
    [2297,2283,"เส้นรากตาขวา","ดู เส้นทวารี, เส้นทะวารี.",null,null],
    [2298,2284,"เส้นรากตาซ้าย","ดู เส้นสหัศรังสี, เส้นสหัสรังษี, เส้นสหัสสรังษี.",null,null],
    [2299,2285,"เส้นรุชำ, เส้นรุทัง",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแล่นขึ้นไปราวนมข้างขวาผ่านไปที่คอ คางและไปสิ้นสุดที่หูข้างขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “... ๕. รุชำ รากโสตขวา ...” และคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนี่งชื่อว่าอุลังกนั้นออกมาแต่นาภีข้างขวาขึ้นไปราวนมขวา แล่นเข้าไปใต้คางแล้วออกเปนรากหูขวาแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งโสตเส้นชื่อ สุขุมอุสะมานามกรแท้ ออกจากนาภีแผ่ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคางวางไปเอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา ...”, เส้นสุขุม-อุสะมา เส้นสุตัง หรือ เส้นอุลลังกะ ก็เรียก."],
    [2300,2286,"เส้นลาวุสัง","ดู เส้นจันทภูสัง, เส้นจันทะภูสัง.",null,null],
    [2301,2287,"เส้นสหัศรังสี, เส้นสหัสรังษี, เส้นสหัสสรังษี",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแล่นลงไปต้นขาซ้าย แข้งซ้ายด้านในผ่านฝ่าเท้า โคนนิ้วเท้าซ้ายทั้ง ๕ นิ้ว แล้วกลับย้อนขึ้นมาตามหน้าแข้งซ้ายขึ้นไปหัวนมซ้าย ไปใต้คาง ลอดขากรรไกรข้างซ้าย แล้วไปสิ้นสุดที่ตาข้างซ้าย ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อสหัศรังสีนั้น แล่นออกมาแต่นาภีนั้นแล้ว ก็แล่นลงไปตามต้นฃาไปตลอดเท้าทั้ง ๒ ข้าง ซ้ายแล้วก็กลับย้อนขึ้นมาตามแค่งซ้าย แล้วขึ้นไปเอาหัวนมซ้ายแล้วแล่นเข้าไปใต้คาง แล้วขึ้นไปแตกออกเปนรากจักษุเบื้องซ้ายแล …” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งหัสรังษี เอ็น อันเส้นนี้ท่านพิปราย ในอุทรข้างซ้ายหมาย แล่นลงไป โดยต้นขา ตลอดลงฝ่าเท้าเล่า แล่นผ่านเอานิ้วบาทาต้นนิ้วสิ้นทั้งห้า ย้อนขึ้นมาข้างซ้ายพลัน ตลอดทอดเต้านมซ้ายแล่นผันผายฃ้างคอนั้น ลอดขากันไกลพลัน สุดเส้นนั้นเปนรากตา บังคับให้กลับกรอก หลับลืมออกเปนธรรมดา ประจำตาข้างซ้ายหนา ...”, เส้นรากจักษุ เส้นรากตาซ้าย หรือ เส้นหัสรังสี ก็เรียก."],
    [2302,2288,"เส้นสังคินี","ดู เส้นสิขินี.",null,null],
    [2303,2289,"เส้นสันฑฆาตขวา","ดูใน สันฑฆาต, สันทฆาต, สันทะฆาฏ.",null,null],
    [2304,2290,"เส้นสันฑฆาตซ้าย","ดูใน สันฑฆาต, สันทฆาต, สันทะฆาฏ.",null,null],
    [2305,2291,"เส้นสัมปะสาโส","ดู เส้นจันทภูสัง, เส้นจันทะภูสัง.",null,null],
    [2306,2292,"เส้นสิกขิณี, เส้นสิกขินี","ดู เส้นสิขินี.",null,null],
    [2307,2293,"เส้นสิขินี",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากใต้สะดือ แล่นลงไปที่หัวหน่าว ทวารเบา และสิ้นสุดที่อวัยวะเพศ ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “... ๖. สิขินี ทวารเบา ...” คัมภีร์แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อว่าคิชนั้น ออกแต่นาภีแล่นไป เอาหัวเหน่าลงไปลำลึงนั้นแล ...” และ “... เอนชื่อสิกขินี แล่นแต่นาภีออกไปเบื้ององคชาตแล …” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๖] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งเส้นอันชื่อว่า รัตคีนีหนานาม-พิปราย สังคินีก็บรรยาย เส้นเดียวหมายมีสองนาม เส้นนี้แล่นออกมา แต่นาภีใต้สูญงาม ตลอดตรง ไม่เข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก ...”, เส้นนี้ในผู้หญิงเรียก เส้นสิขินี ในผู้ชายเรียก เส้นคิช, เส้นคิชฌะ เส้นรัตคีนี เส้นสังคินี เส้นสิกขิณี หรือ เส้นสิกขินี ก็เรียก."],
    [2308,2294,"เส้นสิบ","ดู เส้นประธานสิบ.",null,null],
    [2309,2295,"เส้นสุขุมอุสะมา","ดู เส้นรุชำ, เส้นรุทัง.",null,null],
    [2310,2296,"เส้นสุขุมัง",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดิน เริ่มจากบริเวณสะดือ แล่นไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งว่า “... ๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก ...” คัมภีร์แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้น ออกมาแต่นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล …” และตำรา โรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งเส้นกังขุงนั้นแล่นจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะ พนักงาน …”, เส้นกังขุง เส้นกุขุง หรือ เส้นนันทกระหวัด ก็เรียก."],
    [2311,2297,"เส้นสุตัง","ดู เส้นรุชำ, เส้นรุทัง.",null,null],
    [2312,2298,"เส้นสุมนา",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แล้วแล่นตรงขึ้นไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อว่าสุมนานั้นแล่นมาแต่นาภีแล้ว ก็เข้าไปในพายในอกตามลำฅอขึ้นไปเปนลิ้นแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งว่า “... นำต่อเนื่องสุมะนาพลัน ที่อยู่สุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แล่นเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจ อุระนี้ แนบคอหอยวิถี ตลอดลิ้นสิ้นทุกเส้น …”, เส้นสุมะนา หรือ เส้นสุสุมนา ก็เรียก."],
    [2313,2299,"เส้นสุมะนา , เส้นสุสุมนา","ดู เส้นสุมนา.",null,null],
    [2314,2300,"เส้นหัสรังสี","ดู เส้นสหัศรังสี, เส้นสหัสรังษี, เส้นสหัสสรังษี.",null,null],
    [2315,2301,"เส้นอัศฎากาศ, เส้นอัษฎากาศ",null,null,"น. เส้นในร่างกายที่ทำงานสัมพันธ์กับเส้นสุมนา มีทางเดินอยู่ระหว่างขั้วหัวใจ ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนไปที่ศีรษะ เรียก เส้นอัษฎากาศบน กับส่วนล่างไปที่แขนทั้ง ๒ ข้าง เรียก เส้นอัษฎากาศล่าง."],
    [2316,2302,"เส้นอัษฎากาศบน","ดูใน เส้นอัศฎากาศ, เส้นอัษฎากาศ.",null,null],
    [2317,2303,"เส้นอัษฎากาศล่าง","ดูใน เส้นอัศฎากาศ, เส้นอัษฎากาศ.",null,null],
    [2318,2304,"เส้นอิทา",null,null,"น. เส้นประธานเส้นหนึ่งในเส้นประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแล่นลงไปบริเวณหัวหน่าว แล้วแล่นไปตามต้นขาข้างซ้าย จนถึงหัวเข่า แล้วเลี้ยวขึ้นไปแนบแนวกระดูกสันหลังด้านซ้าย แล่นขึ้นบนศีรษะ แล้วกลับลงมาสิ้นสุดที่จมูกด้านซ้าย มีลมประจำเส้นชื่อจันทกระลา, จันทกลา หรือ จันทะกาลาดังคัมภีร์แผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งว่า “... เอนเส้นหนึ่งชื่อว่า อิทานั้น แล่นออกมาแต่นาภีแล้วไปเอาหัวเหน่า ไปเอาต้นขาเบื้องซ้ายแล้วไปเอาสันหลัง แนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังซ้ายแล้ว แล่นผ่านกระหวัดขึ้นไปบนศีศะแล้วกลับลงมาเอานาสิกซ้าย อยู่ประจำลมจมูกอันว่าจันทกลาเบื้องซ้ายนั้นแล ...” และตำราโรคนิทานคำฉันท์ ๑๑ [๓๕/๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... เกิดเปนเส้นอิทา ให้คิลาน์กำเริบราญ เส้นนี้วิถีผ่าน แต่นาภีพาดหัวเหน่า แล่นตลอดลงต้นขา เลี้ยวตลอดน่าสันหลังกล่าวแนบกระดูกสันหลังราว ผ่านชิ้นไปจนสุดเศียรแล้วเกี่ยวเลี้ยวตลบลง นาศิกตรงซ้ายจำเนียร ประจำลมสถิตเสถียร จันทะกาลา ทุกราตรี ...”."],
    [2319,2305,"เส้นอุรัง","ดู เส้นจันทภูสัง, เส้นจันทะภูสัง.",null,null],
    [2320,2306,"เส้นอุลลังกะ","ดู เส้นรุชำ, เส้นรุทัง.",null,null],
    [2321,2307,"เส้นเอ็น","ดู เส้น.",null,null],
    [2322,2308,"เสนียด",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [2323,2309,"เสนียดโมรา","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [2324,2310,"เสมหอชิณ, เสมหะอชิณ",null,null,"น. อชิณธาตุโรคอติสารประเภทหนึ่ง เกิดจากเสมหะทำให้เกิดโทษ ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างแรงในเวลาเช้า อุจจาระมีสีขาว เป็นเมือกมัน มีกลิ่นคาว นอกจากนี้ยังมีอาการปวดถ่ายอุจจาระอย่างแรง คอแห้ง เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวแต่เสมหะนั้น ก่อนเป็นปฐมบังเกิดเพื่อบริโภคยาก็ดีของกินก็ดี อันไปบ่มิได้ ควรแก่ธาตุโรคมักกระทำให้ลงในเพลาเช้า มีอาการให้คอแห้งอกแห้ง ให้สีอุจจาระนั้นขาว มีกลิ่นอันคาวระคนด้วยประเมหะเป็นเปลว แล้วให้ปวด คูถทวารเป็นกำลัง ถ้าแก้มิฟังพ้นกำหนด ๑๒ ราตรีไปก็จะเข้าอมุธาตุอติสาร จัดเป็นปฐมอติสารชวร ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังอยู่ในเสมหอชิณ ตามอาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ …”."],
    [2325,2311,"เสมหัง",null,null,"น. เสลด, เมือก, เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [2326,2312,"เสมอภาค",null,null,"ว. เท่ากัน, มีส่วนเท่ากัน."],
    [2327,2313,"เสลดพังพอนตัวเมีย","ดู พญายอ.",null,null],
    [2328,2314,"เสลศะมะกะคุละมะ",null,null,"น. คุละมะชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดก้อนหรือดานแข็งในทรวงอก ดังคัมภีร์มัญชุสารวิเชียร [๔๑/๘๓๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลมก้อน, ดาลุ์อันตั้งอยู่ในอุระประเทศ พึงรู้ว่าชื่อเสลศะมะกะคุละมะ …”."],
    [2329,2315,"เสียด",null,null,"ก. อาการที่รู้สึกอึดอัดหรือแทงยอกในท้องหรืออกเนื่องจากมีลมอยู่ ในคำว่า เสียดท้อง เสียดอก จุกเสียด."],
    [2330,2316,"เสียว",null,null,"ก. ๑. รู้สึกแปลบปลาบ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… ให้เจ็บเสียวขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง กระวัดมาราวนม แล่นลงไปปลายเท้าทั้ง ๒ ...”. ๒. เกิดอาการที่ทําให้ขนลุกหรือกลัว, รู้สึกวาบในหัวใจ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๖] ตอนหนึ่งว่า “… อันมาด้วยน้ำแลไฟลม เสียงระงมบันลือลั่น สนั่นฟ้าดินกัมปนาทร้องตวาดกริวเกรียวเสียวสยองพองโลมา …”."],
    [2331,2317,"แสงหมึก",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไข้ตัวร้อน ปากเป็นแผล แก้ละออง เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๓/๑๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแสงหมึก เอาหมึกหอม จันทน์ชะมด ลูกกระวาน จันทน์เทศ ใบพิมเสน ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กานพลู ใบสันพร้าหอม หัวหอม ใบกะเพรา ดีงูเหลือม เอาสิ่งละ ๑ บาท ชะมด พิมเสน ดีจรเข้ เอาสิ่งละ ๒ สลึง บดปั้นเป็นเม็ดแก้น้ำลายเหนียว แทรกหัวหอม พิมเสน แก้ตัวร้อน เชื่อมซึม ละลายน้ำดอกไม้เทศ หรือน้ำจันทน์เทศ ฝนกินแก้ชัก ละลายน้ำร้อน แทรกพิมเสนกิน แก้ท้องขึ้นปวดท้อง ละลายน้ำใบกระเพราต้มกิน แก้ไอละลายน้ำลูกมะแว้งเครือกวาด แก้ลงท้องและตกมูกเลือด ละลายน้ำเนื้อไม้ต้มกินแก้ลงท้อง ละลายน้ำใบเทียน ใบทับทิมต้มกิน แก้ปากเปื่อย ละลายน้ำหมากดิบทาปากแก้ละออง ละลายน้ำร้อนแทรกน้ำประสานทองสะตุ ทาปากและกิน…” ปัจจุบันยาขนานนี้เป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖."],
    [2332,2318,"แสมซอ","ดู ชิงชี่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [2333,2319,"แสยงขน",null,null,"ก. ขนลุกด้วยความกลัวหรือเกลียด เป็นต้น."],
    [2334,2320,"แสลง",null,null,"ว. ไม่ถูกกับโรค หรือธาตุ เช่น แสลงโรค."],
    [2335,2321,"แสลงใจ, แสลงทม, แสลงโทน, แสลงเผือ, แสลงเบื่อ","ดูใน \n  โกฐจะกลิ้ง.",null,null],
    [2336,2322,"โสตโรโค",null,null,"น. กลุ่มโรคหรืออาการซึ่งเกิดขึ้นที่หู ที่เรียกตามสมุฏฐานเบญจอินทรีย์ เช่น หูหนวก หูตึง ฝีในหู. (มาจากคำ โสต แปลว่า หู, ช่องหู กับ โรโค แปลว่า โรค)."],
    [2337,2323,"ไส้ด้วน",null,null,"น. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดกับผู้ชาย ผู้ป่วยมีอาการเป็นเม็ดขึ้นที่ปลายองคชาต หรือบริเวณรอบปลายองคชาต แล้วเม็ดนั้นแตกออกเป็นหนอง ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนมาก แผลจะเน่าเปื่อย ลามจากปลายองคชาตเข้าไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงโคนองคชาต ก็จะทำให้ตายได้ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๓๑๘] ตอนหนึ่งว่า “… จะว่า ด้วยบุรุศเปนไส้ด้วน เปนบุพโพ ๔ ประการ คือ เปนด้วย เสพย์มาตุคาม กระทบซ้ำใน ถ้ามิดังนั้นก็เปนด้วยเสพย์สัตรีลามกก็ให้เปนเมดขึ้นมาประมาณเท่าเมดถั่วดำ ขึ้นที่ปลาย องคสูตรปลายองคชาตก็ดี ขึ้นรอบองคชาตนั้นก็ดี แตกเปน น้ำเหลือง บุพโพ โลหิต ให้ทำพิศม์เจบปวดแสบร้อนแล ให้ร้อนดังไฟลาม เน่าเข้าไปแต่ปลายองคชาต บางทีกัดฅอองคชาตเมื่อใด ก็ตายเมื่อนั้นแล …”."],
    [2338,2324,"ไส้ดิน","ดู รากดิน.",null,null],
    [2339,2325,"ไส้ลาม",null,null,"น. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ป่วยมีเม็ดฝีขึ้นที่ภายในอวัยวะเพศและลามออกมาภายนอก ไปที่ท้องน้อย ทวารหนัก ทวารเบา เมื่อเม็ดฝีแตกออก หนองจะไหลออกมา อาจมีอาการปวดมวนท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด แน่นหน้าอก อาเจียน กินอาหารไม่ได้ หรือเป็นลมบ่อย ๆ ร่วมด้วย ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๓๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าเปนไส้ลามนั้น คือผุดขึ้นมาเปนเมด ๆ ดุจกัน แตว่าเปนเมดแต่ข้างในออกมา บางทีก็เปื่อยทั้งข้างนอกข้างใน ลามขึ้นมาถึงท้องน้อย ทวารหนัก เบา ผุดดังเปนฝี แล้วก็เปนบุพโพออกมาทางทวารหนัก เบา บุรุศสัตรีเปนเหมือนกันครั้นเปนดังนั้นแล้ว ก็ให้เปนไปต่าง ๆ บางทีให้ลงท้องเปนมูกโลหิต ให้ปวดมวน จุกเสียดแน่นในอก เพราะว่าน้ำเหลืองนั้นแล่นเข้าไปตามลำไส้ มักให้อาเจียนกินอาหารมิได้ บางทีให้ลมจับเนืองๆ ถ้าเปนดังนี้ท่านว่าเข้าอยู่ในมือพระยามัจจุราชแล ...”."],
    [2340,2326,"ไส้เลื่อน",null,null,"น. โรคที่ลำไส้ออกไปจากช่องท้อง ได้แก่ ลงมาที่ถุงอัณฑะ (ในผู้ชาย) ที่แคมใหญ่ (ในผู้หญิง) หรือเลื่อนลงมาทางหน้าขา หรือเลื่อนออกไปทางหน้าท้อง สะดือ หรือเลื่อนผ่านกระบังลมเข้าไปในช่องอก. (อ. hernia)."],
    [2341,2327,"หญ้ากันงู","ดู ฟ้าทะลายโจร.",null,null],
    [2342,2328,"หญ้าไก่นกคุ่ม","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [2343,2329,"หญ้าดอกขาว",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyanthillium cincreum (L.) H. Rob. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า little iron weed, ash-coloured fleabane เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน ขอบใบค่อนข้างเรียบ แผ่นใบมีขนนุ่มทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจุก ดอกสีขาว สีชมพูอ่อนถึงสีม่วงอ่อน กลีบดอกโคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็นแฉก ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน มีขนสีขาวหนาแน่น, ต้นสดหรือแห้งใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๐๔] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ทั้งต้นต้มรับประทานแก้ปวดท้อง, ท้องขึ้น, ท้องเฟ้อ, ใบสดตำให้ละเอียดปิดแผล สมานแผลทำให้เย็นหรือตำผสมกับน้ำนมคน กรองเอาน้ำหยอดตาแก้ตาแดง ตาฟาง …”, หญ้าละออง หญ้าสามวัน หรือ หมอน้อย ก็เรียก."],
    [2344,2330,"หญ้าตีนกา",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eleusine indica Gaertn. ในวงศ์ Poaceae เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นแบน ช่อดอกเป็นก้านเดี่ยว ปลายก้านแตกเป็นแขนงสั้น ๆ คล้ายตีนกา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๐๖] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ทั้งต้นสด ๆ โขลกตำกับสุราคั้นกรองเอากากออก เอาแต่น้ำทาที่ฟกบวม ปวดแสบปวดร้อนตามอวัยวะที่มีพิษทั่ว ๆ ไป วันละหลาย ๆ ครั้ง ภายในต้น รับประทานทำให้จิตใจชุ่ม แก้พิษไข้, พิษกาฬ โดยมากมักต้มรวมกันกับหญ้าแพรก, หญ้าปากควาย, ทำให้มีคุณสมบัติดีขึ้น แพทย์จีนใช้รับประทานเป็นยาแก้ฟกช้ำภายในได้ดี ...”, หญ้าปากคอก ก็เรียก."],
    [2345,2331,"หญ้าเทวดา","ดู หญ้าปักกิ่ง.",null,null],
    [2346,2332,"หญ้านาง","ดู ย่านาง.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถา มีรอยแผลเป็นตามเถาและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปใบหอก หรือรูปไข่ ดอกเป็นช่อแยกเพศต่างช่อร่วมต้น อาจเป็นแบบช่อกระจะเทียม ช่อกระจุกมีก้าน มีดอก ๑-๓ ดอก ออกตามซอกใบหรือตามเถา ช่อดอกเพศผู้สีเหลือง เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลีบดอกเล็กมาก มี ๓ หรือ ๖ กลีบ ดอกเพศเมียคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบเลี้ยงชั้นในรูปกลม กลีบดอกมี ๖ กลีบ ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง เมื่ออ่อนสีเขียว สุกสีแดง เมล็ดรูปเกือกม้า ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้รากปรุงเป็นยาต้มรับประทาน เป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ, ไข้เหนือ, ... เป็นยาขับกระทุ้งพิษได้ดี มักใช้รวมกับรากเท้ายายม่อม มะเดื่อชุมพร รากคนทา รากชิงชี่ เรียกว่ายา ๕ ราก หรือแก้ว ๕ ดวง ...” รากย่านางเป็นตัวยาหนึ่งในยาเบญจโลกวิเชียร, จ้อยนาง เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ยาดนาง หรือ ย่านนาง ก็เรียก. เขียนว่า หญ้านาง ก็มี."],
    [2347,2333,"หญ้าปราบ","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [2348,2334,"หญ้าปักกิ่ง",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdannia bracteata (C.B.Clarke) J.K.Morton ex D.Y.Hong. ในวงศ์ Commelinaceae เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ใบเป็นใบเดี่ยว ใบที่โคนต้นออกเป็นกระจุก รูปแถบ เกลี้ยง ใบบนต้นมีกาบใบ รูปไข่ รูปไข่แกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามปลายยอด มีดอกอัดแน่น ก้านดอกสั้น กลีบดอกรูปกลมแกมรูปไข่กลับสีฟ้า ผลแบบผลแห้งแตก รูปรีกว้าง มี ๓ มุม ภายในมี ๒ เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลอมเหลือง มีลายตามแนวรัศมี ใบสด ใบแห้ง ต้นสด และต้นแห้งใช้ทำยา สมุนไพรชนิดนี้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีรายงานว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งด้วยน้ำมีฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง แก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้น้ำเหลืองเสีย, เล้งจือเช่า หรือ หญ้าเทวดา ก็เรียก."],
    [2349,2335,"หญ้าปากคอก","ดู หญ้าตีนกา.",null,null],
    [2350,2336,"หญ้าไฟนกคุ่ม","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [2351,2337,"หญ้าละออง, หญ้าสามวัน","ดู หญ้าดอกขาว.",null,null],
    [2352,2338,"หญ้าสามสิบสองหาบ","ดู โด่ไม่รู้ล้ม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสอง) [๒๔/๔๕] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมขื่น แก้กระษัย บำรุงกำลัง เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ไข้และใช้เป็นยาพอก ใบและราก ต้มน้ำรับประทานเป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ ๆ และเป็นยาบำรุง ยาขับไส้เดือน แก้ไอ รักษาโรคบุรุษ ใบต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาขับไส้เดือน ขับปัสสาวะและทำให้เกิดความกำหนัด ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๓] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขื่น, แก้ปัสสาวะพิการ และบำรุงกำหนัด แพทย์ตำบลกล่าวว่า มีรสกร่อยจืด ขื่นเล็กน้อย รับประทานทำให้เกิดกษัย แต่ทำให้มีกำลัง ... ทั้งต้นต้มรับประทานต่างน้ำแก้ไข้จับสั่นดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า pricky leaved elephant’s foot เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นแข็ง ตั้งตรง มีขนยาวเอนราบ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน ใบที่โคนต้นเรียงถี่คล้ายกระจุกรอบใกล้ผิวดิน แผ่นใบรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานขอบหยักซี่ฟัน จักฟันเลื่อย หรือเรียบ เป็นคลื่น มีขนยาวประปรายทั้ง ๒ ด้าน หรือด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ใบที่อยู่เหนือโคนต้นขึ้นไปจะมีขนาดเล็กลงเป็นลำดับ ใบบน ๆ มักไม่มีก้านและมีโคนใบโอบลำต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นแยกแขนง ส่วนมากแยกสอง ออกที่ยอด กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว ปลายแยกเป็น ๕ แฉก สีม่วงหรือสีม่วงแกมแดง ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปทรงกระบอกแคบ เมล็ดเล็ก รูปทรงรีแกมรูปไข่, ขี้ไคนกคุ่ม ขี้ไฟนกคุ่ม ไคนกคุ่ม หญ้าไก่นกคุ่ม หญ้าปราบ หญ้าไฟนกคุ่ม หรือ หญ้าสามสิบสองหาบ ก็เรียก."],
    [2353,2339,"หญ้าหนวดแมว",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Orthosiphon aristatus (Blume) Miq. ในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า kidney tea plant, java tea plant, cat’s whisker เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นและกิ่งเป็นสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่ หรือรูปข้าวหลามตัด ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบบริเวณปลายใบจักฟันเลื่อยห่าง ๆ บริเวณโคนใบเรียบ ช่อดอกแบบช่อฉัตร ออกตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง งอเล็กน้อย กลีบดอกสีขาวหรือสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๒ ปาก ปากบนมี ๔ กลีบ ปากล่างมี ๑ กลีบ โค้งเป็นรูปช้อน ผลรูปขอบขนาน แบนผิวมีรอยย่น, ราก ใบ และทั้งต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๒] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ทั้งต้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผึ่งแดดพอหมาด ๆ แล้วคั่วไฟพอหอม ชงน้ำรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาช่วยให้ไตมีกำลังทำงานขับปัสสาวะ แก้กษัย ปวดเมื่อยตามบั้นเอว แก้นิ่วแต่เป็นยากดหัวใจเล็กน้อย แพทย์บางจังหวัดใช้ปรุงเนื้อไม้ของต้นแสลงใจปนลงเล็กน้อย เพื่อกันการกดหัวใจ บางจังหวัดใช้ต้นพระจันทร์ครึ่งซีกเจือปนไปด้วย เพื่อช่วยการบำรุงปอดให้การหายใจดีขึ้น บางจังหวัดใช้เป็นยาแก้รองพื้น, คุดทะราด, โรคผิวหนัง …”, บางรักป่า พยับเมฆ หรือ อีตู่ดง ก็เรียก."],
    [2354,2340,"หญ้าหนอนตาย","ดู ขอบชะนางขาว และ ขอบชะนางแดง.",null,null],
    [2355,2341,"หญ้าแห้วหมู","ดู แห้วหมู.",null,null],
    [2356,2342,"หญิงเบญจกัลยาณี","ดู เบญจกัลยาณี.",null,null],
    [2357,2343,"หญิงยักขินี",null,null,"น. ผู้หญิงที่มีน้ำนมชั่ว ไม่เหมาะแก่การใช้เลี้ยงทารกตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้หญิงประเภทนี้จะมีกลิ่นตัวคาวเหมือนน้ำล้างเนื้อ ตาแดง ผิวเนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงแหบเครือเหมือนเสียงการ้อง ฝ่ามือฝ่าเท้ายาว ลำตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหย่อน สะดือลึก ไม่อ้วนไม่ผอม กินจุ มีความต้องการทางเพศสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... ๑ หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวคาวดังน้ำล้างเนื้อ ลูกตาแดง เนื้อขาวเหลือง นมยาน หัวนมเล็ก เสียงพูดแหบเครือดังเสียงการ้อง ฝ่ามือแลเท้ายาว ห้องตัวยาว จมูกยาว หนังริมตาหย่อน สะดือลึก ไม่พีไม่ผอม สันทัดคน กินของมาก ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่ายักขินี เป็นหญิงมีกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไปมักบังเกิดโรคต่าง ๆ แม่นมอย่างนี้ ท่านให้ยกเสียอย่าพึงเอา"],
    [2358,2344,"หญิงหัศดี",null,null,"น. ผู้หญิงที่มีน้ำนมชั่ว ไม่เหมาะแก่การใช้เลี้ยงทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า ผู้หญิงประเภทนี้จะมีกลิ่นตัวเหมือนผู้ชาย ตาแดง ผิวขาว นมเหมือนคอน้ำเต้า ริมฝีปากกลม เสียงแข็งเหมือนเสียงแพะ ฝ่าเท้าใหญ่ข้างหนึ่ง เล็กข้างหนึ่ง เวลาพูดปากไม่มิดกัน เดินไปมามักสะดุด มีความต้องการทางเพศสูง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “... หญิงจำพวกหนึ่ง มีกลิ่นตัวดังบุรุษ ตาแดง ผิวเนื้อขาว นมดังคอน้ำเต้า ริมฝีปากกลม เสียงแข็งดังเสียแพะ ฝ่าเท้าใหญ่ข้างหนึ่ง เล็กข้างหนึ่ง เจรจาปากไม่มิดกัน เดินไปมามักสะดุด ลักษณะหญิงอย่างนี้ชื่อว่าหญิงหัศดี เป็นหญิงกามแรง ถ้าให้กุมารบริโภคน้ำนมเข้าไป ดุจดังเอายาพิษให้บริโภค แม่นมอย่างนี้ท่านให้เลือกออกเสีย อย่าพึงเอา ...”."],
    [2359,2345,"หทยัง",null,null,"น. หัวใจ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน, หทัย ก็เรียก."],
    [2360,2346,"หทัย","ดู หทยัง.",null,null],
    [2361,2347,"หทัยวาต",null,null,"๑. ดูใน สมุฏฐานวาตะ. ๒. น. โรคลมชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการมึนตึง ไม่ค่อยพูดคุย ใจลอยบ่อย ๆ ชอบอยู่คนเดียว ใจน้อย โกรธง่าย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งร้องไห้ ถ้าจะรักษาให้รักษาเมื่อเริ่มมีอาการ หากทิ้งไว้นานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งว่า “... ในที่นี้จะว่าแต่ลมอันชื่อว่าหทัยวาตนั้นก่อนเป็นปฐมอันบังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ใด มักกระทำให้มึนตึง มิใคร่จะเจรจา ให้หนักปาก ให้ใจนั้นลอยอยู่เป็นนิจ มักจะอยู่ที่สงัดแต่ผู้เดียว ให้ใจน้อย มักโกรธ มิได้รู้สึกอยากอาหารให้อิ่มไปบางทีกระทำให้หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำให้ร้องไห้ ดุจดังคนกำพร้าหาคณาญาติมิได้ ถ้าจะแก้ให้แก้แต่ยังมึนตึงอยู่นั้น ครั้นแก่เข้ามักกลายเป็นดังโรค สมมติว่าลมบาดทะจิตเป็นอสาทยโรคแพทย์จะรักษาเป็นอันยากยิ่งนัก ...”."],
    [2362,2348,"หน่วง",null,null,"๑. ก. กดไว้โดยค่อย ๆ ลงน้ำหนักตรงจุดนวด. ๒. น. อาการที่รู้สึกปวดถ่วงที่บริเวณท้องในเวลามีประจำเดือนหรือเป็นบิด เป็นต้น."],
    [2363,2349,"หนวดแมวแดง","ดู ชิงชี่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCapparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “… คุณชิงชี่ทั้ง ๒ แก้ท้องมาร ให้ผายธาตุ แก้ฟก บวมแก้ลม ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณชิงชี่ ต้นนั้นรู้แก้ฟกบวม รากนั้นรู้แก้มะเร็ง ลูกนั้นรู้แก้โรคอันบังเกิดในลำคอ รากนั้นรู้แก้อุทรโรคอันบังเกิดภายใน แลรู้แก้ลมภายในให้ซ่านออกมา กล่าวสังเขปคุณชิงชี่สิ้นเท่านี้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... ต้นแก้ฟกบวม ลูกแก้โรคในลำคอ ดอกแก้มะเร็ง รากแก้โรคเกิดในท้อง และขับลมให้ซ่านออกมา ใช้ในโรคไข้ร้อนภายในทุกชนิด ใบต้มอาบแก้โรคผิวหนัง, ไข้ฝีกาฬ, สันนิบาต, ตะคิว ... แพทย์ตำบลกล่าวว่า รากชิงชี่ รสขม แก้ไข้เพื่อดีและโลหิตมักใช้ดีตอนต้นไข้ ใช้รากฝนหยอดตารักษาดวงตา ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capparis micracantha DC. ในวงศ์ Capparaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้ต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทา กิ่งแข็ง คดไปมา หนามตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ดอกออกตามซอกใบ เรียงเป็นแถว กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีขาว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีม่วงเข้ม ผลรูปรีรูปกลม หรือรูปทรงกระบอก ผนังผลแข็ง เมื่อแห้งเหนียวคล้ายแผ่นหนัง เมล็ดรูปไต มีจำนวนมาก, กระโรกใหญ่ ค้อนฆ้อง ชายชู้ เม็งซอ แสมซอ หนวดแมวแดง หรือ หมากมก ก็เรียก."],
    [2364,2350,"หนาดงัว, หนาดงั่ว, หนาดงิ้ว, หนาดวัว","ดู ขลู่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบ กิ่งอ่อน และช่อดอกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pluchea indica (L.) Less. ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๐๔] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาต้ม รับประทานขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ และใช้เปลือกบางของต้นขูดขนให้สะอาด ทำเป็นเส้นคล้ายยาสูบ มวนสูบแก้ริดสีดวงจมูก และต้ม เอาไอรมทวารหนัก กับรับประทานแก้ริดสีดวง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pluchea indica (L.) Less. ในวงศ์ Asteraceae มีชื่อสามัญว่า Indian fleabane เป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง ๒ เมตร ยอดอ่อนมีขน ลำต้นค่อนข้างตรง สีเขียวแกมม่วง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับหรือรูปไข่ แผ่นใบค่อนข้างหนา ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง ช่อดอกย่อยแบบช่อกระจุกแน่น สีชมพูอมม่วงอ่อน มีดอก ๒ แบบ ดอกกลางเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี ๓-๗ ดอก ขนาดใหญ่กว่าดอกวงนอก กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน ขนาดเล็กมาก รูปรีหรือรูปทรงกระบอก มีขนเป็นพู่สั้นตอนปลาย, คลู หนาดงัว หนาดงั่ว หนาดงิ้ว หรือ หนาดวัว ก็เรียก."],
    [2365,2351,"หน้าไฟ",null,null,"น. บริเวณที่อยู่เหนือชายกระเบนเหน็บขึ้นมาถึงใต้ราวสะเอว เป็นบริเวณที่สตรีหลังคลอดใช้หันเข้าหาไฟในช่วงอยู่ไฟ."],
    [2366,2352,"หนามกะแท่ง, หนามจี้","ดู คนทา.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHarrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๒] ตอนหนึ่งว่า “… รากคนทามีรสขมเฝื่อน แก้ไข้เส้น ไข้เหนือและไข้พิษ แพทย์ตามชนบทใช้รากปรุงเป็นยารับประทานแก้ไข้ทุกชนิด และขับพิษไข้หัวให้ออกผื่นได้รวดเร็ว ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harrisonia perforata (Blanco) Merr. วงศ์ Simaroubaceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ตามกิ่งมีหนามแหลมโค้ง ยอดอ่อนมักมีขน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ช่อดอกแบบช่อกระจุกและช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีดอก ๔-๕ ดอก หรือทวีคูณของ ๔ หรือ ๕ ดอก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลีบดอกรูปใบหอกหรือรูปขอบขนานผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปเกือบกลม แบน ผนังผลชั้นนอก คล้ายแผ่นหนัง ชั้นในแข็ง เมล็ดขนาดเล็ก เปลือกนอกบาง, กะลันทา โกทา สีฟัน สีฟันคนทา สีเตาะ หนามกะแท่ง หรือ หนามจี้ ก็เรียก."],
    [2367,2353,"หน้ามืด",null,null,"ว. อาการที่เป็นลมหมดสติ ดังตำรายาศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๐] ตอนหนึ่งว่า “... ให้อาเจียนลมเปล่า ให้เหม็นอาหาร จะลุกนั่งมิได้ ให้หน้ามืดยิ่งนัก ...”."],
    [2368,2354,"หน้าเหน่า","ดู หัวหน่าว.",null,null],
    [2369,2355,"หนึ่งยาม","ดู ยาม ๑.",null,null],
    [2370,2356,"หมดสติ",null,null,"ก. ไม่มีความรู้สึก, สลบ."],
    [2371,2357,"หมอกนางต๊ะ","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [2372,2358,"หม้อเกลือ",null,null,"น. หม้อตาลใส่เกลือเม็ด."],
    [2373,2359,"หม้อตาล",null,null,"น. ภาชนะดินเผามีรูปร่างคล้ายหม้อทรงเตี้ยสำหรับใส่น้ำตาลโตนด."],
    [2374,2360,"หมอตำแย",null,null,"น. ผู้ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด รวมทั้งดูแลส่งเสริมสุขภาพของแม่และเด็กในระยะหลังคลอด. (คำว่า ตำแย มาจาก มหาเถรตำแย ผู้เขียนตำราว่าด้วยวิชาทำคลอด)."],
    [2375,2361,"หม้อทะนน",null,null,"น. หม้อดินชนิดหนึ่งที่มีขีดเป็นรอยโดยรอบด้านนอกมีหลายขนาด แพทย์แผนไทยมักใช้เป็นหม้อเกลือสำหรับการทับหม้อเกลือ หม้อสำหรับใส่รกฝังดิน หม้อต้มยา เป็นต้น."],
    [2376,2362,"หมอนตีนเป็ด","ดู เถาเอ็นอ่อน.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptolepis dubia(Burm. f.) M.R. Almedia ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้เถาทุกส่วนของต้นมียางสีขาว เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอมดำเมื่อแก่จะหลุดล่อนออกเป็นแผ่นบาง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี โคนสอบ ปลายมน มีติ่งสั้น แผ่นใบด้านบนเรียบเป็นมันและลื่น ด้านล่างเรียบสีขาวนวล ก้านสั้น ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลีบดอกมี ๕ กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผลรูปทรงกระบอกติดกันเป็นคู่ ปลายผลแหลม ผิวเป็นมันลื่น เมื่อแก่แตกด้านเดียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีขนปุยสีขาว, เถา ใบ และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕๐] ตอนหนึ่งว่า “… เถารับประทานเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ ใบใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ๆ ตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยึดหย่อนดี ... ”, เครือเขาเอ็น เครือเถาเอ็น ตีนเป็ดเครือ เถาเมื่อย เถาเอ็น ย่านลิเลน หรือ หมอนตีนเป็ด ก็เรียก."],
    [2377,2363,"หมอนวด",null,null,"น. ๑. ผู้มีความชำนาญในการนวดเพื่อให้คลายจากความเจ็บปวดหรือเมื่อยขบ. ๒. ผู้ประกอบวิชาชีพตามองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย จากสภาการแพทย์แผนไทย หรือได้รับยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทยตามกฎหมายดังกล่าว."],
    [2378,2364,"หมอน้อย","ดู หญ้าดอกขาว.",null,null],
    [2379,2365,"หมอแผนไทย, หมอแผนโบราณ","ดู ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย.",null,null],
    [2380,2366,"หมอพื้นบ้าน",null,null,"น. ผู้มีความรู้ ความสามารถในการดูแลสุขภาพ โดยอาศัยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน."],
    [2381,2367,"หมอยา",null,null,"น. ๑. ผู้มีความรู้ในการใช้ยารักษาโรค. ๒. ผู้ประกอบวิชาชีพตามองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทย ที่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ประเภทเภสัชกรรมไทย จากสภาการแพทย์แผนไทย."],
    [2382,2368,"หมักก้านต่อ","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [2383,2369,"หมักเขียบ","ดู น้อยหน่า.",null,null],
    [2384,2370,"หมักมี่","ดู ขนุน.",null,null],
    [2385,2371,"หมากกะลิงเทศ","ดู ชุมเห็ดเทศ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบเพสลาดแห้งของพืชที่มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๙๕] ตอนหนึ่งว่า “... ชุมเห็ดเทศรสเบื่อเอียน ถ่ายพยาธิ์ในท้อง และถ่ายเสมหะ, รู้ถ่ายเองปิดเอง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna alata (L.) Roxb. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae มีชื่อสามัญว่า seven golden candlestick, candlestick senna leaf เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน ช่อดอกแบบช่อกระจะ สีเหลือง ออกตามปลายกิ่งหรือตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีใบประดับสีเหลือง ประกบหุ้มดอกขณะตูม ร่วงง่าย กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กว้างเกือบกลม ผลแบบผลแห้งแตก เป็นฝักรูปสี่เหลี่ยม มีครีบตามความยาวฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลดำ มีเมล็ดจำนวนมาก เป็นเหลี่ยมค่อนข้างแบน เปลือกแข็งสีเทาเข้มอมสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมสีดำ, ขี้คาก ชุมเห็ดใหญ่ ลับมืนหลวง หรือ หมากกะลิงเทศ ก็เรียก."],
    [2386,2372,"หมากกินเก้ม","ดู มะงั่ว.",null,null],
    [2387,2373,"หมากฟ้า","ดู มะนาว.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia (Christm.) Swingle ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า common lime, lime เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูปเหลือใบย่อยใบเดียว รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนโค้งกว้าง ปลายแหลม ขอบเรียบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้น ๒-๗ ดอก ตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ สีขาว รูปไข่ยาว ปลายแหลมสั้น ผลกลม เปลือกบาง เรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง เมล็ดกลมรี มีหลายเมล็ด ราก ใบ ดอก ผล น้ำในผล ผิวผล และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๒๖] ตอนหนึ่งว่า “… น้ำในผลสีฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน และปรุงเป็นยากัดเสมหะ แก้ไอ รากเป็นยาถอนพิษ สำแดง แก้ไข้กลับหรือไข้ซ้ำ เมล็ดคั่วผสมเป็นยากวาดแก้ซางเด็ก ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๑๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบมะนาวเป็นยากัดฟอกโลหิตระดู โดยมากมักใช้เพียงร้อยแปดใบ ต้มเป็นยาพิกัดของโบราณ เมล็ดมะนาวคั่วให้เหลืองผสมเป็นยาขับเสมหะ, แก้โรคทรางของเด็ก เม็ดมะนาวมีรสขมจัด, ส่วนรากของมะนาวใช้เป็นยาถอนพิษไข้กลับหรือไข้ซ้ำฝนกับสุราทาฝี, แก้ปวดฝีได้ดี ในแพทย์ตำบลกล่าวว่า รากมะนาวรสปร่าชาขื่นเล็กน้อย กระทุ้งพิษ, ถอนพิษสำแดง, แก้สติหลงลืม, น้ำมะนาวมีไวตามินซี ทาแก้เลือดออกไรฟัน ...”, โกรยชะมา มะสิว หมากฟ้า ส้มนาว หรือ ส้มมะนาว ก็เรียก, ตำรับยาแก้ไอซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ มีตัวยา มะนาวดอง หมายถึง มะนาวดองที่นำมาทำให้แห้งแล้ว."],
    [2388,2374,"หมากมก","ดู ชิงชี.",null,null],
    [2389,2375,"หมากหูด","ดู มะกรูด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix DC. ในวงศ์ Rutaceae มีชื่อสามัญว่า kaffir lime, leech lime, Mauritius papeda, porcupine orange เป็นไม้ต้น มีหนามแหลม กิ่งขณะ อ่อนค่อนข้างแบนและมักเป็นเหลี่ยม ใบเป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว เรียงเวียน แผ่นใบหนาและเป็นมัน มีจุด โปร่งแสง มีกลิ่นหอม ช่อดอกแบบช่อกระจะสั้น ออกที่ปลาย กิ่งหรือตามง่ามใบ กลีบดอก ๔-๕ กลีบ สีขาวอมเหลือง รูปไข่ ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผลแบบผลส้ม รูปรีถึงรูปค่อนข้าง กลม ผิวเป็นมัน ขรุขระเป็นคลื่นและปุ่มนูน และมีต่อมน้ำมัน มีกลิ่นหอม ผลแก่สีเขียวเข้ม สุกสีเหลืองอมส้ม น้ำในผลมีรสเปรี้ยว, ราก ใบ ผิวของผล ผลสด และน้ำคั้นจากผลใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๙๗] ตอนหนึ่งว่า “… รากกระทุ้งพิษ, แก้พิษฝีภายใน, แก้เสมหะเป็นโทษ, น้ำมะกรูดมีไวตามินซี ใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน แพทย์ตามชนบทใช้ลูกมะกรูดหมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม รับประทานเป็นยาฟอกล้างและบำรุงโลหิตระดู ผิวลูกใช้ปรุงเป็นยาลม ขับลมในลำไส้และขับระดู รากถอนพิษสำแลง, แก้ลมจุกเสียด ...”, ส้มกรูด ส้มมั่วผี หรือ หมากหูด ก็เรียก."],
    [2390,2376,"หมากแหน","ดู สมอพิเภก.",null,null],
    [2391,2377,"หมิ้น","ดู ขมิ้นชัน.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าCurcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๒] ตอนหนึ่งว่า “... คุณขมิ้นชันขมิ้นอ้อย มีรศเผดร้อน แก้พิศม์โลหิตลมแก้บวม แก้เสมหแก้ไข้ทั้งปวง แก้ตัวพยาธิกระทำให้คันทั่วสารพางค์ แก้ฝีแล ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณขมิ้นชันนั้น รู้แก้ไข้อัน บังเกิดแต่ดี แลชำระโรคอันบังเกิดแต่หนัง แก้ไข้อันผอมเหลือง แลแก้พิศม์ตะเกียงนั้น รู้แก้เสมหะแลฟกบวม แลแก้บาดแผล ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า turmeric, common turmeric, yellow root เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าหลักรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี บางครั้งเรียกเหง้าหลักว่า “หัว” เหง้าแขนงรูปคล้ายทรงกระบอกหรือคล้ายนิ้วมือ บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า “แง่ง” เนื้อเหง้าสีส้มและมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ กาบใบยาว รูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกตามปลายต้นหรือระหว่างกาบใบ รูปทรงกระบอก ก้านช่อดอกโดด มีใบประดับจำนวนมาก ดอกสีขาวแกมเขียวอ่อน ปลายมีแถบสีเขียวอ่อน ดอกทยอยบาน กลีบเลี้ยงสีขาวใส ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล เมล็ดมีเยื่อหุ้ม, ขมิ้น ขมิ้นแกง ขี้มิ้น หรือ หมิ้น ก็เรียก."],
    [2392,2378,"หยิกบ่ถอง","ดู ปลาไหลเผือก.","น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [2393,2379,"หยิบมือ",null,null,"ก. เอาปลายนิ้ว ๓ นิ้ว หยิบรวบขึ้นมา."],
    [2394,2380,"หรดาน, หรดาล",null,null,"น. เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมีว่า Arsenic trisulphide สูตรเคมีเป็น As2S3 เป็นผลึกรูปเข็มสั้นมีค่าความถ่วงจำเพาะ ๓.๔๙ สีเหลืองทอง เป็นมัน ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสขมปร่า แก้โรคในปาก กัดหัวฝี กัดขนกัดผมให้ร่วง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ใช้เป็นยาภายนอกไม่เกินร้อยละ ๕ ของปริมาณตัวยาทั้งหมด ในทางศิลปกรรมใช้เขียนลายรดน้ำ ใช้จารสมุดข่อยดํา หรือสมุดไทย เป็นต้น, หรดานกลีบทอง หรดานทอง หรดาลกลีบทอง หรดาลทอง หริดาน หรือ หริดาล ก็เรียก. (อ. auripigment, King’s yellow, King’s gold, orpiment)."],
    [2395,2381,"หรดานกลีบทอง, หรดานทอง, หรดาลกลีบทอง,","ดู หรดาน, หรดาล.",null,null],
    [2396,2382,"หรดาลจีน, หรดาลแดง","ดู กำมะถันแดง.",null,null],
    [2397,2383,"หรดาลทอง","ดู หรดาน, หรดาล.",null,null],
    [2398,2384,"หริดาน, หริดาล","ดู หรดาน, หรดาล.",null,null],
    [2399,2385,"หริตรูป",null,null,"น. ลักษณะของทารกแรกเกิดที่มีรอยต่อของกระดูกกะโหลกศีรษะห่างผิดปรกติ เมื่ออยู่ในเรือนไฟ จะมีเขม่าเกิดขึ้นในทรวงอกจนถึงปลายลิ้น เมื่อครบ ๕ วัน จะตกลงในท้องทำให้มีอาการท้องเสีย อาเจียน ไอ เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณหริตรูปนั้น เมื่ออยู่ในเรือนเพลิงเขม่าขึ้นในทรวงอกจนปลายลิ้น ครั้นได้ ๕ วันก็ตกลงไปทำท้องให้ลง ราก ไอ ก็ดีเปนประการต่าง ๆ โลหิตเปนธาตุให้บังเกิดทราง ๒ ประการดังนั้น ฯ ... อันว่าหริตรูปนั้น กระหม่อมเปนร่อง เมื่อออกเพลิงแล้วเขม่าขึ้นแต่ปลายลิ้นสน้อย ...”."],
    [2400,2386,"หฤศโรค","ดู ริดสีดวง.",null,null],
    [2401,2387,"หฤศโรควิตานะ","ดู วิตานะโรค.",null,null],
    [2402,2388,"หล่น",null,null,"ก. ๑. ตก ลาม หรือเคลื่อนไปยังส่วนอื่นของร่างกาย (ใช้กับ อาการหรือโรค) ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๑๙] ตอนหนึ่งว่า “... อนึ่งถ้ากุมารผู้ใดเมื่อตื่นนอนแลปากแดงแล้วให้เขฬตก ทรางจับเอาลิ้นก่อน จึ่งขึ้นฅอเมื่อป้อนเข้าให้ไอแลราก แล้วก็หล่นลงไปให้ทำท้อง ครั้นนานมาให้อยากน้ำแล้วให้สันหลังแฃง ...”. ๒. หาย (ใช้กับอาการหรือโรค) ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๘๙] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าจะแก้ทรางขึ้น ปากละลายน้ำขมิ้นอ้อยกวาดหล่นดีนัก ...”. ๓. หลุด ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าผู้หญิงขึ้นข้างซ้ายเปนดังนี้ เมื่อแรกออกจากครรภมารดาได้ ๗ วัน จึ่งสะดือหล่นแล้วได้วัน ๑ ทรางก็มาบังเกิดในเท้าทั้ง ๒ ข้าง ...”."],
    [2403,2389,"หละ",null,null,"น. โรคเด็กชนิดหนึ่ง เกิดกับทารกที่มีอายุไม่เกิน ๓ เดือน ผู้ป่วยมีเม็ดพิษผุดขึ้นที่ปาก เม็ดพิษนี้มีทั้งชนิดไม่มียอด และชนิดมียอดแหลม มีลักษณะต่าง ๆ กัน ๙ อย่าง ดังนี้ ยอดสีเหลือง ยอดสีแดง ยอดสีดำคล้ายน้ำหมึก ยอดสีเขียวใบไม้ ยอดสีดำคล้ายสีนิล ยอดสีม่วงคล้ำหรือสีดำแดงช้ำคล้ายสีลูกหว้าห่าม ยอดสีคราม ยอดสีขาว และไม่มียอดแต่ขึ้นเป็นสีแดงทั่วทั้งปาก นอกจากนี้ โรคนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามวันเกิดของผู้ป่วยด้วย ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ถ้าแพทย์ผู้ใดจะรักษาให้ดูปากแลลิ้น แล้วให้รู้ว่าหละแห่งทราง อันกำเนิดหละแห่งทรางนั้นมีอยู่ ๙ ประการ ยอดเหลืองประการ ๑ ยอดแดงประการ ๑ ยอดดำดุจน้ำหมึกประการ ๑ ยอดเขียวดุจใบไม้เปนสายโลหิตอยู่ในประการ ๑ ยอดดำดังศีนิลประการ ๑ ยอดดังสีผลหว้าห่ามประการ ๑ ยอดดังสีครามประการ ๑ ยอดฃาวประการ ๑ ให้รักษาดูตามธรรมเนียมทรางนั้นเถิด อนึ่งขึ้นแดงไปทั้งปากร้ายนักให้ยาจงดี อนึ่งขึ้นเตมไปทั้งสิ้น แลศีนั้นเหลือง ชื่อลอองพระบาท ถ้าขึ้นยอดนั้นเหลือง ดังเมลดเข้าโภชชื่อ แสงพระจันทร์ เมื่อขึ้นนั้นให้ลงท้องแลจักษุแขง ...”."],
    [2404,2390,"หละนิลกาล, หละนิลกาฬ","ดู หละ ประกอบ.",null,"น. หละที่เป็นกับเด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี ผู้ป่วยมีเม็ดสีคล้ำคล้ายสีนิล เมื่อทำพิษจะทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัว ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... อันลักษณะหละนิลกาฬนั้น เมื่อจะบังเกิดขึ้นให้ตายไปครึ่งตัว ร้องไห้มิออก ถ้าขึ้นอยู่ได้ ๑ วัน ๒ วัน ก็ดี กลายเป็นมหานิลกาฬกล้าขึ้นร้ายนัก ให้เขียวไปทั้งตัว ...”."],
    [2405,2391,"หละนิลเพลิง, หละเนรกัณฐี, หละเนระกันดี, หละเนระกันถี","ดู หละเนียรกัณฐี.",null,null],
    [2406,2392,"หละเนียรกัณฐี","ดู หละ ประกอบ.",null,"น. หละที่เป็นกับเด็กที่เกิดวันพุธ เริ่มแรกผู้ป่วยมีเม็ดเล็ก ๆ สีเขียวใบไม้ขึ้น แล้วเปลี่ยนเป็นสายยาวสีแดงที่ทอดผ่านยอดนั้น เมื่ออาการมากขึ้นเม็ดพิษจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำคล้ายสีนิล เมื่อเป็นได้ครบ ๕ วัน ผู้ป่วยมีอาการท้องร่วง ท้องขึ้น ปากแห้ง คอแห้ง ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๔/๑๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณหละ อันชื่อว่าเนียรกัณฐี นิลเพลิงนั้น เมื่อแรกจะบังเกิดขึ้นนั้น เห็นเขียวดังใบไม้สด แล้วเป็นสายโลหิตผ่านไปอยู่ใน ๕ วัน จะให้ลงท้องๆ ขึ้น แล้วให้ฝีปากแห้งคอแห้ง ...”, หละนิลเพลิง หละเนรกัณฐี หละเนระกันดี หละเนระกันถี หรือ หละเนียรเพลิง ก็เรียก."],
    [2407,2393,"หละเนียรเพลิง","ดู หละเนียรกัณฐี.",null,null],
    [2408,2394,"หละมหานิลกาล, หละมหานิลกาฬ","ดู หละ ประกอบ.",null,"น. หละที่เป็นกับเด็กที่เกิดวันเสาร์ ผู้ป่วยมีเม็ดสีคล้ำคล้ายสีนิล เมื่อทำพิษจะทำให้มีอาการเหมือนหละนิลกาฬ แต่รุนแรงกว่ามาก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... อันลักษณะหละนิลกาฬนั้น เมื่อจะบังเกิดขึ้นให้ตายไปครึ่งตัว ร้องไห้มิออก ถ้าขึ้นอยู่ได้ ๑ วัน ๒ วัน ก็ดี กลายเป็นมหานิลกาฬกล้าขึ้น ร้ายนัก ให้เขียวไปทั้งตัว ...”."],
    [2409,2395,"หละแสงพระจันทร์","ดู หละ ประกอบ.",null,"น. หละที่เป็นกับเด็กที่เกิดวันจันทร์และวันศุกร์ ผู้ป่วยมักมีเม็ดพิษสีเหลืองขึ้นที่บริเวณขากรรไกรซ้ายหรือขวา ขนาดโตเท่าเม็ดข้าวโพด ทำให้มีอาการท้องร่วง ตัวเย็น ลิ้นกระด้างคางแข็ง หน้าผากตึง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาแข็งค้าง เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑๕/๑๘๓] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณะหละแสงพระจันทร์นั้น เมื่อจะบังเกิดขึ้นเม็ดเติบเท่าเมล็ดข้าวโพดมีสีเหลืองขึ้นตั้งแต่ต้นขา กรรไกรซ้ายฤๅขวาก็ดุจกัน แล้วจึงกระทำให้ลงท้อง ตาแข็ง แล้วให้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แลให้ร้องไห้น้ำตาไม่มี ให้หน้าผากตึงแล้วให้ตัวเย็นดังนี้ ...”."],
    [2410,2396,"หละอุทัยกาล, หละอุทัยกาฬ, หละอุไทยกาล","ดู หละ ประกอบ.",null,"น. หละที่เป็นกับเด็กที่เกิดวันอาทิตย์และวันอังคาร ผู้ป่วยมีเม็ดพิษสีแดง ไข้สูง ชัก ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ออก ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๓๕๕] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณหละอุไทยกาล เมื่อจะบังเกิดนั้นให้ชักเท้ากำมือ แล้วมักให้กระทืบตีน ร้องไห้ แลให้ขี้เหยี้ยว มิออก ...”."],
    [2411,2397,"หลัวสามเกียน","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [2412,2398,"หลาม",null,null,"ก. เอาของใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วเผาไฟให้สุก เช่น หลามยา."],
    [2413,2399,"หลามยา",null,null,"ก. เอาสมุนไพรมีใบไม้สดเป็นต้น ใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วเผาไฟให้เดือด."],
    [2414,2400,"หลิงจือ","ดู เห็ดหลินจือ.",null,null],
    [2415,2401,"หลุมนก","ดู กำแพงเจ็ดชั้น.","น.","๑. เครื่องยาที่ได้จากลำต้นของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceaeมีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๑]ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เถาซึ่งมีรสเมาเพื่อปรุงยาฟอกขับระดูโลหิต ของสตรี และภายหลังเป็นยาบำรุงโลหิตด้วย, เป็นยาขับ ผายลม, แก้โลหิตเป็นพิษทำให้ร้อน บางจังหวัดใช้รักษาไข้และบำรุงหัวใจ แก้โรคปวดตามข้อ, ไขข้อพิการ, แก้เข้าข้อ, แก้ประดง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Salacia chinensis L. ในวงศ์ Celastraceae เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดใหญ่สูง ๓-๗ เมตร เนื้อในเถามีสีเหลืองอ่อนถึงแดงเรื่อ ๆ มีวงปีสีน้ำตาลดำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปไข่กลับ โคนสอบ ปลายแหลมเป็นติ่ง ขอบเรียบ ผิวมัน ก้านยาว ประมาณ ๑ เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกรูปช้อน มี ๕ กลีบ สีเหลืองอมเขียว ออกตามซอกใบ ผลรูปกลม เปลือกนุ่ม เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดกลมแข็ง, ตะลุ่มนก ตาไก้ มะต่อมไก่ หรือ หลุมนก ก็เรียก."],
    [2416,2402,"หวะ",null,null,"ว. เป็นแผลลึก."],
    [2417,2403,"หว้า",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syzygium cumini (L.) Skeels ในวงศ์ Myrtaceae มีชื่อสามัญว่า Jambolan, black plum เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกค่อนข้างเรียบ ใบอ่อนสีชมพูแกมแดง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ถึงรูปรี ปลายแหลม โคนรูปลิ่มแหลม หรือมน ขอบเรียบ แผ่นใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง ช่อย่อยเป็นช่อกระจุก ดอกสีขาวถึงสีขาวอมเขียว หรือสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมอ่อน ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน สีเขียวอ่อน เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีชมพู สุกเป็นสีม่วงคล้ำถึงสีดำ เมล็ดรูปรีแกมรูปขอบขนาน, ใบ เปลือก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม)[๒๕/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกรสฝาดรับประทานแก้ท้องร่วง แก้บิด ชะล้างบาดแผลเน่าเปื่อย เปลือกและใบทำเป็นยาหอม ยากวาด รักษาปากคอเปื่อย ลิ้น คอ เป็นเม็ด แก้น้ำลายเหนียว ใบและเมล็ด รักษาบิด แก้ท้องร่วง เมล็ดเป็นยาถอนพิษ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๘๖] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้เปลือกมีรสฝาดรับประทานเป็นยาแก้บิด ต้มอมแก้ปากเปื่อย คอเปื่อยและเป็นเม็ด แก้น้ำลายเหนียว ใบแก้บิด ผลแก้ท้องร่วง เมล็ดแก้ปัสสาวะมาก แก้ท้องร่วงหรือบิด และถอนพิษแสลงใจ ...”."],
    [2418,2404,"หวาน",null,null,"ว. รสอย่างรสนํ้าอ้อย น้ำผึ้ง ชะเอม เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสหวานจะมีสรรพคุณซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้เนื้อในกายชุ่มชื้น แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง แก้ไอ แก้เสมหะแห้ง แก้หอบ เป็นต้น, มะธุระ ก็เรียก."],
    [2419,2405,"หวานปาก","ดู ปากหวาน.",null,null],
    [2420,2406,"หว้านเปราะป่า","ดู เปราะป่า.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าKaempferia marginata Carey ex Roscoe หรือชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า K. roscoeana Wall. ในวงศ์ Zingiberaceae ทั้ง ๒ ชนิด มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเปราะป่า ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งดีแลลม ใบนั้นรู้กระทำให้ฟกบวมในท้องนั้นตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้เหน็ดเหนื่อย รากนั้นรู้กระทำซึ่งโลหิตอันเศษให้ตกเสีย ศีศะนั้นรู้แก้อันแสลง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ศีรษะแก้ไข้ ขับลมในลำไส้, ผสมกับหัวหอมตำให้ละเอียดสุมศีรษะเด็กแก้หวัด แก้กำเดา ...”. ๒. พืช ๒ ชนิด ในสกุล Kaempferia วงศ์ Zingiberaceae คือ ชนิด Kaempferia marginata Carey ex Roscoe และชนิด K. roscoeana Wall. มีชื่อสามัญว่า wild galangal, resurrectional rhizome ทั้ง ๒ ชนิด เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านใบ ส่วนมากมี ๒ ใบ ขนาดไม่เท่ากัน แผ่นใบแบนราบติดกับพื้นดิน รูปรี หรือรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม สีม่วงแดง ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ในกาบใบ ดอกมีจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด สีขาว ผลแบบผลแห้งแตก, ตูบหมูบ ว่านเปราะป่า หว้านเปราะป่า หรือ หัวเปราะป่า ก็เรียก."],
    [2421,2407,"หอม",null,null,"๑. น. เครื่องยาที่เป็นหัวสดหรือแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium ascalonicum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพคุณแลมหาพิกัด [๕๑/๔๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... หัวหอมมีรสหวาน แก้ลมพรรดึกแลเจริญไฟธาตุเจริญอาหารแก้กำเดา ใบนั้นเหมือนกันแล ...” ตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๖๓] ตอนหนึ่งว่า “... ตามสรรพคุณยาโบราณกล่าวว่า ใบมีรสหวานเค็ม, เลือก, รู้แก้ไข้หวัดและกำเดา ศีรษะมีรสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะอันครืดคราดอยู่ในทรวงอก รู้บำรุงผมให้งอกงามขึ้น กระทำเนื้อหนังให้สดชื่น แก้ไข้ทำให้ร้อน และปวดกระบอกตา, แสบร้อนตา, น้ำตาไหล, ขับเสมหะ, แก้โรคในปากและบำรุงธาตุ ภายนอกใช้หัวหอมสดผสมกับเปราะหอมและพิมเสน ใส่สุรา ทาบนสำลีปิดขม่อมเด็กเว้นรูตรงขม่อมไว้ แก้หวัดคัดจมูกเวลาเย็นเพียง ๑ ชั่วโมง เอาออกได้ เด็กเล็ก ๆ ที่เป็นลมชักยามไม่มีแอมมอเนียหอม ก็ยังใช้หัวหอมโขลกให้ละเอียดทาศีรษะและตามหน้าตาเด็ก ช่วยการหายใจได้ดี คนที่เป็นหวัดรับประทานต้นหอมสดมาก ๆ จะหายหวัดได้เร็ว แต่กลิ่นของหอมผ่านตาทำให้ตาฝ้าฟางและกลิ่นตัวแรง …” และตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้หัวแก่จัด ๆ เป็นยารับประทานขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง ดมมีกลิ่นฉุน แก้หวัดคัดจมูก ตำสุมหัวเด็กแก้หวัด ขยี้ดมแก้ซางชัก สลบ เป็นยาบำรุงหัวใจ …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium ascalonicum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีชื่อสามัญว่า shallot เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีหัวอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นเฉพาะ สีแดงหรือสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกจากลำต้นใต้ดิน เป็นท่อกลม กลวง ปลายเรียวแหลม ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม แน่น มีดอกจำนวนมาก ดอกตูมมีกาบหุ้ม เมื่อบานกาบจะฉีกขาดออกด้านหนึ่ง ดอกสีขาว กลีบดอกมี ๖ กลีบ, ผักบั่ว หอมแกง หอมไท หอมบัว หอมหัวเล็ก หรือ หัวหอม ก็เรียก."],
    [2422,2408,"หอมแกง","ดู หอม.",null,null],
    [2423,2409,"หอมด่วน, หอมเดือน","ดู สะระแหน่.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นของพืชชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceaeมีรสเผ็ดร้อนซ่า สรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๓๑] ตอนหนึ่งว่า “… แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง และทรางชักสำหรับเด็กดีมาก ทำให้ขับผายลมได้ดี …”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz ex Fresen ในวงศ์ Laminaceae มีชื่อสามัญว่า kitchen mint เป็นไม้ล้มลุก ทั้งต้นมีกลิ่นหอม ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง มีไหล ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปคล้ายโล่ โคนรูปลิ่ม โค้งกว้าง รูปตัด หรือรูปหัวใจตื้น ปลายโค้งกว้างหรือมน ขอบใบหยักซี่ฟันแกมใบเลื่อย เนื้อใบหยิกย่น ช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก มีจำนวนมาก อัดเรียงกันแน่น สีม่วงอ่อน กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวย, ขะแยะ ผักเถิม ผักเสิม มันเงาะสะแน่ สะระแหน่ญวน สะระแหน่สวน หอมด่วน หรือ หอมเดือน ก็เรียก."],
    [2424,2410,"หอมเทียม","ดู กระเทียม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวย่อย (bulblet) ที่ปอกเปลือกแล้วของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกะเทียม ให้ย่อยอาหารบำบัดโรคในอกกระทำให้ผมงาม แก้พรรดึกแก้ลมจุกเสียด ใบกะเทียมแลก้าน แก้ฟกบวม …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเทียม นั้นรู้แก้พยาธิแลแก้หักแพลง แก้ไข้ลักปิด แก้เสมหะ แก้ลม แก้ฟกบวมแลรู้แก้ซึ่งริดสีดวง กลาก เกลื้อน และสะอึก ใบนั้นรู้กระทำให้เสมหะแห้ง และกระจายซึ่งโลหิต ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะเทียมมีรสร้อน เป็นยาระบายแก้ไข้ แก้ไอ แก้ริดสีดวงงอก และโรคผิวหนังบางอย่างเป็นยาขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับเนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู ใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท ใช้ภายนอกคั้นเอาน้ำจากหัวของกะเทียมเป็นยาหยอดหู แก้ปวดหูและหูอื้อ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีชื่อสามัญว่า clove of garlic เป็นไม้ล้มลุก มีกลิ่นแรง หัวใต้ดินลักษณะกลมแป้น มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูซึ่งลอกออกได้หุ้มอยู่ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับ รูปแถบ โคนแผ่และเชื่อมติดกันเป็นหลอด หุ้มรอบโคนใบของใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียมขอบเรียบ ส่วนค่อนทางปลายใบสีเขียว และสีจะค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือสีขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ หลายดอกอยู่ปะปนกับหัวย่อยรูปไข่ ขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะบาง ใส แห้งง่าย หุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ ดอกเล็ก สีขาวหรือขาวอมชมพูแกมเขียวถึงสีออกม่วง ผลแบบผลแห้งแตก ขนาดเล็ก เป็นกระเปาะสั้น ๆ รูปไข่หรือรูปค่อนข้างกลม เมล็ดเล็ก สีดำ หรือผลมักฝ่อไม่มีเมล็ด, กระเทียมขาว เทียม หอมเทียม หรือ หัวเทียม ก็เรียก."],
    [2425,2411,"หอมไท, หอมบัว","ดู หอม.",null,null],
    [2426,2412,"หอมเปราะ","ดู เปราะบ้าน.",null,null],
    [2427,2413,"หอมเย็น",null,null,"ว. รสอย่างรสดอกมะลิ ดอกพิกุล เตยหอม เป็นต้น ตำราสรรพคุณยาไทยว่า ยาที่มีรสหอมเย็นจะมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ตับ ปอด บำรุงครรภ์ แก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง แก้กระหายน้ำ ดับพิษร้อน แน่น ลมป่วง เป็นต้น."],
    [2428,2414,"หอมหัวเล็ก","ดู หอม.",null,null],
    [2429,2415,"หัดหลบ","ดูใน ไข้ออกหัด.","น.","ไข้กาฬชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาวเชื่อมมัว ปวดศีรษะ หลังจากนั้นจะมีเม็ดคล้ายเม็ดทรายยอดแหลมผุดขึ้นทั่วตัว หากไม่มีเม็ดยอดผุดขึ้นมา โบราณเรียก หัดหลบ หรือ ไข้หัดหลบใน ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย เป็นต้น ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๗๓] ตอนหนึ่งว่า “... ทีนี้จะแสดงไข้ออกหัดออกเหือดต่อไป ให้จับสท้านร้อนสท้านหนาวให้เชื่อมมัว ให้ปวดศีศะวันหนึ่งสองวัน ผุดขึ้นมาเปนเม็ดทรายไปทั่วทั้งตัวมียอดแหลมๆ ถ้าหลบเข้าในท้องให้ลง ลักษณหัดเหือดมีลักษณคล้ายคลึงกัน บอกไว้ให้พึงรู้ ...”, ไข้หัดก็เรียก."],
    [2430,2416,"หัวกวาว, หัวกว๋าว, หัวกวาวขาว, หัวกวาวเครือ","ดู กวาวเครือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นรากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าPueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… หัวเป็นยาทำสุขภาพของร่างกายให้เจริญขึ้น ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pueraria candollei Wall. ex Benth. var. mirifica (Airy Shaw & Suvat.) Niyomdham ในวงศ์ Fabaceaeเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ผลัดใบ ลำต้นเลื้อยยาวพาดพันต้นไม้อื่น หรือคลุมดิน รากเป็นหัวใต้ดินขนาดใหญ่ ค่อนข้างกลม และ คอดยาวเป็นเปลาะต่อเนื่องกันไป กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสั้น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓ ใบ เรียงสลับ ช่อดอกเป็นช่อกระจะหรือช่อกระจะแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งในระยะผลัดใบ ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วงอมสีน้ำเงิน ออกเป็นกระจุก กระจุกละ ๓-๕ ดอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ผลเป็นฝักแบน เมล็ดค่อนข้างกลม, กว๋าว กวาวเครือขาว หัวกวาว หัวกว๋าว หัวกวาวเครือ หรือ หัวกวาวขาว ก็เรียก."],
    [2431,2417,"หัวกะแอน","ดู กระชาย.","ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [2432,2418,"หัวขวาน","ดู ดองดึง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าGloriosa superba L. ในวงศ์ Colchicaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๗] ตอนหนึ่งว่า “… ดองดึงมีคุณเสมอกับทนดี แก้ลมพรรดึก แก้ดารเสมหะ ชำระเสมหะแห้งแล ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๔๖๐] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าคุณแห่งดองดึงนั้น รู้แก้โรคเรื้อนและมะเร็งคชราดบาดแผลและรู้สังหารเสียซึ่งลมอันผูก ...” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๔] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณดองดึง รู้แก้โรคทั้งปวงและบาดแผล แก้คุธราชพยาธิแลมะเรง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๒๖] ตอนหนึ่งว่า“… ศีรษะของดองดึง แก้โรคเรื้อน และคุดทะราด, บาดแผล และขับผายลม ...”, ดองดึงหัวขวาน ดองดึงหัวผาล หรือหัวขวาน ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gloriosa superba L. ในวงศ์ Colchicaceae มีชื่อสามัญว่า climbing lily,flame lily, gloriosa lily, glory lily, superb lily เป็นไม้เลื้อยลำต้นมีข้อปล้อง ลำต้นใต้ดินเป็นหัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โดยเฉพาะ ใบที่อยู่บริเวณใกล้ยอดมักมีปลายเรียวยื่นยาว โค้งม้วนงอหรือเป็นมือเกาะ แผ่นใบเกลี้ยง สีเขียวเป็นมัน ก้านใบสั้นมาก ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ หรือเหนือซอกใบ สีเหลือง แซมสีแดงถึงสีส้ม หรือสีแดง สีของกลีบแตกต่างตามพันธุ์ โคนกลีบและขอบกลีบสีเขียวอมเหลือง หรือสีเหลือง กลางกลีบถึงปลายกลีบสีส้มถึงสีแดง หรือมีสีแดงตามเส้นกลางกลีบ เมื่อดอกบานกลีบโค้งงอกลับไปในทิศตรงข้ามกับเกสรเพศผู้และเพศเมียและมีสีเข้มขึ้น ผลแบบผลแห้งแตก รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมล็ดค่อนข้างกลมหรือรูปรี ขนาดเล็ก สีแดง."],
    [2433,2419,"หัวชาย","ดู กระชาย.","ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [2434,2420,"หัวงอ","ดู ว่านน้ำ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus L. ในวงศ์ Acoraceae มีชื่อสามัญว่า sweet flag, flagroot, myrtle-flag, sweet calamus มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณหว้านน้ำ รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง แลรู้บำรุงซึ่งโลหิต แก้โรคอันหักแพลง รศนั้นพานขม ...” ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… รากว่านน้ำรับประทานมากทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานแต่น้อย แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้จุกแน่น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๘๙-๔๙๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากว่านน้ำรับประทานมากทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อยเป็นยาแก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้จุกและธาตุเสีย ... ใช้รากฝนกับสุราเจือน้ำเล็กน้อยทาหน้าอกเด็ก เป็นยาดูดพิษแก้ความอักเสบของหลอดลมและปอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus L. ในวงศ์ Acoraceae มีชื่อสามัญว่า myrtle grass เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าแยกแขนง มักมีรากฝอยจำนวนมากอยู่ตามข้อ ส่วนเหนือดินเป็นลำต้นสั้น ๆ ที่มีใบเรียงถี่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับสองแถว รูปแถบ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนแผ่เป็นกาบโอบข้อ ขอบเรียบ ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ออกจากต้นเป็นช่อก้านโดดคล้ายใบ และมีใบประดับรูปคล้ายใบแต่ขนาดเล็กกว่า ในช่อดอกมีดอกจำนวนมาก สีเหลืองอมเขียว ขนาดเล็กมาก เรียงแน่นรอบแกนช่อ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด สีแดง รูปขอบขนาน เมล็ดรูปรีเล็กมาก, หัวงอ หรือ ฮางคาว ก็เรียก."],
    [2435,2421,"หัวตะคาก",null,"น.","แง่กระดูกเชิงกรานที่อยู่ใต้บั้นเอว, ตะคาก ก็เรียก."],
    [2436,2422,"หัวทือ","ดู กะทือ.",null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "],
    [2437,2423,"หัวเทียม","ดู กระเทียม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นหัวย่อย (bulblet) ที่ปอกเปลือกแล้วของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๖๖] ตอนหนึ่งว่า “… คุณกะเทียม ให้ย่อยอาหารบำบัดโรคในอกกระทำให้ผมงาม แก้พรรดึกแก้ลมจุกเสียด ใบกะเทียมแลก้าน แก้ฟกบวม …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะเทียม นั้นรู้แก้พยาธิแลแก้หักแพลง แก้ไข้ลักปิด แก้เสมหะ แก้ลม แก้ฟกบวมแลรู้แก้ซึ่งริดสีดวง กลาก เกลื้อน และสะอึก ใบนั้นรู้กระทำให้เสมหะแห้ง และกระจายซึ่งโลหิต ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะเทียมมีรสร้อน เป็นยาระบายแก้ไข้ แก้ไอ แก้ริดสีดวงงอก และโรคผิวหนังบางอย่างเป็นยาขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ ขับเนื้อร้าย บำรุงธาตุ ขับโลหิตระดู ใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท ใช้ภายนอกคั้นเอาน้ำจากหัวของกะเทียมเป็นยาหยอดหู แก้ปวดหูและหูอื้อ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum L. ในวงศ์ Amaryllidaceae มีชื่อสามัญว่า clove of garlic เป็นไม้ล้มลุก มีกลิ่นแรง หัวใต้ดินลักษณะกลมแป้น มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูซึ่งลอกออกได้หุ้มอยู่ กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับ รูปแถบ โคนแผ่และเชื่อมติดกันเป็นหลอด หุ้มรอบโคนใบของใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทำให้เกิดเป็นลำต้นเทียมขอบเรียบ ส่วนค่อนทางปลายใบสีเขียว และสีจะค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือสีขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม แต่ละช่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ หลายดอกอยู่ปะปนกับหัวย่อยรูปไข่ ขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะบาง ใส แห้งง่าย หุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ ดอกเล็ก สีขาวหรือขาวอมชมพูแกมเขียวถึงสีออกม่วง ผลแบบผลแห้งแตก ขนาดเล็ก เป็นกระเปาะสั้น ๆ รูปไข่หรือรูปค่อนข้างกลม เมล็ดเล็ก สีดำ หรือผลมักฝ่อไม่มีเมล็ด, กระเทียมขาว เทียม หอมเทียม หรือ หัวเทียม ก็เรียก."],
    [2438,2424,"หัวเปราะป่า","ดู เปราะป่า.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าKaempferia marginata Carey ex Roscoe หรือชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า K. roscoeana Wall. ในวงศ์ Zingiberaceae ทั้ง ๒ ชนิด มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๐] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณเปราะป่า ต้นนั้นรู้กระจายเสียซึ่งดีแลลม ใบนั้นรู้กระทำให้ฟกบวมในท้องนั้นตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้เหน็ดเหนื่อย รากนั้นรู้กระทำซึ่งโลหิตอันเศษให้ตกเสีย ศีศะนั้นรู้แก้อันแสลง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๓๐] ตอนหนึ่งว่า “… ศีรษะแก้ไข้ ขับลมในลำไส้, ผสมกับหัวหอมตำให้ละเอียดสุมศีรษะเด็กแก้หวัด แก้กำเดา ...”. ๒. พืช ๒ ชนิด ในสกุล Kaempferia วงศ์ Zingiberaceae คือ ชนิด Kaempferia marginata Carey ex Roscoe และชนิด K. roscoeana Wall. มีชื่อสามัญว่า wild galangal, resurrectional rhizome ทั้ง ๒ ชนิด เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา มีกลิ่นหอมเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือดิน เป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ไม่มีก้านใบ ส่วนมากมี ๒ ใบ ขนาดไม่เท่ากัน แผ่นใบแบนราบติดกับพื้นดิน รูปรี หรือรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม สีม่วงแดง ผิวด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ในกาบใบ ดอกมีจำนวนมาก โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด สีขาว ผลแบบผลแห้งแตก, ตูบหมูบ ว่านเปราะป่า หว้านเปราะป่า หรือ หัวเปราะป่า ก็เรียก."],
    [2439,2425,"หัวละแอน","ดู กระชาย.","ก.","ทำให้พิษไข้ออกจากร่างกายโดยใช้ยา เช่นยาเบญจโลกวิเชียร ยาเขียว. วิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์Zingiberaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะชาย มีรศอันเผ็ด ขม ร้อน รู้แก้ไข้อันบังเกิดในปาก แลแก้มุตกฤต …” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕] ตอนหนึ่งว่า “… กะชายมีรสเผ็ดร้อนขม แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย, ปากแห้ง, ปากแตกระแหง, ปากเป็นแผล, ขับระดูขาว, แก้ใจสั่นหวิว ... ศีรษะกะชายมีรสสุขุม แก้ปวดมวนในท้องและบำรุงกำลัง แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะแก้ปัสสาวะพิการ ใช้ศีรษะปิ้งไฟให้สุก รับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิด แก้ปวดมวน แก้มูกเลือด กะโปกกะชายต้มรวมกับขัดมอนรับประทานต่างน้ำชา เป็นยาบำรุงกำหนัด แก้กามตายด้านมีคุณสมบัติคล้ายกับโสมของจีน ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ในวงศ์ Zingiberaceae เป็นไม้ล้มลุก เหง้าสั้น รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ออกเป็นกระจุก ผิวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด กลีบดอกสีขาวอมสีชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก เมล็ดสีดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจักเป็นครุย เหง้าของพืชชนิดนี้โบราณเรียก กะโปกกระชาย ส่วนของรากที่โป่งพองของพืชนี้เรียก ไข่กระชาย, ขิงทราย หัวกะแอน หัวชาย หรือ หัวละแอน ก็เรียก."],
    [2440,2426,"หัวลำมะลอก","ดู ละลอก.",null,null],
    [2441,2427,"หัวหน่าว",null,null,"น. ส่วนของร่างกายอยู่ระหว่างท้องน้อยกับอวัยวะสืบพันธุ์, หน้าเหน่า ก็เรียก."],
    [2442,2428,"หัวหอม","ดู หอม.",null,null],
    [2443,2429,"หัวแห้วหมู","ดู แห้วหมู.",null,null],
    [2444,2430,"หัวไหล่",null,null,"น. จะงอยบ่า."],
    [2445,2431,"หัวไหล่ติด","ดู ไหล่ติด.",null,null],
    [2446,2432,"หัวอีทือ","ดู กะทือ.",null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "],
    [2447,2433,"หิงคุ์ขี้แพะ","ดูใน มหาหิงคุ์.",null,null],
    [2448,2434,"หิงคุ์ยางโพธิ์","ดูใน มหาหิงคุ์.",null,null],
    [2449,2435,"หินเขียว","ดู จุนสี.","น.","เครื่องยาธาตุวัตถุชนิดหนึ่ง เป็นผลึกรูปแผ่นหรือรูปแท่งของเกลือทองแดงที่เกิดในธรรมชาติในทางเคมีเป็น copper sulphate pentahydrate (CuSO4• 5H2O) มีชื่อสามัญว่า chalcanthite, bluestone, blue vitriol, verdigris มีสีเขียว (ปัจจุบันหมายถึงสีฟ้า) ใส หน้าตัดเป็นเงาวาว ความแข็ง ๒.๕ ความถ่วงจำเพาะ ๒.๑-๒.๓ เนื้อเปราะ ตำราสรรพคุณยาไทยว่า มีรสเปรี้ยวฝาดเย็น ใช้ภายนอกช่วยกัดล้างเม็ดฝี กัดหัวหูด และคุดทะราด ผสมกับขี้ผึ้งปิดแผล สำหรับกัดฝ้า กัดหนอง, กำมะถันเขียว ชินสี สีนายวน สียายอน หรือ หินเขียว ก็เรียก, เขียนว่า จุณสี ก็มี."],
    [2450,2436,"หินฟองเต้าหู้","ดู เกลือจืด.",null,null],
    [2451,2437,"หินส้ม","ดู สารส้ม.",null,null],
    [2452,2438,"หิวไหล่",null,null,"น. อาการเมื่อยล้าของข้อบริเวณส่วนของบ่าที่ติดกับต้นแขน."],
    [2453,2439,"หืด",null,null,"น. ภาวะหายใจไม่สะดวกเนื่องจากหลอดลมตีบแคบลง มักเกิดจากการหดตัวหรือการอักเสบของหลอดลม."],
    [2454,2440,"หุง",null,null,"ก. ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งสุกด้วยวิธีต้มหรือเคี่ยว เป็นต้น เช่น หุงข้าว หุงยา, ใช้ความร้อนสูงทำให้สีของผิวสิ่งของบางชนิด เปลี่ยนไป เช่น หุงพลอย."],
    [2455,2441,"หุงน้ำมัน",null,null,"ก. เอาเครื่องยาใส่ในหม้อเติมน้ำมันเล็กน้อย เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา ตั้งไฟอ่อน ๆ จนน้ำมันในเครื่องยาออกแล้วจึงเอามาทำยา เช่น หุงน้ำมันไพล."],
    [2456,2442,"หูรา","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [2457,2443,"หูแวง","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [2458,2444,"หูหา","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [2459,2445,"เหง้า",null,"น.","๑. ลําต้นที่อยู่ใต้ดินของพืชบางชนิด เช่น ขิง กระวาน ที่จมอยู่ใต้ดิน. ๒. ต้นเดิม, ต้นวงศ์. เขียนว่า เง่า ก็มี."],
    [2460,2446,"เหงือกปลาหมอ",null,"น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ A. ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๕๗] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ทั้งต้นทั้งรากต้มอาบภายนอกแก้พิษไข้หัวให้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังทุกชนิด ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดเอาพอกปิดหัวฝีหรือแผลเรื้อรังถอนพิษดี รับประทานภายในเป็นยาแก้พิษฝีดาษและฝีทั้งปวง เป็นยาตัดรากด้วย ...” อย่างไรก็ตาม ใบเหงือกปลาหมอเป็นตัวยาอย่างหนึ่งในยาชื่ออดุลยวิถาร [๑/๑๓๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อว่าอดุลยวิถาร แก้พิศม์กำเดาอาโปธาตุกำเริบ ท่านให้เอาชะมด ๑ ... ผักบุ้งร้วม ๑ ใบเหงือกปลาหมอ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท ...” และเป็นตัวยาในยาแกงแก้กษัยปลาหมอ [๔/๓๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแกง แก้กระษัยปลาหมอแต่ยังอ่อนอยู่นั้น เอาปลาหมอ ๓ ตัว เอาทั้งเกล็ด ... แล้วจึงเอาใบเหงือกปลาหมออ่อนมาใส่ลงเป็นผัก กินแก้กระษัยปลาหมอหายดีนัก ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ Acanthus ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า sea holly เป็นไม้พุ่ม ขึ้นตามป่าชายเลนและบริเวณน้ำกร่อย อาจมีหนามตามข้อ ใบเป็นเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปขอบขนาน ขอบใบจักซี่ฟันห่าง ๆ ปลายซี่เป็นหนามแหลม ผิวเรียบเป็นมัน เนื้อเหนียวแข็ง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีจุดประสีแดงหรือม่วง หรือสีม่วงอ่อนถึงสีม่วงแกมฟ้า ผลเป็นฝัก รูปไข่หรือทรงกระบอก, แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง หรือ อีเกร็ง ก็เรียก."],
    [2461,2447,"เห็ดหมื่นปี, เห็ดหลิงจือ","ดู เห็ดหลินจือ.",null,null],
    [2462,2448,"เห็ดหลินจือ",null,null,"น. เครื่องยาซึ่งเป็นเห็ดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma Lucidum (Fr.) Karst ในวงศ์ Polyporaceae มีชื่อสามัญว่าganoderma, glossy ganoderma, lacquered mushroom ดอกเห็ดแข็ง รูปไต รูปครึ่งวงกลมหรือรูปเกือบกลม สีน้ำตาลแกมเหลืองถึงสีน้ำตาลแดง มีความหนาแตกต่างกันไป ด้านบนเป็นมันวาว มีขอบเป็นวงแหวนและมีรอยย่นเป็นแนวรัศมี ขอบบางเรียบ มักม้วนเข้า ด้านล่างสีขาวถึงสีน้ำตาล สปอร์ขนาดเล็ก สีน้ำตาลแกมเหลือง กลิ่นหอมอ่อน รสขมฝาด ตำรายาของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำหนดข้อบ่งใช้สำหรับอาการวิงเวียน นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น, หลิงจือ เห็ดหมื่นปี หรือ เห็ดหลิงจือ ก็เรียก."],
    [2463,2449,"เหน้า",null,null,"ว. เสียและมีกลิ่นเหม็น ปัจจุบันเขียน เน่า."],
    [2464,2450,"เหมันตคิมหันตฤดู","ดูใน ฤดู ๔.","น.","การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจกำหนดไว้ต่างกัน ตำราเวชศึกษาแบ่งเป็น ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ส่วนคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ แบ่งเป็น คิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๑๑ ถึงเดือนอ้าย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วสันตเหมันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป."],
    [2465,2451,"เหมันตฤดู","ดูใน ฤดู ๓, ฤดู ๔ และ ฤดู ๖.",null,"- การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๓ ฤดู ฤดูละ ๔ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ คิมหันตฤดู (ฤดูร้อน) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ วสันตฤดู (ฤดูฝน) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น คิมหันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานเตโช.\n- การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปีเป็น ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจกำหนดไว้ต่างกัน ตำราเวชศึกษาแบ่งเป็น ฤดูที่ ๑ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๓ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ส่วนคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ แบ่งเป็น คิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต่เดือน ๑๑ ถึงเดือนอ้าย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแต่เดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วสันตเหมันตฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป.\n- การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปี เป็น ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานต่าง ๆ ที่ประจำในแต่ละฤดู เช่น วัสสานฤดู มักทำให้เกิดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ."],
    [2466,2452,"เหยียบ",null,null,"ก. วางเท้ากดลงไปบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย."],
    [2467,2453,"เหยียบขื่อ","ดู เข้าขื่อ.",null,null],
    [2468,2454,"เหล็กสรรพคุณ",null,null,"น. เหล็กกล้าที่มีคุณภาพดี ใช้เผาไฟจนร้อนแดงจุ่มลงในน้ำ ทำซ้ำหลายครั้ง น้ำที่ได้ใช้เป็นน้ำกระสายยาหรือเผาไฟจนร้อนแดง จุ่มลงในน้ำกระสายยา เพื่อให้ยามีฤทธิ์แรงขึ้น ดังคัมภีร์มหาโชตรัต ตอนหนึ่งว่า [๑๕/๒๘๒] “... ขนานหนึ่งเอาข่า ๑ ไพล ๑ ผิวมะกรูด ๑ การบูร ๑ สลึง กระเทียม ๕ สลึง พริก ๑ ขิงสด ๑ ดองดึง ๑ ดีปลี ๑ ใบสันพร้ามอญ ๑ สมอร่องแร่ง ๑ ดินประสิวขาว ๑ สารส้ม ๑ เอาน้ำผักเป็ดแดงเป็นกระสาย บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำ ผักเป็ดแดงเอาเหล็กสรรพคุณเผาไฟชุบ ๓ ครั้งให้ยานั้นร้อน กินแก้ระดูนั้นขัดออกสะดวกดีแล ...”."],
    [2469,2455,"เหลืองปิดสมุทร, เหลืองปิดสมุทร์",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ท้องเสีย มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๒๙] ตอนหนึ่งว่า “... ยาเหลืองปิดสมุทร เอาแห้วหมู ขมิ้นอ้อย เปลือกเพกา รากกล้วยตีบ กระเทียม ดีปลี ชันย้อย ครั่ง สีเสียดไทย สีเสียดเทศ ใบเทียน ใบทับทิม ส่วนเท่ากันขมิ้นชันเอากึ่งยาทั้งหลาย ทำเป็นจุณ กินแก้อุจจาระเป็นมูกเลือด …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ อย่างไรก็ตาม ยาแผนไทยซึ่งใช้ชื่อนี้อาจมีสูตรตำรับแตกต่างกันออกไป เช่น ยาเหลืองปิดสมุทรในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๙๐] ซึ่งมีสูตรตำรับดังนี้ “... ยาชื่อเหลืองปิดสมุทร เอาพริกไทยส่วน ๑, เบญจกานี, แก่นสนสิ่งละ ๒ ส่วน ผลกรดต้น ๓ ส่วน, ขมิ้นอ้อย ๖ ส่วน, เปลือกมังคุด ๑๔ ส่วน ทำเป็นจุณบดละลายน้ำเทียนดำกานพลู ต้มกินแก้สรรพอติสารหายดีนัก ...”."],
    [2470,2456,"เหียน",null,null,"ก. มีอาการพะอืดพะอมคล้ายจะคลื่นไส้ เช่น รู้สึกเหียน ๆ, มักใช้คู่กับคำ คลื่น เป็น คลื่นเหียน ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๕๑/๗๔] ตอนหนึ่งว่า “... เมื่อจักใกล้ตาย ก็เน่าเปนบิดปวดมวน เสมหะในลำฅอกวน กินอาหารชวนให้เหียนให้รากครุ่นไป ...”."],
    [2471,2457,"เหียนราก",null,null,"ก. มีอาการจะอาเจียน ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๕๑/๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... ไข้นั้นให้เชื่อมมัว เหียนรากระส่ำระสาย ...”."],
    [2472,2458,"เหื่อ",null,null,"น. เหงื่อ."],
    [2473,2459,"แหน","ดู สมอพิเภก.",null,null],
    [2474,2460,"แหน่นแน้","ดู รางจืด.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia laurifolia Lindl. ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า babbler’s vine, blue trumpet vine เป็นไม้เลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมถึงเรียวแหลมเป็นติ่ง โคนเว้า มน ตัดหรือรูปลิ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกที่ยอดและตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วงอ่อนอมสีฟ้า โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ภายในหลอดสีขาว ปากหลอดผาย ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก ปลายเรียวเป็นจะงอยคล้ายปากแหลม เมล็ดค่อนข้างกลม แป้น ผิวขรุขระ, ราก เถา และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๖๕] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตำบลกล่าวว่า รสเย็นถอนพิษและยาเบื่อเมา แพทย์ตามชนบทใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ และพิษทั้งปวง รากและเถารับประทานเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษร้อนทั้งปวง ...”, เครือเขาเขียว เครือยาเขียว น้ำแน้ รางเย็น หรือ แหน่นแน้ ก็เรียก."],
    [2475,2461,"แหร","ดู แกแล.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นแก่นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีรสและสรรพคุณ ดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๙] ตอนหนึ่งว่า “… แก่นแกแลมีรสขม ชาขื่น บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ, แก้พุพอง, บำรุงกำลัง, แก้กาฬสิงคลี, ขับปัสสาวะ ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Maclura cochinchinensis (Lour.) Corner ในวงศ์ Moraceae มีชื่อสามัญว่า cockspur thorn เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยถึงไม้เถา เนื้อแข็ง มียางสีเหลืองอ่อน ต้น กิ่ง และซอกใบ มีหนามแหลมแข็ง ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี ปลายแหลมหรือมน โคนสอบ ขอบเรียบดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อกระจะ ช่อดอก เพศเมียเป็นช่อกระจุกแน่น ออกตามซอกใบเป็นคู่หรือเดี่ยวช่อดอกเพศผู้สีขาวนวล ดอกเล็กมาก ผลแบบผลรวม กลม ผิวขรุขระ เมล็ดเล็กมาก, แกก้อง แกล ไม้เหลือง หรือ แหร ก็เรียก."],
    [2476,2462,"แหลขี้ควาย","ดู กำลังวัวเถลิง.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเนื้อไม้และเปลือกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๕๑] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือกปรุงเป็นยารับประทานบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงกำลัง ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้เนื้อไม้และเปลือก ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิต, ทำธาตุให้บริบูรณ์, บำรุงเส้นเอ็นแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และบำรุงกำลัง ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anaxagorea luzonensis A. Gray ในวงศ์ Annonaceae เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ ๒ เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลไหม้ เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน โคนมน ปลายเรียวแหลม ขอบเป็นคลื่น แผ่นใบบาง ก้านใบสั้น ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ขนาดเล็ก สีขาว ก้านสั้น, ชะแมบ ช้าวัวเถลิง ปูน หรือ แหลขี้ควาย ก็เรียก."],
    [2477,2463,"แห้วหมู",null,null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyperus rotundus L. ในวงศ์ Cyperaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๒๑๘] ตอนหนึ่งว่า “... มีประโยชน์ในการบำรุงหัวใจ ขับเหงื่อและปัสสาวะ ... ใช้เป็นยาขับลมในลำไส้และแก้ปวดท้อง โดยใช้หัวแห้วหมูตำกับขิง แล้วรับประทานกับน้ำผึ้ง และใช้เป็นยาแก้บิด ... เป็นยาช่วยให้มีน้ำนมมาก และถ้ารับประทานมากเป็นยาขับไส้เดือนในลำไส้ ถ้าใช้ภายนอกเป็นยาพอกดูดพิษ ...”, แห้วหมูที่เป็นเครื่องยามี ๒ ประเภท ถ้าหัวใหญ่ เรียก แห้วหมูใหญ่ ถ้าหัวเล็ก เรียก แห้วหมูเล็ก และมีปริศนาคำกลอนที่เกี่ยวกับตัวยาสมุนไพรใช้วลีปริศนาตัวยาว่า “พลิกจบธรณี” ซึ่งหมายถึง แห้วหมู. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyperus rotundus L. ในวงศ์ Cyperaceae มีชื่อสามัญว่า nut grass เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีไหลใต้ดินเป็นเส้นยาว เจริญต่อไปเป็นต้นใหม่ได้เหง้ารูปกลม รูปไข่ หรือรูปรี แข็งสีดำ ลำต้นเล็ก เป็นสามเหลี่ยม ใบออกเป็นกอ แต่ละใบรูปแถบแบน ปลายเรียวแหลม กลางใบเป็นร่อง สีเขียวเข้ม กาบใบสีน้ำตาล ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ดอกขนาดเล็ก สีออกแดงหรือสีน้ำตาลแกมสีม่วงอ่อน ขอบใส ตรงสันสีออกเขียว ผลรูปทรงกระบอกหรือรูปทรงกระบอกแกมรูปไข่กลับ มีหน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมสีน้ำตาลหรือดำ มีจุดโปร่งแสง, หญ้าแห้วหมู ก็เรียก."],
    [2478,2464,"แห้วหมูเล็ก","ดูใน แห้วหมู.",null,null],
    [2479,2465,"แห้วหมูใหญ่","ดูใน แห้วหมู.",null,null],
    [2480,2466,"แหวะ","ดู สำรอก ประกอบ.",null,"ก. อาการที่เด็กเล็ก ๆ สำรอกอาหารหรือยาออกมา."],
    [2481,2467,"โหระพา",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basilicum L. ในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อสามัญว่า common basil, sweet basil เป็นไม้ล้มลุก ทุกส่วนของต้นมีกลิ่นเฉพาะ ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปรี โคนสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบหรือจักฟันเลื่อยห่าง ช่อดอกแบบช่อฉัตร ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๒ ปาก ปากบนมี ๔ กลีบ ปากล่างมี ๑ กลีบ ยาวกว่าปากบน มีขนสีขาว ผลรูปรีหรือรูปขอบขนานแกมรูปรี เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม, ใบและเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๕๒] ตอนหนึ่งว่า “... ใบปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ใช้ใบปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทำให้ผาย เมล็ดรับประทานแก้บิด ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ถ่ายสะดวก ใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาเด็กแก้พิษตานทราง แก้นอนสะดุ้งผวาของเด็กดี ...”."],
    [2482,2468,"ไหปลาร้า",null,null,"น. หลุมข้างคอถัดกระดูกไหปลาร้าขึ้นไป, เรียกกระดูก ทั้งคู่ที่อยู่ต้นคอข้างหน้าว่า กระดูกไหปลาร้า."],
    [2483,2469,"ไหล่",null,null,"น. ส่วนของบ่าตอนที่ติดกับต้นแขน."],
    [2484,2470,"ไหล่ตก","ดู ไหล่ลด.",null,null],
    [2485,2471,"ไหล่ตาย",null,null,"น. การที่ข้อบริเวณบ่าตอนที่ติดกับต้นแขนเคลื่อนไหวไม่ได้."],
    [2486,2472,"ไหล่ติด",null,null,"น. การยึดติดกันของข้อบริเวณบ่าตอนที่ติดกับต้นแขน ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก มักทำให้เกิดอาการเจ็บหรือปวด, หัวไหล่ติด ก็เรียก."],
    [2487,2473,"ไหล่ทรุด","ดู ไหล่ลด.",null,null],
    [2488,2474,"ไหล่เบี่ยง",null,null,"น. อาการที่ข้อบริเวณส่วนของบ่าตอนที่ติดกับต้นแขน เคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม แต่ไม่เคลื่อนออกจากข้อที่ติดอยู่."],
    [2489,2475,"ไหลเผือก","ดู ปลาไหลเผือก.","น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [2490,2476,"ไหล่ลด",null,null,"น. อาการที่ต้นแขนบริเวณส่วนของบ่าตอนที่ติดกับต้นแขนเคลื่อนที่ต่ำลงจากตำแหน่งเดิม, ไหล่ตก หรือ ไหล่ทรุด ก็เรียก."],
    [2491,2477,"ไหล่หลุด",null,null,"น. อาการที่ข้อบริเวณส่วนของบ่าตอนที่ติดกับต้นแขน เคลื่อนออกจากข้อที่ติดอยู่."],
    [2492,2478,"องค์กำเนิด","ดู องคชาต.","น.","น. อวัยวะสืบพันธุ์ของชาย, คุยหฐาน หรือ องค์กำเนิดก็เรียก."],
    [2493,2479,"องคชาต",null,"น.","น. อวัยวะสืบพันธุ์ของชาย, คุยหฐาน หรือ องค์กำเนิดก็เรียก."],
    [2494,2480,"องคสูตร",null,null,"น. โรคทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์กลุ่มหนึ่งเกิดกับผู้ชาย ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันไปตามฤดูที่ป่วย ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ๑) ผู้ที่ป่วยในฤดูร้อน อัณฑะข้างขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดร้อน เสียดแทงร้าวไปถึงราวข้าง มีเลือดไหลซึมในช่องปัสสาวะ ทำให้มีอาการปวดแสบร้อนมาก ปัสสาวะขัด ท้องผูกมาก อาจมีอาการปวดเสียวลงไปตามเท้า ถ้านอนลงกล้ามเนื้อจะกระตุกเต้นเบา ๆ เป็นต้น ๒) ผู้ที่ป่วยในฤดูฝน จะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหน้าอก กระดูกสันหลัง บ่าทั้ง ๒ ข้างร้าวไป ถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ข้าง ปวดแสบปวดร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด และอาจชักได้ ๓) ผู้ที่ป่วยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดในองคชาต ปัสสาวะหยดย้อย เจ็บเอว กินไม่ได้ ถ้าเป็นนานจะทำให้องคชาตขาด และตายได้ และ ๔) ผู้ที่ป่วยในฤดูแห่งสันนิบาต จะมีอัณฑะบวมและผิวเป็นสีดำ ปวดแสบปวดร้อน ถ่ายปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะเป็นเลือดปนหนอง ปวดเสียดตามสองราวข้างและหน้าอก กินข้าวไม่ได้ คอแห้ง เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๔๓] ตอนหนึ่งว่า “... องคสูตรเกิดในคิมหันตฤดูนั้น เมื่อจะบังเกิดให้อัณฑะข้างขวานั้นฟกแดงดังผลตำลึงสุก ให้แสบให้ร้อนเป็นกำลัง และมักให้โลหิตหยดลงตามช่องปัสสาวะ ให้ปวดให้ร้อน แล้วแล่นไปตามเส้น ตามเอ็นทั้งปวง จับเอาสองราวข้างให้เสียดแทงและให้อุจจาระผูกเป็นพรรดึก และให้ขัดปัสสาวะมิได้สะดวก โทษทั้งนี้เกิดเพื่อโลหิต ๓ ส่วน วาโยระคน ๒ ส่วน ... องคสูตรอันบังเกิดในวสันตฤดู คือ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เป็นคำรบ ๒ มีอาการและประเภท กระทำให้เจ็บอกและขาทั้ง ๒ ข้าง ให้เจ็บเสียวขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง กระวัดมาราวนม แล่นลงไปปลายเท้าทั้ง ๒ ให้ขบตอดดุจมดตะนอยต่อย ให้สะท้านหนาวสะท้านร้อน ให้วิงเวียนไปปัสสาวะให้แสบร้อนในองคชาตไป อุจจาระให้เป็นมูกเลือดสดออกมา โทษทั้งนี้เกิดเพื่อวาโย ๓ ส่วน เพื่อโลหิตส่วน ๑ บังเกิดแต่ลำไส้ ... องคสูตรอันบังเกิดในเหมันตฤดู คือ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ เดือน ๑ นั้น เป็นคำรบ ๓ มีอาการและประเภทกระทำ เมื่อจะบังเกิดนั้นให้ปวดในองคชาตให้ปัสสาวะเล็ดออกมาแล้วให้เจ็บเอวเป็นกำลัง บริโภคอาหารมิได้ โทษบังเกิดเพื่อ เสมหะ ๓ ส่วน เพื่อโลหิต ๒ ส่วน ครั้นแก่เข้ากระทำให้ไส้แก่ ออกขาดออกมา ... องคสูตรอันบังเกิดในกองสันนิบาตฤดู คือ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เป็นคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำให้ผิวอันฑะดำ และให้อันฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษให้แสบร้อนเป็นกำลัง และให้ขัด ให้ปัสสาวะเป็นบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และให้แสบตามช่องปัสสาวะ และให้เสียดสองราวข้าง และหน้าอกขึ้นมาตามเกลียวปัตคาด ให้จับเป็นเพลา บริโภคอาหารมิได้ ให้อาเจียนเป็นลมเปล่า ให้คอตัน ให้คอแห้ง ให้น้ำลายเหนียว ให้ตกเสมหะ โลหิตทางทวารหนัก ดุจเป็นบิด ให้ร้อนในอก ให้สวิงสวายเป็นกำลังโทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพร้อมกันหากำหนดมิได้ ...”."],
    [2495,2481,"องคุลี",null,null,"น. มาตราวัดความยาวแบบโบราณ ความยาว ๑ องคุลีเท่ากับความยาวของข้อปลายนิ้วกลาง แต่ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) อธิบายไว้ในตำนานการวัดความยาวว่า องคุลี หมายถึง ระยะข้อปลายของนิ้วชี้ ทั้งนี้ในทางการนวดใช้ความยาวของข้อปลายนิ้วชี้ของผู้ป่วยเป็นเกณฑ์ ในทางเภสัชกรรม ใช้ความยาวของข้อปลายนิ้วกลางของหมอผู้ปรุงยาเป็นเกณฑ์."],
    [2496,2482,"อชิณ, อชิน",null,null,"น. เอาชนะไม่ได้."],
    [2497,2483,"อชิณโทษ",null,null,"น. โทษอันเกิดจากการกินยาบำบัดโรค หรือกินอาหารบำรุงธาตุไม่ถูกกับโรคหรือไม่ถูกกับธาตุอยู่เนือง ๆ."],
    [2498,2484,"อชิณธาตุ",null,null,"น. ไม่ถูกกับธาตุ หรือแสลงกับธาตุ."],
    [2499,2485,"อชิณธาตุโรคอติสาร",null,null,"น. อติสารกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากการกินยาบำบัดโรค หรือกินอาหารบำรุงธาตุไม่ถูกกับโรคไม่ถูกกับธาตุอยู่เนือง ๆ ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระอย่างแรง อุจจาระมีสีต่าง ๆ ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๔ ประเภท ตามเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระอย่างแรง ได้แก่ เสมหะอชิณ ปิตตะอชิณ วาตะอชิณ และสันนิปาตะอชิณ ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะอชิณธาตุโรคอติสาร ว่าด้วยลักษณะลงเป็นเพื่อสำแลงมี ๒ ประการคือ อชิณธาตุประการ ๑ เป็นด้วยบริโภคอาหารมิได้ควรแก่ธาตุคือ อชิณโรคประการหนึ่งเป็นด้วยการบริโภคยาอันไปบ่มิได้ควรแก่โรคและลักษณะ ๒ ประการนี้อาจารย์กล่าวไว้ในคัมภีร์พิณณธาตุมีกระโฉลกโน้น ขอยกมาไว้ในที่นี้ ให้แพทย์ทั้งหลายพึงรู้ในประเภทอชิณ ๔ ประการ ดุจมีไปในข้างหนึ่งข้างหน้านั้น คือเสมหอชิณ ๑ ปีตตอชิณ ๑ วาตอชิณ ๑ สันนิบาตอชิณ ๑ อันบังเกิดตามสมุฏฐานธาตุโรค …”."],
    [2500,2486,"อชิณโรค",null,null,"น. โรคที่เอาชนะไม่ได้ โรคที่รักษาไม่หาย."],
    [2501,2487,"อดุลยวิถาร",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้พิษ กำเดาอันเกิดจากอาโปธาตุกำเริบ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๔-๕] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่อว่าอดุลยวิถาร แก้พิศม์กำเดาอาโปธาตุกำเริบท่านให้เอาชะมด ๑ ภิมเสน ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ชะมดเชียง ๑ ชะลูด ๑ หญ้าฝรัน ๑ อำพันทอง ๑ โกฏศีศะบัว ๑ จันทน์ทั้ง ๒ เปราะหอม ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ กรุงเขมา ๑ กำยาน ๑ จันทน์คันนา ๑ ผลโหระพา ๑ เกลดหอยเทศ ๑ เกสรบัวหลวง ๑ บัวเผื่อน ๑ จงกลนี ๑ สัตบุต ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกอัญชันขาว ๑ ผลเอนเทศ ๑ ผลผักชี ๑ ชะเอมทั้ง ๒ ดอกมะลิ ๑ ดอกกระดังงา ๑ ดอกพิกุล ๑ โกฏเขมา ๑ เนระภูสีทั้ง ๒ ใบสะเดา ๑ หญ้ารังกา ๑ รากมะตูม ๑ ใบกระวาน ๑ ผลกระวาน ๑ ผักบุ้งล้วม ๑ ใบเหงือกปลาหมอ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ดีงูเหลือม ๑ มูลโคเถื่อน ๑ เอาสิ่งละ บดปั้นแท่ง ละลาย น้ำดอกไม้ ทั้งกิน ทั้งพ่น แก้พิศม์ไข้ทั้งปวงดีนัก ถ้าพิศม์ทำภายในให้ลงท้อง แทรกฝิ่นกินหายแล …” คำนี้แพทย์แผนไทยนิยมอ่านว่า อะดุนวิถาน."],
    [2502,2488,"อติสาทยโรค",null,null,"น. โรคที่รักษาไม่ได้."],
    [2503,2489,"อติสาร",null,null,"น. โรคที่ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ เป็นมูก เป็นเลือด อุจจาระมีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ โบราณ-กรรมอติสาร และปัจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะอติสารวรรค ว่าด้วยอติสารอันเป็นโบราณกรรม ๕ ปัจจุบันกรรม ๖ เป็น ๑๑ วรรค ...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปักวาตอติสาร ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นโบราณกรรมอติสาร หรือปัจจุบันกรรมอติสาร."],
    [2504,2490,"อทิศรูป",null,null,"น. ลักษณะของทารกแรกเกิดที่มีศีรษะโตและกระหม่อมบุ๋มลึก เมื่ออยู่ในเรือนไฟจะมีเขม่าขึ้นพอประมาณ มีซางขึ้นในลิ้นจนถึงปลายลิ้น ลุกลามไปทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน เป็นต้น ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๑๔] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักขณอาทิศรูปนั้น เมื่ออยู่ในเรือนเพลิงเขม่าขึ้นแต่ภอประมาณ ทรางขึ้นในลิ้นจนปลายลิ้น ครั้นหล่นแล้วแต่ในเรือนเพลิงนั้นให้ลง อาเจียรก็ดี ...”."],
    [2505,2491,"อธิกรณ์",null,null,"น. โทษ ดังคัมภีร์ฉันทศาสตร์ [๔๑/๘] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่งนั้นไซร้ทรางทำ เจ็บประจำอยู่ก่อน ให้อธิกรณ์แก่เด็กใด ท้องลงไหลเปนมูกคละ อุจาระพิการเปน เปรี้ยวคาวเหม็น ๒ อย่าง ลอองทรางขึ้นคอใน กำเริบไอเปนหมู่ ๆ กำเดาจุ่มาซ้ำเข้า ให้ซึมเซาเชื่อมมัว หัวตัวเปนเปลวร้อน โดยอธิกรณ์สังเกตมา แพทย์ให้ยาอย่าดูเบา …”."],
    [2506,2492,"อโธคมาวาตา",null,null,"น. ลมพัดตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า บางตำราว่าพัดตั้งแต่ลำไส้น้อยถึงทวารหนัก เช่น ลมที่เกิดจากการผายลม อโธคมาวาตาเป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม."],
    [2507,2493,"อนธการ",null,null,"น. ความมืด ความมัว ความมืดมน เวลาค่ำ ความเขลา, อันธการ์ หรือ อันธการ ก็เรียก."],
    [2508,2494,"อนันตไกรวาต",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่งใช้แก้ไข้กาฬต่าง ๆ แก้พิษต่าง ๆ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๓๗] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่ออนันตไกรวาต แก้พิศม์ไข้ทำให้ชักลิ้นกระด้าง คางแขงแลชักสั่นไปทั้งกาย แลทำพิศม์ต่าง ๆ ถ้าจะแก้ท่าน ให้เอากระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูทับสมิงคลา ๑ คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑ กรามแรด ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้เกรียม โกฏศีศะบัว ๑ โกฏสอ ๑ โกฏกระดูก ๑ เทียนดำ ๑ ผลโหระภา ๑ ผลผักชี ๑ น้ำประสานทอง ๑ ใบภิมเสน ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ใบท้องหลางน้ำ ๑ รากถั่วภู ๑ รากตำลึงตัวผู้ ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกพิกุล ๑ ยาทั้งนี้เอาเสมอภาค บดทำแท่งไว้ น้ำกระสาย น้ำซาวเข้า น้ำดอกไม้ก็ได้ แทรกดีงูภิมเสน กินแก้แดก แก้ชัก แก้เชื่อม แก้มึน แก้ลิ้นกระด้างคางแขง ทั้งกิน ทั้งชะโลม ก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาวิเสศนัก …”."],
    [2509,2495,"อบ",null,null,"ก. รมควันไอน้ำหรือไอน้ำปรุงกลิ่นด้วยสมุนไพร ในบริเวณที่ไอน้ำนั้นกระจายออกไปไม่ได้."],
    [2510,2496,"อพัทธะปิตตะ","ดูใน สมุฏฐานปิตตะ.","น.","ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ พัทธะปิตตะ (น้ำดีที่อยู่ในฝักหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปิตตะ (น้ำดีที่อยู่นอกฝักหรือนอกถุงน้ำดี) และกำเดา (เปลวแห่งความร้อน หรือความร้อนที่ได้จากการเผาผลาญในร่างกาย)."],
    [2511,2497,"อภัยสาลี",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้โรคลม จุกเสียดแน่น เป็นต้น มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๐] ตอนหนึ่งว่า “... ยาอภัยสาลี เอาลูกจันทน์ ๑ สลึง ดอกจันทน์ ๒ สลึง ลูกกระวาน ๓ สลึง กานพลู ๑ บาท ลูกพิลังกาสา ๑ บาท ๒ สลึง ว่านน้ำ ๑ บาท ๓ สลึง โกฐสอ ๒ บาท โกฐเขมา ๒ บาท ๑ สลึง เทียนข้าวเปลือก ๒ บาท ๒ สลึง เทียนแดง ๒ บาท ๓ สลึง เทียนขาว ๒ บาท เทียนตาตั๊กแตน ๒ บาท ๑ สลึง เจตมูลเพลิง ๓ บาท สมอไทย ๓ บาท ๑ สลึง สมอเทศ ๓ บาท ๑ สลึง หัวบุกรอ ๓ บาท ๓ สลึง สหัศคุณเทศ ๑ ตำลึง ๒ บาท จันทน์เทศ ๑ ตำลึง กัญชา ๓ บาท ๓ สลึง พลิกล่อน ๑ ตำลึง กินเช้าเย็นทุกวัน แก้สารพัดลม ๘๐ จำพวก แก้โลหิต ๒๐ จำพวก แก้ริดสีดวง ๒๐จำพวก ยานี้กินได้ ๓ เดือน หายโรคพยาธิมิได้มีเลยเป็นยาอายุวัฒนะ \n ทั้งเกิดปัญญารู้หลักนักปราชญ์มากกว่าคนทั้งปวง ถ้าผู้ใดพบให้ทำกินวิเศษนัก ใครกินยานี้ดุจยาทิพย์นั้นแล …” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ แต่ในสูตรตำรับที่ประกาศไม่มีกัญชา."],
    [2512,2498,"อภิฆาตสันนิบาต","ดู เบญจกาฬ-สันนิบาต, เบ็ญจกาฬสันนิบาต ประกอบ.",null,"น. เบญจกาฬสันนิบาตอันเกิดจากร่างกายถูกทำร้าย เช่น ถูกทุบถองโบยตี ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะมาก ท้องเสีย กินอาหารไม่ได้ กระหายน้ำ ปวดเสียดทั้งตัว ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๑] ตอนหนึ่งว่า “... กล่าวแต่อภิฆาตสันนิบาตนั้นก่อนเป็นปฐม คือบังเกิดด้วยอำนาจท่านผู้อื่นเบียดเบียน มีทุบถองตบตีเป็นต้น จึงบังเกิดมีอาการกระทำให้ปวดศีรษะดังต้องพิษอันใดอันหนึ่ง มักให้ลงท้อง บริโภคอาหารมิได้และมักโกรธและให้กระหายน้ำ มักให้เสียดไปทั้งตัว และมักให้สลบ อันว่าลักษณะดังนี้ ได้ชื่อว่าอภิฆาตสันนิบาต ...”."],
    [2513,2499,"อภิวาราภัยสันนิบาต","ดู เบญจกาฬสันนิบาต, เบ็ญจกาฬสันนิบาต ประกอบ.",null,"น. เบญจกาฬสันนิบาตอันเกิดจากการทำงานหนักเกินไป ผู้ป่วยจะมีอาการเครียด ซึมเศร้า สะบัดร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๒] “... อภิวาราภัยสันนิบาตนั้นเป็นคำรบ ๒ บังเกิดด้วยความเพียรกระทำการงาน และทรมานกายมิวายเวลา หาความสุขมิได้เป็นต้น จึงมีอาการกระทำให้ขลาดและให้เจรจาผิด และให้ทุกข์โศก และให้บังเกิดซึ่งความโกรธได้ มักให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว และกระทำอาการให้เป็นดังปีศาจเข้าสิง มักให้คลั่งมีให้กลัวคนให้ใหลหลง และให้กระหายน้ำเป็นกำลัง ถ้าบังเกิดแก่บุคคลผู้ใดนั้น ได้ชื่อว่าอภิวาราภัยสันนิบาต ...”."],
    [2514,2500,"อภิสังคสันนิบาต","ดู เบญจกาฬ\n  สันนิบาต, เบ็ญจกาฬสันนิบาต ประกอบ.",null,"น. เบญจกาฬสันนิบาตอันเกิดจากความคับแค้นใจ เจ็บช้ำใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเครียด ทำให้ปวดศีรษะ อาเจียนเป็นโลหิต ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๔] ตอนหนึ่งว่า “... อภิสังคสันนิบาตเป็นคำรบ ๓ บังเกิดด้วยขัดแค้นเคืองอันใดอันหนึ่ง และเจ็บช้ำในใจจนสำรอกโลหิตออกมาเป็นต้น คือมีอาการกระทำให้ขบศีรษะ เสียดแทงไปทั่วทั้งตัว และให้สลบไปใจจะขาด แต่ได้กลิ่นสิ่งอันใดอันหนึ่งก็ดี มักให้ร้อนทุรนทุรายยิ่งนัก และถ้าอาการซึ่งกล่าวมานี้บังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ใดจักให้ชื่อว่าอภิสังคสันนิบาต ...”."],
    [2515,2501,"อ้มกบ","ดู ผักกระโฉม.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นใบแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลหลักเภสัช [๒๐/๓๙] ตอนหนึ่งว่า “... ผักกระโฉม รสเย็น กระทุ้งพิษไข้หัว ระงับความร้อน ...” ตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๑๐๕] ตอนหนึ่งว่า “... มีสรรพคุณกระทุ้งพิษ แก้ไข้หัว จำพวกหืด หัด สุกใส ดำ แดง ฝีดาษ ระงับความร้อนจากพิษไข้ ... ” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบปรุงเป็นยาเขียวขนานสำคัญ เป็นยากระทุ้งพิษ ขับพิษไข้หัวจำพวกเหือด, หัด, สุกใส, ดำแดง, ฝีดาษ และระงับความร้อนได้ดี ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Limnophila rugosa (Roth) Merr. ในวงศ์ Plantaginaceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ รูปไข่แกมรูปขอบขนานถึงรูปรีแกมรูปไข่ โคนสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ขอบหยักมนถึงจักฟันเลื่อยหรือเรียบด้านบนมีขนคาย ด้านล่างมีขนตามเส้นใบ ช่อดอกคล้ายแบบช่อกระจุก มี ๒-๗ ดอก หรือออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ ดอกสีฟ้าครามตรงกลางดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแฉกลึก ๕ แฉก ผลแบบผลแห้งแตก รูปไข่ เมล็ดรูปไต, กะโฉม ผักกระโสม ผักกะโฉม หรือ อ้มกบ ก็เรียก."],
    [2516,2502,"อมุธาตุอติสาร",null,null,"น. โบราณกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากธาตุไฟหย่อน ทำให้อาหารไม่ย่อย ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเป็นสีน้ำล้างเนื้อ มีกลิ่นเหม็นคาว นอกจากนี้ ยังมีอาการผะอืดผะอม จุกเสียดแน่นท้อง คอแห้ง กระหายน้ำ เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖-๑๕๗] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าอมุธาตุอติสารนั้น ว่าในกองเตโชธาตุ อันชื่อว่าปริทัยหัคคีนั้นหย่อน เผาอาหาร มิได้ย่อยให้ผะอืดผะอม แดกขึ้นแดกลง ให้ลงไปจะนับเพลามิได้ ครั้นสิ้นอาหารแล้วก็ลงไปเป็นน้ำล้างเนื้อเหม็นคาว และให้กระหายน้ำคอแห้งจนถึงทรวงอก ปากแห้งฟันแห้งยิ่งนัก …” และตำราเวชศาสตร์วัณ์ณณา [๔๑/๘๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าอมุธาตุอติสารว่าในสาระสงเคราะห์ ว่าเตโชธาตุกำเริบก็มี บางทีไฟธาตุอันชื่อว่าปริณามัคคี สำหรับเผาอาหารนั้นหย่อนก็ให้พะอืดพะอม แดกขึ้นลง ก็ให้ลงไปจะนับเวลานั้นไม่ได้ ครั้นสิ้นกำลังอาหารแล้ว ให้ลงเปนน้ำล้างเนื้อ …”."],
    [2517,2503,"อยู่ไฟ",null,null,"๑. ก. นอนหรือนั่งผิงไฟ ใช้กับสตรีหลังคลอด โบราณมักใช้ไฟจากไม้ที่ติดไฟง่าย ให้ความร้อนดีและนาน ไม่แตกปะทุ เช่น ไม้สะแกนา ไม้มะขาม. ๒. น. กระบวนการดูแลสุขภาพของมารดาหลังคลอดในระยะแรก ซึ่งครอบคลุมการนอน หรือนั่งผิงไฟ การเข้ากระโจม การอาบสมุนไพร การนั่งถ่าน การทับหม้อเกลือ การนวด การประคบ การกินยา การกินอาหาร เป็นต้น โบราณเชื่อว่าความร้อนจะช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยให้เลือดลมของสตรีหลังคลอด ไหลเวียนดีขึ้น ลดการเกร็งและปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ ช่วยให้แผลฝีเย็บหายเร็วขึ้น ลดอาการเจ็บปวด อันเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกและจากเต้านมคัดช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นต้น, ในเรือนไฟ ก็เรียก."],
    [2518,2504,"อระวัณณโรค","ดู อุระวันนะโรค.",null,null],
    [2519,2505,"อสภ, อาสภ","ดูใน อสุภ, อสุภ-.",null,null],
    [2520,2506,"อสาทยโรค",null,null,"น. โรคที่รักษายาก."],
    [2521,2507,"อสุนนทปักษี, อสุนันทปักษี",null,null,"น. ปักษีที่เกิดกับทารก ทำให้มีไข้เวลาเที่ยงวัน สร่างเวลาเที่ยงคืน ทารกจะมีอาการกระหายน้ำ นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ได้ เป็นต้น โบราณว่า เกิดจาก “ปีศาจอยู่ตับ เข้าทางจมูก ออกทางตา” ดังคัมภีร์ประถมจินดา [๑/๒๒๗-๒๒๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันว่าลักษณอสุนนทปักษีนั้น กระทำโทษแก่กุมาร ให้อยากน้ำให้นอนมิหลับ กินเข้ามิได้ให้ตัวร้อนปีศาจอยู่ตับ ... อันว่าอสุนนทปักษีนั้นเข้าโดยจมูกออกโดยจักษุ ... อสุนันทปักษีนั้นเข้าเมื่อตระวันเที่ยงออกเมื่อเที่ยงคืน ...”."],
    [2522,2508,"อสุภ, อสุภ-",null,null,"๑. ว. ไม่งาม, ไม่สวย, ไม่ดี. ๒. น. เรียกซากศพว่า อสุภ และเลือนไปเป็น อสภ หรืออาสภ (อาศพ). ก็มี."],
    [2523,2509,"ออกดิบ, ออดิบ","ดู คูน.","น.","๑. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia fistula L. ในวงศ์ Fabaceae วงศ์ย่อย Caesalpinioideae เป็นไม้ต้น ผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกนอกสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล เรียบหรือแตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีเหลือง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน แผ่นใบเกลี้ยง ค่อนข้างบาง ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบ ห้อยลง กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่ ผลเป็นฝัก ห้อยลง รูปทรงกระบอก ผิวเกลี้ยง ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีดำ ภายในฝักมีเยื่อบางกั้นเป็นช่องตามขวาง แต่ละช่องมีเมล็ด ๑ เมล็ด รูปรี แบน สีน้ำตาลเป็นมัน, ราก เปลือก กระพี้ แก่น ใบ ดอก ฝัก และเมล็ดใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๓๗] ตอนหนึ่งว่า “... มีรสหวานเอียนเล็กน้อย เนื้อในฝัก รับประทานเป็นยาระบาย ถ่ายไม่สะดวกไม่มวนไม่ไซ้ท้อง เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ใบฆ่าพยาธิ์ ดอกแก้แผลเรื้อรัง กะพี้แก้รำมะนาด แก่นขับไส้เดือน รากขับพยาธิ์ คือ คุดทะราด ...”, ลมแล้ง ก็เรียก. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea Hook.f. ในวงศ์ Araceae เป็นไม้ล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียน อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น รูปไข่กว้างแกมรูปหัวใจ โคนเว้า ลึก แคบ ก้านใบใหญ่ สีเขียว หรือม่วง ช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ ตั้งตรงเป็นแท่ง มีกลิ่นหอม กาบสีเหลืองอมเขียว โอบหุ้มรอบโคนช่อดอก ดอกแยกเพศร่วมช่อ ไม่มีกลีบดอก กลุ่มดอกเพศเมียอยู่บริเวณโคนช่อ มีดอกน้อยกว่าดอกเพศผู้ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด รูปกลม ผิวบาง เมื่อสุกสีส้มหรือสีแดง มีเมล็ดแข็ง ๑ เมล็ด ก้านใบกินได้, ตูน ทูน ออดิบ หรือ ออกดิบ ก็เรียก."],
    [2524,2510,"อ่อนเพลีย",null,null,"ว. มีแรงลดน้อยถอยลง, หย่อนกำลัง."],
    [2525,2511,"อะหนี","ดู เทียนสัตตบุษย์.",null,null],
    [2526,2512,"อัคคีทวาร",null,"น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [2527,2513,"อัคนีโชตโรค","ดู ริดสีดวง \n  ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะเป็นเลือดไหลออกมาตามทวารเบา บางทีน้ำปัสสาวะเหลืองคล้ายน้ำขมิ้น บางทีมีหนองปน ปวดแสบปวดร้อนมาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๔] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าอัคนีโชต กล่าวคือโรคริดสีดวงอันบังเกิดในทางปัสสาวะนั้นเป็นคำรบ ๑๑ มีอาการกระทำให้ปัสสาวะนั้นเป็นโลหิตสด ๆ ไหลออกมาตามช่องปัสสาวะ บางทีให้น้ำปัสสาวะเหลืองดุจน้ำขมิ้น บางทีให้น้ำปัสสาวะ ออกมาเป็นบุพโพเจือ ให้แสบร้อนเป็นกำลัง ...”."],
    [2528,2514,"อัคนีวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ในคัมภีร์ใบลาน หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๑๒๗๕ เรื่องคัมภีร์ลม (หอสมุดแห่งชาติ) ให้คำอธิบายว่า ผู้ป่วยมีอาการเจ็บทั่วตัว นอนมาก เหม็นปาก หวานปาก มักเป็นรำมะนาด ปวดฟัน คันหู ผู้ป่วยมักอายุสั้น ดังความตอนหนึ่งว่า “... ลมหนึ่งชื่อว่าอัคนีวาต ให้เจบทั่วสรรพางค์ มักให้นอนนัก ให้เหมนปาก หวานปาก มักเป็นรำมะนาด เจบฟัน คันหู ถ้าเกิดแก่ผู้ใด อายุมิยืนเลย ...”."],
    [2529,2515,"อัควารันตวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากกองอัมพฤกษ์และสุมนา ผู้ป่วยมีอาการเจ็บทั่วตัว มักหลับนาน ฝันเห็นเรื่องน่ากลัว ทำให้ขนลุกไปทั้งตัว คันมาก เป็นต้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่า อัควารันตวาโยเป็นคำรบ ๕ นั้น เกิดแต่กองอัมพฤกษ์และสุมนาระคนกัน มักกระทำให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย มักให้นอนมาก มักฝันเห็น และให้พรึงขึ้นทั้งตัว ให้คันเป็นกำลัง ให้ผิวเนื้อชาสาก …”."],
    [2530,2516,"อังคมังคานุสารีวาตา",null,null,"น. ลมพัดทั่วสรีระกาย เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม."],
    [2531,2517,"อัญรูป",null,null,"น. ธาตุเดียวกันแต่มีสมบัติและรูปแบบต่างกัน เมื่อนําไปทําปฏิกิริยากับธาตุอื่นธาตุเดียวกัน จะให้ผลเป็นสารประกอบอันเดียวกัน เช่น ธาตุคาร์บอน มีอัญรูป คือ เพชร กับแกรไฟต์ เมื่อนําอัญรูปทั้ง ๒ นี้ ไปเผาด้วยความร้อนสูงกับธาตุออกซิเจน จะได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เช่นเดียวกัน."],
    [2532,2518,"อัฏฐิ",null,null,"น. กระดูก เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [2533,2519,"อัฏฐิมิญชัง",null,null,"น. เยื่อในกระดูก เป็นองค์ประกอบ ๑ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [2534,2520,"อัฐ",null,null,"น. เรียกเงินปลีกสมัยก่อน ๘ อัฐ เท่ากับ ๑ เฟื้อง."],
    [2535,2521,"อัณฑ-, อัณฑะ",null,null,"น. ส่วนหนึ่งของอวัยวะลับชาย, กระโปก; ไข่. (ป., ส.)."],
    [2536,2522,"อัณฑชะ, อัณฑะชะ",null,null,"น. สัตว์ที่เกิดจากไข่แล้วฟักเป็นตัว เช่น งู นก เต่า."],
    [2537,2523,"อัตพังคีวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากอโธคมาวาตกำเริบ เริ่มได้ตั้งแต่บริเวณฝ่าเท้าถึงกระหม่อม ผู้ป่วยมีอาการเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่มตำทั่วทั้งศีรษะและร่างกาย มักมีอาการในช่วงข้างขึ้นและทุเลาในช่วงข้างแรม ผู้ป่วยมักมีอายุสั้น ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๑๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะกำเนิดแห่งลมอันชื่อว่า อัตพังคีวาโยเป็นคำรบ ๘ นั้น เกิดแต่อโธคมาวาตกำเริบกล้า พัดขึ้นมาตลอดกระหม่อม กระทำให้เจ็บในกระหม่อม ดุจบุคคลเอาเข็มไปสักลงทั่วทั้งศีรษะและสรรพางค์กาย ครั้นเดือนขึ้นๆ ตามเดือน ครั้นเดือนแรมลงตามเดือน ขึ้นแต่ฝ่าเท้าเป็นอาทิ ลมกองนี้ถ้าเกิดแก่บุคคลใด ผู้นั้นอายุมิยืนเลย …”."],
    [2538,2524,"อันตคุณัง",null,null,"น. ลำไส้เล็ก ตำราการแพทย์แผนไทยเรียก ไส้น้อยเป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [2539,2525,"อันตคุนะโรค, อันตคุณะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในลำไส้น้อย ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย เวลาถ่ายอุจจาระมักผายลมเสียงดัง อาจมีมูกปน หิวโหย ไม่มีแรง ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๑] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรค อันชื่อว่าอันตคุณะ กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดขึ้นในลำไส้น้อยนั้นเป็นคำรบ ๙ มีอาการกระทำให้ลงท้องยิ่งนัก อยู่ดี ๆ ก็ลงไประคนด้วยวาโยมีกำลัง เมื่อไปอุจจาระดุจผายลม มีเสียงอันดัง บางทีมีเสมหะ บางทีหาเสมหะมิได้ ให้หิวโหยถอยกำลังยิ่งนัก ...”."],
    [2540,2526,"อันตโรโค","ดูใน กายโรโค.",null,null],
    [2541,2527,"อันตะริศะโรค, อันตะวิศะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยมีอาการ ผอมแห้ง เหลือง เมื่อย หอบ บางทีปวดท้อง ท้องขึ้นตลอดเวลา ผะอืดผะอม ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๗๐] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรคอันชื่อว่าอันตะริศะ กล่าวคือโรคริดสีดวงอันบังเกิดในลำไส้ใหญ่นั้นเป็นคำรบ ๘ มีอาการกระทำให้ผอมแห้ง ผอมเหลือง ให้เมื่อยให้หอบ บางทีให้ปวดท้องและท้องขึ้นมิรู้วาย ให้ผะอืดผะอมยิ่งนัก ...” และหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๘๔๕ หอสมุดแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณหฤศโรคอันชื่อว่าอันตะวิศะ กล่าวคือฤศดวงอันบังเกิดในลำไส้ใหญ่นั้นเปนคำรบ ๘ มีอาการกะทำให้ผอมแห้ง ผอมเหลือง ให้เหนื่อย ให้หอบ บางทีให้ปวดท้องๆ ขึ้นมิรู้วาย ให้พะอืดพะอมยิ่งนัก ...”."],
    [2542,2528,"อันตัง",null,null,"น. ลำไส้ใหญ่ ตำราการแพทย์แผนไทยเรียก ไส้ใหญ่เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่ง ของธาตุดิน."],
    [2543,2529,"อันธการ์, อันธการ","ดู อนธการ.",null,null],
    [2544,2530,"อัมพฤกษ์, อำมพฤก, อำมะพฤกษ์",null,null,"น. ๑. เส้นเหนือสะดือที่ต่อเนื่องจากเส้นสุมนา การทำงานและความผิดปรกติของเส้นนี้จะสัมพันธ์กับเส้นสุมนา ดังคัมภีร์ธาตุวิภังค์ [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งว่า “... ที่จะเปนโทษหนักนั้นแต่เส้นอันชื่อสุมนา อำมพฤก เส้นสุมนานั้นผูกดวงใจมีแต่จะให้สวิง ให้สวาย ทุรนทุรายหิวโหยหาแรงมิได้ อันว่าเส้นอัมพฤกษ์นั้น มีแต่จะให้กระสับกระส่าย ให้ร้อนให้เย็น ให้เมื่อย ให้เสียวไปทุกเส้นทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแต่ศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเท้า บางทีให้เจ็บเป็นเวลา ...”. ๒. ลมที่พัดจากปลายเท้าขึ้นไปทั่วตัว ทำให้อวัยวะต่าง ๆ อ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งว่า “... โกฎกระดูกแก้ลมอำมพฤก กระทำให้คลื่นเหียนให้จุกเสียดให้หูตึงให้ตามืด ...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการอวัยวะบางส่วน เช่น แขน ขา อ่อนแรง เป็นโรคที่คล้ายคลึงกับอัมพาตแต่อาการน้อยกว่า."],
    [2545,2531,"อัมพาต",null,null,"น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเท้าขึ้นไปทั่วตัว ทำให้อวัยวะบางส่วน เช่น แขนขาตาย ลิ้นกระด้างคางแข็ง. ๒. โรคชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการอวัยวะบางส่วน เช่น แขนขาตาย ไม่มีความรู้สึก ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมะรุมแก้ลมอำมพาต ให้มือตาย เท้าตาย หูตึง ลิ้นกระด้าง คางแขง ...”, เขียนว่า อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส. อม + วาต)."],
    [2546,2532,"อัมพาธิ","ดู อัมพาต.",null,null],
    [2547,2533,"อัมพิละ","ดู เปรี้ยว.",null,null],
    [2548,2534,"อัษฎางคุลี",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ลมจับหัวใจ ดังคัมภีร์มหาโชตรัต {๑๕/๒๘๔] ตอนหนึ่งว่า “… ยาชื่ออัษฎางคุลี ท่านให้เอาเปลือกผลเงาะ ๑ โกฐเขมา ๑ โกฐจุฬาลำพา ๑ เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนเยาวพาณี ๑ ตรีกฎุก ๑ เอาเสมอภาคทำผงละลายน้ำส้มซ่าก็ได้ น้ำขิงก็ได้ กินหาย แก้ลมจับหัวใจ …”."],
    [2549,2535,"อัสสาสปัสสาสวาตา, อัสสาสะปัสสาสะวาตา, อัส์สาสปัส์สาสวาตา",null,null,"น. ลมหายใจเข้าออก เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม."],
    [2550,2536,"อัสสุ",null,null,"น. น้ำตา เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ."],
    [2551,2537,"อาการ ๓๒",null,"น.","ส่วนที่ประกอบเป็นร่างกายที่มองเห็นและจับต้องได้ ๓๒ อย่าง มีธาตุดิน ๒๐ อย่าง (ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไตหรือพุง หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า และสมอง ศีรษะ) และธาตุน้ำ ๑๒ อย่าง (ได้แก่ น้ำดี เสมหะหรือเสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้นหรือไขมัน น้ำตา มันเหลวหรือน้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และปัสสาวะ) เมื่อมีส่วนประกอบเหล่านี้ครบสมบูรณ์ มักเรียกว่า อาการครบ ๓๒, ทวัตดึง-สาการ ทวดึงสาการ ทวดึงษาการ หรือ ทวัตติงสาการ ก็เรียก."],
    [2552,2538,"อาการตัด",null,null,"ว. อาการรุนแรงมาก รักษาไม่หาย."],
    [2553,2539,"อากาศธาตุ",null,null,"น. ธาตุหนึ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายมนุษย์ (ตามหลักวิชาการแพทย์อายุรเวท การแพทย์ยูนานิ และการแพทย์พื้นบ้านล้านนา) ดังคัมภีร์มหาโชตรัต [๒/๒๖๒] ตอนหนึ่งว่า “… อันว่าลักษณอากาศธาตุนั้น ว่ามีอยู่ทั้งภายในนอก สุดแต่มีระหว่างในที่ใดที่นั้นก็เรียกว่าอากาศธาตุ …”."],
    [2554,2540,"อาคันตุกสันนิบาต","ดู เบญจกาฬสันนิบาต, เบ็ญจกาฬสันนิบาต. ประกอบ.",null,"น. สันนิบาตที่เกิดขึ้นแทรกเป็นครั้งคราว ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากสมุฏฐานโรคเจือระคนกัน เกิดร่วมกัน ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๙๖] ตอนหนึ่งว่า “... ว่าด้วยลักษณะสันนิบาตอันบังเกิดขึ้น ในที่สุดกำหนดแห่งสมุฏฐาน คือ ๒๙ ราตรีนั้นยังไปบมิได้สำเร็จและสมุฏฐานโรคนั้น จึงเจือระคนมาได้นามชื่อสันนิบาต ...”, สันนิบาตจร ก็เรียก."],
    [2555,2541,"อาเจียน",null,null,"ก. สำรอกออกมาทางปาก, รากออกมา, อ้วกออกมาดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑/๘๑] “... ให้ตัวร้อนให้อาเจียน ให้ปากแห้งปากเปรี้ยวปากขม กินเข้าไม่ได้ ...”."],
    [2556,2542,"อาโปธาตุ","ดู ธาตุน้ำ.",null,null],
    [2557,2543,"อาโปธาตุสมุฏฐาน","ดูใน ธาตุสมุฏฐาน.","น.","ธาตุทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ได้แก่ ปถวีธาตุสมุฏฐาน ธาตุดินเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค อาโปธาตุสมุฏฐาน ธาตุน้ำเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค วาโยธาตุสมุฏฐาน ธาตุลมเป็นที่ตั้ง หรือที่แรกเกิดของโรค และเตโชธาตุสมุฏฐาน ธาตุไฟเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ธาตุทั้ง ๔ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๔๒ ประการ(ดิน ๒๐, น้ำ ๑๒, ลม ๖, ไฟ ๔) แพทย์แผนไทยพิจารณาย่อลงเหลือเพียง ๓ กองสมุฏฐาน เรียกว่า สมุฏฐานปิตตะ สมุฏฐานวาตะ และสมุฏฐานเสมหะ."],
    [2558,2544,"อาพาธ, อาพาธา",null,null,"ก. เจ็บป่วย. (ป., ส.)"],
    [2559,2545,"อาพาธิก, อาพาธึก",null,null,"ว. เป็นไข้, เจ็บป่วย, เป็นโรค. (ป., ส.)อายุรเวท [อายุระเวด] น. ศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมที่เก่าแก่ มีกำเนิดในประเทศอินเดียตั้งแต่ก่อนยุคพระเวท ประกอบด้วยแนวทางในการดูแลสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคแบบองค์รวม ซึ่งเชื่อมโยงกาย จิต สังคม และวิญญาณ. (มาจากคำ อายุส แปลว่า ชีวิต กับ เวท แปลว่า ความรู้)."],
    [2560,2546,"อายุสมุฏฐาน","ดู สมุฏฐาน ประกอบ.",null,"น. อายุเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งอายุของมนุษย์ออกเป็น ๓ วัย คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย."],
    [2561,2547,"อาศพ","ดูใน อสุภ, อสุภ-.",null,null],
    [2562,2548,"อาสันฑฆาต, อาสันทฆาต, อาสันทะฆาฏ","ดู สันฑฆาต ประกอบ.",null,"น. โรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกระทบกระแทกอย่างแรงจนชอกช้ำ เป็นอาการต่อเนื่องจากตรีสันฑฆาต ทำให้โลหิตจับเป็นก้อน มีอาการเจ็บร้อนในอก เสียดแทงสันหลัง คล้ายเป็นฝีหรือก้อนเนื้อขึ้นกับอวัยวะภายใน ถ้าให้ยาผิดโลหิตกระจายออกแล้วแล่นเข้าสู่กระดูกสันหลัง ลงสู่ทวารหนักทวารเบา."],
    [2563,2549,"อาหารงวด",null,null,"ก. ทำให้อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารลดปริมาณลง, ช่วยย่อยอาหาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตอนหนึ่งว่า [๔/๔๑๓] “... จะกล่าวคุณแห่งกานพลูนั้น รู้กระจายเสียซึ่งเสมหะอันข้น รู้แก้เสมหะอันบังเกิดในกองโลหิตและดีรู้แก้รัตปีตะโรคแก้หืด รู้กระทำให้อาหารงวด …”."],
    [2564,2550,"อำมพาด, อำมพาต, อำมพาธ, อำมพาธิ, อำมะพาธ","ดู อัมพาต, อัมพาธิ.",null,null],
    [2565,2551,"อำมฤควาที, อำมฤตวาที, อำมะฤคคะวาที",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ [๓๔/๑๓๕] ตอนหนึ่งว่า “... ยาอำมะฤคคะวาที เอาผลสมอพิเภก ไคร้เครือ โกฎพุงปลา เมล็ดผักชี เทียนขาว ผลมะขามป้อม น้ำประสานทองเอาสิ่งละ ๒ บาท ชะเอมเทศ ๑๔ บาท บดปั้นแท่ง แก้ไอธรรมดา ละลายน้ำร้อนกวาดคอหรือจิบกิน แก้ไขหวัดลงคอ ตัวร้อน ละลายน้ำผลมะแว้งเครือ น้ำมะขามเปียกแทรกเกลือกวาด แก้ไอหืดหอบ เจ็บอก แสบคอ เสียงแห้ง ละลายน้ำดีงูเหลือม น้ำนมเสือ โคโรค กวาดคอ แก้ไอเป็นเลือด เอาหนังแรดเผา ไฟประสมเท่ากับยานี้ ละลายน้ำปูนใสแทรกพิมเสนกิน ผู้ใหญ่ครั้งละ ๓-๕ เม็ด เด็กครั้งละ ๑-๒ เม็ด แก้สะอึก ละลายน้ำร้อนแทรกอำพันทอง หญ้าฝรั่น พิมเสนกิน ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙."],
    [2566,2552,"อินทจัก, อินทจักร, อินทจักร์",null,null,"น. ยาแผนไทยขนานหนึ่ง จัดอยู่ใน กลุ่มยาหอม ใช้แก้ลมบาดทะจิต มีตัวยา วิธีปรุง วิธีใช้ และสรรพคุณ ดังตำราเวชศึกษา [๑๖/๓๖] ตอนหนึ่งว่า “... เอาสะค้าน ๑ รากช้าพลู ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ รากเจตมูลเพลิง ๑ ลูกผักชี ๑ โกฐสอ ๑ โกฏเขมา ๑ โกฏก้านพร้าว ๑ โกฐพุงปลา ๑ โกฐจุฬาลัมพา ๑ โกฐเชียง ๑ โกฐกักกรา ๑ โกฐน้ำเต้า ๑ โกฐกระดูก ๑ เทียนดำ ๑ เทียนแดง ๑ เทียนขาว ๑ เทียนข้าวเปลือก ๑ เทียนเยาวพานี ๑ จันทน์แดง ๑ จันทน์ขาว ๑ มวกแดง ๑ มวกขาว ๑ รากหญ้านาง ๑ ชะลูด ๑ อบเชย ๑ สมุลแว้ง ๑ กฤษณา ๑ กะลำพัก ๑ บอระเพ็ด ๑ ลูกกระดอม ๑ กำยาน ๑ ขอนดอก ๑ อำพัน ๑ หญ้าฝรั่น ๑ ชะมดเชียง ๑ ลูกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ รากไคร้เครือ ๑ อัมพันแดง ๑ ดอกสารภี ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกจำปา ๑ ดอกกะดังงา ๑ ดอกมะลิ ๑ ดอกคำไทย ๑ ฝางเสน ๑ เลือดแรด ๑ ดีงูเห่า ๑ ดีหมูป่า ๑ ดีโคเถื่อน ๑ ยาทั้งนี้เอาหนักละ ๑ บาท พิมเสน ๑ เฟื้อง ทำผง แก้ลมอันมีพิษ และบาททะจิต จับหัวใจให้คลุ้มคลั่ง ให้หลงไหล ลมอัดแน่นหน้าอก กินข้าวมิได้ ให้อาเจียน ให้แน่นหน้าอก ให้คลื่นเหียน ให้จุกอก และพิษโลหิต ทำให้คลั่งเพ้อ เลือดตีขึ้น และแก้นอนมิหลับให้ระส่ำระสาย น้ำดอกไม้ หญ้าฝรั่น พิมเสน ชะมดเชียง อำพันทอง เป็นกระสาย ...” ปัจจุบันยาขนานนี้จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.๒๕๕๖ และเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, ยาหอมอินทจักร์ ก็เรียก."],
    [2567,2553,"อินทนิลน้ำ",null,null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lagerstroemia speciosa (L.) Pers. ในวงศ์ Lythraceae มีชื่อสามัญว่า banaba, crape myrtle เป็นไม้ต้น ผลัดใบ กิ่งใหญ่มักแตกจากลำต้นสูงเหนือพื้นดินไม่มากนัก เรือนยอดกลมแน่นคลุมส่วนลำต้นไว้เกือบหมด เปลือกค่อนข้างเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มักมีรอยด่างเป็นดวงสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายแหลม โคนมน เกลี้ยงทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงหรือช่อกระจะ ออกตามปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศกลีบดอก ๕-๖ กลีบ สีชมพูถึงสีม่วง ผลแบบผลแห้งแตก รูปเกือบกลมถึงรูปไข่ เปลือกแข็ง ผิวเรียบ กลีบเลี้ยงติดทน เมล็ดมีจำนวนมาก ด้านบนมีปีกบาง ราก เปลือกต้น แก่น และใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๙๙] ตอนหนึ่งว่า “... รากใช้เป็นยาสมานท้องใบต้มเอาน้ำกินแก้เบาหวาน ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๖๘] ตอนหนึ่งว่า “… ใช้ใบแก่ของอินทะนิน ปรุงเป็นยาต้มรับประทาน แก้โรคเกี่ยวแก่ทางเดินของปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคเบาหวาน …”."],
    [2568,2554,"อีเกร็ง","ดู เหงือกปลาหมอ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ A. ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๕๗] ตอนหนึ่งว่า “… แพทย์ตามชนบทใช้ทั้งต้นทั้งรากต้มอาบภายนอกแก้พิษไข้หัวให้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังทุกชนิด ใช้ต้นสดตำให้ละเอียดเอาพอกปิดหัวฝีหรือแผลเรื้อรังถอนพิษดี รับประทานภายในเป็นยาแก้พิษฝีดาษและฝีทั้งปวง เป็นยาตัดรากด้วย ...” อย่างไรก็ตาม ใบเหงือกปลาหมอเป็นตัวยาอย่างหนึ่งในยาชื่ออดุลยวิถาร [๑/๑๓๔] ตอนหนึ่งว่า “... ยาชื่อว่าอดุลยวิถาร แก้พิศม์กำเดาอาโปธาตุกำเริบ ท่านให้เอาชะมด ๑ ... ผักบุ้งร้วม ๑ ใบเหงือกปลาหมอ ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ บาท ...” และเป็นตัวยาในยาแกงแก้กษัยปลาหมอ [๔/๓๕๓] ตอนหนึ่งว่า “... ยาแกง แก้กระษัยปลาหมอแต่ยังอ่อนอยู่นั้น เอาปลาหมอ ๓ ตัว เอาทั้งเกล็ด ... แล้วจึงเอาใบเหงือกปลาหมออ่อนมาใส่ลงเป็นผัก กินแก้กระษัยปลาหมอหายดีนัก ...” ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthus ebracteatus Vahl (ดอกสีขาว) และ Acanthus ilicifolius L. var. integrifolia T. Anderson (ดอกสีม่วง) ในวงศ์ Acanthaceae มีชื่อสามัญว่า sea holly เป็นไม้พุ่ม ขึ้นตามป่าชายเลนและบริเวณน้ำกร่อย อาจมีหนามตามข้อ ใบเป็นเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปขอบขนาน ขอบใบจักซี่ฟันห่าง ๆ ปลายซี่เป็นหนามแหลม ผิวเรียบเป็นมัน เนื้อเหนียวแข็ง ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีจุดประสีแดงหรือม่วง หรือสีม่วงอ่อนถึงสีม่วงแกมฟ้า ผลเป็นฝัก รูปไข่หรือทรงกระบอก, แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง หรือ อีเกร็ง ก็เรียก."],
    [2569,2555,"อีซึก","ดู ซิก.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Albizia lebbeck Benth. ในวงศ์Leguminosae เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดแผ่กว้างเป็นรูปร่ม เปลือกต้นสีเทาขรุขระแตกเป็นร่องยาว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีใบย่อย ๒-๑๐ คู่ เรียงตรงข้าม ช่อดอกแบบช่อกระจุกออกตามซอกใบ ดอกสีขาวอมเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีเหลืองอมแสดเมื่อใกล้โรย ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาลอ่อน มีเมล็ด ๔-๑๒ เมล็ด, เปลือกต้นใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคหนึ่ง) [๒๓/๒๑๓] ตอนหนึ่งว่า “... เปลือกมีรสฝาด เป็นยาสมาน เช่น รักษาแผลในปากในลำคอ เหงือกหรือฟันผุ ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน ...”. จัดเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาประสะกานพลูซึ่งเป็นยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙, จามจุรี พฤกษ์ ตะคึก อีซึก ถ่อนนา หรือ ซึก ก็เรียก."],
    [2570,2556,"อีตู่ดง","ดู หญ้าหนวดแมว.",null,null],
    [2571,2557,"อีทือ","ดู กะทือ.",null,"น. ๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "],
    [2572,2558,"อีฮุม","ดู มะรุม.",null,null],
    [2573,2559,"อุจจาระธาตุพิการ","ดู อุจจาระธาตุลามก ประกอบ.",null,"น. อาการที่ธาตุทั้ง ๔ ของร่างกายกำเริบ หย่อน หรือพิการ ทำให้เกิดความผิดปรกติทางอุจจาระ คือ สีเขียว สีขาว สีดำ หรือสีแดง มีกลิ่นหญ้าเน่า กลิ่นข้าวบูด กลิ่นปลาเน่า หรือกลิ่นซากศพ และมีลักษณะเป็นเมือก เป็นมัน เป็นเปลว หรือเป็นไต นอกจากนี้ อาจถ่ายอุจจาระบ่อยเกิดอุจจาระธาตุลามก เป็นต้น."],
    [2574,2560,"อุจจาระธาตุลามก","ดู อุจจาระธาตุพิการ \n  ประกอบ.",null,"น. อาการผิดปรกติอันเกิดจากอุจจาระธาตุพิการ ทำให้เกิดโทษหรืออาการ ๑๕ อย่าง ดังคัมภีร์ธาตุบรรจบ [๑๕/๓๐๘] ตอนหนึ่งว่า “... อันประเภทอุจจาระนี้ นอกจากอติสารทั้งหลาย แลมีลักษณะอาการนั้น ๑๕ ประการ คือให้ปวดอุจจาระ ๑ ให้เสียดตามโครง ๑ ให้บริโภคอาหารมิได้ ๑ ให้อาเจียน ๑ ให้นอนมิหลับ ๑ ให้มึนมัวจับสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นพิษ ๑ ให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะมิสะดวก ๑ ให้แน่นอกคับใจ ๑ ให้เสียวไปทั้งร่างกาย ๑ ให้เมื่อยทุกข้อทุกกระดูก ๑ ให้กลุ้มจิตระส่ำระสาย๑ให้เจรจาพร่ำพรู ๑ ให้ร้อนกระหายน้ำ ๑ ให้ร่างกายซูบผอม ผิวหนังสากแห้ง ๑ ให้เกิดละอองเป็นขุมขึ้นตามลิ้นตามปาก ๑ รวมโทษทั้ง ๑๕ ประการนี้ เรียกว่า อุจจารธาตุลามก …”."],
    [2575,2561,"อุตราวาตอติสาร",null,null,"น. ปัจจุบันกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากลม ๑๖ จำพวก ผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ้าให้ยาไม่ตรงกับโรคจะทำให้มีอาการปวดมวนในท้อง และถ่ายเป็นมูกเลือด กลายเป็นโรคบิด ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๗๕] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวลักษณะอุตราวาตอติสาร อันเป็นปัจจุบันกรรมนั้นเป็นคำรบ ๖ เกิดแต่กองวาโย ๑๖ จำพวก เป็นสาธารณะทั่วไปทุกแห่งอันนี้แจ้งอยู่ในคัมภีร์เชาวดารโน้นแล้ว ในคัมภีร์อติสารเท่าแต่ที่ลงสิ่งเดียวให้แพทย์พึงรู้ มีลักษณะอาการคือกระทำอยู่ ถ้าลงไปแพทย์วางยามิต้องกลายไปให้ปวดมวน เป็นมูกเลือด สมมติว่าเป็นบิด ...”."],
    [2576,2562,"อุตุ",null,null,"น. ฤดู ในทางการแพทย์แผนไทย ฤดูเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิด ของโรค ดังคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ [๑๕/๖๑] ตอนหนึ่งว่า “... หนึ่ง เล่าจักสำแดง ให้รู้แจ้งเดือนฤดู ทั้งสามตามแบบครู คิมหะ วสันต์เหมันต์ เดือนสี่แรมค่ำหนึ่ง ถึงเดือนแปดเพ็ญคิมหันต์ โรคเกิดฤดูนั้น เตโชธาตุวิการา โลหิตเป็นต้นไข้มักทำให้โทษนานา ...”."],
    [2577,2563,"อุตุปริณามชาอาพาธา","ดู ไข้เปลี่ยนฤดู. (มาจาก \n  อุตุ แปลว่า ฤดู, ปริณามชา แปลว่า การเปลี่ยนแปลง และ\n  อาพาธา แปลว่า ความเจ็บป่วย).","น.","โรคชนิดหนึ่ง มักเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของแต่ละฤดู ผู้ป่วยมักมีไข้ สะบัดร้อนสะท้านหนาว กระหายน้ำ เป็นต้น ในทางการแพทย์แผนไทยอาจแบ่งโรคนี้ตามฤดูกาลเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ไข้ในฤดูร้อน ไข้ในฤดูฝน และไข้ในฤดูหนาว ดังคัมภีร์ตักกศิลา [๑๕/๓๕๖] ตอนหนึ่งว่า “... พระอาจารย์เจ้าจะแสดงซึ่งไข้ทั้งสามสืบต่อไป แลไข้ในคิมหันตฤดูนั้นคือ เดือน ๕, เดือน ๖, เดือน ๗, เดือน ๘ เป็นไข้เพื่อโลหิตเป็นใหญ่กว่าลม กว่าเสมหะทั้งปวงทุกประการ ไข้ในวัสสานะฤดูนั้นคือ เดือน ๙, เดือน ๑๐, เดือน ๑๑, เดือน ๑๒ นี้ ไข้เพื่อลมเป็นใหญ่กว่าเลือด และเสมหะทั้งปวง ทั้งสองประการ ไข้ในเหมันตฤดูนั้นคือ เดือน ๑-๒-๓-๔ นี้ไข้เพื่อกำเดา แลเพื่อดีพลุ่ง เป็นใหญ่กว่าเสมหะ แลลมทั้งสองประการ อาการมีต่าง ๆ ให้นอนละเมอฝันร้ายแลเพ้อไป ย่อมเป็นหวัด มองคร่อหิวหาแรงมิได้ ให้เจ็บปาก ให้เท้าเย็น, มือเย็นแลน้ำลายมากแลกระหายน้ำเนืองๆ แลให้อยากเนื้อพล่า ปลายำสดคาว ให้อยากกินหวาน, กินคาว มักให้บิดขี้เกียจคร้าน มักเป็นฝีพุพองเจ็บข้อเท้าข้อมือ ย่อมสะท้านหนาวดังนี้ ท่านให้วางยาอันร้อนจึงชอบโรคนั้นแล ...”, ไข้ตามฤดู ไข้สามฤดู ไข้หัวลม หรือ อุตุปริณามชาอาพาธา ก็เรียก."],
    [2578,2564,"อุตุสมุฏฐาน","ดู สมุฏฐาน ประกอบ.",null,"น. ฤดูเป็นที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรค ตำราการแพทย์แผนไทยแบ่งฤดูออกเป็น ๓ แบบ คือ ฤดู ๓, ฤดู ๔ และฤดู ๖, ฤดูสมุฏฐาน ก็เรียก."],
    [2579,2565,"อุทธังคมาวาตา",null,null,"น. ลมพัดตั้งแต่ปลายเท้าถึง ศีรษะ บางตำราว่าพัดตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำคอแล้ว ออกทางปาก เช่น ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเป็น องค์ประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม."],
    [2580,2566,"อุทร",null,null,"น. ๑. ท้อง. ๒. ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๒ ตอน ๑ [๓๙/๖๕] ให้ความหมายแตกต่างออกไปว่าเป็น “... อวัยวะที่หุ้มไส้ (ป่อง) คล้ายโปงผ้าที่เกิดขึ้นตรงกลางผ้าเปียกน้ำที่คน รวบ (ชาย)ทั้ง ๒ ข้างเข้า ...” และคัมภีร์ได้บรรยายลักษณะ อวัยวะนี้ว่า “... ข้างนอกเกลี้ยงข้างในเป็นดังผ้าซับระดูที่เปื้อนแล้ว เขาห่อเศษเนื้อไว้ แม้นจะกล่าวว่า ข้างในอุทรนั้น เป็นดังข้างในของผลขนุนละมุด ดังนี้ก็ชอบ มันเป็นที่ที่หมู่ หนอน (ตัวพยาธิ) อันมีแตกต่างกันถึง ๓๒ ตระกูล ...”."],
    [2581,2567,"อุทรวาตอติสาร",null,null,"น. ปัจจุบันกรรมอติสารชนิดหนึ่ง ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากการดูแลรักษาสะดือไม่ดีในระยะแรกคลอด ทำให้สะดือไม่แห้ง สะดือเน่า สะดือพอง กลายเป็นสะดือจุ่น มีลมอุทรวาตเข้าไปในท้อง เมื่อโตขึ้นจะมี อาการท้องเสีย ปวดมวนในท้อง นอกจากนี้ ยังมีอาการท้องอืดตลอดเวลาชักเท้ากำมือกำ หน้าเขียว เป็นต้น ดังตำรายา-ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๖๙] ตอนหนึ่งว่า “... อันเป็นปัจจุบันกรรมนั้นเป็นปฐม มีอาการและประเภทบังเกิดขึ้นเพื่อขั้วสะดือนั้นพอง โดยอำนาจผิงสะดือมิได้แต่ยังเยาว์อยู่นั้น และลมกองนี้ติดตัวมาจนใหญ่กระทำให้ท้องขึ้นมิรู้วาย มักกลายเป็นลมกระษัย บางทีให้ลงให้ปวดมวน ครั้นกินยาหายไปครั้นถูกเย็นเข้ากลับเป็นมา ให้ขบปวดท้องยิ่งนัก ...”."],
    [2582,2568,"อุทรวาตา",null,null,"น. ลมในกระเพาะอาหาร ตำราการแพทย์แผนไทยว่า เป็นลมในลำไส้ใหญ่ตอนบน."],
    [2583,2569,"อุทริยัง",null,null,"น. อาหารที่กินเข้าไปใหม่ ๆ เป็นองค์ประกอบ ๑ ใน ๒๐ สิ่งของธาตุดิน."],
    [2584,2570,"อุนาพัดวาโย",null,null,"น. โรคลมจรชนิดหนึ่ง ในคัมภีร์ใบลาน หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๑๒๗๕ เรื่อง คัมภีร์ลม (หอสมุดแห่งชาติ) ให้คำอธิบายว่าผู้ป่วยจะมีอาการเป็นอัมพาตครึ่งซีก เจ็บท้อง ขัดเบา และปวดบริเวณหัวหน่าว ดังความตอนหนึ่งว่า “... อุนาพัดวาโย กระทำให้ตายไปจำหระข้างหนึ่ง แลให้เจบท้องขัดเบาให้ปวดหัวเหน่านัก ...”."],
    [2585,2571,"อุปทม",null,null,"น. โรคทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์กลุ่มหนึ่ง เกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ป่วยมีอวัยวะเพศแดง บวม เป็นหนอง ปัสสาวะขัด แพทย์แผนไทยแบ่งสาเหตุของการเกิดโรคออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ๑) เกิดจากการมีเพศสัมพันแล้วทำให้อวัยวะเพศอักเสบ ๒) เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสำส่อนซึ่งเป็นกามโรค ๓) เกิดจากผลของโรคดาน กษัยกล่อน หรือกาฬมูตร ซึ่งมักเกิดกับพระสงฆ์หรือนักบวช และ ๔) เกิดจากนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ดังคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา [๒/๓๐๘] ตอนหนึ่งว่า “ ... สัตรียังไม่มีระดูข่มเหงด้วยกำนัดยินดีนั้น ประดุจดังช้างสารอันมีกายใหญ่ เล่ห์ประหนึ่งบุทคลไล่ให้จำเภาะเข้าไปที่ช่องแคบก็เจบปวดช้ำในนั้น ก็เปนบุพโพโลหิต ออกมาตามช่องทวารเบา ได้ความเจบปวดนัก ประการหนึ่ง คือบุทคลเปนอุปะทมเกิดแก่สัตรีอันเปนคนกาฬกิณีสำส่อน ด้วยน้ำกิเลศเปนอาจิณ ครั้นชายไปเสพย์มาตุคาม ก็บังเกิดโรคสมมุติว่าเปนอุปะทม เพราะอุปทวะชั่วช้านัก แลประการหนึ่ง คือบุรุศบริสุทธิมิได้มักมากด้วยกิเลศ คือพระภิกษุแลฆราวาศเปนพหูสูตรก็ดี โรคอันนี้เกิดแก่บุคคลจำพวกใด จำพวกหนึ่งก็ดี เกิดเพราะกาลมูตร อนึ่งโรคอันเกิดด้วยกระไสยกล่อน เกิดอยู่ใต้สายสะดือมักขัดลงมาถึงหัวเหน่า เดิมที ให้ขัดทางปัศสาวะ คือกร่อนลงฝักมักให้ลงมาทั้งฝัก ลงมาทางองคชาติให้องคชาติปวดแสบในองคชาต ให้ปัศสาวะไหลหยดๆ ออกมา ...”, อุปทังสโรค ก็เรียก."],
    [2586,2572,"อุปทังสโรค","ดู อุปทม.",null,null],
    [2587,2573,"อุปปาติกะโรค",null,null,"น. โรคที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ."],
    [2588,2574,"อุระปัศโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดในทรวงอกและสีข้างทั้ง ๒ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บทั่วตัว บางทีบวมทั้งตัว บางทีท้องเสียเหมือนเป็นบิด ปวดมวน ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๘] ตอนหนึ่งว่า “… ว่าด้วยลักษณะหฤศโรคอันชื่อว่าอุระปัศ กล่าวคือโรคริดสีดวง อันบังเกิดในทรวงอกและสีข้างทั้ง ๒ เป็นคำรบ ๗ มีอาการกระทำให้เจ็บทั่วสรรพางค์กาย บางทีให้บวมไปทั้งตัว บางทีกระทำให้ลงดุจเป็นบิดแล้วให้ปวดมวนเป็นเสมหะ โลหิตเน่าเจือกันออกมา โดยนัยท่านกล่าวไว้นั้น ...”."],
    [2589,2575,"อุระวันนะโรค","ดู ริดสีดวง ประกอบ.",null,"น. ริดสีดวงประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นในทรวงอก ผู้ป่วยมีอาการเจ็บยอกในอก ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ บางทีไอมีเลือดออกมา บางทีมีอาการคล้ายไข้เจลียง ทำให้ร้อน ให้หนาว ครั่นเนื้อครั่นตัว ดังหนังสือสมุดไทย หมวดเวชศาสตร์ เลขที่ ๘๔๕ (หอสมุดแห่งชาติ) ตอนหนึ่งว่า “... ลำดับนี้จะกล่าวด้วยลักษณหฤศโรคอันชื่อว่าอุระวันนะ กล่าวคือโรคหฤศดวงอันบังเกิดในทรวงอกนั้นเปนคำรบ ๑๓ มีอาการกะทำให้เจบให้ยอกในอกเปนกำลัง แลให้ไอแห้ง หาเยื่อมิได้ ลางทีให้ไอเปนโลหิตออกมา ลางทีให้จับดุจไข้จะเลียง แล้วให้ร้อน ให้หนาว ให้ครั่นตัวยิ่งนัก ...”, อระวัณณโรค ก็เรียก."],
    [2590,2576,"อุระเสมหะ","ดูใน สมุฏฐานเสมหะ.",null,null],
    [2591,2577,"อุรักกะวาต","ดู ฝีอุรักกะวาต.",null,null],
    [2592,2578,"เอกโทษ",null,null,"ว. อันเกิดจากกองสมุฏฐานปิตตะ วาตะ หรือเสมหะ กองใดกองหนึ่งกระทำให้เกิดโทษ เช่น ไข้เอกโทษเสมหะ เกิดจากกองสมุฏฐานเสมหะกระทำเพียงกองเดียวเท่านั้น."],
    [2593,2579,"เอกสันฑฆาต, เอกสันทฆาต, เอกสันทะฆาฏ","ดู สันฑฆาต ประกอบ.",null,"น. โรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการกระทบกระแทกอย่างแรงจนชอกช้ำ ทำให้โลหิตเป็นก้อน ทำให้ร้อน เสียดแน่น ยอกสันหลังในสตรีอาจเกิดจากโลหิตและระดูแห้ง เป็นก้อนขนาดประมาณฟองไข่ไก่ติดอยู่ที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการเจ็บหลัง แน่นหน้าอก ปวดมากถึงบิดตัว."],
    [2594,2580,"เอกาไลย","ดูใน แม่ซื้อ.","น.","เทวดาหรือผีที่เชื่อกันว่าทำหน้าที่ดูแลรักษาเด็กทารก ตำราการแพทย์แผนไทยว่า มีแม่ซื้อจรและแม่ซื้อประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน โดยแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้ แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ชื่อ วิจิตรนาวรรณ หรือ วิจิตรนาวรร อยู่บนจอมปลวก, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์ชื่อ วรรณานงคราญ หรือ วัณณานงคราญ อยู่ที่บ่อน้ำ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคารชื่อ ยักษ์บริสุทธิ์ อยู่ที่ศาลเทพารักษ์, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธชื่อ สามลทรรศน์ อยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดีชื่อ กาโลทุกข์ หรือ กาโลทุก อยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่, แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์ชื่อ ยักษ์นงเยาว์ อยู่ที่ต้นไทรใหญ่ และแม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์ชื่อ เอกาไลย อยู่ที่ศาลพระภูมิ, แม่วี ก็เรียก."],
    [2595,2581,"เอ็น","ดู เส้น.",null,null],
    [2596,2582,"เอ็น ๑๐ ประการ","ดู เส้นประธานสิบ.",null,null],
    [2597,2583,"เอียนด่อน","ดู ปลาไหลเผือก.","น.","พืชในสกุล Eurycoma วงศ์ Simaroubaceae ๒ ชนิด คือ ชนิด Eurycoma longifolia Jack เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ค่อยแตกกิ่ง ตามลำต้นมักพบรอยแผลเป็น ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มักออกเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ใบย่อยเรียงตรงกันข้ามหรือเกือบตรงกันข้ามรูปใบหอกถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ช่อดอกแบบช่อแยก แขนง มีขนาดใหญ่และโปร่ง ออกตามซอกใบ ดอกสีแดง แยกเพศหรือสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ รูปใบหอก ถึงรูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน เมื่อตูมขอบพับเข้าจรดกัน ผลแบบผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปรีหรือรูปไข่, และชนิด E. harmadiana Pierre เป็นไม้พุ่มแคระ ใบย่อยรูปแถบ ช่อดอกมีขนนุ่ม ไม่มีขนต่อม มีรากอวบและสั้นกว่าชนิดแรก ชาวบ้านอีสาน เรียก ปลาไหลเผือกเล็ก ปลาไหลเผือกทั้ง ๒ ชนิดใช้รากทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๓๒๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากปลาไหลเผือก รสขมจัดเบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่าง ๆ แพทย์ตามชนบทใช้รากเป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ...”, พญารากเดียว ตรึงบาดาล ไหลเผือก หยิกบ่ถอง หรือ เอียนด่อน ก็เรียก."],
    [2598,2584,"เอือด","ดู เกลือสินเธาว์.",null,null],
    [2599,2585,"โอปปาติกะ",null,null,"น. ผู้ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่อาศัยอดีตกรรมเกิดขึ้นและโตเต็มตัวในทันใด เมื่อตายไม่มีซาก ได้แก่ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัมภเวสี."],
    [2600,2586,"โอฬาริกวาตะ, โอฬาริกวาตา","ดู ลมกองหยาบ.",null,null],
    [2601,2587,"ฮ่อมเกี่ยวคำ","ดู กะเม็งตัวผู้.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นส่วนทั้งต้นแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Complaya chinensis (L.) Strother ในวงศ์ Asteraceae มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๒] ตอนหนึ่งว่า “… กะเม็งมีสองชนิด อีกชนิดหนึ่ง ดอกสีเหลือง ชนิดนี้ขึ้นเองไม่มีปลูกกันตามสวนยาจีน คนจีนนิยมใช้ชนิดนี้ ใช้ทั้งต้นต้มหรือทำผง รับประทานแก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต เป็นยาบำรุงโลหิตด้วย ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Complaya chinensis (L.) Strother ในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้ล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขน มีรากออกตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก หรือรูปไข่กลับแคบ มีขนทั้ง ๒ ด้าน ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง ดอกวงนอกรูปลิ้น ดอกวงในเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน, ฮ่อมเกี่ยวคำ ก็เรียก."],
    [2602,2588,"ฮังตอ","ดู อัคคีทวาร.","น.","พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb. ในวงศ์ Lamiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่ โคนสอบ ปลายแหลมถึงเรียวแหลม ขอบเกือบเรียบถึงจักฟันเลื่อย ช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง ออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว สีฟ้า ถึงสีม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ มีกลีบข้าง ๔ กลีบ กลีบกลาง ๑ กลีบ ผลแบบผลมีเนื้อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีม่วงเข้มถึงสีดำ ราก ต้นและใบใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๕๗๑-๒] ตอนหนึ่งว่า “... แพทย์ตามชนบทใช้ใบทำผงรับประทานเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร รากและต้นใช้ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ทาหัวริดสีดวง เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง บางชนบทใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่ายไฟ เอาควันเผารมหัวริดสีดวงงอกทวารหักให้ยุบฝ่อ ใบสดให้หญิงรับประทานเมื่อคลอดบุตรแล้ว และใช้กรอกสัตว์พาหนะ เช่น โค กระบือที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใบและต้นตำพอกรักษากลากเกลื้อน และพอกแก้ปวดศีรษะเรื้อรัง และแก้ขัดตามข้อแลดูดหนอง ต้มรับประทานแก้เสียดท้อง รากผสมกับขิงและลูกผักชี แก้คลื่นเหียน อาเจียน ผลทั้งสุกและดิบเคี้ยวค่อย ๆ กลืนน้ำแก้ไอ แก้โรคเยื่อตาอักเสบ ลำต้นรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ ...”, กรีชวา แข้งม้า แคว้งค่า ชะรักป่า ซะแฮ้ง ผ้าห้ายห่อคำ พายสะเลียง มักแค้งข่า หมอกนางต๊ะ หมักก้านต่อ หลัวสามเกียน หูแวง หรือ ฮังตอ ก็เรียก."],
    [2603,2589,"ฮางคาว","ดู ว่านน้ำ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus L. ในวงศ์ Acoraceae มีชื่อสามัญว่า sweet flag, flagroot, myrtle-flag, sweet calamus มีรสและสรรพคุณดังตำราสรรพคุณยา ฉบับของกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๓] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณหว้านน้ำ รู้แก้โรคอันบังเกิดแต่ทรวง แลรู้บำรุงซึ่งโลหิต แก้โรคอันหักแพลง รศนั้นพานขม ...” ดังตำราประมวลสรรพคุณยาไทย (ภาคสาม) [๒๕/๑๑๐] ตอนหนึ่งว่า “… รากว่านน้ำรับประทานมากทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานแต่น้อย แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้จุกแน่น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๔๘๙-๔๙๑] ตอนหนึ่งว่า “… รากว่านน้ำรับประทานมากทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อยเป็นยาแก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้ แก้จุกและธาตุเสีย ... ใช้รากฝนกับสุราเจือน้ำเล็กน้อยทาหน้าอกเด็ก เป็นยาดูดพิษแก้ความอักเสบของหลอดลมและปอด ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus L. ในวงศ์ Acoraceae มีชื่อสามัญว่า myrtle grass เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าแยกแขนง มักมีรากฝอยจำนวนมากอยู่ตามข้อ ส่วนเหนือดินเป็นลำต้นสั้น ๆ ที่มีใบเรียงถี่ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับสองแถว รูปแถบ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนแผ่เป็นกาบโอบข้อ ขอบเรียบ ช่อดอกแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ออกจากต้นเป็นช่อก้านโดดคล้ายใบ และมีใบประดับรูปคล้ายใบแต่ขนาดเล็กกว่า ในช่อดอกมีดอกจำนวนมาก สีเหลืองอมเขียว ขนาดเล็กมาก เรียงแน่นรอบแกนช่อ ผลแบบผลมีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด สีแดง รูปขอบขนาน เมล็ดรูปรีเล็กมาก, หัวงอ หรือ ฮางคาว ก็เรียก."],
    [2604,2590,"ฮูฮา","ดู เสนียด.",null,"น. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Justicia adhatoda L. ในวงศ์ Acanthaceae เป็นไม้พุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามปลายและโคนแหลม ขอบเรียบมีขน ช่อดอกออกตามปลายกิ่งมีใบประดับสีเขียวหุ้มดอก กลีบดอกสีขาว ผลแบบผลแห้งแตก ราก ใบ และดอกใช้ทำยา มีรสและสรรพคุณดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๐] ตอนหนึ่งว่า “... คุณรากเสนียดใบแลดอกมีรศอันขม แก้หืดไอแก้ไข้สำปะชวร แก้โลหิต แก้บิด แก้พิศม์ฝี ...” [๒/๓๘๗] ตอนหนึ่งว่า “... รากเสนียดแก้ไข้เพื่อลมกำเริบ ...” คัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)[๕๑/๔๔๑] ตอนหนึ่งว่า “... เสนียดนั้น ใบ, แก้แผลในลำคอแลแก้คอเปนโรคดุจหนามก้านบัว แก้แม่พยาธิ์ในไรฟัน ห้ามเสียซึ่งรัตตะ ปิตตะโรคแลไข้จับ แก้คชราดแลฟกบวม กระทำผิวหนังให้ผ่องใส ...” และตำราสรรพคุณยา ฉบับกรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๒๒] ตอนหนึ่งว่า “... จะกล่าวสรรพคุณเสนียด ใบนั้นรู้แก้แผลในลำคอ แลแก้คออันเปนดุจหนามบัว แลแก้แม่พยาธิในไรฟัน แลรู้ห้ามซึ่งโลหิตลักปิดให้อยุด ดอกนั้นรู้ฆ่าไส้เดือนในอุทรให้ตาย ลูกนั้นแก้ซึ่งฝีเอน เปลือกนั้นรู้แก้ ซึ่งริดสีดวงไอ กระพี้แลไส้นั้นรู้แก้ซึ่งดี รากนั้นรู้แก้ซึ่งเสมหะแลลม แก้ลักปิดแลไข้จับ รู้แก้คุธราชแลผอมแห้ง แลรู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส ...” ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีกล่าวถึงการใช้แก่นเสนียด และเบญจเสนียด (เสนียดทั้ง ๕) ในตำรับยา, กระเหนียด กุลาขาว บัวฮาขาว บัวราขาว โมรา เสนียดโมรา หูรา หูหา หรือ ฮูฮา ก็เรียก."],
    [2605,2591,"เฮียวข่า, เฮียวดำ, เฮียวแดง","ดู กระทือ.","น.","๑. เครื่องยาที่เป็นเหง้าของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae ดังคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๑] ตอนหนึ่งว่า “... คุณกะทือป่ามีคุณดุจข่า เจริญไฟธาตุแก้ลมจุกเสียด …” ตำราสรรพคุณยา ฉบับของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท [๔๒/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… จะกล่าวสรรพคุณกะทือ ลำต้นนั้น รู้แก้ไข้อันกระทำให้เบื่ออาหาร ใบนั้นรู้แก้โลหิตอยู่ไฟให้ตกเสีย ดอกนั้นรู้แก้ไข้อันผอมเหลือง รากนั้นรู้แก้ไข้อันร้อน กระทำให้เยน นั้นรู้ตั้งไว้ซึ่งน้ำนมแห่งสัตรีอันแห้ง ให้บริบูรณ์ขึ้น ...” และตำราไม้เทศเมืองไทย [๔๕/๑๖] ตอนหนึ่งว่า “… มีรสขมและขื่นน้อย ๆ ... ต้นแก้เบื่ออาหาร ใบขับเลือดเน่าในเรือนไฟ ดอกแก้ไข้เรื้อรังผอมเหลือง รากแก้ไข้ตัวเย็น หัวและเง่าบำรุงให้เกิดน้ำนม แก้ปวดมวน แก้บิด ขับลมผาย ขับปัสสาวะ เง่ากระทือเผาไฟให้สุกรับประทานกับน้ำปูนใส แก้บิดปวดเบ่ง, เสมหะเป็นพิษ, แก้แน่น, กล่อมอาจม ...”. ๒. พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.) Roscoe ex Sm. subsp. zerumbetในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อสามัญว่า wild ginger, martinique ginger เป็นไม้ล้มลุก เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับ โอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นลำต้นเทียม แตกกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองถึงสีเหลืองเข้ม หรือสีขาว แกมเหลือง โคนติดกันเป็นหลอด ผลแบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดรูปรีแกมรูปหยดน้ำ สีดำ, กะแวน กะแอน หัวทือ หัวอีทือ อีทือ เฮียวข่า เฮียวแดง หรือ เฮียวดำ ก็เรียก, เขียนว่า กระทือ ก็มี. "]
]}
